จุลินทรีย์, โรคแมลงศัตรูพืช, ข้าว, คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์

โรคขอบใบแห้ง ข้าว

โรคขอบใบแห้ง เป็นโรคที่อยู่คู่กับท้องนาบ้านเรามาช้านาน โรคขอบใบแห้งของข้าวมีสาเหตุจากเชื้อ แบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Is

hiyama) Swings et al. เป็นโรคที่สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตข้าวเป็นอย่างมาก พบการระบาดตามแหล่งปลูกข้าว โดยทั่วไปของประเทศไทย โดยเฉพาะ

ในพื้นที่ที่ใช้ พันธุ์ข้าวอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง สภาพอากาศที่มีความชื้นสูง เหมาะต่อการระบาดของโรคขอบใบแห้ง ประกอบกับสามารถพบได้ในข้าวทุก

ระยะการเจริญเติบโต สำหรับอาการของโรคนี้เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงออกรวง มีลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7-10 วัน จุดช้ำ

นี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว แผลอาจมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาด

เล็กเท่าหัวเข็มหมุด หลุดไปตามน้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความก

ว้างของใบ ในบางกรณีที่เชื้อมีปริมาณสูงเข้าทำลายทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวทั้งต้นจะเหี่ยวเฉาและตายโดยรวดเร็ววันนี้ผู้เขียน จึงอยากแนะนำวิธีการ

ป้องกันกำจัดที่ถูกวิธีมานำเสนอให้กับเกษตรกรที่ทำนาได้ เตรียมพร้อมรับมือกับ โรคขอบใบแห้ง  ให้ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรค เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี

90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 กข7 และ กข23ควรเฝ้าระวังการเกิดโรคถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุ

โลก 2  ชัยนาท 1 ในดินที่อุดมสมบูรณ์ก็ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น และใช้ ไบโอ-เซ็นเซอร์ (บาซิลลัส ซับทิลิส)

ฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดในอัตรา50กรัมต่อน้ำ20ลิตร ฉีดพ่นให้ครอบคลุมบริเวณส่วนบนและส่วนล่างของใบข้าว จึงจะสามารถควบคุม โรคขอบใบแห้ง ได้อย่าง

มีประสิทธิภาพ ฉีดพ่นทุกๆ7วันครั้ง ควรฉีดตอนแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าตรู่ ถ้าพบระบาดมาก ควรฉีดพ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง ใน 3-4 วัน โดยใช้อัตราส่วนผสมเท่าเดิม

ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะนำเชื้อ ไบโอ-เซ็นเซอร์(บาซิลลัส ซับธิลิส)ไปผสมกับน้ำฉีดพ่น ขอแนะนำให้ใช้ ม้อยเจอร์แพล้นท์(สารเปียกใบ) เติมผสมกับน้ำ

ก่อน โดยใช้อัตรา 10 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร  แล้วจึงค่อยนำเชื้อ ไบโอ-เซ็นเซอร์(บาซิลลัส ซับธิลิส)ใส่ลงไปแล้วกวนผสมให้เข้ากัน ประสิทธิภาพของม้อยเจอร์แพล้นท์

(สารเปียกใบ)ทำให้เชื้อ ไบโอ-เซ็นเซอร์(บาซิลลัส ซับธิลิส)ทำงานและมีประสิทธิภาพในการดูดซึมเข้าทำลายโรคขอบใบแห้ง ได้ดียิ่งขึ้น  เทคนิคของผู้เขียนที่อยาก

แนะนำอีกอย่างคือ ใช้ พูมิช-ซัลเฟอร์ ในนาข้าวทุกครั้งที่มีการปลูกข้าว การใช้พูมิช-ซัลเฟอร์ร่วมกับปุ๋ยในนาข้าว ในสัดส่วน 1:1 กระสอบ หว่าน 25-30 กิโลกรัม/ไร่ ข้าว

จะงามอยู่ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ต้นและใบข้าวมีสีเขียวใบตองอ่อน ใบตั้ง ต้นแข็ง รากยาว รากขาวเยอะ ทนต่อลมและแมลง เนื่องจากพูมิช-ซัลเฟอร์เป็นหินแร่ภูเขาไฟ

และผสมด้วธาตุอาหารต่างๆมากมาก ที่ช่วยสร้างรากเร่งการเจริญเติบโต ทำให้ดินร่วนซุย ปรัปสภาพดินที่เป็นกรดและด่างให้กลับมาเป็นกลางเนื่องจากในตัวของพูมิช

-ซัลเฟอร์มี พีเอส เป็นกลาง 6.5-7 ทำให้ใช้ได้ทั้งดินกรดและด่างอีกทั้งยัง มีซิลิก้า ในตัวด้วย ซึ่งทำให้พืช แข็งแกร่ง ลักษณะที่เห็นได้ชัดก็คือลำต้นแข็ง ใบตั้งชัน ทำให้

โรคและแมลงทำลายได้ยากขึ้นจึงไม่ต้องฉีดยากำจัดแมลงบ่อย และช่วยลดการสูญเสียของปุ๋ยได้มาก แล้วค่อยๆปลดปล่อยปุ๋ยออกมาให้กับพืชทีละน้อยๆ ทำให้พืชมีสี

เขียวใบตองอ่อน และเขียวนานกว่าเดิมหลายเท่า เพราะเหตุนี้อย่างไรล่ะครับ ที่ทำให้ประหยัดปุ๋ยและยากำจัดแมลงได้อีกมากเลยทีเดียว

 

ผู้เขียนบรรเจิด ยิ่งวงษ์(ฝ่ายส่งเสริมการตลาดภาคกลาง)

สอบถามเพิ่มเติม02-9861680-2 หรือ 092-7744902Hotline สายด่วน 084-5554205 -9

หรือ @thaigreenagro เสนอติชมได้ที่ Email : thaigreenago@gmail.com