สารพันเห็ด, เห็ดแครง เห็ดตีนตุ๊กแก

เห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแก

NULL

อนงค์ จันทร์ศรีกุล

กรรมการคณะจัดอนุกรมวิธานพืช (เห็ด)

283 หมู่ 9 ถ. ป่าอ้อดอนชัย อ. เมือง จ. เชียงราย

                ในภาวะที่มีคนตกงานมาก ทำให้ผู้มองหาอาชีพที่จะทำเพื่อความอยู่รอด อาชีพการเพาะเลี้ยงเห็ดจึงน่าจะเป็นอาชีพหนึ่งของเป้าหมายของหลายท่าน สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยจึงน่าจะมีบทบาทมากขึ้นในการเร่งรีบถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมให้มีการผลิตเห็ดชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นทางเลือกให้หลากหลาย ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าคิดจะเพาะเห็ดจำหน่ายควรต้องศึกษาก่อนว่าจะเพาะเห็ดอะไรดี ศึกษาข้อมูลให้มาก โดยยึดหลักของข้อมูลดังต่อไปนี้

                1. ต้องเป็นเห็ดชนิดใหม่ที่กินได้

                2. เพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว

fiogf49gjkf0d

                3. เกิดดอกได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยทั่วทุกภาค

                4. เกิดดอกได้ตลอดปี

                5. ไม่ควรมีโรคและศัตรูเห็ดรบกวน

                6. แปรรูปเป็นดอกเห็ดแห้งแล้วเก็บรักษาได้นาน

                7. เก็บรักษาเห็ดสดได้นาน

                8. เห็ดแห้งแล้ว เมื่อนำมาปรุงอาหารคืนรูปได้อย่างเก่า

                9. วัสดุเพาะมีความหลากหลายที่หาได้ในท้องถิ่น

                10. ต้องเป็นเห็ดที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วประเทศ

                11. ไม่มีปัญหาในการขนส่ง และการตลาด

                เห็ดที่เพาะเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน ได้แก่ เห็ดฟาง เห็ดนางรม นางฟ้า หูหนู เห็ดหอม เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดแชมปิญอง ตามลำดับ บางชนิดก็จะเพาะได้เฉพาะฤดูกาลเท่านั้น เช่น เห็ดหอม และเห็ดแชมปิญองจึงจะขึ้นได้หรือเจริญเติบโตดี เห็ดชนิดใหม่ที่มีผู้เพาะกันไม่กี่รายได้แก่ เห็ดเข็มเงิน เห็ดโคนหลวง ฯลฯ ซึ่งต้องการอุณหภูมิต่ำเช่นกัน และเป็นพันธุ์หรือชนิดที่นำแม่เชื้อมาจากต่างประเทศทางภาคเหนือและภาคอีสานเริ่มเพาะเห็ดขอนขาวและเห็ดลมจำหน่ายมากยิ่งขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ยังมีเห็ดพื้นเมืองอีกหลายชนิดที่มีคุณค่าทางอาหารและทางยาอีกมากมาย จึงขอแนะนำให้สนใจเห็ดแครงหรือเห็ดตีนตุ๊กแกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Schizophyllum commune Fr.

                เหตุที่ผู้เขียนสนใจเห็ดชนิดมาก เพราะ

                1. เห็ดชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยทั่วทุกภาค

                2. เพาะขึ้นง่ายและรวดเร็ว

                3. ใช้วัสดุเพาะที่มีความหลากหลายได้อย่างดี

                4. วิธีการเพาะแบบเดียวกับเห็ดนางรม หูหนู

                5. ไม่เคยพบว่ามีปัญหาโรคและสัตรูเห็ด

                6. เก็บรักษาเห็ดสดได้ทนนาน โดยคงรูป คงรส และกลิ่น

                7. ทำแห้งเก็บได้นานไม่เน่าเสีย และคืนรูปเช่นเดียวกับเห็ดหูหนู

                8. มีศักยภาพสูงในการทำตลาดให้กว้างขวางได้

                9. มีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งอาหารและยา เพื่อให้มีคนรู้จักเห็ดชนิดนี้กันให้แพร่หลาย จึงขอแนะนำให้ข้อมูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ถิ่นกำเนิดของเห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแก

                ทั่วทุกภาคของประเทศไทยตามกิ่งไม้แห้ง ขอนไม้ เปลือกไม้ และแม้แต่บนต้นไม้บริเวณบ้าน ซึ่งถ้ามีแผลตัดฉีดขาดแล้วมีเนื้อไม้แห้ง ก็จะมีเห็ดชนิดนี้ขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะมีความชื้นสูงหรือไม่ก็ตาม หรือกองไม้ไผ่ ที่ตัดทิ้งไว้ก็พบเห็ดชนิดนี้ขึ้น แต่เนื่องจากเห็ดที่เกิดตามธรรมชาติมักมีขนาดเล็กมาก จึงไม่ได้รับความสนใจเก็บมากินเป็นอาหาร หรือไม่ทราบว่าเป็นเห็ดกินได้ ส่วนมากผู้ที่รู้จักจะเก็บมาจากป่า เช่น ทางภาคใต้ ซึ่งเก็บเห็ดชนิดนี้จากป่า หรือสวนมาจำหน่าย

สัณฐานวิทยาของเห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแก

                เห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแกที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมีขนาดเล็กรูปพัด หรือตีนตุ๊กแก สีขาวหม่น ขนาด 1-3 x 1-4 เซนติเมตร ผิวด้านบนมีขนละเอียดสีเดียวกัน อบหลักเป็นคลื่น เวลาแห้งโค้งงอลงเล็กน้อย บางแห่งฉีกขาดเป็นแฉกเข้าไปเกือบถึงโคนดอก ด้านล่างมีครีบสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมม่วง ซึ่งเรียงเป็นรัศมีออกไปจากฐานดอกมองดูคล้ายลายหอยแครง ไม่มีก้านหรือมีก็สั้นมาก เห็ดชนิดนี้มีสปอร์สีขาวรูปร่างเป็นท่อนสั้น ๆ ขนาด 1-1.5 x 3-4 ไมโครเมตร นิสัยของเห็ดเกิดเป็นกลุ่มกระจายเต็มวัตถุที่ขึ้น

การเพาะเลี้ยงเห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแก

                เห็ดชนิดนี้มีการเพาะเลี้ยงแบบเดียวกับเห็ดนางรม เห็ดหูหนู ฯลฯ โดยมีการดำเนินการเป็นขั้นตอน ตั้งแต่เพาะแม่เชื้อบริสุทธิ์จากดอกเห็ดก็ได้ หรือจะหาซื้อได้จากกรมวิชาการเกษตร หรือผู้ผลิตหัวเชื้อจำหน่าย เช่น สวนเห็ดบ้านอรัญญิก ฯลฯ แล้วขยายหัวเชื้อลงในถุงขี้เลื่อย วิธีการเพาะศึกษาได้จากนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร และจากสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย ซึ่งจะให้ข้อมูลได้ละเอียด

ข้อดีของเห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแก

                ถึงแม้ว่าจะเป็นเห็ดที่มีขนาดเล็ก แต่ก็รู้จักกันแพร่หลายพอสมควรในเรื่องวิธีการบริโภคและข้อสำคัญไม่เน่าเสีย จำหน่ายไม่หมดก็ทำแห้งได้และยังมีคุณสมบัติที่ค้นพบว่าสามารถชงักเซลล์มะเร็วและเนื้องอก เนื่องจากมีสาร Schizophyllan  และ Mucoitin โดยผลจากการทดลองกับหนูได้ผลถึง 70-100%

การปรุงอาหารด้วยเห็ดแครง

                เห็ดแครงมีขนาดเล็กพอดีไม่ต้องหั่น นำมาประกอบอาหารได้เหมือนเห็ดชนิดอื่น ๆ จึงขอแนะนำวิธีปรุงอาหารด้วยนิดนี้ไว้สัก 3 อย่าง

แกงเขียวหวานเห็ดแครง

เครื่องปรุง

 

 

เห็ดแครง

มะพร้าว

ใบโหระพาเด็ดแล้ว

น้ำพริกแกงเขียวหวาน

เต้าหู้หรือกุ้งหรือไก่

มะเขือพวง

พริกชี้ฟ้าหั่นฝอยเป็นเส้น

3

5

1

1

3-4

1

3-4

ขีด

ขีด

กำ

ขีด

ขีด

ขีด

ผล

วิธีทำ

                คั้นกะทิแยกหัวและหางกะทิไว้ นำหัวกะทิ 1 ส่วนมาเคี่ยวพอแตกมันใส่น้ำพริกแกงลงผัดให้หอม ใส่เต้าหู้หรือกุ้งหรือไก่ที่หั่นเป็นชิ้นพอคำลงไป เติมหางกะทิพอเดือด ใส่มะเขือพวงปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย ใส่หัวกะทิที่เหลือพอเดือดยกลงใส่พริกชี้ฟ้า และใบโหระพา แล้วตักใส่ถ้วยเป็นอันเสร็จ

เห็ดแครงผัดไข่

เครื่องปรุง

 

 

เห็ดแครง

กระเทียบสับละเอียด

ไข่ไก่หรือเป็ด

พริกชี้ฟ้าหั่นเป็นเส้น

(ไม่ใส่ก็ได้)

พริกไทยป่น

ต้นหอมผักชีอย่างละ

น้ำปลา

น้ำมันหอย

2-3

1

1-2

2-3

 

?

?

2

1

ขีด

ช้อนโต๊ะ

ฟอง

ผล

 

ช้อนชา

ช้อนชา

ช้อนโต๊ะ

ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

                เจียวกระเทียมในน้ำมันพืชพอเหลียงใส่เห็ดแครงผัดให้สุก ตีไข่ลงไปคนให้ทั่วกระทะใส่น้ำปลา น้ำมันหอย พริกชี้ฟ้า พริกไทยป่น ต้นหอมผักชีแล้วปิดไฟตักเสิร์ฟได้

ห่อหมกเห็ดแครง

เครื่องปรุง

 

 

เห็ดแครง

ปลาช่อนขนาดกลาง

พริกแกงเผ็ด

หัวกะทิสด

น้ำปลา

แป้งข้าวเจ้า

ไข่

ใบโหระพาหรือใบยอหรือผักกาดขาว

พริกชี้ฟ้าหั่นเป็นเส้นยาว

ใบมะกรูดหั่นฝอย

กระทงใบตอง

3

1

2

3

2

1

1

 

4-5

5-6

5-10

ขีด

ตัว

ช้อนโต๊ะ

ถ้วย

ช้อนโต๊ะ

ช้อนโต๊ะ

ฟอง

 

ผล

ใบ

ใบ

วิธีทำ

                ปลาช่อนแล่เอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นยาว 2 นิ้วหนาครึ่งนิ้ว ใส่ภาชนะเตรียมไว้ แบ่งหัวกะทิ 2 ถ้วยใส่ลงในปลาใส่เครื่องแกง น้ำปลา ไข่ แป้ง้าวเจ้าและเห็ดแครง แล้วคนทุกอย่างให้เข้ากันดีและน้ำแกงข้น (ประมาณ 15 นาที) เอาใบโหระพา หรือใบยอ หรือใบผักกาด วางในกระทงตักเนื้อปลาและน้ำแกงราดลงบนผักให้ทั่วแล้วราดด้วยหัวกะทิเล็กน้อยใส่ใบมะกรูดหั่นฝอยและพริกชี้ฟ้า น้ำกระทงลงในลังถึง นึ่งไฟแรงหรือปานกลางประมาณ 15-20 นาที หรือจนห่อหมกสุก

ที่มา : วารสารข่าวสารเพื่อผู้เพาะเห็ด ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2541 หน้า 8-11.