ข้อมูลเกี่ยวข้องปลาสวยงาม, ปลาสวยงาม

“ไข่มุก” ของขวัญล้ำค่าจากท้องทะเล

NULL

คงไม่มีใครปฏิเสธ “ ไข่มุก ” เป็นหนึ่งในผลผลิตล้ำค่าที่เกิดขึ้นบนท้องทะเล
บางคนถึงขนาดยกให้ “ ไข่มุก ” เป็นหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นมาบนพื้นภิภพเลยทีเดียว

fiogf49gjkf0d

ส่วนหลาย ๆ คนก็ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมหนอ?? ไข่มุกลูกกลมดิก สีขาวนวล เป็นมันแวววาวสวยงาม จึงเกิดขึ้นมาได้ในตัวหอยมุกที่นอนจมอยู่ใต้ทะเล
ในอดีต “ หอยมุก ” ถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หากใครได้พบเจอหรือมีไว้ในครอบครองก็จะทำให้มีความสุขความเจริญ จะค้าจะขายก็มีความรุ่งเรือง

นอกจากนั้นบางคนยังเชื่อว่าหอยมุกสามารถบำรุงความงาม และชะลอความแก่ได้ เช่น พระนางคลีโอพัตรา ที่เอาไข่มุกมาใส่ไว้ในถ้วยชาแล้วดื่มทุกวัน เพราะเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ จนบางคนเอาไปอำเพื่อน ๆ ว่าชาไข่มุกที่กินกันอยู่ในเมืองไทยนั้นต้นกำเนิดมาจากพระนางคลีโอพัตรา

สำหรับคนในยุคดิจิตอลการที่จะพบไข่มุกในธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่กระนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะด้วยความชาญฉลาดของมนุษย์ก็ทำให้คนเราสามารถผลิตไข่มุกขึ้นมาได้โดยไม่ยากเย็น

ในเมืองไทย แหล่งผลิตหอยมุกที่มีชื่อเสียงจะอยู่ในแถบภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงในเรื่องหอยมุกมาช้านาน โดยเฉพาะฟาร์ม “ ภูเก็ต เพิร์ล ฟาร์ม ” ของตระกูล “ รังสินธุรัตน์ ” บนเกาะรังใหญ่ ที่มีการเพาะเลี้ยงฟาร์มหอยมุกมาเป็นเวลา 30 กว่าปี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งที่ทำการเพาะเลี้ยงหอยมุกจำนวนมากแล้ว ฟาร์มแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ในเรื่องหอยมุกแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย

           พงศภัค พงศ์พัฒนบุตร ผู้บรรยายเรื่องการเพาะเลี้ยงหอยมุกบนเกาะรังใหญ่ เล่าให้ฟังว่า วิธีการสร้างมุกนั้น จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่างด้วยกัน คือ สารมุก ( Nacre) และนิวเคลียส หากเป็นมุกธรรมชาติ นิวเคลียสก็คือเศษทรายหรือสิ่งแปลงปลอมต่าง ๆ ที่เข้าไปในเปลือกหอย แต่หากเป็นมุกเลี้ยง นิวเคลียสที่ใช้ก็อาจเป็นพลาสติก หรือเป็นเศษเปลือกหอยก็ได้ ส่วนสารมุกนั้นเป็นสารที่หอยมุกจะสร้างขึ้นมาได้เอง

          “หอยมุกเลี้ยงที่ฟาร์มแห่งนี้มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน เรียกชื่อเป็นภาษาฝรั่งว่า Mabe, Akoya และ South Sea สำหรับสถานที่เลี้ยงหอยมุกเหล่านี้ก็คือแพกลางทะเล บริเวณร่องน้ำลึก เพราะในแถบนั้นจะมีแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของหอยมุกอยู่จำนวนมาก และหอยมุกแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไป. พงศภัคเล่า

          Mabe ( อ่านว่า มา-เบ) เป็นหอยมุกประเภทแรกที่พงศภัคแนะนำ หอยมุกประเภทนี้เป็นหอยที่ต้องใช้นิวเคลียสในการสร้างไข่มุกแบบครึ่งซีกเท่านั้น จะใช้แบบวงกลมไม่ได้ เพราะหอยจะคายนิวเคลียสออก วิธีการสร้างไข่มุกก็จะต้องใช้เครื่องมือง้างเปลือกหอยให้อ้ากว้างออกและใส่นิวเคลียสเข้าไป

          จากนั้นก็รอเวลาประมาณ 10 เดือน-1 ปี หอยก็จะสร้างสารมุกมาเคลือบนิวเคลียสนั้นทีละชั้น ๆ จนเมื่อครบกำหนดเวลาก็จะเกิดเป็นไข่มุกสวยงามขึ้นมา

          แต่เพราะนิวเคลียสที่ใช้นั้นเป็นพลาสติกครึ่งซีก มุกที่ได้ก็จะออกมาเป็นครึ่งซีกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อแกะมุกออกมาแล้วก็จะต้องแงะพลาสติกที่ใช้เป็นนิวเคลียสด้านในออกแล้วเอาเรซินใส่เข้าไปแทน จากนั้นก็เอาเศษเปลือกหอยมุกตัวนั้นมาปิดทับ แล้วนำไปขัดให้ดูกลมกลืนอีกที มุกที่ได้จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8- 10 มิลลิเมตร

          ส่วนตัวที่สอง หอยมุก Akoya เป็นหอยมุกที่สร้างไข่มุกขนาดเล็กที่สุดในโลด คือ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-10 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง แต่นิวเคลียสที่ใช้จะไม่เหมือนกับ Mabe ที่ใช้พลาสติกครึ่งซีก แต่จะใช้เป็นเปลือกหอยน้ำจืดที่ส่งตรงมาจากรัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา นำมาทำให้เป็นทรงกลม แล้วเอาไปใส่ไว้ในเปลือกหอย แต่หอยมุก Akoya จะคายนิวเคลียสออกมาถึง 3 ครั้ง ก่อนจะยอมรับสิ่งแปลกปลอมนั้นไว้ในเปลือกของมัน และสร้างสารมุกออกมาเคลือบ สำหรับมุก Akoya นั้นจะใช้เวลาสร้าง 1 ปีครึ่ง – 2 ปี กว่าจะได้มาแต่ละเม็ด ซึ่งการเพาะเลี้ยงหอยมุกชนิดนี้จะมีมากที่ประเทศญี่ปุ่น และจีน

          สุดท้ายคือ หอยมุก South Sea หอยประเภทนี้จะตรงข้ามกับ Akoya คือสามารถสร้างมุกได้เม็ดใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1- 2 เซนติเมตร เรียกว่ามีขนาดเท่า ๆ กับเหรียญบาทเลยทีเดียว หอยมุกประเภทอื่น ๆ จะสร้างมุกได้แค่ครั้งเดียว จากนั้นก็นำมากินได้เลย แต่สำหรับหอยมุก South Sea นั้นมีความพิเศษเพราะมีอายุถึง 15 ปี และสามารถสร้างมุกได้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกใช้เวลา 5 ปี ครั้งที่สอง 3 ปี และครั้งสุดท้ายใช้เวลา 2 ปีครึ่ง

          ในส่วนสีของไข่มุกก็จะขึ้นอยู่กับ “ ลิบ ” หรือแถบสีของเปลือกหอยมุกตัวนั้น ถ้าหากเอานิวเคลียสไปวางไว้ในช่วงแถบสีขาวก็จะได้ไข่มุกสีขาวหรือหากวางไว้ในช่วงแถบที่ออกสีชมพู ก็จะได้ไข่มุกสีชมพู

          บางคนอาจมีข้อสงสัยแบบโลภ ๆ ว่าถ้าอยากได้ไข่มุกเม็ดโต ๆ ก็ใช้นิวเคลียสอันใหญ่ ๆ ไปเลยไม่ได้หรือ คำตอบที่พงศภัคตอบมาก็คือถ้าหากใช้นิวเคลียสอันใหญ่ สารมุกที่เคลือบจะบาง ทำให้ได้มุกที่ดูใส ๆ ไม่มีเนื้อมุกเท่าที่ควร หากนำไปส่องกับไฟก็อาจจะมองเห็นนิวเคลียสที่อยู่ภายในเลยก็ได้

          สำหรับที่เกาะรังนอกจากจะมีคนคอยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องหอยมุกแล้ว เกาะแห่งนี้ก็ยังมีร้านค้าผลิตผลิตภัณฑ์จากไข่มุกไว้ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจเลือกซื้อ ซึ่งคนที่จะเข้าไปเลือกซื้อส่วนมากมักอยากรู้ไหมว่ามุกแท้-มุกเทียมนั้นต่างกันอย่างไร?

          พงศภัคได้อธิบายว่า การดูมุกแท้หรือมุกเทียมแบบง่าย ๆ ก็คือ การใช้ไข่มุกขัดถูกันเบา ๆ (ขอย้ำว่าให้ถูเบา ๆ มิฉะนั้นไข่มุกจะเกิดริ้วรอยได้) ถ้าหากว่ามีความรู้สึกหยาบ ๆ สาก ๆ แสดงว่าเป็นมุกแท้ เพราะความสากนั้นเกิดจากสารมุกที่เคลือบเป็นชั้น ๆ นั่นเอง แต่ถ้านำมาถูกันแล้วรู้สึกลื่น ๆ ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมุกเทียม และเมื่อได้สัมผัสแล้ว มุกแท้จะมีความเย็นมากกว่ามุกเทียม

          “ เมื่อเลือกมุกซื้อมุกได้แล้ว การเก็บรักษาไข่มุกก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน การเก็บที่ถูกวิธี จะต้องเก็บไข่มุกให้ห่างจากเครื่องสำอาง เช่น สเปรย์ฉีดผม เพราะสารเคมีในเครื่องสำอางนั้นจะทำให้ความมันวาวของไข่มุกลดลง รวมถึงเหงื่อด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อใช้เครื่องประดับจากไข่มุกแล้ว ก็ควรเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าฝ้าย และแยกเก็บไว้ต่างหากจากเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ เพื่อป้องกันรอยขูดขีด ” พงศภัคอธิบาย

          เอาล่ะ… เมื่อรู้วิธีการดูมุกแม้-มุกเทียม และวิธีการเก็บไข่มุกแล้ว ใครที่ชมชอบในไข่มุกก็สามารถหาซื้อไข่มุกกันได้ตามแต่ทุนทรัพย์ในกระเป๋า งานนี้ “ ตาดีได้มุกแท้ ตาแย่ได้มุกเทียม ”

ที่มา : วาไรตี้ท่องเที่ยว. ผู้จัดการ ปีที่ 14 ฉบับที่ 4,279 (4,277) วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2547 หน้า 36