โรคแมลงศัตรูพืช, ไม้ผล ไม้ยืนต้น

โรครากเน่าโคนเน่าในสวนทุเรียนภาคตะวันออก

NULL

อมรรัตน์ กู่ไพบูลย์, พจนา ตระกูลสุขรัตน์ และอมรรัชฏ์ คิดใจเดียว


กลุ่มงานวิจัยโรคพืชเส้นใย กองโรงพืชและจุลชีววิทยา


                ทุเรียนเป็นพืชหนึ่งในกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในการผลิต เป็นสินค้าเกษตรส่งออก นำเงินตราเข้าประเทศปีละกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรประสพก็คือ โรคพืช โดยเฉพาะปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่าของทุเรียน ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora (Butler) Butler

fiogf49gjkf0d

                โรครากเน่าและโคนเน่า มีประวัติการแพร่ระบาดยาวนานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 จากแหล่งปลูกแถบจังหวัดนนทบุรี ไปยังภาคตะวันออกทุกจังหวัด แพร่ระบาดลงไปทางภาคใต้และทุกหนทุกแห่งที่นำต้นกล้าทุเรียนที่ปลูกในดินซึ่งมีเชื้อสาเหตุของโรคไปปลูก ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครากเน่าและโคนเน่าของทุเรียนนั้น ตรงตามหลักวิชาโรคพืชทุกประการ โดยพันธุ์ทุเรียนที่อ่อนแอต่อโรคคือพันธุ์หมอนทอง ซึ่งเป็นพันธุ์ยอดนิยม สาเหตุคือ รา P. palmivora ที่รุนแรงและมีจำนวนมาก สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค คือ ฝนตกชุกและความชื้นสูง มีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแพร่ระบาดของโรค เมื่อครบปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้เกิดโรค


                ผู้เขียนและคณะ ได้เริ่มการสำรวจในสวนทุเรียนทางภาคตะวันออกของประเทศ เริ่มจาก จังหวัดชลบุรี ระยอง (อ. เมืองและ อ. แกลง) จันทบุรี (บริเวณกิ่ง อ. เขาคิชฌกูฎ ต. แสลง ต. บ้านอ่างคีรี ต. มะขาม อ. มะขาม ต. ห้วยสะพานหิน อ. โป่งน้ำร้อน อ. ขลุง ต. คลองขวาง อ. ท่าใหม่ ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์) และจังหวัดตราด (บริเวณ อ. เขาสมิง อ. แหลมงอบ) พบว่าส่วนใหญ่มีการปลูกทุเรียนเพียง 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หมอนทอง และพันธุ์ชะนี มีพันธุ์อื่น เช่น กระดุมทอง เพียงเล็กน้อย แต่ละสวนต้นทุเรียนมีอายุนับ 10-20 ปีขึ้นไป ทุกสวนล้วนมีปัญหาโรครากเน่า-โคนเน่า ที่ชาวสวนทุเรียนรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นโรคที่ทำความเสียหายและสร้างปัญหาใหญ่ในการปลูกแก่ทุกสวนทุเรียน บางสวนต้นทุเรียนเป็นโรคนี้เกือบ 100% และบางสวนต้นทุเรียนกำลังค่อย ๆ ตายลงเรื่อย ๆ เมื่อเก็บตัวอย่างโรคเน่าของทุเรียนที่พบทั้งจากเปลือก เนื้อเยื่อบริเวณรากและโคนต้น เปลือกและเนื้อของผลทุเรียนตลอดจนเก็บตัวอย่างดินบริเวณโคนต้นที่เป็นโรคแล้วแยกเชื้อจากโรคทุเรียนที่พบในวันเดียวกันพบโรคอื่น ๆ ของทุเรียนบ้างประปราย เช่น โรคใบจุด (Colletotrichum sp.) โรคราสีชมพู (Erythricium salmonicolor) โรคแอนแทรคโนส (C. zibethinum) โรคใบจุดสาหร่าย (Cephaleuros virescens) และโรคใบติด (Rhizoctonia solani)


                จากการสำรวจโรครากเน่า-โคนเน่าของทุเรียนที่พบในสวน อาการส่วนบนของลำต้นพบว่าใบสลดไม่เป็นมัน เหลือง และเริ่มร่วงที่บริเวณโคนต้นแสดงอาการเป็นจุดสีดำ เปลือกเน่ามีสีน้ำตาล บางต้นมีน้ำเยิ้ม ๆ สีน้ำตาลอมชมพูเป็นหยดออกมา เมื่อถากบริเวณดังกล่าวพบว่าเนื้อไม้เริ่มเน่ามีสีน้ำตาล หรือสีน้ำตาลเข้มติดกับส่วนดี บางต้นพบมอดเข้าทำลายเปลือกร่วมด้วย ต้นที่เพิ่งเริ่มเป็นโรคจะแสดงอาการเพียงด้านเดียว หากไม่ได้รับการรักษาโรคจะค่อย ๆขยายลุกลามจนรอบโคนต้น ทำให้ใบเหลือง และใบร่วงหมดต้น ยืนต้นแห้งตายในเวลาต่อมา แต่บางต้นมีอาการทรุดโทรมโดยไม่พบอาการของโคนลำต้นเน่าเลย ในกรณีนี้แสดงว่า รากของทุเรียนได้รับความเสียหายจากการเข้าทำลายของเชื้อรา ทำให้เกิดอาการรากเน่า ทั้งรากใหญ่โคนต้น ราแขนงเล็ก ๆ และรากฝอยที่อยู่ใกล้ผิวดิน จนรากไม่สามารถทำหน้าที่ดูดซับแร่ธาตุอาหารและน้ำไปหล่อเลี้ยงส่วนบนของทุเรียนได้ ต้นทุนเรียนจึงแสดงอาการทรุดโทรมมากขึ้นและตายในที่สุด


                อาการของโรคมักพบเมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต ทำให้เจ้าของสวนบางสวนยังคงรักษาต้นทุเรียนที่เป็นโรคไว้ พร้อมกับความพยายามที่จะบำรุงรักษาต้นทุเรียนไว้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การถากเปลือกที่เป็นโรคออกแล้วทาบริเวณนั้นด้วยสารเคมี หรือในบางสวนทาด้วยน้ำมันเครื่อง การใช้ต้นตอที่ต้านทานต่อโรครากเน่าไปเสริม ดังนั้นในสวนทุเรียนแทบทุกสวนจะพบทุเรียนสองขาบ้าง สามขาบ้าง (ขา = ต้น) ขาเดิมเน่าไปก็ตัดออก มีบางสวนที่กำลังตัดต้นเดิมที่อายุมากและเป็นโรคออกแล้วปลูกทุเรียนต้นใหม่หรือปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น เงาะ มังคุด พริกไทย โดยหวังว่าจะหนีจากปัญหาโรคร้ายนี้ได้ แต่เป็นที่น่าเสียใจแม้ทุเรียนปลูกใหม่เพื่อทดแทนอายุเพียง 1-3 ปีก็เริ่มปรากอาการของโรคให้เห็นแล้ว แต่พืชอื่นยังไม่แสดงอาการใด ๆ ของโรคให้เห็น


                ลักษณะอาการเน่าของทุเรียน มีชื่อเรียกตามส่วนต่าง ๆ คือ โรครากเน่า โคนเน่า ลำต้นเน่า และผลเน่า Phytopphthora palmivora (Butlet) Butler เป็นเชื้อราที่มีชีวิตอยู่ในดินได้เป็นเวลานานหรืออยู่ในพืชอาศัยอื่นในสภาพที่มีความชุ่มชื้นสูงและมีฝนตกชุก เชื้อราแพร่ระบาดชุ่มชื้นสูงและมีฝนตกชุก เชื้อราแพร่ระบาดเข้าทำลายกิ่งใดกิ่งหนึ่ง ทำให้เห็นเป็นจุดฉ่ำน้ำ เนื้อเยื่อเปลี่ยนสีเช่นเดียวกับที่โคนต้น กิ่งที่เป็นโรคเปลือกจะยุบตัวลง ต้นทุเรียนแสดงอาการใบเหลือเป็นกิ่ง ๆ หากสภาพแวดล้อมมีความชื้นมาก ฝนตกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเชื้อราจะเข้าทำลายใบเป็นจุดกลมสีน้ำตาล สปอร์ของเชื้อราบนใบแพร่กระจายเข้าทำลายผล เกิดผลเน่าเป็นจุดสีน้ำตาลขยายตัว ทำให้ผลร่วงพบกับผลทุเรียนที่มีอายุประมาณ 1 เดือนก่อนการเก็บเกี่ยว ผลที่เป็นโรคมีอาการเป็นจุดเน่าสีน้ำตาล อาการเน่าลุกลามมากเพิ่มขึ้นทำให้ผลร่วง และมักพบเชื้อราชนิดอื่นขึ้นปะปนร่วมอยู่ด้วย


                ข้อสังเกตบางประการจากการสำรวจ คือ การที่ได้พบเห็นเกษตรกรเดินเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นทุเรียนจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง เพื่อพ่นสารำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ย หรือการถากถางทำลายวัชพืชโดยใช้จอบเสียมรอบโคนต้นหนึ่ง แล้วนำไปถางที่อื่น ๆ ต่อไปโดยไม่มีการทำความสะอาด การถางหญ้ารอบโคนต้นทำให้รากทุเรียนขาดเชื้อเข้าบริเวณแผลดังกล่าวได้ง่ายขึ้น เป็นการแพร่ระบาดของเชื้อจากต้นทุเรียนที่เป็นโรคสู่ต้นทุเรียนปกติเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจากการสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกได้ให้ข้อมูลที่น่าพิจารณาว่า หากปีไหนมีการเร่งดอกเพื่อเพิ่มผลผลิต จะทำให้ต้นทุเรียนโทรมเร็วและอ่อนแอเป็นโรคมากขึ้น


                สวนทุเรียนสวนหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ สวนคุณชะลอ อยู่ที่ ต. อ่างคีรี อ. มะขาม จ. จันทบุรี มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ผู้จัดการสวนชื่อคุณสงวน บุญญฤทธิ์ สภาพสวนค่อนข้างสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง สังเกตเห็นว่าสวนนี้ปล่อยให้วัชพืชขึ้นคลุมดิน แลดูรกตา แต่ที่น่าแปลกคือไม่พบการระบาดของโรครากเน่า-โคนเน่า จากการสอบถามได้ข้อมูลว่า สวนนี้มีคนงานหลายคนแบ่งกลุ่มให้คนงานทำงานกันเอง โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันเอง และดูแลส่วนรวมอีกทอดหนึ่ง เพื่อให้รู้สึกถึงการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของสวนด้วย นอกจากนั้น มีวิธีการบริหารสวนทุเรียนที่น่าสนใจคือ หมั่นสำรวจสวน แก้ไขปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการเกิดหรือการแพร่ระบาดของโรค เช่น น้ำขัง เป็นต้น ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด โดยใช้พ่นเฉพาะใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ใช้วิธีผสมผสานในการป้องกันกำจัดโรค โดยไม่ทำลายวัชพืช ทิ้งต้นหญ้าให้เจริญงอกงามตามปกติ เพื่อเป็นการรักษาหน้าดิน ทำให้ดินดีร่วนซุย การระบายน้ำดี นอกจากนี้การปล่อยให้หญ้าขึ้นรก ยังช่วยกระตุ้นทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น เกิดการแข่งขันกับรากวัชพืช มีการสร้างรากมากขึ้น การทำงานของรากสมบูรณ์ และไส้เดือนดินที่มีปริมาณมากทำให้ดินร่วนซุยดีขึ้น ตามธรรมชาติของต้นทุเรียนนั้น ส่วนบนบ่งบอกความสมบูรณ์ของส่วนล่าง และในทำนองเดียวกันส่วนล่างก็บ่งบอกความสมบูรณ์ของส่วนบนเช่นกัน ทุเรียนแตกใบอ่อนมากมีการเจริญเติบโตดี แสดงว่ามีรากฝอยแตกสมบูรณ์มาก แต่ถ้ารากฝอยถูกทำลายจนเหลือน้อย จะส่งผลทำให้ต้นทุเรียนแสงอาการทรุดโทรม ในสวนนี้ปล่อยให้หญ้าเจริญเติบโต จนกระทั่งผ่านระยะที่อากาศมีความชื้นสูง ฝนตกชุกไปแล้ว จึงกำจัดวัชพืช โดยการถอนหรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเพียง 1-2 ครั้งต่อปี ให้ปุ๋ยเพิ่มอาหารแก่พืชบ้าง หมั่นตัดแต่งกิ่งและแขนง เพื่อควบคุมทรงพุ่มซึ่งเป็นงานที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แม้จะปฏิบัติเช่นนี้ ยังพบปัญหาโรคเน่าบ้างประมาณ 5-10% ซึ่งนับว่าน้อยกว่าสวนอื่น ๆ หมั่นตรวจดูอาการของทุเรียนทุกต้น หากพบโรคให้รีบรักษาแต่เนิ่น ๆ เมื่อเก็บผลผลิตทุเรียนแล้ว ใช้สารประกอบพวกทองแดงพ่นบริเวณรอบโคนต้นและมีข้อสังเกตอีกว่า การให้ปุ๋ยเคมีมากเกินความจำเป็น นอกจากทำให้ต้นสมบูรณ์มากเกินไปยังพบว่าทุเรียนเป็นโรคมาก ข้อคิดอีกประการของวิธีการดูแลทุเรียนในสวนนี้คือสามารถใช้เป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดโรคได้หรือไม่ เป็นประเด็นคำถามที่ต้องหาคำตอบต่อไป


                จากการตรวจเอกสารพบว่า เชื้อราสาเหตุของโรคมีชีวิตอยู่ในดิน (soil-borne) ได้เป็นเวลานาน หรืออยู่ในพืชอาศัยอื่น ในวงจรชีวิตมีการสร้างสปอร์ถึง 4 ชนิด คือ sporangium, zoospore, chlamydospore และ oospore สปอร์แต่ละชนิดมีความสำคัญ และทำหน้าที่แตกต่างกันไป เชื้อราแพร่ระบาดทำลายรากและลุกลามสู่โคนต้น ในสภาพดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี มีน้ำขัง ทำให้ดินมีความชื้น และแฉะอยู่ตลอดเวลา และในสภาพที่มีฝนตกชุก อากาศมีความชุ่มชื้นสูง เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญของเชื้อสาเหตุ มีการสร้างเส้นใยสีขาวพร้อมทั้งสร้างถุงบรรจุสปอร์เรียกว่า sporangium ภายในถุงนี้สร้างสปอร์ชนิดที่ว่ายน้ำได้เรียกว่า zoospore เป็นจำนวนมาก เมื่อมีฝนตกสปอร์ที่ว่ายน้ำได้นี้จะติดไปกับหยดน้ำฝนที่กระเซ็นหรือไหลตามน้ำฝน หรือแพร่ระบาดทางลม เชื้ออาจติดไปกับดิน น้ำ และซากส่วนที่เป็นโรคเข้าทำลายใบและลุกลามสู่กิ่งและผล เป็นรุนแรงกับทุเรียนหลายพันธุ์ เช่น หมอนทอง กระดุมทอง ชะนี ก้านยาว กบสุวรรณ ฯลฯ


                จากการสำรวจในสวนทุเรียนหลายแห่ง นอกจากพบต้นทุเรียนที่มีอาการรากเน่า โคนเน่า และกิ่งเน่าแล้ว ยังพบโรคผลเน่าของทุเรียนด้วย ผลทุเรียนแก่ใกล้เก็บเกี่ยวที่อยู่บนต้นทุเรียนมีอาการเน่าเป็นจุดสีน้ำตาล บางผลที่แผลขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ผลร่วง บางผลที่แก่จัดแผลเป็นจุดเน่าสีน้ำตาลและแตก นอกจากนั้น ในบางสวนปล่อยให้ผลที่เน่ากองอยู่บนพื้นดิน บริเวณใต้ต้นทุเรียน หรือบางสวนนำไปกองสุมกันไว้บนเนินดิน จุดนี้จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุของโรค ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและโดยทั่วไปของสวนทุเรียนมักปลูกบนเนินเขาหรือบางสวนปลูกในที่ราบบนภูเขาและมักเกิดน้ำท่วมขังทุกปี เป็นการเอื้ออำนวยให้สปอร์ชนิดที่ว่ายน้ำได้ของเชื้อโรคที่สะสมอยู่ เกิดการแพร่ระบาดได้อย่างดี


                ปัญหาโรคเน่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการปลูกทุเรียน แม้จะได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม นักวิชาการในภาครัฐและเอกชน ต่างช่วยกันระดมความคิดในการแก้ไขปัญหานี้ แม้เกษตรกรเองจะพยายามดำเนินการทุกวิถีทางที่จะปราบโรคให้หมดไป แต่เนื่องจากโรคได้แพร่ระบาดไปทั่วพื้นที่ปลูกและเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอดีตที่ชาวสวนได้นำกล้าทุเรียนจากที่หนึ่งไปปลูกอีกที่หนึ่งโดยนำดินที่มีเชื้อราสาเหตุโรคติดไปด้วย ทำให้ในขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องตัดทุเรียนทิ้งสวนละหลายร้อยต้น และปลูกพืชอื่นทดแทนโดยเฉพาะพริกไทยซึ่งมีราคาดีกว่า และให้ผลตอบแทนเร็วกว่า ซึ่งชาวสวนยังคิดว่าเป็นการหนีจากโรคได้อีกอย่างหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามพริกไทย ก็มีโรคโคนเน่าและรากเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อรา Phytophthora ถึง 3 ชนิดที่ทำให้เกิดโรคโคนและรากเน่าของพริกไทย คือ P. parasitica, P. palmivora และ P. capsici ซึ่ง P. palmivora ยังเป็นเชื้อราชนิดเดียวกับที่ทำลายทุเรียน ลักษณะของเชื้อไม่แตกต่างกัน แม้ขณะนี้โรคโคนและรากเน่าของพริกไทย ยังไม่เกิดการแพร่ระบาดเช่นในทุเรียนก็ตาม แต่หากไม่มีการป้องกันก่อนที่โรคจะเกิด อาจมีปัญหาเช่นเดียวกับทุเรียน


คำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน (เอกสารกองโรคพืชและจุลชีววิทยา)


                1. หมั่นสำรวจต้นทุเรียนเป็นประจำ บำรุงต้นทุเรียนให้แข็งแรงสมบูรณ์ ตัดแต่งกิ่งหรือลำต้นที่เป็นโรค โดยเก็บรวบรวมส่วนต่าง ๆ ของต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย


                2. ปรับปรุงสภาพดินให้มีค่าความเป็นกรดด่าง ประมาณ 6.5 ด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก


                3. ทำร่องระบายน้ำในสวนที่เป็นพื้นที่ต่ำเพื่อป้องกันน้ำขังสวน


                4. ลดปริมาณของเชื้อราที่อยู่ในดิน โดยใช้ราไตรโคเดอร์มานำไปหว่านในพื้นที่รัศมีทรงพุ่มที่มีรากฝอยขึ้นอยู่หรือใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก


                5. เมื่อพบโรคให้ขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก แล้วทาแผลด้วยปูนแดง หรือสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล


                6. อาการรุนแรงที่ลำต้นหรือกิ่งใหญ่ ใช้กรดฟอสฟอรัส 40% ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งขนาดใหญ่ ตรงส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรคและ/หรือฉีดเข้าลำต้นเหนือระดับดิน


                7. การป้องกันกำจัดโรคผลเน่าในฤดูฝนระยะทุเรียนติดผล ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน ให้สำรวจผลทุเรียนทุกต้น 7 วัน/ครั้ง หากพบผลเน่า 1 ผล/ต้น พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟอสเอทธิลอะลูมินั่ม ให้ทั่วก่อนการเก็บผลไม่น้อยกว่า 20 วัน


                8. ทำลายชิ้นส่วนของทุเรียนที่เป็นโรคโดยวิธีเผา ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ในสวนให้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อสาเหตุ


คำนิยม


                ขอกราบขอบพระคุณ ดร.ทวี เก่าศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษากรมวิชาการเกษตร ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา โดยเฉพาะเชื้อรา Phytophthora ซึ่งได้ให้คำแนะนำปรึกษา และข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คุณชัยวัฒน์ กระตุฤกษ์ นักวิชาการโรคพืช ที่มีประสบการณ์การทำสวนทุเรียนโดยตรง และคุณขจรศักดิ์ ภวกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจุลชีววิทยา ที่ได้กรุณาแก้ไขข้อผิดพลาดของบทความนี้ก่อนนำลงตีพิมพ์


 บรรณานุกรม


ขจรศักดิ์ ภวกุล. 2543. การบรรยายทางวิชาการ โรครากเน่า-โคนเน่าทุเรียน. เอกสารการสัมมนาทางวิชาการ กลยุทธ์


                  หยุดการระบาดโรคกรากเน่าและโคนเน่าทุเรียน สมาคมนักโรคพืชแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร,


                  กรุงเทพฯ. หน้า 26-40.


ทวี เก่าศิริ. 2543. ราเชื้อโรคทุเรียน : Phytophthora palmivora. เอกสารการสัมมนาทางวิชาการ กลยุทธ์หยุดการระบาด


                  โรครากเน่าและโคนเน่าทุเรียน สมาคมนักโรคพืชแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร, กรุงเทพฯ. หน้า 76-92.


นิพนธ์ วิสารทานนท์. 2542. โรคทุเรียน. เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการหลักสูตร หมอพืชไม้ผล ฉบับที่ 4. ภาควิชา


                  โรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 29 หน้า.


นิรนาม. 2544. สมุดภาพ โรคของไม้ผล. เอกสารวิชาการ กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร, กรุงเทพฯ.


ที่มา : ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา. ปีที่ 11 เล่มที่ 3 กันยายน-ธันวาคม พ.ศ. 2544 หน้า 39-45.