โรคแมลงศัตรูพืช, ไม้ผล ไม้ยืนต้น

โรคเหี่ยวของฝรั่ง (Wilt Disease of Guava)

NULL

ขจรศักดิ์ ภาวกุล1 และพรพิมล อธิปัญญาคม2


1สำนักผู้เชี่ยวชาญ กรมวิชาการเกษตร   


2กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร


ประวัติความเป็นมาของฝรั่งและโรค


                ฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psidium guajava Linn. มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ และมีการปลูกขยายไปทั่วเขตอบอุ่น ในปัจจุบันฝรั่งปลูกได้ทั้งในเขตร้อนและกึ่งร้อน สำหรับประเทศไทยฝรั่งปลูกได้ทุกภาคของประเทศทั้งในสภาพพื้นที่ลุ่มและที่ดอน การปลูกฝรั่งในสภาพพื้นที่ลุ่มเป็นการปลูกแบบส่วนยกร่อง ไพโรจน์ (2541) บรรยายว่าในบรรดาไม้ผลของไทย ไม่มีไม้ผลชนิดใดที่ประกาศตัวเองอย่างเปิดเผยว่าเป็นผลไม้ที่ไม่ได้เกิดในเมืองไทยดังและชัดเท่า ฝรั่ง อันเป็นการยอมรับว่าฝรั่งเป็นไม้ผลนำเข้าจากต่างประเทศโดยชาวฝรั่งเศส หรือเพราะผิวฝรั่งเมื่อสุกมีสีขาวจึงเรียกผลไม้นี้ว่า ฝรั่ง คือผิวขาวคล้ายพวกฝรั่ง

fiogf49gjkf0d

                จากข้อสันนิษฐานว่าชาวยุโรป (ฝรั่งหรือโปตุเกส) เป็นผู้นำผลไม้นี้เข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา การปลูกฝรั่งในระยะแรกจึงเป็นการปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับบ้านเรือน การปลูกเป็นการค้าจริงจังเข้าใจว่าเกิดขึ้นเมื่อราว 60 ปีมานี้ โดยก่อนหน้านี้คนไทยรู้จักแต่ฝรั่งขี้นกซึ่งเมื่อสุกเนื้อและสีแดง ผลมีขนาดเล็ก นิยมนำมาคั้นน้ำ กับฝรั่งอีกชนิดนำเข้ามาจากจีนเรียกว่าฝรั่งจีนเป็นชนิดรับประทานผลสด (สวัสวดี, 2541) และเริ่มปลูกเป็นการค้าแถบฝั่งธนบุรี ซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกฝรั่งที่มีชื่อ โดยเฉพาะที่บางเสาธง ชาวสวนเก็บฝรั่งผลแก่ถึงแก่จัดจำหน่าย


                ต่อมา มีการนำพันธุ์ฝรั่งเข้ามาปลูกในประเทศไทยทั้งจากจีน อินเดีย และเวียดนาม (สวัสวดี, 2541) โดยเฉพาะพันธุ์ฝรั่งที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้แก่ การนำเข้าฝรั่งจากเวียดนามเมื่อราวปี พ.ศ. 2517 (ไพโรจน์, 2541) ซึ่งเป็นฝรั่งรับประทานสดผลใหญ่นำมาปลูกโดยการเพาะเมล็ด ต้นที่ได้มีลักษณะหลากหลายซึ่งไม่เหมือนต้นแม่และได้มีการคัดเลือกต้นพันธุ์เฉพาะต้นที่ให้ผลผลิตดีตามต้องการ ปลูกขยายพันธุ์และตั้งชื่อต้นพันธุ์ดี ได้แก่ พันธุ์กลมสาลี่ กลมทูลเกล้า แป้นสีทอง เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จนปัจจุบันถือว่าเป็นฝรั่งสายพันธุ์ไทย นอกจากนั้นยังมีฝรั่งพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มแปรรูป ได้แก่ พันธุ์คาอัวคูล่า (Ka Hua Kula) และพันธุ์โบมองท์ (Beaument) เป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากฮาวาย เมื่อปี พ.ศ. 2517 เป็นฝรั่งค้นน้ำที่มีเนื้อสีชมพู กลิ่นหอม รสกลมกล่อม และเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีพันธุ์แฟนรีทีพ (Fan Retief) พันธุ์ฟองมัลเฮิบ (Frank Malherbe) และฝรั่งในกลุ่มแปรรูปสองพันธุ์แรกที่กล่าว เป็นพันธุ์ที่ปลูกสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป (ไพโรจน์, 2541)


                จากการนำเข้าพันธุ์ฝรั่งเวียดนามในปี 2517 และเกิดการกลายพันธุ์จนได้ฝรั่งพันธุ์ใหม่ ราวปี พ.ศ. 2520-2521 (ไพโรจน์, 2541) เกษตรกรมีการตื่นตัวในการทำสวนฝรั่งกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากปลูกง่ายและให้ผลผลิตเร็ว สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ในปัจจุบันฝรั่งเป็นผลไม้ที่ปลูกได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้เกิดปัญหามากขึ้นโดยลำดับ โดยเฉพาะศัตรูพืชของฝรั่งที่พบ ได้แก่ โรคผลเน่าชนิดต่าง ๆ เช่น โรคแอนแทรคโนส ที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides (ขจรศักดิ์ และคณะ, 2522 ; ขจรศักดิ์, 2529 ; ขจรศักดิ์, 2542 ; พรพิมล, 2543) โรคผลเน่าเกิดจากเชื้อรา Guignardia sp., Pestalotiopsis sp., Phomopsis sp., Lasiodiplodia sp., Cylindrocladium sp. (พรพิมล, 2543) และ Phytophthora sp. (ขจรศักดิ์ และคณะ, 2522) สำหรับในประเทศมาเลเซียพบว่าเชื้อรา Phytophthora nicotianae var. nicotianae (P. parasitica var. nicotianae) เป็นเชื้อสาเหตุทำให้เกิดโรคยอดไหม้ นอกจากฝรั่งแล้วยังทำให้ยางพารา โกโก้ มะละกอ มะเขือเทศ พริก มันฝรั่ง และยาสูบเป็นโรคได้ ส่วนพริกไทย มะนาว และทุเรียน เชื้อราชนิดนี้ไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้ (Lim and Khoo, 1990)


                การปลูกฝรั่ง นอกจากมีปัญหาโรคที่ผลแล้ว ยังพบปัญหาโรคที่ระบบราก ลำต้นและกิ่ง ปัญหาสำคัญทำให้ต้นฝรั่งทรุดโทรมและตาย ได้แก่ โรคราสีชมพูเกิดจากเชื้อรา Corticium salmonicolor พบเป็นกับฝรั่งที่ปลูกนำแหล่งที่มีฝนตกชุก และทรงพุ่มมีกิ่งก้านปกคลุมหนาทึบ (Lim and Khoo, 1990) สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบรากที่สำคัญ ได้แก่ โรครากปม มีสาเหตุเกิดจากไส้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne incognita (นุชนารถ, 2536 ; ขจรศักดิ์, 2542) พบได้ทั้งในฝรั่งคั้นน้ำและฝรั่งรับประทานสด มีอาการเหนือระดับดินปรากฏให้เห็นทางใบคือ การเจริญเติบโตชะงักงัน ใบเหลือง และแห้งตายในที่สุด เมื่อขุดตรวจระบบรากพบว่า รากเป็นปุ่มปม รากฝอยมีปริมาณน้อยมากถึงไม่พบเลย ลักษณะการตายคล้ายกับโรคเหี่ยวของฝรั่ง (guava wilt)


                โรคเหี่ยวของฝรั่งหรือโรคเหี่ยวเฉาของฝรั่ง ปัจจุบันนับว่าเป็นปัญหาสำคัญต่อการปลูกฝรั่งทั้งฝรั่งรับประทานสดและฝรั่งคั้นน้ำ มีรายงานการพบโรคครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 ในฝรั่งคั้นน้ำแปลงปลูกทดลองที่สถานีทดลองพืชไร่เชียงราย ปัจจุบันคือศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย (ไพโรจน์, 2541) ต่อมาโรคเหี่ยวของฝรั่งพบระบาดในแหล่งปลูกฝรั่งพันธุ์คั้นน้ำและพันธุ์รับประทานสด ทำให้ฝรั่งยืนต้นตาย ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญของฝรั่งโรคหนึ่ง


                สำหรับในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ เริ่มมีการปลูกฝรั่งเป็นอุตสาหกรรมเมื่อปี 2443 และเริ่มพบโรคเหี่ยวของฝรั่งระบาดในแหล่งปลูกที่จังหวัด Mpumalanga (Schoemen et. al., 1997) ทำให้พื้นที่ปลูกฝรั่งในช่วงปี พ.ศ. 2525-2537 ลดลง 80% โดยในปี พ.ศ. 2525 มีพื้นที่ปลูก 4,200 ไร่ อีก 10 ปีต่อมา ปี พ.ศ. 2535 มีพื้นที่ปลูก 1,994 ไร่ และในปี พ.ศ. 2537 มีพื้นที่ปลูกลดลงเหลือ 750 ไร่ (Schoemen, 1996) จากการระบาดของเชื้อราสาเหตุของโรค ทำให้ต้นฝรั่งตายเป็นจำนวนมากและเป็นอุสรรคต่อการผลิตฝรั่งเพื่อการอุตสาหกรรมของประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งยังมีแหล่งปลูกที่ยังไม่พบโรคดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2528 หลังจากพบโรคนี้แล้ว 3 ปี ประเทศแอฟริกาใต้ได้ใช้มาตรการเข้มงวดกับการกักกันพืช เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคแพร่ระบาดไปยังจังหวัด Western Cape ซึ่งเป็นแหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญของประเทศ (Grech, 1987)


                โรคเหี่ยวของฝรั่ง พบระบาดในประเทศแถบเอเชีย ได้แก่ อินเดีย ไต้หวัน และไทย สำหรับในประเทศไทย ได้มีการศึกษาถึงเชื้อสาเหตุของโรคในแหล่งปลูกฝรั่งจังหวัดนครปฐม ชลบุรี สระแก้ว จันทบุรี และเชียงราย (นิพนธ์ และคณะ, 2540 ; พรพิมล และเลขา, 2541) โรคเหี่ยวของฝรั่งในสภาพแปลงปลูก พบเป็นกับฝรั่งที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป


ลักษณะอาการของโรค


                อาการเริ่มแรก เกิดอาการใบเหี่ยวทันที เป็นกิ่ง ๆ ต่อมามีอาการเหี่ยวแพร่กระจายไปทั้งต้น ใบที่มีสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด ต้นฝรั่งทรุดโทรมอย่างรวดเร็วหรือค่อย ๆ ทรุดโทรมอย่างช้า ๆ ต้นฝรั่งมีอาการทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว มีอาการใบลู่ลง ซึ่งเป็นลักษณะอาการเหี่ยวใบสีเหลืองซีด ในที่สุดใบแห้งเกรียมติดคาต้น ซึ่งเป็นอาการตายเฉียบพลัน แต่สำหรับฝรั่งที่แสดงอาการทรุดโทรมอย่างช้า ๆ นั้น เมื่อเป็นโรคใบซีดเหลืองค่อย ๆ ทยอยร่วงหล่นจนหมดต้น ต้นฝรั่งที่ติดผลอ่อน ผลหยุดการเจริญเติบโต มีอาการเหี่ยวและแห้ง มีสีน้ำตาลไหม้จนถึงดำ มีลักษณะผลเป็นมัมมี่ ไม่ว่าต้นฝรั่งมีอาการแห้งตายแบบเฉียบพลันหรืออาการค่อย ๆ ทรุดโทรม ถ้าตรวจดูที่โคนต้นหรือที่กิ่งแห้งตาย จะพบการยุบตัวของเปลือกเล็กน้อย เป็นแผลแนวยาว พบว่าเนื้อเยื่อถูกทำลายเป็นแผลสีดำ กิ่งหรือลำต้นที่ถูกเชื้อเข้าทำลายในระยะสุดท้าย เกิดรอยแตกบริเวณแผลที่กิ่งหรือลำต้นเป็นแนวตามยาวมีสีน้ำตาลแดง บางครั้งอาจพบขุยสีขาวอมชมพูอ่อนเกิดขึ้นบริเวณรอยแตก ซึ่งขุยดังกล่าวจะเป็นกลุ่มสปอร์เชื้อราสาเหตุโรค ส่วนระบบรากเมื่อขุดตรวจพบว่าโคนต้นและรากมีอาการเน่า


สาเหตุของโรคและการแพร่ระบาด


                โรคเหี่ยวของฝรั่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Paecilomyces sp. (นิพนธ์ และคณะ, 2540) และ Acremonium sp. (พรพิมล และเลขา, 2541) เชื้อราทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวเป็นเชื้อราที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมากที่สุด ซึ่งเชื้อรา 2 ชนิด แยกได้จากเนื้อเยื่อพืชที่เป็นโรค โดยเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ potato dextrose agar พร้อมทั้งได้ผ่านการทดสอบความสามารถทำให้เกิดโรค ตามวิธีของ Koch’s postulates เชื้อรานี้จำแนกชนิดเป็นเชื้อรา Paecilomyces sp. และ Acremonium sp. สามารถทำให้เกิดโรคได้ทั้งที่กิ่ง ลำต้น ราก ใบและผล อาการของโรคที่เกิดจากการปลูกเชื้อที่กิ่ง ลำต้น และรากมีอาการเหี่ยว ลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดตามธรรมชาติ ส่วนอาการที่เกิดขึ้นจากการปลูกเชื้อที่ใบและผล ทำให้ใบและผลมีอาการเน่า มีสีน้ำตาลคล้ำ (นิพนธ์ และคณะ, 2540 : พรพิมล และเลขา, 2541)


                นิพนธ์ และคณะ (2540) ทำการศึกษาโรคเหี่ยวของฝรั่ง จากสวนฝรั่งในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่ามีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Paecilomyces sp. ซึ่งเป็นสกุลที่ใกล้เคียงกับ Penicillium และ Gliocladium โดยมีการสร้าง conidium เซลล์เดี่ยวสีชมพูอ่อน กลม รูปไข่จนถึงรูปยาวรี มีขนาดที่แตกต่างกันมาก ขนาดไม่สม่ำเสมอ conidium เกิดเรียงต่อกันเป็นลูกโซ่ยาวที่ปลายก้าน phialide ซึ่งมีรูปทรงกระบอก ส่วนฐานะกว้างและส่วนปลายเรียวยาว แตกต่างไปจาก phialide ของเชื้อรา Penicillium ซึ่งมีส่วนปลายเรียวยาว phialide เกิดเป็นกลุ่มแบบ verticillate phialide ที่ปลายก้าน conidiophore อาจแตกแขนงคล้ายกับเชื้อรา Penicillium และ Gliocladium แต่ phialide ของเชื้อรา Paecilomyces มีลักษณะแผ่กางออกไม่อยู่แนบชิดกันอย่างเชื้อ Penicillium ซึ่งอาจพบ phialide ที่เกิดอยู่เดี่ยว ๆ ตามด้านข้างของ conidiophore หรือแตกจากเส้นใยโดยตรง กลุ่มของ conidiophore มีลักษณะเช่นเดียวกับเชื้อรา Penicillium แต่แตกต่างจากเชื้อรา Gliocladium ซึ่งสร้างสปอร์รวมเป็นกลุ่มในสารเมือก (Barron, 1968) จากลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเชื้อราที่แยกได้จากโรคเหี่ยวของฝรั่ง และข้อมูลการพิสูจน์ความสามารถทำให้เกิดโรคของเชื้อราที่แยกได้ จึงรายงานว่าสาเหตุโรคเหี่ยวของฝรั่งเกิดจากเชื้อรา Paecilomyces fumosoroseus (นิพนธ์, 2542) เชื้อราดังกล่าวเป็นเชื้อราที่อาศัยในดิน สามารถแพร่ระบาดไปกับดินโดยมี conidia ที่ปลิวไปตามลมได้ง่าย สำหรับในประเทศอินเดียเชื้อรา P. variotii ทำให้เกิดโรคผลเน่าของฝรั่งหลังการเก็บเกี่ยว (Madhukar and Reddy, 1991) อย่างไรก็ดีเชื้อรา P. fumosoroseus นอกจากทำให้เกิดโรคเหี่ยวของฝรั่งแล้วยังทำให้ผลฝรั่งเกิดอาการเน่าได้ และเป็นที่เกิดของ conidia แพร่ระบาดไปยังส่วนอื่น ๆ ของพืช (นิพนธ์, 2542)


                พรพิมล และเลขา (2541) ได้ศึกษาโรคเหี่ยวของฝรั่งในแหล่งปลูก จังหวัดนครปฐม จันทบุรีและเชียงราย พบว่าตัวอย่างจากจังหวัดนครปฐม แยกเชื้อราจากเนื้อเยื่อส่วนลำต้นพืชเป็นโรค พบเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยวของฝรั่ง 98.80% ของจำนวนชิ้นส่วนพืชที่แยกเชื้อ สำหรับตัวอย่างจากจังหวัดจันทบุรี และเชียงราย แยกเชื้อจากส่วนลำต้นที่เป็นโรคพบเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยวของฝรั่ง 100% ของจำนวนชิ้นส่วนพืชที่แยก เป็นเชื้อราชนิดเดียวกันทั้ง 3 แหล่งปลูก ซึ่งเมื่อจำแนกชนิดตามลักษณะทางสัณฐานวิทยา คือเชื้อรา Acremonium sp. เชื้อรานี้มีรายงานว่าเป็นสาเหตุโรคเหี่ยวของฝรั่ง (Stassen et al., 1994) สำหรับในประเทศแอฟริกาใต้ พบว่าโรคเหี่ยวของฝรั่งเกิดจากเชื้อรา Acremonium diospyri (Schoemen and Vos, 1996) ต่อมามีรายงานว่าโรคเหี่ยวของฝรั่งมีสาเหตุจากเชื้อรา Penicillium vermoesenii (Schoemen et al., 1997) ซึ่งเชื้อราชนิดนี้เป็นสาเหตุโรคไหม้ของปาล์มประดับในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศเบลเยี่ยม โดยมีรายงานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 เชื้อรา P. vermoesenii ทำให้เกิดโรคกับ Aveca palm (Chrysalidocarpus lutesceus) ในประเทศเบลเยี่ยม ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 พบเชื้อราชนิดนี้ทำให้เกิดโรคกับพืช Chamaedorea seifriuzii ในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และพบเชื้อรา P. vermoesenii เป็นสาเหตุโรคไหม้ของพืชตระกูลปาล์มหลายชนิดด้วย ซึ่งในประเทศแอฟริกาใต้นั้น ชื่อว่าเชื่อรา P. vermoesenii เป็นสาเหตุโรคไหม้ของพืชตระกูลปาล์มหลายชนิดด้วย ซึ่งใช้ประเทศแอฟริกาใต้นั้น เชื่อว่าเชื้อรา A. diospyri เป็นสาเหตุของโรคเหี่ยวของฝรั่งและพลับ และเชื้อรา Acremonium sp. มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อรา Gliocladium sp. มากกว่าเชื้อรา Penicillium sp. และการจัดจำแนกเชื้อรา P. vermoesenii ยังค่อนข้างสับสน เนื่องจากเชื้อราชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันว่าชื่อ G. vermosenii แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่เหมือนกันทีเดียว


                เชื้อรา Acremonium sp. สาเหตุโรคเหี่ยวของฝรั่ง เจริญได้ดีบนอาหารเลี้ยงเชื้อ Potato dextrose agar โคโลนีสีขาวถึงสีชมพูอมส้ม เส้นใยไม่มีสี และมีลักษณะอ่อนนุ่ม เจริญอยู่เหนือผิววุ้น conidiophore มี 2 ชนิด ๆ แรก conidiophore เกิดเดี่ยว ๆ สร้าง conidia ใหญ่ รูปร่างยาวรีหรือทรงกระบอก conidia เกิดเป็นกลุ่มในสารเมืองเหลวขนาด 2.6-12.0 x 1.7-3.3 มม. Conidiophore อีกชนิดหนึ่งมี phialide แตกกิ่งแบบ verticillate phialide บน conidiophore conidia รูปร่างรูปไข่และเรียงกันเป็นลูกโซ่ ขนาด conidia 2.0-6.0 ป 1.7-4.0 มม. กลุ่มของ conidia ลักษณะแห้ง พบมากเมื่อเชื้อรา Acremonium sp. ที่เลี้ยงไว้มีอายุมากขึ้น เนื่องจากเชื่อราชนิดนี้เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดิน การแพร่ระบาดของเชื้อแพร่ระบาดไปกับดิน นอกจากจะทำให้เกิดโรคเหี่ยวของฝรั่งแล้ว ยังพบว่าทำให้เกิดโรคผลเน่าได้อีกด้วย (พรพิมล และเลขา, 2541) เช่นในประเทศอินเดีย Madhukur and Reddy (1991) รายงานว่าเชื้อรา A. terricola ทำให้เกิดโรคผลเน่าของฝรั่งหลังการเก็บเกี่ยว


                โรคเหี่ยวของฝรั่งในประเทศไต้หวัน พบมีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Myxosporium psidii (Leu et al., 1979) ส่วนในประเทศอินเดีย พบว่าโรคเหี่ยวของฝรั่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. psidii (Pandey and Dwivedi, 1985) และเชื้อรา Macrophomina phaseolina (Dwivedi, 1990) สำหรับในประเทศไทยมีรายงานสาเหตุของโรคเหี่ยวของฝรั่ง มีสาเหตุจากเชื้อรา Paecilomyces sp. (นิพนธ์ และคณะ, 2540) Acremonium sp. (พรพิมล และคณะ, 2541) นอกจากนั้นจากสมุดบันทึกงานของกลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผลพืชสวนอุตสาหกรรมและสมุนไพร กองโรคพืชและจุลชีววิทยา เมื่อปี พ.ศ. 2539 รายงานไว้ว่า โรคเหี่ยวของฝรั่งที่มีอาการเน่าที่ราก จากแหล่งปลูกที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นฝรั่งคั้นน้ำ เมื่อนำส่วนรากที่เน่ามาแยกเลี้ยงเชื้อบน selective media BNPRAH ส่วนใหญ่ได้เชื้อรา Phytophthora cinnamomi เมื่อพิสูจน์ความสามารถในการทำให้เกิดโรค (Koch’s postulates) เชื้อรา P. Cinnamomi สามารถทำให้ต้นกล้าฝรั่งเพาะเมล็ดเน่าตายได้


การป้องกันกำจัดโรคเหี่ยว


                1. การควบคุมด้วยสารเคมี


                เนื่องจากโรคเหี่ยวของฝรั่ง เป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Paecilomyces sp. (นิพนธ์ และคณะ, 2540) Acremonium sp. (พรพิมล และเลขา, 2541) เชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกันมากที่สุด เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดินและขึ้นบนอินทรียวัตถุโดยเฉพาะเศษซากพืช เชื้อโรคทำลายส่วนกิ่ง ลำต้นและราก จึงทำให้การควบคุมโรคด้วย สารเคมีทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นที่ลำต้น ส่วนโคนต้นและราก ได้มีการศึกษาการใช้สารเคมีในการควบคุมเชื้อโรคนี้ ได้แก่ Stassen et al. (1994) ศึกษาการใช้ triadimenol, terbuconazole, flusilazole และ benomyl พบว่าสารดังกล่าวสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา Acremonium diospyri ในห้องปฏิบัติการได้สำหรับการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวของฝรั่งในสภาพแปลงปลูก ได้ทำการทดลองใช้ triadimenol, terbuconazole, flusilazole และ benomyl พบว่า หลังการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช 9 เดือน ต้นฝรั่งมีจำนวนเหลือต้นรอดตายมากที่สุด


                การทดสอบประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดโรคพืช mancozeb เมื่อใช้ร่วมกับ humic acid และ fulvic acid ในการควบคุมการเข้าทำลายของเชื้อรา Paecilomyces sp. โดยวิธีการปลูกเชื้อบนใบฝรั่ง นิพนธ์ และคณะ (2540)  พบว่าใบฝรั่งที่ปลูกเชื้อรา Paecilomyces sp. โดยวิธีทำแผล เมื่อนำใบฝรั่งจุ่มในสาร humic acid และ fulvic acid อย่างเดียวมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการควบคุมการเกิดโรคบนใบฝรั่ง แต่ถ้าใช้ mancozeb ร่วมกับ humic acid ให้ผลในการควบคุมการเกิดโรคบนใบได้เล็กน้อยในขณะที่ใช้ mancozeb เพียงอย่างเดียวกับใบที่ปลูกเชื้อโดยวิธีทำแผล ควบคุมโรคได้ 62.27% และโดยวิธีไม่ทำแผลควบคุมโรคได้ 100% แต่เมื่อนำสาร humic acid ใช้ร่วมกับ mancozeb กลับให้ผลในการควบคุมโรคน้อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากสาร humic acid มีคุณสมบัติเป็นสารดูดซับสารป้องกันกำจัดโรคพืช เป็นผลทำให้ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดลง (วิทยา, 2531) ส่วนผลของการใช้ mancozeb ร่วมกับสาร fulvic acid พบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมการเกิดโรคบนใบได้ 66.20% จากการปลูกเชื้อโดยทำแผลและควบคุมโรคบนใบได้ 100% เมื่อปลูกเชื้อบนใบโดยไม่ทำแผล ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า fulvic acid เมื่อใช้ร่วมกันกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช mancozeb จะช่วยสนับสนุนในการควบคุมอาการเน่าบนใบที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Paecilomyces sp. 


                สำหรับเชื้อรา Acremonium sp. พรพิมล และศรีสุรางค์ (2541) ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดโรคพืชในอาหารเลี้ยงเชื้อต่อการเจริญของเชื้อรา Acremonium sp. พบว่า benomyl, carbendazim, flusilazole, hexaconazole, prochloraz, propiconazole และ propiconazole+difenoconazole ที่ความเข้มข้น 5 ppm ขึ้นไปสามารถยับยั้งการเจริญขงเส้นใยเชื้อราได้ 100%


                โรคเหี่ยวของฝรั่ง ที่เกิดจากเชื้อรา Paecilomyces sp. และ Acremonium sp. เป็นเชื้อราที่มีความใกล้เคียงกันมาก ลักษณะการทำลายพืชมีทั้งทำลายราก ลำต้น กิ่งใหญ่ ๆ และผลการป้องกันกำจัดโรคอาจทำได้โดยการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ดี และหาได้ง่าย ได้แก่ benomyl, carbendazim, mancozeb และ prochloraz โดยการพ่นให้ทั่วต้นเพื่อลดการเข้าทำลายของเชื้อราต่อส่วนของพืชที่อยู่เหนือดิน สำหรับการเข้าทำลายที่ราก ยังไม่มีการศึกษาถึงการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดที่เหมาะสม


                2. การควบคุมโรคโดยการเขตกรรม


                โรคเหี่ยวของฝรั่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดิน โดยเฉพาะดินที่มีเศษซากพืช เชื้อรา Paecilomyces sp. และ Acremonium sp. จะขึ้นอาศัยดำรงชีวิต และเป็นเชื้อราที่พบในกองขยะจัดเป็นจุลินทรีย์ช่วยในกระบวนการย่อยสลายพวก cellulose จึงขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิสูง จากผลการทดลองของพรพิมล และศรีสุรางค์ (2541) พบว่าเชื้อรา Acremonium sp. เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุผลดังกล่าว การเตรียมแปลงปลูกฝรั่งจึงควรเก็บเศษซากพืชออกให้มากที่สุด ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมการเกิดโรค และควรหลีกเลี่ยงการใช้อินทรียวัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมด เป็นวัสดุรองก้นหลุมก่อนปลูก รวมทั้งไม่ควรนำมาใส่ในแปลงฝรั่งที่ปลูกอยู่แล้ว เนื่องจากอินทรียวัตถุที่ยังไม่ย่อยสลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราสาเหตุโรค ในการปลูกฝรั่งมีการตัดแต่งกลิ่งและปลิดผลฝรั่งทิ้ง หลังการปฏิบัติต้องเก็บส่วนของพืชออกจากแปลงปลูก และนำไปกองรวมกัน เมื่อแห้งแล้วควรเผาทำลาย หมั่นทำความสะอาดบริเวณโคนต้น เก็บใบที่ร่วงหล่นออกจากโคนต้น รวมทั้งผลฝรั่งที่เน่าเสีย อย่าปล่อยทิ้งไว้บริเวณโคนต้น ควรรวบรวมเก็บใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิดนำออกนอกแปลงปลูกหรือใช้วิธีขุดหลุมฝังก็ได้


                สำหรับต้นฝรั่งที่เหี่ยวตาย บนลำต้นหรือกิ่งบางครั้งพบบริเวณแผลที่เป็นโรคมีจุดสีขาวอมชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มของ conidia ของเชื้อราสาเหตุโรคก่อนการขุดรากถอนโคนซากฝรั่งเผาทำลาย ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช benomyl หรือ mancozeb เพื่อทำลายเชื้อราสาเหตุ หรือในกรณีไม่พ่นสารป้องกันกำจัด ต้องขุดซากฝรั่งเผาทำลายที่หลุมปลูก สำหรับในประเทศแอฟริกาใต้มีการแนะนำวิธีควบคุมโรคเหี่ยวของฝรั่ง โดยให้เก็บส่วนเป็นโรคเผาที่หลุมปลูกหรือทำลายเชื้อโรค ถ้าไม่สามารถเผาได้ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชที่มีส่วนประกอบทองแดงราดก่อนนำซากพืชไปทิ้งหรือเผาทำลาย พร้อมทั้งแนะนำว่าหลังจากทำลายต้นที่เป็นโรคเหี่ยวตายแล้วควรขุดพื้นดินและตากดินไว้ประมาณ 3 เดือนก่อนทำการปลูกใหม่ (Anonymous, 1994)


คำแนะนำการป้องกันกำจัด


                1. หลีกเลี่ยงการใช้อินทรียวัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมด เป็นวัสดุรองก้นหลุมก่อนปลูก หรือใส่หน้าดินพื้นที่รัศมีทรงพุ่มหลังปลูกฝรั่งอายุได้ 2 ปีขึ้นไป


                2. ไม่นำดินเพาะชำจากแหล่งที่มีโรคระบาดเข้าไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาดของโรค


                3. หลังการตัดแต่งกิ่งหรือปลิดผลอ่อนทิ้ง ต้องเก็บเศษซากพืชออกจากแปลงปลูก และหมั่นเก็บใบที่ร่วงหล่นบริเวณทรงพุ่มออกนอกแปลง อย่าปล่อยทิ้งให้ใบที่ร่วงหล่นนั้นทับถมกันมาก รวมทั้งเก็บผลที่เน่าเสียร่วงหล่นออกจากแปลงปลูก


                4. ในแหล่งที่มีการระบาดของโรค ควรพ่นป้องกันกำจัดโรคพืช benomyl, carbendazim, mancozeb หรือ prochloraz อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นครั้งคราว


                5. เมื่อพบโรคเหี่ยวเกิดขึ้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามข้อ 4 ให้ทั่วทั้งสวน ทั้งต้นเป็นโรค และต้นที่มีอาการภายนอกปกติ


                6. ขุดเผาทำลายต้นที่เป็นโรค ก่อนทำการปลูกใหม่ ต้องขุดตากดินหลาย ๆ แดด หรือตากดินไว้ประมาณ 3 เดือน


เอกสารอ้างอิง


ขจรศักดิ์ ภวกุล. 2529. โรคไม้ผลของไทย. กลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผล กองโรคพืชและจุลชีววิทยา. กรมวิชาการเกษตร. กรุงเทพฯ. 74 หน้า.


ขจรศักดิ์ ภวกุล. 2542. โรคของฝรั่ง, หน้า51 ใน : เอกสารประกอบการบรรยายฝึกอบรม หลักสูตร หมอพืช-ไม้ผล. ภาควิชาโรคพืช


               คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.


ขจรศักดิ์ ภวกุล, พิพัฒน์ เซี่ยงหลิว, สุรชาติ คู่อาริยะกุล, สุพัตรา อินทวิมลศรี, สมสิทธ์ ชำนาญศิลป์ และสุชาติ วิจิตรานนท์ 2522.


               โรคของฝรั่งเวียดนาม, หน้า 372-373. ใน รายงานประจำปี 2522. กองวิจัยโรคพืช กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ.


นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด. 2536. ไส้เดือนฝอยรากปมทำลายฝั่งที่ดำเนินสะดวก. เคหการเกษตร 17(12) : 151-154.


นิพนธ์ วิสารทานนท์. 2542. โรคฝรั่ง. เอกสารเผยแพร่หมอพืช-ไม้ผล. ฉบับที่ 7 ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัย


               เกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 29 หน้า.


นิพนธ์ วิสารทานนท์, กิตติพงษ์ ชีวศุภกร และวิจัย รักวิทยาศาสตร์. 2540. โรคลำต้นเหี่ยวตายของฝรั่งและการทดสอบประสิทธิภาพ


               ของสารเคมีบางชนิดต่อเชื้อสาเหตุ, หน้า 39-46 ใน : การอารักขาพืชเพื่อความอยู่ดีมีสุข. ประชุมวิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ


               ครั้งที่ 3, 18-20 พ.ย. 2540 อาคารสารนิเทศ 50 ปี. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.


พรพิมล อธิปัญญาคม. 2543. โรคผลเน่าของฝรั่ง. ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา 10 (1) : 21-24.


พรพิมล อธิปัญญาคม และเลขา มาโนช. 2541. โรคเหี่ยวของฝรั่ง, ใน : การประชุมทางวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 36,


               3-5 กุมภาพันธ์ 2541 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.


พรพิมล อธิปัญญาคม และศรีสุรางค์ ลิขิตเอกราช. 2541. โรคเหี่ยวของฝรั่ง : อาการ สาเหตุ สรีรวิทยาและการป้องกันกำจัด,


               หน้า 1-14 ใน : รายงานผลงานวิจัยปี พ.ศ. 2541. กลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผลพืชสวนอุตสาหกรรมและสมุนไพร


               กองโรคพืชและจุลชีววิทยา, กรุงเทพฯ.


ไพโรจน์ ผลประสิทธิ์. 2541. รวมกลยุทธ์ฝรั่ง. เจริญรัฐการพิมพ์, กรุงเทพฯ. 102 หน้า.


วิทยา มะเสนา. 2531. ฮิวมิก้าหรือกรดฮิวมิก. แก่นเกษตร 16 (1) : 7-12.


สวัสวดี เผือกสกลธ์. 2541. สวนฝรั่ง. สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม, กรุงเทพฯ. 78 หน้า.


Anonymous. 1994. Guava wilt disease recommendation regarding control ITSC Info. Bull. 184 : 9.


Barron, G.L. 1968. The genus of Hyphomycees from soil. The William of Wilkins co., Bultimore. 364 p.


Dwivedi, S.K. 1990. Guava wilt incited by Macrophomina phaseolina. National Acad. Sci. Lett. 13 : 301-303.


Grech, N.M. 1987. Guava wilting disease. The cape scenario. CSFRI info. Bull.179 : 1-2.


Leu, L.S., C.W.Kao, W.J. Liang and S.P.Y. Hsich. 1979. Myxosporium wilt of guava and its control. Plant Disease


               Reporter 63 : 1075-1080.


Lim, T.K. and K.C. Khoo. 1990. Guava in Malaysia : Production, Pest and Diseases. Kuala Lumpur, Malaysia. 260 p.


Madhukar, J, and S.M. Reddy. 1991. Seasonal incidence of post havest diseases of guava. Indian Pytopathology 44(1)


               : 125-128.


Pandey, R.R. and R.S. Dwivedi. 1985. Fusarium oxysporum f. sp. Psidii asa pathogen causing wilt of guava in Varanasi


               District, India. Phytopathol. Z. 114 : 243-248.


Schoemen, M.H. 1996. Guava wilt disease and other guava diseases. ITSC Info. Bull. 208 : 1-3.


Schoemen, M.H., E. Benade and M.J. Wingfield. 1997. The symptom and cause of guava wilt in South Africa. J.


               Phytopathology 145 : 37-41.


Schoemen, M.H. and J.E. Vos. 1996. Guava wilt disease – selection for resistance. ITSC Info. Bull. 294 : 72-73.


Stassen, P.J.C. J.E. Vos, M.H. Schoemen, R.J.D. Preez, C.P. Welgemoed, C.J. Fouries and P. Willers. 1994.


               Research strategies and preliminary cultivation guidelines against guava wilting disease. ITSC Info. Bull


               258 : 27-32.


 


ที่มา : วารสารโรคพืช. ปีที่ 18 เล่มที่ 1-2 มกราคม-ธันวาคม 2547. หน้า 65-75