สารพันเห็ด, เห็ดพิษ

เห็ดพิษในประเทศไทยจำแนกตามสารพิษ

NULL

สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยได้จัดพิมพ์เผยแพร่ความรู้เรื่องเห็ดพิษและข้อมูลต่าง ๆ ไปแล้วหลายเรื่อง สำหรับคราวนี้จะจัดพิมพ์เป็นเล่มพิเศษ จึงได้จัดจำแนกเห็ดพิษทั้งของเก่าและของใหม่ที่สำรวจพบแยกตามกลุ่มสารพิษออกเป็น 7 กลุ่ม ( Miller 1980, Lincoff และ Michell 1977) และมีรูปของเห็ดพิษเหล่านี้ประกอบอยู่ในบทความ

fiogf49gjkf0d

กลุ่มที่สร้างสารพิษ Cyclopeptides


          อะมาท็อกซิน ( Amatoxins) และ ฟาโลท็อกซิน ( Phallotoxins) เป็นสารพิษทำลายเซลล์ของตับ ไต ระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด ระบบหายใจ และระบบสมอง ทำให้ถึงแก่ความตาย นับได้ว่าเป็นสารพิษในเห็ดที่ร้ายแรงที่สุด ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตภายใน 4-10 ชั่วโมง เห็ดหลายชนิดในสกุล Amanita สกุล Galerina และสกุล Lepiota จัดเป็นเห็ดพิษในกลุ่มนี้ เท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้ในประเทศมีอยู่ 2 ชนิด คือ


          Amanita verna (Bull. ex.fr.) Vitt
          ชื่อพื้นเมือง เห็ดระโงกหิน เห็ดไข่ตายซาก (ฮาก) เห็ดชนิดนี้มีสีขาวล้วน เมื่อยังอ่อนมีเปลือกหุ้มสีข่าวคล้ายเปลือกไข่ซึ่งด้านบนฉีดขาดออกเมื่อเห็ดเจริญโตขึ้น
          หมวกเห็ด เป็นรูปกระทะคว่ำเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-12 เซนติเมตร ผิวมักจะมีเศษของเปลือกหุ้มดอกอ่อนที่ปริแตกออกเป็นชิ้นบาง ๆ ติดอยู่บางส่วนซึ่งหลุดหายไปได้ง่าย ด้านล่างมีครีบสีขาวเรียงกันรอบก้านแต่ไม่ยึดติดกับก้าน
          ก้าน ยาว 5-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร รูปทรงกระบอก ผิวเรียบ โคนก้านโป่งเป็นกะเปาะใหญ่และมีส่วนล่างของเปลือกหุ้มดอกอ่อนติดอยู่ที่โคนเป็นรูปถ้วย บนก้านตอนบนมีวงแหวนเป็นแผ่นบางสีขาวซึ่งหลุดได้ง่าย
          สปอร์ สีขาว รูปรีกว้าง ผิวเรียบ ผนังบาง ขนาด 8-11 x 7.9 ไมโครเมตร เห็ดชนิดนี้เกิดเป็นดอกเดี่ยวในป่าเบญจพรรณ


          Amanita virosa Secr.
          ชื่อพื้นเมือง เห็ดระโงกหิน เห็ดไข่ตายซาก เช่นกัน รูปร่างและสีของเห็ดเหมือนชนิดแรกต่างกันที่ A. virosa มีขนหยาบบนก้านและสปอร์ค่อนข้างกลมขนาด 8-10 ไมโครเมตร เห็ดชนิดนี้จะพบมากกว่าชนิดแรก
          มีผู้รายงานเห็ดพิษในกลุ่มนี้ในประเทศไทยอีก 2 ชนิด (เกษม, 2537) คือ ชนิด Amanita phalloides (Fr.) Secr. เห็ดชนิดนี้รูปร่างเหมือนเห็ด A. Verna และ A. Virosa ต่างกันที่หมวกซึ่งมีสีเหลืองอ่อน เหลืองอ่อนอมเขียว หรือสีน้ำตาลอ่อน และชนิด Amanita bisporigera ซึ่งเหมือน A. verna และ A. virosa แต่มีขนาดเล็กว่า และสร้างสปอร์เพียงบนก้านเบซิเดียม
          เพื่อความปลอดภัยมีข้อควรระวังสำหรับเห็ดในกลุ่มนี้ไม่ควรรับประทานเห็ดสกุล Amanita หรือสกุลเห็ดไข่หรือเห็ดระโงกขณะยังอ่อนมีเปลือกหุ้ม และไม่ควรรับประทานเห็ดสกุล Amanita สกุล Galerina และสกุล Lepiota จนกว่าจะมีรายงานว่าเป็นเห็ดรับประทานได้


กลุ่มที่สร้างสารพิษ Monomethylhydrazine


          เห็ดมีชื่อว่า Gyromitrin สารพิษนี้ทำให้คนถึงแก่ความตายถ้ารับประทานเห็ดดิบและน้ำต้มเห็ด เป็นสารพิษเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาทและทำลายเซลล์ตับด้วย สารพิษในกลุ่มนี้พบในเห็ดสกุล Gyromitra ทั้งหมด ในประเทศไทยมีรายงานอยู่ 1 ชนิด คือ


          Gyromitra esculenta (Pat. Et Bak.) Boedism.
          ชื่อพื้นเมือง เห็ดสมองวัว ซึ่งเป็นเห็ดราในกลุ่ม Ascomycetes
          หมวก เป็นรูปอานม้าสีน้ำตาลอมเหลือง แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-10 เซนติเมตร ผิวหมวกหยักเป็นลอนและคลื่นคล้ายสมองด้านล่างเป็นแอ่งตื้น ๆ สีน้ำตาลอ่อน
          ก้าน สีขา ยาว 2-5 เซนติเมตร ใหญ่ 1-2 เซนติเมตร ไม่แตกแขนง บางดอกมีร่องยาวรอบก้าน ผิวเรียบ ภายในกลวง และแบ่งเป็น 2-3 ช่อง
          สปอร์ รูปรี ใส ไม่มีสี ขนาด 9-12 x 18-22 ไมโครเมตร ภายในมีก้อนกลมเล็ก ๆ คล้ายหยดน้ำ 1-2 หยด
          เพื่อความปลอดภัยไม่ควรรับประทานเห็ดดิบและน้ำต้มเห็ด แต่เมื่อต้มสุกแล้วรับประทานเนื้อได้ เห็ดชนิดที่กล่าวมาแล้วพบในป่าทางภาคเหนือ


กลุ่มที่สร้างสารพิษ Coprine


          สารพิษในกลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาทต่อเมื่อรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ สารพิษกลุ่มนี้มีอยู่ในเห็ดชนิดเดียว คือ


          Coprinus atramentaris (Bull.) Fr.
          ชื่อพื้นเมือง เห็ดหิ่งห้อย เห็ดน้ำหมึก หรือเห็ดถั่ว
          หมวก เห็ดรูประฆัง สีขาวนวลหรือน้ำตาลอ่อน เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร หมวกเห็ดมีเนื้อหนากว่าเห็ดถั่วชนิดอื่น ขอบหมวกสีเทาดำ เมื่อเริ่มมีดอกแก่และมักจะฉีดขาดเป็นแห่ง ๆ ครีบสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำและย่อยตัวเป็นของเหลวสีดำ ครีบไม่ติดก้าน
          ก้าน รูปทรงกระบอก ยาว 5-11 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มิลลิเมตร
          รูปทรง กระบอก ผิวเรียบ เป็นมันเงา สีขาว โคนก้านสีขาวนวลหรือน้ำตาลอ่อน ปกติจะมีวงแหวนบริเวณโคนก้านซึ่งหลุดง่าย
          สปอร์ สีดำ รูปผลมะนาว ผิวเรียบ ผนังหนา ปลายบนมีรูเปิด ขนาด 7-8 ไมโครเมตร
          ชอบขึ้นอยู่บนอินทรียวัตถุ เช่น กองเปลือกถั่วเหลือง เกิดดอกเป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อความปลอดภัยห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลังรับประทานเห็ด เพราะสารพิษทำให้มึนเมาจนหมดสติได้ แต่จะหายเป็นปกติภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง


กลุ่มที่สร้างสารพิษ Muscarine


          สารพิษในกลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาท ทำให้ผู้รับประทานเกิดอาการเพ้อคลั่ง เคลิบเคลิ้ม หมดสติอยู่เป็นเวลานาน ไม่มีผลทางสมอง คนป่วยไม่ถึงแก่ความตาย แต่มีอาการปางตาย ยกเว้นมีโรคอื่นแทรกซ้อนหรือเป็นเด็ก สารพิษในกลุ่มนี้พบในเห็ดหลายชนิดในสกุล Amanita สกุล Clitocybe และสกุล Inocybe ซึ่งมีผู้รายงานไว้ในประเทศไทยอยู่ 8 ชนิด คือ


          Amanita pantherina (Dc. ex. Fr.) Secr.
          ชื่อพื้นเมือง เห็ดเกล็ดดาว
          ดอกเห็ด เมื่อยังอ่อนมีเปลือกหุ้มรูปกลม หรือรูปไข่สีขาว ด้านบนปริแตกออกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ ติอยู่บนหมวกซึ่งหลุดง่าย
          หมวก รูประทะคว่ำ สีน้ำตาลอมเหลือง หรือน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร ผิวมีขนหรือเกล็ดบาง ๆ สีขาวเห็นชัดเจนบนบริเวณโคนก้านโคนโป่งเป็นกระเปาะและมีเปลือกหุ้มดอกอ่อน ส่วนที่เหลือติอยู่เป็นของและแถบวงกลมซ้อนกัน 1-2 ชั้น ก้านตอนบนหรือกึ่งกลางมีวงแหวนสีขาว หรือสีขาวนวล ซึ่งหลุดง่าย
          สปอร์ สีขาว รูปรี ผิวบาง ผนังเรียบ ขนาด 6-5 x 8-12 ไมโครเมตร พบในป่าผลัดใบและป่าสนทางภาคเหนือ


          Amanita muscaria (L.ex.Fr.) Hooker.
          เป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่พบน้อยกว่าชนิดแรก มีผู้รายงานไว้แล้ว (เกษม, 2537) รูปร่างคล้ายเห็ด Amanita pantherina ที่แตกต่างก็คือมีหมวกสีแพง หรือแดงอมเหลือง
          นอกจากเห็ดทั้ง 2 ชนิดแล้วมีผู้รายงานเห็ดในสกุล Inocybe และ Clitocybe ไว้อีกสกุลละ 3 ชนิดโดยระบุว่าเป็นเห็ดมีพิษจึงควรมีสารพิษในกลุ่มนี้ได้แก่ เห็ด Inocybe destricata, I. ifelix, I. splendens, Clitocybe flaccida, C. gibba และ C.phyllophila แต่ Clitocybe flaccida และ C. gibba มีรายงานว่ารับประทานได้ (เกษม, 2537)
          เพื่อความปลอดภัยต้องศึกษาและเรียนรู้เห็ดแต่ละชนิด หลีกเลี่ยงรับประทานเห็ดในสกุล Amanita, Clitocybe และ Inocybe ไว้ก่อนเพราะถ้าเป็นเห็ดพิษอาการปางตาย


กลุ่มที่สร้างสารพิษ Ibotenic Acid และ Muscimol


          สารพิษในกลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการเพ้อ คลั่ง เคลิบเคลิ้ม คล้ายสารพิษ mascarine คนป่วยอาการปางตายเหมือนกัน แต่ส่วนมากหายเป็นปกติพบในเห็ด A. pantherina, Amanita muscaria, A. solitaria, A, strobiliformis, A. gemmata, Tricoloma muscarium เห็ด 5 ชนิดหลังยังไม่มีผู้รายงานว่าพบในประเทศไทย


          จากการพบสารพิษในกลุ่มนี้ทำให้ทราบว่ามีสารพิษหลายกลุ่มในเห็ดชนิดเดียวกัน โดยเฉพาะ A. muscaria และ A. pantherina มีสารพิษทั้งกลุ่มนี้และกลุ่ม muscarine ในปริมาณมากน้อยที่แตกต่างกัน


กลุ่มที่สร้างสารพิษ Psilocybin และ Psilocin


          เห็ดพิษที่มีสารกลุ่มนี้มีอาการทางประสาทหลอนหรือฝันและมึนเมา อาจถึงขั้นวิกลจริต กล่าวกันว่ามีอาการเห็นอะไรเป็นสีเขียวหมด (พูนพิไล 2541) ต่อมาอาการจะหายเป็นปกติ แต่ก็มีรายงานว่าอาจถึงตายได้ถ้ารับประทานมาก มีฤทธิ์แบบกัญชา จึงเป็นที่ต้องการของตลาดและซื้อขายกันอย่างลับ ๆ แม้แต่ในประเทศไทยในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งที่มีชื่อ จัดว่าเป็นเห็ดประเภทยาเสพติด ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด คือ


          Copelandia cyanescens (Berk. & Br.) Sing.
          หมวก รูปกระทะคว่ำสีขาวหรือขาวนวลหรือเหลืองนวล เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร ผิวเรียบกลางหมวกสีเข้มกว่า ผิวเมื่อช้ำมีสีน้ำเงินปนเปื้อน ครีบสีเทาดำยึดติดกับก้าน
          ก้าน รูปทรงกระบอก สีขาวนวล ยาว 8-12 เซนติเมตร ใหญ่ 3-4 มิลลิเมตร ภายในกลวง ผิวเป็นมันเงา เมื่อช้ำหรือฉีกขาดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินปนเปื้อน
          สปอร์ รูปรี หรือรูปมะนาว สีน้ำตาลดำผนังหนา ปลายบนตัดเป็นรู ผิวเรียบ เห็ดชนิดนี้ชอบขึ้นเป็นดอกเดี่ยวกลุ่มละ 4-5 ดอก บนกองมูลสัตว์ เช่น มูลวัว มูลควาย ชื่อสามัญเห็ดขี้วัว


          Psilocybe cubensis (Earle) Sing.
          ชื่อสามัญ เห็ดขี้ควาย บางแห่งเรียกเห็ดโอสถลวงจิต
          หมวก รูปกระทะคว่ำแล้วแบนลง เส้นผ่าศูนย์กลาง 6.5-8.8 เซนติเมตร ผิวสีฟางข้าวอมเหลือง กลางหมวกสีน้ำตาลอมเหลือง มีเกล็ดเล็ก ๆ กระจายออกไปยังขอบหมวก ขอบมีริ้วสั้น ๆ โดยรอบ ครีบสีน้ำตาลดำ ส่วนกลางกว้างกว่าปลายทั้งสองข้าง ไม่ยึดติดกับก้าน
          ก้าน ยาว 4.5-8 เซนติเมตร ใหญ่ 8-12 มิลลิเมตร โคนใหญ่กว่าเล็กน้อย สีฟางข้าวอมเหลืองอ่อน เนื้อสีขาว ผิวและเนื้อเมื่อช้ำหรือเป็นแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน หรือปนเปื้อนน้ำเงินทันที
          สปอร์ รูปรี หรือมะนาว สีน้ำตาลดำ ผนังหนา ผิวเรียบ ด้านบนมีปลายตัดเป็นรูเล็ก ๆ เห็ดชนิดนี้เกิดเป็นดอกเดี่ยวกลุ่มละ 4-5 ดอก บนพื้นดินที่มีมูลสัตว์ พวกมูลวัว มูลควาย เช่นเดียวกับเห็ดชนิดแรก


          Gymanopilus Aeruginosus (Peck) Sing.
          ชื่อสามัญ เห็ดขอนสีทองเกล็ดแดง
          หมวก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5 เซนติเมตร รูปกระทะคว่ำและแบนลง สีเหลืองทอง ผิวมีเกล็ดและขนสีแดงอมม่วง บางแห่งมีสีเขียวปนเปื้อน ก้านยาว 2-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ 3-5 มิลลิเมตร ผิวเรียบสีเหลือง ครีบสีเหลืองยาวลงไปติดก้าน บนก้านมีวงแหวนบาง ๆ สีเหลือง มักจะแห้งหายไป วงแหวนอยู่เกือบปลายบนของก้าน
          สปอร์ สีสนิม รูปรี ผิวหยาบเป็นตุ่มเล็ก ๆ ขนาด 7.5-8 x 4-5 ไมโครเมตร เห็ดชนิดนี้ขึ้นเป็นดอกเดี่ยวอยู่ใกล้กันเป็นกลุ่มใหญ่บนขอนไม้ และพบว่ามีสาร Psilocybin


กลุ่มที่สร้างสารพิษ Gastrointestinal และสารพิษอื่น ๆ


          สารพิษในกลุ่มนี้ทำให้เกิดอาการกับระบบทางเดินอาหารมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วง เห็ดพิษในกลุ่มนี้มีมากมาย บางชนิดก็พบสารพิษว่าเป็นชนิดใดบ้างแล้ว และอีกหลายชนิดยังไม่มีการวิจัย ถ้าเด็กรับประทานเห็ดพิษกลุ่มนี้ปริมาณที่มากก็อาจถึงตายได้ นอกจากนี้เห็ดพิษชนิดเดียวกัน บางคนมีอาการแต่บางคนไม่แสดงอาการเมื่อรับปรุทานพร้อมกัน เห็ดพิษในกลุ่มนี้มีหลายชนิดเมื่อรับประทานดิบจะเป็นพิษ แต่ถ้าต้มสุกแล้วไม่เป็นอันตรายเพราะความร้อนทำให้พิษถูกทำลายหมดไป กลายเป็นเห็ดรับประทานได้ ส่วนหนึ่งของเห็ดมีพิษในกลุ่มนี้ที่พบในประเทศไทยได้แก่


          Chlorophyllum molybdites (Meyer. ex. Fr.) Mass.
          ชื่อสามัญ เห็ดหัวกรวดครีบเขียว
          หมวก สีขาวรูปกระทะคว่ำแล้วแบนลง เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-20 เซนติเมตร กลางหมวกสีน้ำตาล ผิวมีเกล็ดสีเหลี่ยมสีน้ำตาล กระจายห่างไปยังขอบหมวก ครีบสีขาวค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนอมเขียวหม่น หรือเขียวอมเทา ครีบไม่ยึดติดก้าน
          ก้าน รูปทรงกระบอกสีขาว หรือน้ำตาลอ่อน ยาว 6-20 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-1.8 เซนติเมตร โคนก้านใหญ่เป็นกระเปาะเล็กน้อย ภายในมีรูกลวงตลอดก้าน ใต้หมวกมีวงแหวนหนา 2 ชั้น ขอบบนสีน้ำตาล ขอบล่างสีขาว วงแหวนเคลื่อนขึ้นลงได้ เนื้อเห็ดสีขาวเวลาตัดหรือช้ำมีสีแดงเรื่อ ๆ
          สปอร์ รูปไข่ สีเขียวอ่อน ผิวเรียบ ขนาด 1.5-8 x 9-11 ไมโครเมตร ผนังหนา ปลายบนมีรูเปิด 1 รู เห็ดชนิดนี้ชอบขึ้นบนสนามหญ้าเป็นดอกเดี่ยวกระจายเป็นวงกลม บางแห่งเรียกเห็ดกระโดงตีนต่ำ เห็ดชนิดนี้มักจะสับสนกับเห็ดอีกหลายชนิดในสกุลเดียวกันที่มีรูปร่างคล้ายกัน ถึงแม้ต้มสุกแล้วพิษก็ยังมีอยู่ มีควรรับประทาน อาการก็เกือบปางตาย แต่หายเป็นปกติได้


          Gomphus floccosus (Schw.) Sing.
          ชื่อสามัญ เห็ดกรวยเกล็ดทอง
          หมวก รูปกรวยลึก เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-10 เซนติเมตร สูง 7-20 เซนติเมตร ขอบเป็นคลื่น ด้านในกรวยสีเหลืองและมีเกล็ดคล้ายเกล็ดปลาสีเหลืองอมส้ม หรือสีส้ม หรือแดงอมส้ม กระจายทั่วไป เกล็ดที่อยู่กลางหมวก จะพูนและงอขึ้น ด้านนอกสีเหลืองอ่อนหรือขาวนวล เป็นร่องและสันนูน ยาวลงไปติดก้านและเชื่อมกันบางตอน
          ก้าน ยาว 5-10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-3 เซนติเมตร โคนขอบสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอมส้ม เนื้อในสีขาว
          สปอร์ รูปรี ผิวขรุขระ สีน้ำตาลอมเหลือง ขนาด 7-8 x 11.5-14 ไมโครเมตร เห็ดชนิดนี้ขึ้นเป็นกลุ่ม เป็นดอกเดียว หรือโคนติดกัน ส่วนมากพบในป่าสน ต้มสุกแล้วรับประทานได้ รับประทานดิบจะมีพิษกับบางคน


          Clarkeinda trachodes (Berk.) Sing.
          ชื่อสามัญ เห็ดไข่เน่า
          หมวก รูปกระทะคว่ำสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลาง 7-15 เซนติเมตร มีเกล็ดสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งปลายรวมเป็นกระจุกและงอนขึ้น ยกเว้นกลางหมวกที่มีสีน้ำตาล เกล็ดกระจายห่างไปยังขอบหมวก ครีบสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนอมน้ำตาลไม่ยึดติดก้าน
          ก้าน รูปทรงกระบอก สีขาว ผิวเรียบ ยาว 9-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-2 เซนติเมตร บนก้านตอนบนมีวงแหวนสีขาว เนื้อในสีขาว เมื่อฉีกขาดหรือช้ำเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือน้ำตาลแดง
          สปอร์ สีเหลืองอมเขียว รูปไข่ ขนาด 3-4 x 6-7 ไมโครเมตร ผิวเรียบ ผนังหนา ปลายบนมีรูเปิดและตัดตรง เห็ดชนิดนี้ขึ้นเป็นดอกเดี่ยว กลุ่มละ 3-4 ดอก บนพื้นดิน ริมทางและสนามหญ้า จัดเป็นเห็ดมีพิษเหมือนเห็ดหัวกรวดครีบเขียว Chlorophyllum molybdites ห้ามรับประทานเด็ดขาด


          Russula emetia (Schaeff. ex. Fr.) Pers. ex.S.F. Gray
          ชื่อสามัญ เห็ดแดงน้ำหมาก
          หมวก รูกกระทะคว่ำ สีแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-6 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าตื้น ขอบหมวกงอลงเล็กน้อย ผิวเรียบ ครีบสีขาว หรือขาวนวล ก้านใบยึดติดกับก้าน
          ก้าน สีขาว ยาว 5-10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-2.5 เซนติเมตร โคนรูปใบพาย ผิวเรียบ บางดอกเป็นร่องตามยาว เนื้อในก้านสีขาว และมักเป็นโพรง
          สปอร์ รูปไข่หรือรูปรี สีขาว ขนาด 6-9 x 7.5-12.5 ไมโครเมตร ผิวขรุขระและมีสันนูนสานกันแบบร่างแห เห็ดชนิดนี้ในต่างประเทศจัดว่าเป็นเห็ดมีพิษซึ่งต้มสุกแล้วรับประทานได้


          Scleroderma citrinum Pers.
          ชื่อสามัญ เห็ดไข่หงส์
          หมวก รูปกลม สีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-6 เซนติเมตร สูง 2-3 เซนติเมตร ด้านบนแบนลงเล็กน้อย ผิวแตกเป็นเกล็ดใหญ่ โคนมีเส้นใยหยาบเป็นกระจุกยึดติดกับดิน (สีขาวนวล) เปลือกหนา 3-4 มิลลิเมตร เมื่อดอกเห็ดแก่ด้านบนปริแตกออก
          สปอร์ ภายในดอกเห็ดสีม่วงน้ำตาลบรรจุอยู่ รูปกลม ผิวขรุขระเป็นร่างแห เห็ดชนิดนี้ขึ้นเป็นดอกเดี่ยวอยู่ใกล้กัน และกระจายทั่วไปในป่าสน เป็นเห็ดพิษทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน ไม่ควรรับประทานทั้งดิบและสุก


          Ramaria formasa Fr.Quel.
          ชื่อสามัญ เห็ดปะการังส้มอมชมพู
          หมวก เป็นรูปพุ่มไม้กวาด กว้าง 3-15 เซนติเมตร สูง 7-25 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อนอมชมพูจนถึงสีส้มอ่อนอมเหลือง
          ก้าน สีขาวยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-6 เซนติเมตร เนื้อสีขาว เมื่อช้ำจะให้สีม่วงแดง
          สปอร์ สีน้ำตาอ่อนอมเหลือง รูปรีมีหนาม ขนาด 8-15 x 4-6 ไมโครเมตร เห็ดชนิดนี้เกิดบนพื้นดินกระจายกันเป็นดอกเดี่ยว จัดเป็นเห็ดมีพิษทำให้เกิดอาการท้องเดิน


          Entoloma strictius (Pk.) Sacc.
          ชื่อสามัญ เห็ดนมหมู
          หมวก รูประฆัง กลางหมวกนูนแล้วแบนลง สีน้ำตาลอ่อน ขอบหมวกมีริ้วเล็ก ผิวเรียบ ครีบยึดติดก้านสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู
          ก้าน ยาว 5-10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-5 มิลลิเมตร ผิวเรียบเป็นมันเงา รูปทรงกระบอกมีริ้วยาวและบิดงอ เนื้อในสีขาว กลวง โคนมักมีเส้นใยขาวฟู
          สปอร์ สีชมพูอมส้ม รูปรี มี 5-6 เหลี่ยม เห็ดชนิดนี้ขึ้นเป็นดอกเดี่ยวเป็นกลุ่มใกล้กัน จัดเป็นเห็ดมีพิษ ไม่ควรรับประทาน


          Phaeogyroporus portentosus (Berk.et Broone) Mc. Nabb.
          ชื่อสามัญ เห็ดห้า (เหนือ) เห็ดน้ำผึ้ง (อีสาน)
          หมวก รูปกระทะคว่ำแล้วแบนลง เส้นผ่าศูนย์กลาง 12-30 เซนติเมตร ดอกอ่อน มีขนละเอียดคล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล ผิวสีน้ำตาลเข้มปนเหลืองอ่อน เมื่อบานเต็มที่กลางหมวดเว้าลงเล็กน้อย ผิวปริแตกเป็นแห่ง ๆ เนื้อในสีเหลืองอ่อน ด้านล่างเต็มไปด้วยรูเชื่อมติดเป็นเนื้อเดียวกันสีเหลืองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียวอมน้ำตาล เนื้อสีเหลืองเมื่อตัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมเขียวปนเปื้อน โดยเฉพาะบริเวณเหนือรูขึ้นไปจนเกือบถึงผิวหมวกและบริเวณก้านตอนบน
          ก้าน อวบใหญ่ สีน้ำตาลอมเหลือง ยาว 4-8 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เซนติเมตร โคนก้านโป่งเป็นกระเปาะ บางส่วนนูนและเว้าเป็นแอ่ง หรือร่อง ผิวมีขนละเอียดคล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาลเหมือนหมวก
          สปอร์ ค่อนข้างกลม ขนาด 5.2-6.2 x 6.6-9.4 ไมโครเมตร ผิวเรียบ ผนังบาง เห็ดชนิดนี้พบทางภาคเหนือขึ้นเป็นกลุ่มโคนติดกัน กลุ่มละ 5-10 ดอก รับประทานสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นพิษ ทำให้คลื่นไส้ เวียนศีรษะและท้องเดิน พิษจะหายภายใน 3-5 ชั่วโมง
          ข้อควรสังเกต เห็ดที่ตัดแล้วเปลี่ยนสีน้ำเงิน ควรต้มให้สุกก่อนรับประทาน เห็ดตับเต่าที่มีปากรูสีแดงเรื่อ ๆ หรือแดง ก็ไม่ควรรับประทาน เพราะอาจมีสารพิษได้เช่นเดียวกับเห็ดห้าที่เป็นพิษดังกล่าว


เอกสารอ้างอิง


Lincoff. G.H. and P.M. Michell 1977. Toxic and Hallucinogenic Mushroom Poisoning, a handbook for physixians and Mushroom Hunter Van Nostrand & Reinhlod Co., New York .
Miller. O.K., Mushrooms of North America . Dutton and Co., Inc. New York .



ที่มา : อนงค์ จันทร์ศรีกุล 283 หมู่ 9 ถนนป่าอ้อ ดอนชัย อ. เมือง จ. เชียงราย, นันทินี ศรีจุมปา ศูนย์วิจัยพืชสวน จังหวัดเชียงใหม่ , หนังสือเรื่อง “ เห็ดพิษ ” ของสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย, หน้า 1-15.