นวัตกรรมผสมผสานภูมิปัญญาฯ พิชิตแมลงดำหนาม อย่างได้ผลและยั่งยืน

แมลงดำหนามเป็นศัตรูมะพร้าวที่ร้ายฉกาจตัวหนึ่ง
เข้าทำลายและอาศัยกัดกินยอด ใบอ่อนของมะพร้าวจนได้รับความเสียหาย
ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ปริมาณลดลง เนื่องจากเป็นโรคหัวหงอก
การเข้าทำลายเริ่มต้นตั้งแต่ตัวเต็มวัยเข้าวางไข่ บริเวณใต้ใบที่ยังไม่คลี่
จากนั้นประมาณ 5วัน ก็ฟักเป็นตัวหนอนสีขาว มีลักษณะคล้ายหนามยื่นออกมาจากลำตัว
ขบวนการทำลายก็เริ่มขึ้น จนกระทั้งเข้าดักแด้และหยุดทำลายระยะนึง
หนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ โดยจะซ่อนตัวในใบอ่อนที่พับอยู่
แล้วค่อยๆเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆจนหมดทั้งใบ ขาวโพลนทั้งต้น “หัวหงอก”
ดังนั้นระยะตัวหนอนจึงสำคัญที่สุด รุนแรงกว่าระยะตัวเต็มวัย
โดยเฉพาะพื้นที่มีอากาศแห้งแล้ง ขาดน้ำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมลงดำหนาม   ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมลงดำหนาม ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไข่แมลงหนามดำ

Read More

ติดตามผลการเลี้ยงกบ ในกระชังบก

นายอรรถพล วงศ์อมฤตุ ประมงอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
พร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามผลการเลี้ยงกบในกระชังบก ของเกษตรกร หมู่ที่ 4
ตำบลพุกร่าง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
พร้อมได้สอบถามปัญหาและให้คำแนะนำรวมถึงการป้องกันโรคและการใช้ยากับกบที่เลี้ยนายอรรถพล
วงศ์อมฤตุ ประมงอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
พร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามผลการเลี้ยงกบในกระชังบก ของเกษตรกร หมู่ที่ 4
ตำบลพุกร่าง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
พร้อมได้สอบถามปัญหาและให้คำแนะนำรวมถึงการป้องกันโรคและการใช้ยากับกบที่เลี้ยง
เมื่อวันก่อน

สำหรับการเลี้ยงกบในกระชังในปัจจุบันเริ่มมีความนิยมในกลุ่มเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์
และมีความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ยากต่อการควบคุมความสะอาดบ่อ
และยากต่อการควบคุมโรคกว่าบ่อปูน ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ขั้นตอนในการจัดทำแหล่งเพาะเลี้ยงเกษตรกรส่วนใหญ่จะขุดบ่อดินขนาดประมาณ
35
x20 เมตรขึ้นไป มีความลึกประมาณ 80100 เซนติเมตร ไว้หลาย ๆ บ่อ จากนั้นก็นำกระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป
ปัจจุบันมีจำหน่าย ในร้านขายวัสดุทางการเกษตร ทั่วไป โดยกระชังที่นิยมที่สุด คือ
ขนาด 3
x 4 เมตร ซึ่งจะใส่กบลงเลี้ยงได้ประมาณ 1,2002,500 ตัวต่อกระชัง จัดทำทางเดินตรงกลาง
ระหว่างกระชังเพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและจับกบขาย เมื่อเตรียมบ่อ
และวางกระชังแล้ว ก็เติมน้ำเข้าบ่อประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วนำกระชังขึงด้วยไม้ไผ่
และนำแผ่นยางลอยน้ำ รองใต้กระชัง เพื่อให้ลอยเหนือน้ำ
เป็นพื้นที่แฉะสำหรับกบอยู่อาศัย ด้านบนปิดด้วยตาข่ายกันศัตรูกบมากิน
และมีสแลนพรางแสง และกันฝน กันกบตกใจ ปกติถ้าน้ำดี จะถ่ายน้ำทุก ๆ 7 วัน
โดยสังเกตจากกลิ่นของน้ำเป็นสำคัญ คือต้องไม่มีกลิ่นเหม็นมากนัก
ส่วนน้ำสำหรับใช้เลี้ยงกบในกระชัง หากน้ำเป็นกรด จะใส่ปูนขาว เพื่อปรับสภาพน้ำ
และตรวจวัดความเป็นกรดด่างของน้ำอีกครั้งหนึ่ง และมีการพักน้ำไว้ก่อนระยะหนึ่ง อย่างน้อย
3 วัน จึงจะนำมาใส่บ่อเลี้ยง

หากเป็นน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะทั่วไปในพื้นที่
ซึ่งคุณภาพของน้ำมักจะไม่สม่ำเสมอ หรืออาจมีการปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร
เกษตรกรควรจะนำมาพักเก็บกักน้ำไว้ก่อนระยะหนึ่ง
หากเป็นน้ำบาดาลจะผ่านการกรองและพักน้ำไว้ก่อนนำมาใช้เช่นกัน
แต่บางที่มีคุณภาพดีก็นำมาใช้เลี้ยงกบรุ่น ๆ ได้เลย
ข้อดีในการเลี้ยงกบในกระชังแบบนี้ คือ สามารถนำมาเลี้ยงในบริเวณบ้าน
หรือพื้นว่างทั่วไป กระชังสามารถใช้เลี้ยงกบได้ประมาณ 2
3 ปี ต่อกระชัง โดยเงินลงทุนกระชังละไม่เกิน 600 บาท
สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้บ่อย ๆ และง่าย รวดเร็วกว่าแบบอื่น ๆ

ถ้ามีน้ำคลองก็สามารถเปิดให้ไหลผ่านหมุนเวียนได้ตลอด
ซึ่งดีต่อกบทำให้กบไม่มีโรคและไม่เปลืองค่ายารักษาโรค และไม่เปลืองอาหารมากนัก
เหมือนกับการเลี้ยงในบ่อปูน ควบคุมดูแลโรคได้ง่ายกว่าการเลี้ยงแบบอื่น ๆ
ซึ่งเกษตรกรสามารถเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้ ที่สำคัญกบจะไม่มีกลิ่นอับติดตัว
เพราะเลี้ยงใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด แถมกบมีพยาธิน้อย
เพราะไม่ได้สัมผัสโคลนจากดินโดยตรง
จำนวนกบที่รอดชีวิตนับตั้งแต่เลี้ยงจนจับขายได้จะมีสูงกว่าการเลี้ยงแบบบ่อดินธรรมดาโดยทั่วไป.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 19/10/2560

เว็ปที่มา
 
https://www.dailynews.co.th/agriculture/604946

Read More

เกษตรฯงัด15แผนหลักลุยปี’61 ยกระดับ‘คน-มาตรฐานสินค้า’สู่ยุค4.0

นายวิณะโรจน์
ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ
2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ได้รับจัดสรรงบประมาณในภาพรวมทั้งหน่วยงานราชการในสังกัด องค์กรมหาชน
และรัฐวิสาหกิจ รวม 103,586.6227 ล้านบาท จำแนกเป็น 1) งบบุคลากรภาครัฐวงเงิน
25,823.0087 ล้านบาท 2) งบรายจ่ายตามภารกิจ (
Function) วงเงิน
17,422.3205 ล้านบาท 3) งบบูรณาการ (
Agenda) วงเงิน
53,234.3502 ล้านบาท และ 4) งบพื้นที่ (
Area) วงเงิน
7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ยกกระดาษ
A4)
และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบ 15 โครงการ/แผนงานสำคัญ

ประกอบด้วย1)
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่
1,868.4714 ล้านบาท3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร
449.0476 ล้านบาท 4)
Zoning by Agri-Map 333.0441
ล้านบาท 5)
Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6) พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ
ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7) ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8) เกษตรอินทรีย์
910.4219 ล้านบาท 9) ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10)
จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11) ขยายศูนย์เมล็ดพันธ์ุข้าว
472.9215 ล้านบาท 12)
ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน
351.1151 ล้านบาท 13) ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14)
พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (
GAP) 1,414.2919 ล้านบาท
และ 15) การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาททั้งนี้
ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น
ปีแห่งการยกระดับคน
การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0
โดยมีกรอบแนวคิดและการดำเนินงานต่อเนื่องตามนโยบายยกกระดาษ
A4 ซึ่งจะเป็นกลไกผลักดันให้แผนขับเคลื่อน Smart
Agricultural Curve ในปี 2561 บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น
Smart Farmer นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร
และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร
4.0 อย่างต่อเนื่อง

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่19/10/2560

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/298283

Read More

เพิ่มปริมาณกุ้งก้ามกราม ในแหล่งนํ้าธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา นายคันฉัตร ตันเสถียร
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม
ตามโครงการขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2560 ณ บริเวณเทศบาลตำบลกระดังงา อ.บางคนที จังหวัดสมุทรสงครามเมื่อวันที่ 6
ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม
ตามโครงการขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2560 ณ บริเวณเทศบาลตำบลกระดังงา อ.บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยนายเทวินทร์
นรินทร์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม มอบหมายให้ นางสาวเบ็ญจมาศ อู่อ่อน
หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม
และส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกร เข้าร่วมพิธี โดยปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม
จำนวน 1,500,000 ตัว เพื่อเพิ่มปริมาณกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ที่ก่อนหน้านี้มีปริมาณมาก แต่จากการขยายตัวของชุมชน
และปริมาณการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชนเพิ่มมากขึ้นทำให้จำนวนกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เคยชุกชุมได้ลดน้อยลงไป
ซึ่งการดำเนินการในโครงการครั้งนี้จะก่อเกิดประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับกุ้งก้ามกรามนั้น เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ของประเทศไทย
ตัวโตที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาวจากหัวถึงหางประมาณ 25 เซนติเมตร หนัก 470 กรัม
ซึ่งพบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะภายนอกโดยทั่วไปของกุ้งก้ามกรามจะมีลำตัวเป็นปล้อง
ส่วนหัวและอกคลุมด้วยเปลือกชิ้นเดียวกัน ส่วนของลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง ๆ มี 6
ปล้อง กรีมีลักษณะโค้งขึ้นและหยักเป็นฟันเลื่อยโดยด้านบนมีจำนวนระหว่าง 13-16 ซี่
ด้านล่างมีจำนวนระหว่าง 10-14 ซี่ โคนกรีกว้างและหนากว่ากุ้งชนิดอื่น ๆ เป็นกุ้งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
พบทั่วไปในประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังกลาเทศ อินเดีย
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเคยมีรายงานว่าพบในมหาสมุทรอินเดียอีกด้วย
ในประเทศไทยอดีตมีแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำจืด เช่น ภาคกลางพบอาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำนครนายก
เช่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นนทบุรี ปทุมธานี พระนคร ศรีอยุธยา ชัยนาท อ่างทอง
นครสวรรค์ ราชบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

ภาคตะวันออกพบที่แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำระยอง จ.ระยอง และแม่น้ำเวฬุ
จ.ตราด ส่วนภาคเหนือเคยพบที่แม่น้ำเมย ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสาละวิน
ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
นอกจากนี้ยังพบในที่ที่มีทางน้ำไหลขึ้นลงติดต่อกับทะเลในภาคใต้พบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปัตตานี ทะเลสาบสงขลา พัทลุง ชุมพร ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ ตามธรรมชาติกุ้งก้ามกรามจะสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ตลอดปี
การผสมพันธุ์จะเกิดเมื่อตัวเมียลอกคราบและเปลือกยังอ่อนอยู่ตัวผู้จะเข้าผสมโดยให้น้ำเชื้อซึ่งมีลักษณะคล้ายสารเหนียวไปติดอยู่กับส่วนหน้าอกระหว่างขาเดินของตัวเมีย
จากนั้นตัวเมียจะวางไข่ภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังการผสมพันธุ์
ไข่ที่ปล่อยออกมาจะถูกผสมกับเชื้อตัวผู้ที่ติดอยู่ที่ส่วนอกแล้วไข่จะถูกนำไปเก็บอยู่บริเวณส่วนท้องระหว่างขาว่ายน้ำ
โดยขาว่ายน้ำจะทำหน้าที่โบก พัดน้ำให้ไหลผ่านเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่ไข่ ไข่ที่ติดขาว่ายน้ำในระยะแรก
ๆ มีสีเหลืองอมส้มมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 -0.8 มม.

ไข่มีการพัฒนาไปจนมีอวัยวะครบทุกส่วนภายในเปลือกไข่
ขณะเดียวกันถ้าสังเกตจากภายนอกจะเห็นสีของไข่เปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งระยะสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ
และรูปร่างของกุ้งพับงอภายในเปลือกไข่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ชัดเจนใช้เวลาประมาณ
17 – 21 วันจะฟักเป็นตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำด้วย ซึ่งการนำพันธุ์กุ้งก้ามกรามปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติครั้งนี้
หากมีการเว้นระยะในการจับขึ้นมาใช้ประโยชน์ของผู้คนสัก 1 ช่วงของการเจริญเติบโตของกุ้ง
ปริมาณกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำแห่งนี้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเช่นดังอดีต

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันที่ 19/10/2560

เว็ปที่มา
https://www.dailynews.co.th/agriculture/604944

Read More

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรวูบร้อยละ6.12 สศก.แจงสาเหตุผลผลิตเพิ่ม-ฝนหนักทำซื้อขายฝืด

นายวิณะโรจน์
ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า
ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกันยายน 2560
ลดลงร้อยละ 6.12 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงได้แก่
สุกร ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับหลายพื้นที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง
ทำให้การซื้อขายไม่คล่องตัว ส่งผลต่อความต้องการบริโภคชะลอตัวลงเล็กน้อย ไข่ไก่
ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
อีกทั้งเป็นช่วงโรงเรียนปิดภาคเรียน ทำให้ปริมาณการบริโภคไข่ไก่ชะลอตัว
กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดปริมาณเพิ่มขึ้น และ
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
ประกอบกับมีการใช้วัตถุดิบชนิดอื่นทดแทนในการผลิตอาหารสัตว์
ส่งผลความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น
ได้แก่ ยางพารา
ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาครัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้เข้าซื้อขายยางพารา
ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น และ ไก่เนื้อ
ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดมีความสอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับเดือนตุลาคม
2560 คาดว่า ดัชนีราคาจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2559
สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลองกอง สุกร
และกุ้งขาวแวนนาไม ในขณะเดียวกันแนวโน้มเดือนพฤศจิกายน 2560
คาดว่าดัชนีราคาลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าวนาปี
และยางพารา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกันยายน 2560 พบว่า
เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.03 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กันยายน 2559)
สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ
ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ลองกอง
และเงาะโรงเรียน สำหรับเดือนตุลาคม 2560 คาดว่า
ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรจะลดลงเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2559
โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม
ในขณะที่แนวโน้มเดือนพฤศจิกายน 2560 คาดว่าดัชนีผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทั้งนี้
ภาพรวมดัชนีรายได้ของเกษตรกร เดือนกันยายน 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2559
ร้อยละ 0.48 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.03
และดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 6.12 โดยในเดือนตุลาคม 2560
คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2559
ในขณะที่แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤศจิกายน 2560 คาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่18/10/2560

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/298032

Read More

ส่องเกษตร : ‘ในหลวง’กับวิกฤติ‘น้ำ’

ยิ่งใกล้วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้
ทุกดวงจิตดวงใจพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดี
ก็มุ่งความสนใจเฝ้าติดตามเรื่องราวของพระราชพิธีที่กำลังจะมาถึงด้วยความอาลัยรัก
และมุ่งหวังที่จะร่วมกันส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ
เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลกสื่อมวลชนต่างๆทั้งในประเทศทุกสำนัก
ตลอดจนสื่อมวลชนนานาประเทศจากทั่วโลก
ในช่วงเวลานี้จึงมุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นสำคัญ
รวมถึงเรื่องราวพระราชปณิธาน แนวทางพระราชดำริต่างๆ
จนถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้ทรงงานเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยและเผื่อแผ่ถึงพี่น้องชาวโลกในประเทศต่างๆ
อาทิ แนวพระราชดำริปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆในการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาของเกษตรกร
ไม่ว่าเรื่องดินหรือเรื่องน้ำ จนถึง
ฝนหลวงเป็นต้น

ยิ่งในช่วงเวลานี้ที่ปัญหาเรื่องน้ำกำลังสร้างความเดือดร้อนหนักให้หลายพื้นที่ของประเทศไทยเกิดวิกฤติ
รวมถึงกรุงเทพมหานครเองด้วย (โดยเฉพาะวันเสาร์ 14 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา
ฝนตกหนักในกรุงเทพฯจนน้ำท่วมถนนสายสำคัญๆ กว่า 50 จุด จราจรเป็นอัมพาตตลอดทั้งวัน
เดือดร้อนกันแสนสาหัส ซึ่งยังคงเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์
มาจนถึงสัปดาห์นี้) จากการที่ปีนี้มี
น้ำฝนมากเกินไป จนเกิดการท่วมท้นหลายระลอก
แม้เข้าสู่ปลายฤดูฝนกำลังจะเริ่มต้นหนาวแล้วก็ตาม
น้ำในเขื่อนใหญ่ๆหลายแห่งก็ยังต้องเร่งระบายมากขึ้น
เพื่อรองรับน้ำฝนใหม่ที่ตกหนักลงมามากภาวการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้คนไทยคิดถึงแนวทางพระราชดำริและโครงการตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหา
น้ำท่วมอย่างยั่งยืนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9
พระราชทานไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง
แก้มลิงหรือหลายโครงการอย่าง เช่น คลองลัดโพธิ์,เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
เป็นต้นรวมถึงรำลึกถึงน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงรัชกาลที่ 9
ที่ทรงมีให้กับพสกนิกรไทยในยามที่ต้องเดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมทุกครั้ง
โดยจะพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และผ่านองค์กรต่างๆ
ซึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ได้รับสืบทอดน้ำพระราชหฤทัยนี้ต่อมา
โดยจะพระราชทานความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม
ตลอดจนได้รับสั่งต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ที่เข้าเฝ้าฯถวายรายงานเมื่อเดือนสิงหาคม
ให้เร่งช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่ ตามมาตรการต่างๆ
ด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง ลดภาระความซ้ำซ้อน ซึ่งสิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ ก็จะพระราชทานมาให้
และยังรับสั่งให้แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ด้วยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งจากสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปรียบประดุจ
ฟ้าของปวงชนชาวไทยที่เปรียบดังดินขณะที่พสกนิกรชาวดินไม่เพียงแต่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังพร้อมจะเสียสละทุกอย่าง
เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณ
ฟ้าด้วยดังจะเห็นได้จากชาวบ้านและเกษตรกรในหลายพื้นที่ซึ่งกำลังประสบกับภัยน้ำท่วมในช่วงเวลานี้
จนทรัพย์สินบ้านเรือนและไร่นาเสียหายอย่างหนัก แต่ก็ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า
ไม่เป็นไร พร้อมที่จะเสียสละยอมให้ที่ดินตัวเองเป็นพื้นที่รับน้ำแทนกรุงเทพฯ
เพราะกลัวว่า น้ำจะไหลเข้าไปท่วมกรุงเทพฯ
จนเกิดความเสียหายให้กับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ใกล้จะมาถึงนี่เป็นคำพูดของป้าวันดี
ศรีอุดุมเวชและมารดา ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมอยู่ที่ จ.สิงห์บุรี
ซึ่งเชื่อว่าตรงกับใจของชาวบ้านและเกษตรกรอีกหลายพื้นที่
และได้สร้างความซาบซึ้งตรึงใจให้กับคนไทยทั้งแผ่นดินที่พากันแชร์ข้อความนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมายในหลวงรัชกาลที่
9 เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว
ไม่ได้อยู่บนผืนโลกที่จะสามารถพระราชทานความช่วยเหลือต่างๆ แก่คนไทยได้อีกต่อไป
แต่แนวทางพระราชดำริในการแก้ปัญหา
น้ำที่ได้พระราชทานไว้ให้
ถ้ารัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนประชาชนชาวดินทั้งหลายได้นำไปสืบสาน การปฏิบัติอย่างจริงจัง…ก็เชื่อว่า
จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไปซึ่งเท่ากับพระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน
แต่ยังอยู่คู่แผ่นดินไทยไปตลอดกาล

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่18/10/2560

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/298028

Read More

สั่งเข้มตรวจสอบย้อนกลับประมง ‘บิ๊กฉัตร’กำชับคุมเรือแจ้งเข้า-ออกสินค้าทั้งระบบ100%

พล.อ.ฉัตรชัย
สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในภาพรวมการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย
ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (
IUU) ของประเทศไทย
ถือว่ามีการพัฒนาในหลายด้านและมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำที่ กรมประมง ได้ปรับปรุงระบบ
เพื่อไม่ให้มีสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมง
IUU เข้ามาในประเทศไทย
รวมถึงไม่ให้มีการส่งออกสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงแบบ
IUU อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้สำหรับสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย
มีการจัดวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลได้ตลอดสายการผลิต
โดยกำหนดให้เรือประมงที่จับสัตว์น้ำต้องจดบันทึกการทำการประมงตามความเป็นจริงทุกครั้ง
และมีรายละเอียดของชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ บริเวณที่จับ
และเครื่องมือการทำประมง เมื่อนำสัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเทียบเรือ
กำหนดให้ท่าเทียบเรือต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด
กรณีขนส่งไปขายที่ตลาดกลางโดยยังไม่มีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักต้องชั่งน้ำหนักโดยประมาณของสัตว์น้ำที่ขนส่ง
และเมื่อถึงตลาดกลางต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด
และเมื่อมีการซื้อขายสัตว์น้ำ
ผู้ซื้อผู้ขายต้องกรอกข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและปริมาณที่ซื้อขายในเอกสารกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ
เพื่อให้มีข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ทุกขั้นตอนตลอดสายการผลิตส่วนสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ผู้ประกอบการนำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำ
โดยด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมงจะดำเนินการตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสาร
เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์น้ำไม่ได้มาจากการทำการประมง
IUU
โดยทำการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น
ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ
, ล็อกบุ๊ค ใบอนุญาตทำการประมง
ใบอนุญาตขนถ่าย แหล่งทำการประมง พฤติกรรมเรือ เส้นทางเดินเรือ ข้อมูลการทำการประมง
และแผนผังการเก็บสัตว์น้ำ เป็นต้น
หากข้อมูลถูกต้องจะอนุญาตให้เรือเทียบท่าและขนถ่ายสัตว์น้ำได้นอกจากนี้
ยังมีการควบคุมการขนถ่ายและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำที่ขนขึ้นรถบรรทุก
และจัดทำเอกสารเพื่อกำกับรถบรรทุกทุกคันที่ขนส่งไปยังโรงงาน
และบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์
เมื่อสัตว์น้ำไปถึงโรงงานจะมีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด
และออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสัตว์น้ำ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับ
กรมประมงได้มีการระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่
1.ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย และ
2.ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำนำเข้า เพื่อให้สามารถตามสอบเส้นทางไหลของสัตว์น้ำ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสายการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าสัตว์น้ำ การขึ้นท่าสัตว์น้ำ
การกระจายสัตว์น้ำ การแปรรูป การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ
การออกใบรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนถึงกระบวนการสุดท้าย คือ
การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเองอย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง
เพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำทั้งระบบ
ตั้งแต่การตรวจสอบเรือประมงที่แจ้งเข้า
แจ้งออกให้ได้ 100
เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำสัตว์น้ำขึ้นท่า
ควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและลูกเรือกลางทะเล สร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการประมงตลอดสายการผลิตให้ความร่วมมือ
และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด
และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย
โดยได้มีการนำระบบเครื่องชั่ง
Smart scale ที่สามารถส่งข้อมูลชนิดและน้ำหนักที่ชั่งเข้าระบบ
ที่ได้มีการนำร่องใช้กับท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาที่สงขลาเป็นแห่งแรก
และที่สมุทรสาครเป็นแห่งที่สอง
ซึ่งจะทำให้ข้อมูลชนิดและน้ำหนักสัตว์น้ำมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้นด้วย

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่18/10/2560

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/298036

 

Read More

ปลูกกล้วยแซมสวน-ไร่นา มีประโยชน์ถึง 3ต่อ

ดินที่ดีมีอินทรียวัตถุ
ระบายถ่ายเทน้ำดีไม่แช่ขังเหมาะต่อการปลูกมะนาว
ยิ่งวางระบบน้ำดีๆยิ่งได้เปรียบเป็นสองเท่า
ไม่ต้องคอยแหงนหน้ามองฟ้าว่าวันนี้ฝนจะตกไม่ตก ระหว่างแถวแซมหน่อกล้วยช่วยรักษาความชื้น
ก่อนลงปลูกรองก้นหลุมด้วยพูมิชซัลเฟอร์สองสามกำมือช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต
ต้นกล้วยยิ่งปลูกมากยิ่งได้เปรียบ คอยเป็นเงากำบังพรางแสงให้มะนาว
ลดอาการใบไหม้ได้
จากหน่อกล้วยเล็กๆกลายเป็นดงกล้วยขนาดใหญ่ช่วยรักษาความชื้นทำให้ประหยัดน้ำประหยัดเวลาได้อีกทางหนึ่ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปลูกกล้วยแซมสวนมะนาว  ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปลูกกล้วยแซมมะนาว

Read More