พืชเศรษฐกิจ - พืชพลังงาน, พืชเศรษฐกิจ-พืชพลังงาน

โรคและแมลงศัตรูยางพารา ตอนที่ 4 เพลี้ยหอยดูดน้ำเลี้ยงยางพารา

fiogf49gjkf0d

Rubber_20100910.jpg

สวัสดีครับ …  แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า
-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา
ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ
รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป
สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราทั่วทุกภาคที่กำลังประสบปัญหาจากการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูยางพารา
รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจ
ที่ต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช สำหรับเพลี้ยหอย

(Scale
Insects) ที่พบระบาดบนต้นยางมี 2 จำพวก คือ พวกที่ไม่มีเกราะหุ้มตัว
และพวกที่มีเกราะหุ้มตัว
เพลี้ยทำลายต้นยางโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงตรงส่วนที่เป็นสีเขียว  ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต  มักพบในเรือนเพาะชำหรือบนต้นยางอ่อน
ตัวอ่อนแมลงชนิดนี้เมื่อเริ่มออกจากไข่จะมีขาสามารถเคลื่อนที่ได้แต่หลังจากลอกคราบแล้วขาจะหายไป
เมื่อเริ่มเจาะดูดน้ำเลี้ยงจะไม่เคลื่อนที่
พร้อมสร้างเกราะหุ้มตัวเอง
ส่วนใหญ่ที่พบบนต้นยางมักเป็นตัวเมียที่สร้างเกราะหนาไว้เพื่อป้องกันตัวและอยู่กับที่ตลอดไป
เกราะจะมีขนาด  3 -5 ม.ม.สีน้ำตาลแก่  สำหรับตัวผู้ไม่มีปากดูด  มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย  มีปีกและสามารถบินได้
พบว่ากิ่งก้านของยางพาราที่ถูกเพลี้ยหอยดูดกินจะเหี่ยวดำและมีซากเพลี้ยหอยเกาะติดอยู่
ต่อมากิ่งก้านนั้นจะแห้งตาย
ถ้ามีจำนวนมากจะลุกลามไปส่วนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะระบาดในช่วงอากาศแห้งแล้ง

fiogf49gjkf0d

แนวทางการป้องกันกำจัด  

1.
ปกติในธรรมชาติเพลี้ยหอยจะถูกกำจัดโดยศัตรูธรรมชาติ  เช่น นก แมลง และเชื้อรา (ไข่และตัวอ่อน)

2.
ให้ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
(มาร์โก้ซีด) อัตรา 200 – 250 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร (
เนื่องจากสารสกัดสะเดาจะช่วยยับยั้งการดูดกินหรือเข้าทำลาย  ทำให้ตัวอ่อนลอกคราบไม่ได้แล้วตายในที่สุด
ส่วนตัวเต็มวัยที่ได้รับสารชนิดดังกล่าวจะยับยั้งการสร้างไข่ )
ก่อนทำการฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ
อัตรา 500 กรัม (ซอง) + ไทเกอร์เฮิร์ป อัตรา 250 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร
โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 2
3 วัน
กระทำเช่นเดียวกัน 2
3 ครั้งโดยให้ห่างกันประมาณ 7
10 วันครั้ง
จนกระทั้งอาการระบาดลดลงสู่ภาวะปกติ
แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนช่วงระยะการฉีดพ่นจาก  7
10  วันครั้งเป็น 1520
วันครั้ง หรือตามเหมาะสมเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงชนิดนี้  ( การฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยทุกครั้ง
ควรมีการปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบ
(ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น)

3.
กรณีใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางพาราให้ใช้ภูไมท์ซัลเฟตหรือพูมิชซัลเฟอร์ร่วมด้วยทุกครั้ง
ช่วยเพิ่มซิลิก้า (
H4SiO4 )
ลดการเข้าทำลายของโรคและแมลงโดยเฉพาะแมลงปากกัดเจาะดูด สำหรับการผสมร่วมใช้ในอัตรา
ภูไมท์ซัลเฟตหรือภูมิชซัลเฟอร์ 20 กก.ต่อปุ๋ยเคมี 50 กก. และปุ๋ยอินทรีย์ 100 กก.

เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2
,
www.ekbiotechagro.blogspot.com  (ศูนย์บริการคลีนิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์(วัชนะ)   ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128
หรือติชมผ่าน
Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com  สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา

เขียนและรายงานโดย เอกรินทร์   ช่วยชู (นักวิชาการ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
www.thaigreenagro.com

วันที่ 10
กันยายน พ.ศ. 2553 เสนอแนะติชม
email : thaigreenagro@gmail.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *