สารพันเห็ด, เห็ดมัยคอร์รัยซ่า

เห็ดป่าไมคอร์ไรซ่า ( Forest-Wild Mycorrhizal Mushrooms)

NULL

โลกที่เราอาศัยอยู่นี้อนุมานกันว่ามีอายุนานประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อรา ( Fungi) กับพืชสีเขียว ( Green plants) ได้มีวิวัฒนาการมานานไม่น้อยกว่า 400 ล้านปี นับตั้งแต่สิ่งมีชีวิต ( Living organisms) ได้กำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมีลักษณะเซลล์เดียวดำรงชีวิตเริ่มแรกในน้ำทะเลก่อน แล้วจึงค่อย ๆ มีวิวัฒนาการมาเป็นจุลินทรีย์ พืช และสัตว์ชั้นสูงขึ้นและอาศัยอยู่บนบกตามลำดับ นักชีววิทยาได้ทำการศึกษาซากพืชดึกดำบรรพ์ หรือซากพืชโบราณ ( Fossils) ในยุค Devonian ( 400 ล้านปีมาแล้ว) ด้วยกล้องจุลทรรศน์พบว่ามีเส้นใยของเชื้อรา ( Filmentous hyphae) มีลักษณะเหมือนกับเส้นใยของเชื้อราที่พบอยู่กับรากพืชสีเขียวเหมือนในยุคสมัยปัจจุบันนี้

fiogf49gjkf0d

          เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างเส้นใย ( hyphae) ได้ ไม่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ ชีวิตเริ่มแรกอาศัยอยู่ในน้ำทะเลก่อนแล้วค่อย ๆ ปรับตัวเองขึ้นมาดำรงชีวิตอยู่บนบก ( Land mass) เหมือนพืชสีเขียว โดยทั่วไปอาศัยอยู่ในน้ำ ดิน อากาศ หิน พืช สัตว์ และจุลินทรีย์อื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวของมันเอง เพื่อดูดซับใช้อาหาร และพลังงานอันสมบูรณ์ ซึ่งมีองค์ประกอบของธาตุคาร์บอน ( Carbon compounds) ตัวอย่างเช่น พวกน้ำตาล ( Sugars) แ ป้ง (carbonhydrates) โปรตีน ( Proteins) กรดอะมิโน ( Amino acids) และวิตามิน ( Vitamins) ต่าง ๆ ซึ่งพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ต่าง ๆ ขับถ่ายเป็นของเสียออกมาจากร่างกายรอบ ๆ บริเวณนั้น


          ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อรา พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ต่าง ๆ ได้วิวัฒนาการมาหลายทิศทางด้วยกัน คือ เชื้อราบางชนิดดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว เรียกว่า Saprophytes บางชนิดอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเรียกว่า Parasites บางชนิดดำรงชีวิตกับสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว แต่เมื่อสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสมจึงต้องพัฒนาตัวเองไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเรียกว่า Facultative Parasites บางชนิดดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่แต่เมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นตายลง ก็เปลี่ยนกลับไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว เราเรียกว่า Facultative saprophytes เชื้อราส่วนใหญ่พวกนี้มักเป็นเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพืช ( Planty diseases) เช่นโรครากเน่า ( Root rots) โรคใบ ( Leaf diseases) โรคโคนเน่า ( Butt rots) โรคไส้เน่า ( Heart rots) โรคราสนิม ( Rusts) และโรคราข้าวแป้ง ( Powdery Mildews) เป็นต้น


          เชื้อราบางชนิดมีนิสัยชอบดำรงชีวิตอยู่กับพืชแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เอื้อประโยชน์ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และไม่สร้างพิษภัยต่อสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยร่วมอยู่เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การสมชีพกัน ( Mutualistic symbiosis) บางชนิดอาศัยอยู่ภายในเซลล์พืช ( Endophytes) บางชนิดอาศัยอยู่ภายนอกเซลล์พืช ( Ectophytes)


          เมื่อ ค.ศ. 1885 หรือประมาณ 100 ปีมาแล้ว ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ A.B. Frank ได้ศึกษาระบบรากของพืชพบว่ามีเส้นใยของเชื้อราอาศัยอยู่ร่วมกับระบบรากพืชและต้นไม้ป่า แต่ไม้ทำให้เกิดโรค ( Diseases) เขาจึงเรียกความสัมพันธุ์นี้ว่าไมคอร์ไรซ่า ( Mycorrhiza)


          เมื่อประมาณ 30 ปีมานี้ ได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยหลายสาขาได้ให้ความสนใจ เรื่องไมคอร์ไรซ่า เพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีเอกสารการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับไมคอร์ไรซ่าตีพิมพ์ออกมามากมายกว่า 15,000 เรื่อง เชื้อราไมคอร์ไรซ่ามีประโยชน์อย่างสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตรและการป่าไม้ ในการปลูกพืชเกษตรและการปลูกสร้างสวนป่าใหม่นำพื้นที่แหล่งเสื่อมโทรมซึ่งมนุษย์ได้ทำลายระบบนิเวศน์ป่าไม้ลงเป็นอันมากขณะนี้ ดังนี้ควรจะให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องไมคอร์ไรซ่าเพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นไม้ อาการชะงักงัน แคระแกรนและการเจริญเติบโตผิดปกติของต้นไม้ส่วนใหญ่ซึ่งสาเหตุปัจจัยหนึ่ง คือ ต้นไม้ขาดเชื้อราไมคอร์ไรซ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกับระบบรากของต้นไม้ที่ปลูกเพื่อช่วยหาอาหารให้


          ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในพื้นดินที่เลว ( Poor soils) พืชและต้นไม้ไมคอร์ไรซ่าจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าพืชและต้นไม้ที่ขาดไมคอร์ไรซ่า เส้นใยของเชื้อราจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวให้แก่รากพืช จะชอนไชหาอาหารบริเวณผิวดินลึก 10-20 ซม. เพื่อหาอาหารและน้ำให้แก่ต้นไม้ โดยเฉพาะจะดูดซับธาตุฟอสฟอรัส ( P) ในอัตราที่สูง และยังดูดซับธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอื่น ๆ อีก ช่วยให้ต้นไม้มีการผลิตดอก ออกผลเพิ่มมากขึ้น และช่วยผลิตสารที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสง ( Photosynthesates) ให้แก่ต้นไม้ ช่วยเป็นเกราะป้องกันโรค ช่วยต้านทานโลหะหนักและฝนกรด ช่วยให้พืชและต้นไม้เจริญเติบโตได้ในดินเค็ม ( Saline soils) ดินผ่านการทำเหมืองแร่แล้ว และดินพื้นที่สูง ที่สำคัญที่สุดพืชหรือต้นไม้ที่มีไมคอร์ไรซ่าจะผลิตดอกเห็ด ( Mushrooms) เป็นพวกเห็ดกินได้ ( Edible mushrooms) เห็ดกินไม่ได้ ( Non-edible mushrooms) เห็ดพิษ ( Poisonous mushrooms) และเห็ดสมุนไพร ( Medicinal mushrooms) ต่าง ๆ หลากหลายชนิดกว่า 5,000 ชนิด


          วัตถุประสงค์ ในการนำเสนอเรื่องนี้ก็โดยมุ่งหวังจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเห็ดป่าไมคอร์ไรซ่า ซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตร และการป่าไม้ของประเทศโดยเฉพาะเห็ดป่ากินได้ซึ่งใช้เป็นแหล่งอาหาร ( Food sources) ของชาวบ้านที่สามารถเก็บเอาไป ซื้อ-ขาย เป็นสินค้าทำรายได้ให้แก่ชาวชนบทได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้เขียนใคร่อยากจะส่งเสริมเผยแพร่ให้สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยได้ให้ความสนใจคัดสายพันธุ์เห็ดป่าไมคอร์ไรซ่าเหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าชนิดใหม่จำหน่ายสู่ตลาดเห็ดของประเทศต่อไปในอนาคต


ไมคอร์ไรซ่า คืออะไร ?


          ไมคอร์ไรซ่า ( Mycorrhiza sing. : Mycorrhizae PI.) คือความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อรา ( Fungi) กับระบบรากอาหาร ( Feeder roots) ของพืชชั้นสูง ( Higher plants) การอาศัยอยู่ร่วมกันนี้เป็นการอาศัยแบบเอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน ( Symbiotic relationships) ไม่เป็นพิษ และภัยแก่กันและกัน ต้นไม้ได้รับน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ส่วนเชื้อราก็จะได้รับสารอาหารที่ต้นไม้ขับถ่ายออกมาทางระบบราก เช่น พวกน้ำตาล ( Sugars) แป้ง ( Carbohydrstes) โปรตีน ( Proteins) และวิตามิน ( Vitamins) ต่าง ๆ ซึ่งเป็นของเสียที่ถูกขับถ่ายออกมาทางระบบรากของต้นไม้


          คำว่า “Mycorrhiza” มาจากภาษากรีกว่า “Mykes” แปลว่า Mushroom และ “rhiza” แปลว่า “root” หรือ “Mycor” แปลว่า “Fungus” และ “rhiza” แปลว่า “root” เมื่อนำคำศัพท์ทั้งสองมารวมกันจึงหมายถึง “ รากไมคอร์ไรซ่า ” หรือ “Fungus-root”


ประโยชน์ของเห็ดราไมคอร์ไรซ่า


          1. ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวและปริมาณของรากพืชและของต้นไม้
          2. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้แก่ระบบรากของต้นไม้
          3. ช่วยเพิ่มรากความสามารถในการดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารให้แก่ต้นไม้ เช่น ฟอสฟอรัส ( P) ไนโตรเจน ( N) โพแทสเซียม ( K) แคลเซียม ( Ca) และธาตุอื่น ๆ ซึ่งธาตุเหล่านี้เชื้อราจะดูดซับไว้และสะสมในรากและซึมซับขึ้นส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ ช่วยในการสังเคราะห์แสง ( Photosynthesis) ของพืช
          4. ช่วยย่อยสลายและดูดซับธาตุอาหารจากหินแร่ในดินที่สลายตัวยาก และพวกอินทรีย์สารต่าง ๆ ที่ยังสลายตัวไม่หมด ให้พืชสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้
          5. ช่วยเพิ่มอายุให้แก่ระบบรากของพืชและต้นไม้
          6. ช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดกับระบบรากของพืชและต้นไม้
          7. ช่วยให้ต้นไม้มีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพพื้นที่ที่แห้งแล้ว และทนต่อความเป็นกรด-ด่างของดิน ช่วยปรับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้
          8. ช่วยเพิ่มพูนความเจริญเติบโตของต้นไม้ 1-7 เท่าจากอัตราปกติ
          9. ดอกเห็ดไมคอร์ไรซ่าสามารถใช้เป็นอาหารรับประทานได้ แม้ว่าบางชนิดจะมีพิษอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อย บางชนิดใช้เป็นเห็ดสมุนไพร
          10. ช่วยให้มีการย่อยสลายของซากพืชและแร่ธาตุที่ไม่เป็นประโยชน์ให้กลับกลายเป็นธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อต้นไม้
          11. ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศน์ป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ป่ามีความสมบูรณ์ขึ้น
          12. ระดับ pH ที่เชื้อ Mycorrhiza เจริญได้ดี คือ pH 5.5-6.5 และอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 25-30 องศาเซลเซียส


การจำแนกประเภทของเห็ดราไมคอร์ไรซ่า


          เห็ดราไมคอร์ไรซ่า
          เห็ดราไมคอร์ไรซ่าสามารถแบ่งประเภทออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
         1. เอนโดไมคอร์ ไรซ่า ( Endomycorrhiza) บางทีเราเรียกเห็ดราไมคอร์ไรซ่ากลุ่มนี้ว่า ( Vesicular-Arbuscular Mycorrhiza (VAM) คือเห็ดราไมคอร์ไรว่าที่อาศัยอยู่ภายในเซลล์ผิวของรากพืชหรือต้นไม้ เชื้อราชนิดนี้ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถตรวจสอบได้โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นมีลักษณะสปอร์รูปทรงกลม มีเส้นใย 2 ลักษณะคือ เส้นใยรูปกระบอง ( Vesicles) และเส้นใยขนาดเล็กประสานกันเป็นกระจุก ( Arbusculars) ราไมคอร์ไรซ่าพวกที่มีความสำคัญต่อพืชเกษตรและพืชป่าไม้ประมาณ 80% ของอาณาจักรพืช ( Plant Kingdom ) เป็นเห็ดราพวกนี้ ส่วนใหญ่จำแนกอยู่ในลำดับ ( Order) Glomales มีอยู่ด้วยกัน 5 สกุล ( Genera) ได้แก่ Acaulospora Entrophospora Gigaspora Glomus (Sclerocystis) และ Scutellospora เชื้อราเอนโดไมคอร์ไรซ่า ส่วนใหญ่เป็นราน้ำ มักอาศัยอยู่ในดินทั่วไปมีประมาณ 150 ชนิด สามารถสร้างเส้นใยออกมานอกรากชอนไชอยู่ในหน้าดินลึกประมาณ 10-20 ซม. และสามารถสร้างสปอร์อยู่ภายนอกราก สปอร์มีขนาดเล็กมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น รับประทานไม่ได้ แพร่กระจายพันธุ์ไปตามน้ำ มีการเคลื่อนย้ายไปตามดินโดยสัตว์และแมลง เป็นพาหนะสำคัญแพร่เชื้อไปตามภูมิประเทศ ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจึงจะเห็นสปอร์ พืชที่สัมพันธ์กับรากลุ่มนี้ประมาณ 300,000 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพืชเกษตรและพืชป่าไม้


          2. เอคโตไมคอร์ไรซ่า ( Ectomycorrhiza) คือ เห็ดราไมคอร์ไรซ่าที่อาศัยอยู่บริเวณเซลล์ผิวของรากภายนอกของพืชหรือต้นไม้ เส้นใยของเชื้อราจะประสานจับตัวกันแน่น ภายนอกผิวรากคล้ายรากฝอย มีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีขาว สีทอง สีเหลือง สีน้ำตาล สีแดง สีดำ รากที่มีเชื้อราไมคอร์ไรว่าเกาะอยู่จะมีลักษณะแตกเป็นง่าม เป็นกระจุก บวมโต รากจะมีรูปร่างแตกต่างจากรากปกติที่ไม่มีไมคอร์ไรว่าช่วยหาน้ำและธาตุอาหารให้แก่รากบริเวณผิวดินลึกประมาณ 10-20 ซม. สีของรากจะแปรเปลี่ยนสีเข้มขึ้นตามอายุขัยของเชื้อราไมคอร์ไรซ่า และแล้วแต่ชนิดของเชื้อราแตกกิ่งก้าน เป็นง่าม หลายง่ามหรือรากเดี่ยว ๆ ส่วนใหญ่เชื้อราเอคโตไมคอร์ไรซ่าเป็นราชั้นสูง จัดจำแนกอยู่ใน Phylum Basidiomycota Ascomycota และ Zygomycota ส่วนใหญ่เป็นราที่สร้างดอกเห็ดขนาดใหญ่เหนือผิวดินใต้ร่มไม้ที่มันอาศัยอยู่ซึ่งอยู่ในพวก Basidiomycota และ Ascomycota ส่วน Zygomycota จะมีดอกเห็ดขนาดเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ พวกเห็ดราที่อยู่ในกลุ่ม Basidiomycota จะสร้างดอกเห็ด ( Mushrooms) ขนาดใหญ่ มีทั้งที่กินได้ ( Edible) ชนิดที่กินไม่ได้ ( Non-edible) ชนิดที่มีพิษ ( Poisonous) และเห็ดสมุนไพร ( Medicinal)


          เห็ดราเอคโตไมคอร์ไรซ่ามีมากกว่า 5,000 ชนิด พืชหรือต้นไม้ที่สัมพันธ์กับรากลุ่มนี้มีไม่น้อยกว่า 2,000 ชนิด หรือประมาณ 10-20% ของพืชชั้นสูง ที่สำคัญได้แก่ไม้ในวงศ์สนเขา ( Pinaceae) วงศ์ไม้ยาง ( Dipterocarpaceae) วงศ์ไม้ยูคาลิปตัส ( Myrtaceae) วงศ์ไม้มะค่าโมง ( Caesalpinaceae) วงศ์ไม้ก่อ ( Fagaceae) วงศ์ไม้กำลังเสือโคร่ง ( Betulaceae) วงศ์ไม้สนทะเล ( Casuarinaceae) และวงศ์ไม้ถั่ว ( Leguminosae) เป็นต้น


          การมีชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างเชื้อรากับระบบรากของต้นไม้มีความสำคัญยิ่งต่อกระบวนการทางสรีรวิทยา และการเจริญเติบโตของต้นไม้ ทำให้ระบบนิเวศน์ป่าไม้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในป่าธรรมชาติ ( Natural forests) และในสวนป่า ( Plantations) จะมีเห็ดราไมคอร์ไรซ่ากลุ่มนี้กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไป เช่น ป่าไม้สนเขา ( Pine forests) ป่าดิบชื้น ( Tropical rain forests) ป่าเต็งรัง ( Mixed deciduous drydipterocarp) ป่ายาง ( Dipterocarp forests) ป่าเบญจพรรณ ( Mixed deciduous forests) ส่วนป่าไม้สนเขา ( Pine plantations) สวนป่าไม้ยูคาลิปตัส ( Eucalyptus plantations) และสวนป่าไม้วงศ์ไม้ยาง ( Dipterocarp plantations) เป็นต้น


          ข้อดีและข้อเสีย การเพาะเชื้อให้กับต้นกล้าที่สำคัญมีดังนี้
          1. การใช้ดินเชื้อ ( Soil inoculum) ในอดีตการใช้ดินหัวเชื้อไมคอร์ไรซ่าซึ่งเก็บจากบริเวณแหล่งกำเนิดของต้นไม้ที่มีเชื้อไมคอร์ไรซ่าอยู่ในธรรมชาติ เป็นวิธีปฏิบัติอย่างได้ผลดีมานาน และในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ วิธีการ คือ นำดินเชื้อไมคอร์ไรซ่าที่ปริมาณห่างจากลำต้นไม่เกิน 50 ซม. โดยรอบ และขุดลึกประมาณ 10-20 ซม. ให้มีรากเดิมติดมาด้วย แล้วนำไปใช้ทันทีหรือเก็บไว้ในที่ร่มประมาณไม่เกิน 7 วัน เชื้อไมคอร์ไรซ่าที่ติดอยู่กับดินจะนำไปคลุกกับดินเพาะอัตรา 1 :6 ถึง 1 :10 ส่วน แล้วเพาะเมล็ดและต้นกล้า วิธีนี้ข้อดีคือประหยัดเสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องใช้วิธียุ่งยากซับซ้อน ง่ายต่อการปฏิบัติ ข้อเสียคือดินมีน้ำหนักมาก ขนย้ายระยะทางไกล ๆ ไม่สะดวก เราไม่สามารถทราบชนิดเชื้อเห็ดราไมคอร์ไรซ่าที่เหมาะสมกับต้นกล้าได้ และดินอาจมีเชื้อโรคติดมาระบาดต้นกล้าได้ง่าย วิธีการแก้ไข ต้องเลือกดินรากต้นแม่ที่สมบูรณ์ปราศจากโรค และควรปัดกวาดซากพืชหน้าดินออกให้สะอาดก่อนขุดดินนำเอาไปใช้เพาะต้นกล้า


          2. การใช้สปอร์ ( Spore inoculum) สปอร์ของเห็ดราบางชนิดสามารถเก็บได้ในปริมาณมาก เช่นเห็ดหัวเข่า ( Pisolithus tinctorius) เห็ดเผาะ ( Astraeus hygrpmetricus) เห็ดลูกฝุ่น ( Rhizopogon spp.) และเห็ดทรงกลม ( Scleroderma spp.) เราสามารถนำสปอร์ไปละลายน้ำหรือใช้สปอร์โดยตรงคลุกกับเมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะกล้า หรือนำสปอร์ละลายน้ำในอัตราส่วน 1 :1 ,000 แล้วฉีดพ่นกับต้นกล้าหรือเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะ ข้อดี วิธีการนี้คือ นำไปปฏิบัติได้ง่าย ได้พันธุ์เห็ดที่ทราบชื่อชนิดพันธุ์ได้ แต่มีข้อเสียคือ เราไม่สามารถเก็บสปอร์ในปริมาณมาก ๆ ได้ ไม่สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีมีประสิทธิภาพสูง และสปอร์มีระยะพักตัว มีการงอกที่ไม่สม่ำเสมอ สปอร์บางชนิดมีอัตราการงอกต่ำ ต้องใช้วิธีกระตุ้นเป็นพิเศษจึงจะสามารถงอกได้ สปอร์สามารถทำเป็นเม็ดไมคอร์ไรซ่า ( Mycorrhizal tablets) ได้


          3. การใช้ดอกเห็ด ( Sporocarp inoculum) การใช้ดอกเห็ดหรือชิ้นส่วนของดอกเห็ดนำไปบดให้มีขนาดเล็กแล้วนำไปผสมน้ำที่สะอาดอัตราส่วน 1 :1 ,000 ฉีดพ่นบนเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในแปลงเพาะเป็นวิธีการใช้ได้ผลดีแต่มีข้อเสียตรงที่การเก็บดอกเห็ดต้องรอช่วงฤดูฝน จึงจะสามารถเก็บดอกเห็ดในปริมาณมาก ๆ ได้ และวิธีการนี้ต้องรีบนำดอกเห็ดมาใช้ทันทีมิฉะนั้นดอกเห็ดจะเน่าสลายเสียก่อน


          4. การใช้เส้นใย ( Mycelial inoculum) การเลี้ยงขยายเชื้อจากดอกเห็ดเป็นวิธีการที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะเราสามารถคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดราไมคอร์ไรซ่าพันธุ์ดี นำไปขยายกับ Vermiculite ผสม Peat moss และสารเคมีเสริมการเจริญเติบโต การเลี้ยงเชื้อในอาหารเทียม เช่น Potato-Dextrose Agar (PDA) หรือ Modified Melin-Norkran Medium (MMN) เชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดี ราไมคอร์ไรซ่าบางชนิดไม่สามารถเลี้ยงเชื้อในอาหารเทียมได้


          การขยายเชื้อโดยใช้ Vermiculite : Peat Moss อัตราส่วน 28 :1 แล้วผสมกับอาหารเทียม MMW ที่ปราศจาก Agar 50 % จะให้ผลดีสามารถเลี้ยงเชื้อได้ภายใน 3-4 เดือน ก็นำเอาหัวเชื้อไปใช้คลุกดินเพาะกล้าได้ ในอัตราส่วน 1 :8 ถึง 1 :10 แล้วจึงเพาะเมล็ดกล้าไม้ วิธีการนี้มีข้อเสียคือ ต้องใช้เทคนิคเครื่องมือและอุปกรณ์ค่อนข้างซับซ้อนและต้องการความรู้และความชำนาญเป็นพิเศษจึงดำเนินการได้ แต่ข้อดีก็คือ หัวเชื้อที่ได้จะบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อปนเปื้อน และได้สายพันธุ์เชื้อราที่เป็นพันธุ์ดีที่ได้คัดเลือกสายพันธุ์เหมาะสมแล้วมาใช้และมีประสิทธิภาพสูง ในแง่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเพาะเชื้อราเห็ดหัวเข่า ( Pisolithus tinctorius) มักนิยมใช้วิธีการนี้กันมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ


          5. การทำหัวเชื้อราเอนโดไมคอร์ไรซ่า ( VA inoculum) เนื่องจาก VA Mycorrhiza ไม่สามารถเพาะเลี้ยงในอาหารเทียมเลี้ยงเชื้อได้ ดังนั้นจึงนิยมขยายหัวเชื้อโดยเก็บสปอร์ไปขยายในถุงเพาะชำ หรือแปลงเพาะกล้าเพื่อขยายให้มีปริมาณมากขึ้นในต้นกล้าพวกถั่ว ข้าวโพด หรือพืชวงศ์หญ้า แล้วใช้ดินเชื้อและรากของพืชที่นำมาขยายเชื้อนั้นไปคลุกผสมกับต้นกล้าที่เราต้องการเพาะปลูกต่อไป


เอกสารอ่านประกอบ


Arora, D. 1979. Mushrooms demystified. 2 nd.ed., Ten Speed Press, Berkeley , Calif. USA .


Bowen, G.D. 1980. Mycorrhizal roles in tropical plants and ecosystems. Im Mikola, p. (ed.). Tropical Mycorrhiza Research. Oxford Univ. Press, Oxford , UK .


Brumdrett, J;N.Bougher;B.Dell;T. Grove and N. Malajczuk. 1996 Working with mycorrhizas in forestry and agriculture, ACIAR Monograph 32, 374 pp.


Chalermpongse, A. 1987. Mycorrhizal survey of dry-deciduous and semi-evergreen dipterocarp forest ecosystems in Thailand . Page 81-103 in Kostermans, A.J.G.H. (ed.) Proc. 3 rd. round Table conference on Dipterocarpaceae. UNESCO, Jakata , Indonesia .


Chalermopongse, A. 1992 biodiversity of ectomycorrhizal fungi in the dipterocarp forests of Thailand . Proc. Of Tsukuba-workshop. BIO-REFOR : Biotechnology Assisted Reforestation Project, Tsukuba Science City , BIO REFOR/IUFRO/SPDC, Japan , p. 143-153.


Julich, W. 1988 Dipterocarpaceae and mycorrhizae, Special lssue, German Forestry Group Report NO.9, Mulawarman University , Samerinda/E. Kalimantan, Indonesia.


Marks, G.C. and T.T.Kozlowski 1973. Ectomycorrhizae : their ecology and physiology Academic Press, N.Y , USA .


Miller. O.K.Jr. 1982. Texonomy of ecto-and endomycorrhizal fungi. Pages 91-101, In Schenck , N.C. (ed.). Methods and Principles of Mycorrhizal Research. Amer. Phytopathol. Soc., St. Paul , Minnesota , USA .


Schenck , N.C. and N. Pere z. 1987. Manual for the identification of VA mycorrhizal fungi. Univ. of Florida , Gainesville , Florida . USA .


Schenck , N.C. 1982. Methods and Principles of mycorrhizal research. The Amer. Phytopathol. Soc., ST. Paul , Minnesota , USA .


ที่มา : เห็ดไทย 2542, สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย, หน้า 25-38