ยางพารา

โรคราเส้นดำ (Black stripe) ยางพารา ปัญหาที่ค้างคายาวนาน

โรคราเส้นดำ (Black Stripe) ในยางพารานี้ จะว่าไป ก็เป็นปัญหาที่สั่งสมคั่งค้างมายาวนาน ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมั้ย นับตั้งแต่มียางพาราเพียงสองพื้นที่ใหญ่ๆ ของประเทศไทย นั่นก็คือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก และนับจากพรรคไทยรักไทยมีนโยบายรณรงค์ส่งเสริมให้ปลูกยางพาราพร้อมกันเกือบทั่วไปประเทศ เพื่อคาดการณ์รองรับกับตลาดโลกที่อาจจะต้องการยางพาราในปริมาณมาก โดยเฉพาะการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของประเทศจีน จึงส่งผลให้มีต้นยางพาราเกือบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเมื่อซัพพลายมีสูงกว่าดีมานด์ ราคาก็ร่วงหล่นตกต่ำลงอย่างไม่เป็นท่า ส่งผลให้เกษตรกรต้องโค่นต้นยาง สลับกับปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เพื่อรอวันที่ราคายางจะกลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงฤดูกาลที่มีฝนพรำกระหน่ำไปด้วยพายุมรสุมมากมาย เกษตรกรชาวสวนยางยังคงต้องประสบพบเจอกับปัญหาความยุ่งยากเพิ่มเข้ามาอีกในการบริหารจัดการดูแลสวนยาง ซึ่งก็มักจะมีปัญหาที่พบบ่อยคือ โรคราเส้นดำที่เกิดบริเวณรอยกรีด เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วจะไม่สามารถกรีดยางต้นนั้นได้ จนกว่าแผลที่หน้ายางจะหายดี

 

 

โรคราเส้นดำ มีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Phytophthora botryose Chee, P. palmivora (Butl.) Butl. เชื้อจะเข้าทำลายได้เฉพาะบริเวณเปลือกยางที่มีบาดแผลเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะเข้าทำลายทันทีทางรอยกรีดใหม่ที่กรีดไปแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง บนผิวเปลือกยางที่ไม่มีบาดแผลใดๆ เชื้อสาเหตุของโรคนี้จะไม่สามารถเข้าทำลายต้นยางได้ ฉะนั้นการกรีดยางให้ดีและถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก

อาการระยะเริ่มแรก  หลังจากที่เชื้อราเข้าทำลายแล้ว จะเห็นบริเวณที่เป็นโรคมีสีผิดปกติเป็นรอยช้ำ ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเหนือรอยกรีด และค่อยเข้าสู่ระยะรุนแรง เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นบริเวณที่เป็นรอยช้ำนี้จะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ และจะขยายตัวยาวขึ้นไปในแนวดิ่ง คือสูงขึ้นไปส่วนบนเหนือรอยกรีดและลงใต้รอยกรีดอย่างรวดเร็ว ระยะนี้จะสังเกตเห็นอาการของโรคได้ชัดเจน เนื่องจากส่วนที่ไม่เป็นโรคมีเปลือกงอกใหม่หนาเพิ่มมากขึ้น ทิ้งให้ส่วนที่เป็นโรคเป็นรอยบุ๋มลึกชัดเจน เนื่องจากเยื่อเจริญส่วนนั้นตายหมด เมื่อเฉือนเปลือกออกดูจะพบรอยบุ๋มสีดำนั้นมีลายเส้นสีดำบนเนื้อไม้บริเวณแผล ซึ่งมักเป็นรอยยาวตามแนวยืนของลำต้น

หากยังไม่มีการดูแลแก้ไข ก็จะทำให้โรคราเส้นดำเข้าสู่ระยะรุนแรงเพิ่มขึ้น ระยะนี้จะทำให้เปลือกของหน้ายางบริเวณที่เป็นโรค มีอาการปริ มีน้ำยางไหลออกมา ตลอดเวลา และเปลือกบริเวณที่เป็นโรคนี้จะเน่าหลุดออกทั้งหมดในที่สุด

การแพร่ระบาดของโรค พบระบาดรุนแรงเมื่อกรีดยางติดต่อกันในฤดูฝนโดยไม่มีการป้องกันรักษาหน้ากรีด โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสูงกว่า 90% หน้ากรีดจะเปียกอยู่ตลอดเวลา เหมาะต่อการขยายพันธุ์ของเชื้อ

พืชอาศัยของเชื้อราโรคเส้นดำ เชื้อรา P. palmivora สามารถเข้าทำลายพืชอื่นได้นอกจากยางพารา หลายชนิด เช่น มะละกอ แตงโม ส้ม ทุเรียน พริกไทย โกโก้ มะพร้าว ยาสูบ ส่วนเชื้อรา P. botryose สามารถเข้าทำลายทุเรียน ส้ม และกล้วยไม้ได้

การป้องกันดูแลแก้ไขไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชร่วมยางพาราหรือพืชแซมยางพารา ควรหลีกเลี่ยงการเปิดกรีดต้นยางพาราในช่วงฤดูฝนชุก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรคระบาดรุนแรง

ถ้าพบอาการที่หน้ากรีด ต้องเฉือนส่วนที่เป็นโรคออกก่อนแล้วทาด้วยยารักษาโรค ทั้งนี้อาจใช้ชีวภัณฑ์กำจัดเชื้อรา ประเภทไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma Harzianum spp.) หรือ บาซิลลัส ซับธิลิสิส (Bacillus Subthilis spp.) ในการป้องกันรักษาก็ได้  รายละเอียดเกี่ยวกับสารชีวภัณฑ์พี่น้องเกษตรกรสามารถศึกษาหาอ่านได้ที่ www.thaigreenagro.com

 

 

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com