การเกษตร, ข่าวเกษตร

โค้งท้ายจำนำนาปรัง วงเงินเฉียด5หมื่นล. ธ.ก.ส.พร้อมรับนาปี

โค้งท้ายจำนำนาปรังเฉียด 5 หมื่นล้าน ธ.ก.ส.เตรียมพร้อมรับจำนำนาปีเริ่ม 16 ต.ค. เตรียมเชิญเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศระดมความคิดเห็นรับฟังปัญหาอุปสรรคการจำนำที่ผ่านมาเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข เผยถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนหน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบโครงการจำนำข้าวนาปี

fiogf49gjkf0d

 


แหล่งข่าวในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าขณะนี้สิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2551 แล้ว (โครงการเริ่ม 15 มิถุนายน-30 กันยายน) ณวันที่ 28 กันยายน มีปริมาณข้าวเปลือกเข้าสู่โครงการจำนำทั้งสิ้น 3.62 ล้านตัน เกษตรกร 272,385 ราย วงเงินรับจำนำ 47,560 ล้านบาท คาดว่าอีก 2 วันที่เหลือจะใช้เวลารวบรวมแล้วเสร็จประมาณ 10 วัน โดยขณะนี้ข้าวที่ชาวนานำมาจำนำอยู่ที่โรงสีที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดแล้ว แต่ธ.ก.ส.จะสรุปตัวเลขอย่างเป็นทางการทั้งโครงการหลังจากที่ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้กับเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว


คิดว่าข้าวเปลือกที่เข้าโครงการทั้งหมด ณ สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน จะใกล้เคียง 4 ล้านตัน แต่คงไม่ถึง 4.5 ล้านตัน ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด โดยครม.อนุมัติให้มีการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ปริมาณ 2.5 ล้านตัน ต่อมาครม.วันที่ 9 กันยายน อนุมัติให้รับจำนำเพิ่มอีก 1 ล้านตัน เป็น 3.5 ล้านตัน และอนุมัติให้เพิ่มอีก 1 ล้านตันเมื่อวันที่ 16 กันยายน เป็น 4.5 ล้านตัน” แหล่งข่าวกล่าว


อย่างไรก็ดีสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2551/52 ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานไหนจะเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบโครงการจำนำ แต่ในส่วนของธ.ก.ส.ได้เตรียมความพร้อม โดยเร็วๆ นี้จะเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้การดำเนินงานครั้งต่อไปดีขึ้น เพราะถึงอย่างไรธ.ก.ส.มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้วเพราะเป็นสถาบันการเงินหลักที่เป็นผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการ ซึ่งปีนี้ได้เตรียมวงเงินไว้ประมาณ 40,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่เหลือรัฐบาลต้องเป็นผู้จัดหาเพิ่มเติม


แหล่งข่าวในวงการโรงสีข้าว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แต่ละจังหวัด กล่าวในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์ผลผลิตข้าวในปีนี้ผลผลิตอาจจะไม่มากตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากข้าวหอมมะลิซึ่งปลูกมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้และปลูกได้เพียงปีละครั้งปีนี้ชาวนาประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง นาข้าวที่ปลูกได้รับความเสียหาย หากจะปลูกใหม่ชาวนาไม่มีทุนปลูกจึงปล่อยพื้นที่ทิ้งว่าง นอกจากนี้พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังหลายจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วมเสียหายอย่างสิ้นเชิง แม้จะปลูกรอบใหม่ได้แต่เท่ากับว่ารอบเก่าที่ปลูกไปเสียหายไปแล้ว ผลผลิตจะหายไปด้วย หากรัฐบาลมีการระบายข้าวในสต๊อกออกสู่ตลาดต่างประเทศไปจำนวนหนึ่งเชื่อว่าจะดันราคาในประเทศให้สูงขึ้น การจำนำอาจไม่ถึง 8 ล้านตัน


 


ที่มา  :   หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับวันที่  2 – 4  ตุลาคม  2551


http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0623624&issue=2362