การเกษตร, ข่าวเกษตร

เพิ่มปริมาณกุ้งก้ามกราม ในแหล่งนํ้าธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา นายคันฉัตร ตันเสถียร
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม
ตามโครงการขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2560 ณ บริเวณเทศบาลตำบลกระดังงา อ.บางคนที จังหวัดสมุทรสงครามเมื่อวันที่ 6
ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม
ตามโครงการขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2560 ณ บริเวณเทศบาลตำบลกระดังงา อ.บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยนายเทวินทร์
นรินทร์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม มอบหมายให้ นางสาวเบ็ญจมาศ อู่อ่อน
หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม
และส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกร เข้าร่วมพิธี โดยปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม
จำนวน 1,500,000 ตัว เพื่อเพิ่มปริมาณกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ที่ก่อนหน้านี้มีปริมาณมาก แต่จากการขยายตัวของชุมชน
และปริมาณการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชนเพิ่มมากขึ้นทำให้จำนวนกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เคยชุกชุมได้ลดน้อยลงไป
ซึ่งการดำเนินการในโครงการครั้งนี้จะก่อเกิดประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับกุ้งก้ามกรามนั้น เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ของประเทศไทย
ตัวโตที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาวจากหัวถึงหางประมาณ 25 เซนติเมตร หนัก 470 กรัม
ซึ่งพบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะภายนอกโดยทั่วไปของกุ้งก้ามกรามจะมีลำตัวเป็นปล้อง
ส่วนหัวและอกคลุมด้วยเปลือกชิ้นเดียวกัน ส่วนของลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง ๆ มี 6
ปล้อง กรีมีลักษณะโค้งขึ้นและหยักเป็นฟันเลื่อยโดยด้านบนมีจำนวนระหว่าง 13-16 ซี่
ด้านล่างมีจำนวนระหว่าง 10-14 ซี่ โคนกรีกว้างและหนากว่ากุ้งชนิดอื่น ๆ เป็นกุ้งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
พบทั่วไปในประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังกลาเทศ อินเดีย
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเคยมีรายงานว่าพบในมหาสมุทรอินเดียอีกด้วย
ในประเทศไทยอดีตมีแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำจืด เช่น ภาคกลางพบอาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำนครนายก
เช่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นนทบุรี ปทุมธานี พระนคร ศรีอยุธยา ชัยนาท อ่างทอง
นครสวรรค์ ราชบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

ภาคตะวันออกพบที่แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำระยอง จ.ระยอง และแม่น้ำเวฬุ
จ.ตราด ส่วนภาคเหนือเคยพบที่แม่น้ำเมย ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสาละวิน
ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
นอกจากนี้ยังพบในที่ที่มีทางน้ำไหลขึ้นลงติดต่อกับทะเลในภาคใต้พบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปัตตานี ทะเลสาบสงขลา พัทลุง ชุมพร ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ ตามธรรมชาติกุ้งก้ามกรามจะสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ตลอดปี
การผสมพันธุ์จะเกิดเมื่อตัวเมียลอกคราบและเปลือกยังอ่อนอยู่ตัวผู้จะเข้าผสมโดยให้น้ำเชื้อซึ่งมีลักษณะคล้ายสารเหนียวไปติดอยู่กับส่วนหน้าอกระหว่างขาเดินของตัวเมีย
จากนั้นตัวเมียจะวางไข่ภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังการผสมพันธุ์
ไข่ที่ปล่อยออกมาจะถูกผสมกับเชื้อตัวผู้ที่ติดอยู่ที่ส่วนอกแล้วไข่จะถูกนำไปเก็บอยู่บริเวณส่วนท้องระหว่างขาว่ายน้ำ
โดยขาว่ายน้ำจะทำหน้าที่โบก พัดน้ำให้ไหลผ่านเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่ไข่ ไข่ที่ติดขาว่ายน้ำในระยะแรก
ๆ มีสีเหลืองอมส้มมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 -0.8 มม.

ไข่มีการพัฒนาไปจนมีอวัยวะครบทุกส่วนภายในเปลือกไข่
ขณะเดียวกันถ้าสังเกตจากภายนอกจะเห็นสีของไข่เปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งระยะสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ
และรูปร่างของกุ้งพับงอภายในเปลือกไข่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ชัดเจนใช้เวลาประมาณ
17 – 21 วันจะฟักเป็นตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำด้วย ซึ่งการนำพันธุ์กุ้งก้ามกรามปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติครั้งนี้
หากมีการเว้นระยะในการจับขึ้นมาใช้ประโยชน์ของผู้คนสัก 1 ช่วงของการเจริญเติบโตของกุ้ง
ปริมาณกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำแห่งนี้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเช่นดังอดีต

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันที่ 19/10/2560

เว็ปที่มา
https://www.dailynews.co.th/agriculture/604944