จุลินทรีย์, หินแร่ภูเขาไฟ, พืชตระกูล ปาล์ม

โรคเหี่ยวหรือแง่งเน่าในพืชตระกูลข่าและขิง

ประเทศไทยมีแหล่งปลูกขิงและข่าที่พอจะส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่พื้นที่การเพาะปลูกยังถือว่ากระจัดกระจายทั่วไป ที่พบเห็นในภาคกลางส่วนมากก็จะเป็นข่า ซึ่งปลูกอยู่ทางจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท และขิงที่พบเห็นอยู่ทางภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่างอย่าง เชียงใหม่ เชียงรายและเพชรบูรณ์ ในพื้นที่จังหวัดอยุธยานั้นก็พอมีอยู่บ้างซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อย

พืชในวงศ์ขิง-ข่า (Zingiberaceae) มีประมาณ 47 สกุล 1,400 ชนิด จัดเป็นพืชล้มลุกมีอายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นแบบแง่ง แตกหน่อต่อยอดขยายพันธุ์ได้ง่าย มีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตลอดทั้งต้น กลิ่นหอมแรง มักใช้เป็นยาหรือเครื่องเทศ เจริญงอกงามดีในเขตร้อนชื้นและเขตกึ่งร้อน

พืชตระกูลจัดอยู่ในพวกใบเลี้ยงเดี่ยว ขนาดใหญ่ปานกลาง ก้านใบยาว โคนก้านใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มกันเป็นลำ ช่วงต่อระหว่างก้านใบกับแผ่นใบจะมีเยื่อบางรูปสามเหลี่ยมชายธง ติดเป็นติ่งอยู่ข้างก้านใบหรือขวางก้านใบไว้

โรคที่เข้าทำลายพืชตระกูลขิงข่าความจริงก็มิได้ผิดแผกแตกต่างจากพืชทั่ว ๆ ไป คือมีทั้งเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ การรบกวนจากหนอนผีเสื้อกลางคืน หนอนเจาะยอดขิง โรคใบจุดขิง โรคใบไหม้ เป็นต้น

แต่จากพบปัญหาโดยตรงของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องรากเน่าโคนเน่า หรือแง่งเน่า ที่มีสาเหตุทั้งจากเชื้อราและแบคทีเรีย โดยส่วนมากเมื่อนำเชื้อมาตรวจจะพบว่ามีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Phytomonas solanacearum (E.F. Smith) Bergey et. Al. 1923) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวที่เกิดกับโรคในมะเขือเทศ พริก มันฝรั่ง ยาสูบและผักอื่น ๆ ด้วยเหมือนกัน มีส่วนสำคัญที่สร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องเกษตรกรมากเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด

อาการเริ่มแรกหลังจากถูกเชื้อเข้าทำลาย ใบแก่ที่อยู่ตอนล่าง ๆ จะเหี่ยวตกลู่ลงต่อมาจะม้วนเป็นหลอด และเหลือง อาการจะค่อย ๆ ลามจากล่างขึ้นไปยังส่วนบน ในที่สุดใบจะม้วนและเหลืองแห้งทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่จะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำ ซึ่งต่อมาจะเน่าเปื่อยหักหลุดออกมาจากแง่งโดยง่าย แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจดุที่ลำต้นจะพบว่าส่วนที่เป็ฯท่อน้ำท่ออาหารถูกทำลายเป็นสีคล้ำหรือน้ำตาลเข้ม มีเมือกของแบคทีเรียเป็นของเหลวสีขาวข้นคล้ายน้ำนมซึมออกมาตรงรอยแผล สำหรับแง่งจากต้นที่เพิ่งแสดงอาการโรคในระยะแรกหากนำขึ้นมาผ่าดู จะพบรอยช้ำฉ่ำน้ำเป็นปื้น ๆ ต่อมาอาการจะทวีความรุนแรงทำให้เนื้อขิงเปื่อยยุ่ยและสีคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศชื้นและร้อน ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนทำให้ต้นหักพับตาย จะใช้เวลา 5-7 วัน เป็นอย่างช้า

แต่ถ้าเป็นอาการที่เหี่ยว หรือเน่าที่เกิดจากเชื้อราหรือเชื้ออื่น ๆ อาการจะค่อย ๆ เป็น โดยต้นจะเหี่ยว เหลือง แคระแกร็นในระยต้น ๆ หรือหากพืชจะตายก็อาจจะต้องใช้เวลานานเป็นเดือนหรือกว่านั้น และจะไม่พบเมือกเหนียวขาวขุ่นเหมือนโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

นอกจากโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแล้วพืชตระกูลขิง-ข่านี้ก็ยังมีโรคที่เกิดจากเชื้อราอื่น ๆ ด้วย ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เช่น โรคเหี่ยวหรือแง่งเน่าที่เกิดจากเชื้อรา พิธเที่ยม (Pythium spp.) ซึ่งจะพบในขิงข่าที่ปลูกในพื้นที่ดินเหนียว โรคเหี่ยวและเน่าที่เกิดจากเชื้อ ฟิวซาเรี่ยม (Fusarium oxysporum) ซึ่งเกิดปัญหานี้มากในพื้นที่ปลูกที่ดินมีลักษณะเป็นกรดพีเอชต่ำกว่า 5.5 ลงไป และโรคเหี่ยวหรือเน่าที่เกิดจากเชื้อรา สเคอโรเที่ยม (Sclerotium rolfsii) ซึ่งเป็นโรคที่ระบาดกว้างขวาง และพบบ่อยในพื้นที่ภาคใต้เช่น ประจวบฯ ชุมพร อาการของโรคคือมีใบเหลืองเหี่ยวตายทั้งกอ ที่บริเวณโคนต้นถ้าดินมีความชื้นสูง ก็จะพบเส้นใยสีขาวพร้อมทั้งมีเม็ดราคล้ายเมล็ดผักกาดอยู่ด้วย

การป้องกันกำจัดโรคทั้งหมดนี้ ถ้าสามารถดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องค่าความเป็นกรดและด่างของดินอย่างมีระเบียบวินัยให้อยู่ระหว่าง 5.8 – 6.3 ก็จะช่วยลดปัญหาเบื้องต้นไปได้มาก และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผนังเซลล์ด้วยกลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟ ซึ่งมีซิลิก้า (Sio2) ที่ละลายน้ำได้ ถูกพืชดูดขึ้นสะสมที่ผนังเซลล์ได้แตกต่างจาก ทราย แกลบ หิน ที่ละลายได้เพียงเล็กน้อย

ในกรณีที่พบการระบาดติดเชื้อควรรีบฉีดพ่นราดรดด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดโรคพืชอย่างไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma Harzianum spp.) หรือ บาซิลลัส ซับธิลิส (Bacillus Subthilis Spp.) สายพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกมาโดยตรง มิใช่บาซิลลัส ซับธิลิส ใด ๆ ก็ปราบโรคได้นะครับ อันนี้ต้องระวังและสังเกตให้ดี มิฉะนั้นจะเปรียบเหมือนไปซื้อไก่พันธุ์เนื้อ พันธุ์ไข่ และนำไปตี ไปชน มันก็จะไม่ได้ผล คนละเรื่อง คนละงานกันไป

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com