ปลา, ประมง-สัตว์น้ำ

ไปรู้จักการเลี้ยง “ปลาหม้อแตก” ในกระชัง

NULL

ปลากะพงขี้เซา หรือปลาหม้อแตก มีลำตัวแบนค่อนข้างลึก ความยาวหัวจะสั้นกว่าความลึกลำตัว ปากกว้างเฉียงขึ้น มุมปากจะอยู่แนวเดียวกับปุ่มกลางนัยน์ตา ครีบหลังจะเป็นก้านครีบเดี่ยวเป็นซี่ปลายแหลมประมาณ 11-13 ก้าน และก้านครีบแขนง 13-16 ก้าน ส่วนครีบหลัง ครีบก้น ครีบหางขนาดใกล้เคียงกันดูเหมือนจะมีครีบหาง 3 อัน ขนาดค่อนข้างใหญ่ สีน้ำตาลเข้มทั้งตัว หรือสีเหลืองอมเขียวมะกอก ขนาดใหญ่ที่สุด 10 ซม. มันมีแหล่งอาศัยตามชายฝั่งบริเวณน้ำตื้น ๆ และปากแม่น้ำ

fiogf49gjkf0d

ในภาวะปัจจุบัน สัตว์น้ำที่มีอยู่ในธรรมชาติเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจากการทำการประมงที่ใช้ตาอวนที่ขนาดเล็กกว่าที่กำหนดหรือลักลอบทำการประมงในเขตพื้นที่หวงห้าม ฯลฯ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่       ทำให้สัตว์น้ำน้อยลง ดังนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวนี้จึงหาทางเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้เลี้ยงและผู้บริโภค แต่ยังมีปลาหลายชนิดซึ่งการเพาะเลี้ยงยังไม่ประสบผลสำเร็จจึงต้องใช้วิธีหาลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาเลี้ยงในบ่อหรือกระชัง กลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงขาวบ้านเล หมู่ 3ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยนายส่อง มณีดับ เป็นประธานชมรมฯ ได้นำปลาหม้อแตกมาเลี้ยงในกระชัง โดยนายส่องได้ให้ข้อมูลรายละเอียดไว้ ดังนี้

ลูกพันธุ์ปลาหม้อแตก หรือปลากะพงขี้เซาจะขึ้นช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ปลาจะเริ่มออกไข่      ชาวประมงก็จะเริ่มหาลูกพันธุ์ปลาหม้อแตกได้หลังช่วงมรสุมประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งช่วงนี้ลูกปลากะพงขี้เซาจะลอยพรางตัวปนมากับขยะหรือชาวบ้าน เรียกว่าเกลียวคลื่นวิธีการจับ ชาวประมงจะใช้เรือวิ่งตามเกลียวคลื่นหรือตามชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำแล้วใช้สวิงช้อนตัก ซึ่งต้องมีความชำนาญเพราะนิสัยปลาหม้อแตกจะฉลาดจะเปลี่ยนสีและพรางตัวอยู่ในที่ลึกถ้าหากไม่มีที่กำบัง ส่วนขนาดที่ชาวประมงนิยมตักมาเลี้ยงอนุบาล ขนาดเท่าเหรียญห้าบาท 2.5-3 ซม. ราคา 7-10 บาท/ตัว หากขนาดเล็กกว่านี้ หากนำมาเลี้ยงอนุบาลได้แต่จะมีโอกาสรอดน้อยมาก

หลังจากหาลูกพันธุ์ปลามาได้แล้วชาวประมงก็จะนำไปใส่ลงในกระชังขนาด 4×4 เมตร โดยปล่อยลงเลี้ยงให้อยู่รวมกันประมาณ 800-1,000 ตัว/กระชัง ชาวประมงบอกว่าช่วงที่อนุบาลช่วงนี้จะเลี้ยงยากที่สุด เพราะลูกปลาจะค่อยทยอยตายทุกวัน หากอนุบาลผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ส่วนมากจะไม่ค่อยมีปัญหาเมื่ออนุบาลได้ประมาณ 1 เดือน ลูกปลาจะรอดตาย 20-30% ของจำนวนลูกปลาที่เลี้ยงไว้อนุบาลทั้งหมด

การเลี้ยงปลาหม้อแตกจะมีหลักการเลี้ยงเหมือนกับการเลี้ยงปลากะพง คือ ช่วงที่นำลูกปลามาอนุบาลก็จะให้ปลาบดหรือสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่สำหรับการอนุบาลลูกปลาหม้อแตกชาวประมงบางคนอาจใช้วิธีแขวนปลาให้ทั้งตัวโดยหย่อนปลาเหยื่อให้อยู่ในน้ำหากลูกปลาหิวเมื่อใดก็ขึ้นมาตุบกินได้ตลอด เมื่ออนุบาลได้ประมาณ 1 เดือน ลูกปลาจะมีขนาด 5-8 นิ้ว ช่วงนี้อาจจะสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กินเมื่อปลามีขนาด 8-10 นิ้ว อาจจะสับให้เป็นท่อน ๆ จนปลามีอายุ 4-5 เดือน ก็ให้ปลากินได้ทั้งตัว ซึ่งเมื่อ เลี้ยงไปถึงช่วงนี้แล้วปลาหม้อแตกจะไม่ค่อยตาย

ปลาหม้อแตกที่เลี้ยงในกระชังจะเจริญเติบโตเร็วกว่าปลาชนิดอื่น ๆ ที่เลี้ยงในกระชัง เพราะว่าจะกินอาหารมากกว่าปลาชนิดอื่น 2-3 เท่า (เฉลี่ยกิน 2 ชม./ ครั้ง) อุปนิสัยเป็นปลาล่าเหยื่อผิวน้ำ เมื่อเลี้ยงประมาณ 8-10 เดือนจะได้ขนาด 1.2-2 กก. ราคาจำหน่าย 120-130 บาท/กก. เมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ 1 ปี จะมีขนาด 3-3.5 กก./ตัว

ปลาหม้อแตกที่เลี้ยง  อยู่ในปัจจุบันนี้ บริเวณบ้านเล และบริเวณหาดแก้ว อ. สิงหนคร จ.สงขลา ชาวประมงจะเลี้ยงกันรายละ 1-2 กระชัง รวม ๆ 10-15 ราย ซึ่งประธานชมรมผู้เลี้ยงปลาบอกว่ามีเท่าใดก็ขายได้หมดแถมยังมีคนที่ต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง เสียอย่างเดียว คือ ช่วงขั้นตอนที่อนุบาลจะยากที่สุด ส่วนผู้บริโภคมักนิยมรับประทานปลาหม้อแตกที่เลี้ยง เพราะว่ารสชาติเนื้อจะมีความมันและอร่อยกว่าในธรรมชาติ ส่วนที่มาของชื่อปลาหม้อแตกคนสมัยก่อนบอกว่าเมื่อหาปลาหม้อแตกมาได้จากธรรมชาติ เมื่อนำมาต้มยำหรือแกงรสชาติจะจืดชืดไม่อร่อย ชาวบ้านก็โยนทิ้งทั้งหม้อ คนใต้จึงเรียกว่า ปลาหม้อแตกจนทุกวันนี้.

ที่มา : อนุพงศ์ มาลี. คอลัมน์ โลกเกษตร. เดลินิวส์ ฉบับที่ 21,223 วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2550 หน้า 11.

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *