ไม้ดอก, ไม้ดอก-ไม้ประดับ

เทคโนโลยีการผลิตหน้าวัว

NULL

วันดี ใจนิ่ม


          หน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าไม้ตัดดอกชนิดอื่น แหล่งผลิตหน้าวัวตัดดอกที่สำคัญของโลกอยู่ที่มลรัฐฮาวายอิ ประเทศสหรัฐอเมริกาและที่เวสแลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์


         

fiogf49gjkf0d

 ประเทศไทยมีการนำหน้าวัวเข้ามาครั้งแรกราวปี 2440 ซึ่งนานกว่า 90 ปีแล้ว หน้าวัวเป็นพืชปลูกเลี้ยงง่าย ออกดอกตลอดปี ดอกมีสีสดใส มีอายุการใช้งานนานกว่า 10 วัน และเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจและประมาณการมูลค่าการผลิตไม้ตัดดอกในปีการเพาะปลูก 2528-2529 ว่าหน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกที่ทำรายได้สูงสุดคือ 140,000 บาท/ไร่/ปี รองลงมาได้แก่ เบญจมาศ 72,924 บาท/ไร่/ปี แต่ปรากฏว่าพื้นที่การปลูกหน้าวัวทั่วประเทศนั้นมีเพียง 20 ไร่ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการปลูกหน้าวัวกันน้อย คือการออกดอกของหน้าวัวต่อยอดต่อปีค่อนข้างต่ำเฉลี่ย 6 ดอก เท่านั้น ต้องปลูกเป็นจำนวนมากจึงสามารถตัดดอกจำหน่ายได้ ต้นพันธุ์มีราคาแพง หน้าวัวเป็นพืชที่ต้องการแสงน้อยประมาณ 20-30% การปลูกจึงต้องมีโรงเรือนเพื่อให้ดอกมีคุณภาพ การปลูกหน้าวัวเป็นการค้าจึงต้องลงทุนสูงมาก ประกอบกับหน้าวัวพันธุ์การค้าที่นิยมอยู่ในประเทศ เช่น ดวงสมร ขาวนายหวาน มีปัญหาเรื่องการบรรจุหีบห่อ เพื่อการขนส่งระยะไกล ทำให้การปลูกหน้าวัวที่ผ่านมาอยู่ในวงจำกัด และผลิตสำหรับตลาดในประเทศเท่านั้น

          ปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มมีความตื่นตัวในเรื่องของการปลูกหน้าวัวเพื่อการส่งออกจึงมีการสั่งพันธุ์หน้าวัวการค้าจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมที่จะปลูกเป็นไม้ตัดดอก และนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ามาใช้ขยายพันธุ์ให้ได้ปริมาณมากในเวลาอันสั้น ตลอดจนการศึกษาวิธีการปลูกภายใต้โรงเรือน หลังคาซาแรนที่มีราคาไม่แพงนัก คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้คงจะสามารถเพิ่มพื้นที่การปลูกหน้าวัวได้มาก ทำให้เกิดอุตสาหกรรมผลิตดอกหน้าวัวเพื่อการส่งออกได้


          หน้าวัว มีถิ่นกำเนิดในประเทศโคลัมเบีย ทวีปอเมริกาใต้ เป็นไม้ตัดดอกไม้ประดับอยู่ในวงศ์ Araceae หรือ Arum สกุล Anthurium มีชื่อสามัญหลายชื่อ คือ Anthurium, Flamingo Flower หรือ Piggy-tail Flower พืชในวงศ์นี้มีอยู่ด้วยกันกว่า 100 สกุล 1,500 ชนิด ลักษณะทั่วไปเป็นไม้เนื้ออ่อนลำต้นตั้งตรงค่อนไปทางเลื้อย การเจริญเติบโตมีลักษณะเป็นต้นเดี่ยวหรือเป็นกอก็ได้ ต้นจะโตสูงขึ้นและทิ้งใบล่างข้อสั้น ใบมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม บริเวณใต้ใบเส้นใบนูนเป็นสันขึ้นมา ต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 4-6 ใบ เมื่อมีใบใหม่จะมีดอกเกิดขึ้นตามเสมอ ยกเว้นบางพันธุ์ ดอกหน้าวัว นั้นเกิดจากตาในซอกใบ ปกติดตาดอกและใบอ่อนจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แต่ตาดอกจะพัฒนาขึ้นมาหลังจากใบแก่สมบูรณ์แล้ว ดังนั้นพืชที่โตเร็วก็จะให้ดอกดกด้วย จานรองดอกซึ่งเราเรียกว่าดอกนั้น ความจริงคือใบประดับที่มีสีสันหลากหลาย ทั้งแดง ส้ม ชมพู ขาว ม่วงและเขียว เป็นต้น ตัวดอกที่แท้จริงนั้นมีขนาดเล็กเรียงกันอยู่บนปลีซึ่งเป็นส่วนของก้านดอก แต่ละดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ซึ่งเกสรตัวเมียจะบานก่อนเกสรตัวผู้ และทยอยบาน จานโคนปลีขึ้นไปเป็นลำดับถึงปลายปี


พันธุ์หน้าวัว


          หน้าวัวที่ปลูกเป็นการค้าของประเทศไทยนั้น มีพันธุ์ดวงสมร ซึ่งมีจานรองสีแดงเป็นพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุด เนื่องจากมีสีสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย ขายได้ราคาดี รองลงมาได้แก่พันธุ์ขาว นาย หวาน จานรองดอกสีขาว เปลวเทียนภูเก็ต จานรองดอกสีชมพูเข้ม เปลวเทียนลำปาง จานรองดอกสีชมพูเกือบขาว พันธุ์ลูกผสมอื่น ๆ เช่น พลายชุมพล ศรีสำราญ ผกามาศ โพธิ์ทอง


          หน้าวัวที่ปลูกเลี้ยงในมลรัฐฮาวายอิ มีหลายพันธุ์หลายสี มีจานรองดอกสีแดง ได้แก่ Ozaki, Kuamana, Kozohara, Kansoko จานรองดอกสีส้ม ได้แก่ Nitta, Sunburst จานรองดอกสีขาว ได้แก่ De weese, Hega White Manoa Mist จานรองดอกสีชมพู ได้แก่ Marian Seofurth. Abe, Paradise Pink จานรองดอกคละสี ได้แก่ Anuenue, Mauna Kea


          หน้าวัวที่ปลูกเลี้ยงในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีจานรองดอกสีแดง/ส้ม ได้แก่ Avo-Nette, Favonet, Avo Tineke, Avo Claudia, Fuego, Germa, Avo-Ingrid จานรองดอกสีชมพู ได้แก่ Avo Tineke, Avo Claudia, Fuego, Germa, Avo-Ingrid จานรองดอกสีชมพู ได้แก่ Avo-anneke, Venus จานรองดอกสีขาว ได้แก่ Cuba, Avo-Jose, Avo-hien จานรองดอกสีอื่น ๆ ได้แก่ Hoenette, Sarian


          การคัดเลือกพันธุ์หน้าวัวผลิตดอกเพื่อการส่งออกนั้น ควรคำนึงถึงสีและลักษณะดอกของหน้าวัวที่ตลาดต้องการด้วย เช่น ญี่ปุ่นต้องการดอกหน้าวัวสีแดง ชมพู และชาวยุโรป นิยมดอกหน้าวัวสีส้ม การคัดเลือกพันธุ์หน้าวัวที่ดี


          ดอกหน้าวัวที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
          1. จานรองดอก ต้องมีสีสดใสเป็นมัน
          2. การบรรจุหีบห่อง่าย คือ หูจานชิด และไม่ตั้งขึ้น โดยหูจานแยกจากกันจนถึงโคนปลี ร่องน้ำตาตื้น และขอบจานรองดอกไม่ม้วนกลับ
          3. รูปทรงของจานรองดอกต้องเหมือนกันทั้งสองข้าง ไม่เว้าแหว่งมาก
          4. ก้านดอกตรงแข็งแรง และยาวกว่า 40 เซนติเมตร
          5. ปลีดอก ขนานกับจานรองดอกและสั้นกว่าจานรองดอกเล็กน้อย
          6. อายุการใช้งานนานกว่า 10 วัน
          7. ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 7 ดอก/ยอด/ปี
          8. ข้อปล้องสั้น และแตกกอบ้าง
          9. ความต้านทานโรค มีความต้านทานโรคสูง


การปรับปรุงพันธุ์


          การปรับปรุงพันธุ์เพื่อสร้างพันธุ์ใหม่ ๆ มีความจำเป็นยิ่ง ถ้าสามารถที่จะทำได้เพราะการนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้านั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้พันธุ์ที่นำเข้ามาอาจจะต้องมาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งบางครั้งพันธุ์ที่ดีของต่างประเทศอาจปลูกในสภาพแวดล้อมของของเราไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น จึงควรมีการปรับปรุงพันธุ์โดยการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย การผสมพันธุ์หน้าวัวนั้นทำได้ไม่ยาก แต่เสียเวลาอย่างน้อย 3 ปี จึงจะทรายถึงลักษณะของต้นใหม่ และผลผลิต


          หน้าวัวมีดอกสมบูรณ์เพศ แต่ปลายเกสรตัวเมียโผล่ขึ้นมาเหนือกลีบและพร้อมที่จะได้รับการถ่ายละอองเกสร ก่อนที่อับละอองเกสรตัวผู้จะโผล่ขึ้นมาเหนือกลีบดอกของดอกในปลีเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องมีการการช่วยผสมละอองเกสรข้ามต้นเพื่อให้ติดผลและต้องกระทำต่างดอกกัน


          วิธีการผสมดอกหน้าวัว ในวันที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูงจะพบเห็นละอองเกสรตัวผู้เป็นฝุ่นสีขาวบนปลีดอก และดอกตัวเมียเห็นเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ใส เมื่อใช้นิ้วแตะดูจะรู้สึกเหนียวใช้ปลายนิ้วมือหรือพู่กันแตะละอองเกสรตัวผู้จากพ่อมาแตะที่ปลายเกสรตัวเมีย การผสมควรทำในตอนเช้า เพราะมองเห็นน้ำเมือกของเกสรตัวเมียได้ชัดเจน และตอนสายเกสรตัวเมียจะแห้งการผสมเกสรนี้ควรทำติดต่อกัน 2-3 วัน ตั้งแต่ปลายเกสรตัวเมียของดอกที่โคนปลี พร้อมที่จะได้รับการผสมจนกระทั่งปลายเกสรตัวเมียของดอกที่บริเวณปลายปลี พร้อมที่จะได้รับการผสม เนื่องจากดอกหน้าวัวจะค่อย ๆ ทยอยบานจากโคนปลี ควรคลุมด้วยถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษไข เพื่อป้องกันการผสมจากแมลงและไม่ให้เกสรตัวผู้หลุดไปเมื่อเวลารดน้ำ ควรมีการบันทึกชื่อคู่ผสม และวัน เดือน ปี ที่ผสม หลังจากการปฏิสนธิ ปลีจะบวมขึ้น ผลสุกจะดันตัวออกจากปลี อายุของผลประมาณ 4-6 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุ์ สุกของหน้าวัวเท่าเมล็ดพริกไทย มีผิวสีเหลืองหรือสีม่วงแดง ภายในมี 1-3 เมล็ด ควรนำเมล็ดไปเพาะทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว เนื่องจากเมล็ดหน้าวัวสูญเสียความงอกได้เร็วมากหลังจากเมล็ดแล้วประมาณ 15-20 เดือน หน้าวัวจะเริ่มให้ดอก ดังนั้น การปรับปรุงพันธุ์หน้าวัวเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ ๆ นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี จึงจะเห็นดอก ซึ่งขนาดและรูปร่างของดอกจะเปลี่ยนไป เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น


การขยายพันธุ์


          การขยายพันธุ์หน้าวัวนั้น ทำได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ
          1. การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์วิธีนี้จะใช้เพื่อปรับปรุงพันธุ์ เพราะจะได้ต้นไม้ที่มีลักษณะต่าง ๆ ผิดไปจากต้นแม่ต้นพ่อและต้องใช้เวลานาน 2-3 ปีกว่าจะได้ต้นที่ให้ผลผลิต


              ผลหน้าวัวแก่จะดันออกจากปลี ซึ่งจะเห็นเป็นสีเหลืองใส หรือสีม่วงแดงใส นำผลเหล่านั้นมาบีบให้เมล็ดหลุดออกมาล้างเมล็ดให้หมดเมือก โดยขยี้เมล็ดเหล่านั้นบนเศษผ้าจะทำให้เมือกหลุดออกได้ง่ายแล้วนำเมล็ดเพาะบนวัสดุซึ่งอุ้มน้ำพอสมควรแต่ระบายน้ำดี เช่น อิฐมอญทุบละเอียด เวอรมิคูไลท์ ต้นกล้าจะงอกภายใน 15-20 วัน ทำการย้ายกล้าปลูกอย่างน้อย 2 ครั้ง เมื่อกล้ามีใบ 2-4 ใบ และเมื่อกล้ามีใบ 8-10 ใบ เมื่อต้นมีอายุ 15-20 เดือน จะเริ่มออกดอก


          2. การตัดยอด การขยายพันธุ์วิธีนี้กระทำเมื่อลำต้นสูง การตัดยอดต้องให้มีใบติดมา 3-4 ใบและราก 2-3 ราก โดยที่ต้นเดิมควรที่จะมีใบเหลือติดอยู่ 1-2 ใบด้วย เพื่อให้เกิดยอดใหม่ที่สมบูรณ์ รอยแผลที่เกิดจากรอยตัดควรทาด้วยยาป้องกันการติดเชื้อ เช่น ปูนหรือสี ยอดที่ตัดไปปลูกใหม่นั้นต้องอยู่ในที่ร่มและชื้น ก่อนในช่วงแรก


          3. การชำต้น ต้นตอขนาดใหญ่ที่ตัดยอดแล้วไม่มีใบติดอยู่ เราอาจนำลำต้นนั้นมาตัดเป็นท่อ ๆ ให้แต่ละท่อนมีข้ออยู่ 2-3 ข้อ แล้วชำในทรายหรืออิฐทุบก้อนเล็ก โดยวางนอนหรือปักเอียง 45 องศา เก็บไว้ในที่ชื้น ๆ ตาจะแตกเป็นยอดใหม่ ซึ่งเราจะนำไปปลูกได้


          4. การแยกหน่อ หน้าวัวบางพันธุ์อาจมีการแตกหน่อที่บริเวณโคนต้นหรือเมื่อตัดยอดไปปลูกต้นตอเดิมจะแตกหน่อขึ้น เราอาจให้ BA ความเข้มข้น 1,000 ppm. ฉีดพ่น หรือผสมขี้ผึ้งในความเข้มข้นเดียวกันนี้ ป้ายตาให้แตกหน่อมากและเร็วขึ้นได้ เมื่อเกิดหน่อใหม่มีราก 1-3 รากก็สามารถแยกไปปลูกใหม่ได้


          5. การขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วและได้ปริมาณมากกว่าวิธีอื่น ๆ โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชอยู่ในระยะการเจริญเติบโต เช่น ใบอ่อน จานรองดอกอ่อนที่ยังไม่คลี่ หรือตาข้าง มาทำการปลูกเลี้ยงด้วยอาหารสังเคราะห์ ในสภาพปลอดเชื้อ วิธีการนี้เหมาะสำหรับการผลิตพันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อปลูกเป็นการค้า


โรงเรือน


          หน้าวัว เป็นพืชที่ชอบความชื้นสูง แสงแดดรำไร การปลูกหน้าวัวในเขตภาคกลางของประเทศไทย ต้องอาศัยโรงเรือนที่มีการพรางแสงไม่ต่ำกว่า 70% ปัจจุบันนี้จะใช้ตาข่ายซาแรนแทนไม้ระแนง หรือไม้ไผ่ซึ่งหาได้ยากและราคาแพงกว่า การพรางแสงนั้นต้องเพิ่มลดตามฤดูกาลโดยสังเกตการณ์เจริญเติบโตของต้นพืช ถ้าพรางแสงน้อยเกินไป จะทำให้ใบเหลือง และขอบใบไหม้สีดอกซีด ถ้าพรางแสงมากเกินไป ใบมีสีเขียวเข้ม หนาและผลผลิตต่ำ นอกจากนี้โรงเรือนควรให้ชื้นอยู่เสมอประมาณ 80-85% พื้นของโรงเรือนควรระบายน้ำสะดวก


           การปลูกหน้าวัวอาจปลูกในร่มเงาไม้ใหญ่ ในสวนยางพารา หรือสวนปาล์มหรือสวนผลไม้ เช่น ที่ภูเก็ต ปลูกหน้าวัวในสวนยางพารา ที่กระบี่ ปลูกหน้าวัวในสวนปาล์ม เป็นต้น


การปลูก


          1. การปลูกหน้าวัวในกระถาง
           
ให้รองก้นกระถางด้วยเศษกระถางแตกแล้วนำต้นหน้าวัวที่มีรากอย่างน้อย 2-3 รากแช่ในน้ำยาป้องกันราเรียบร้อยแล้ว วางต้นให้ตั้งตรงกลางกระถาง รากแผ่กระจายเติมเครื่องปลูก (ประกอบด้วยอิฐมอญ ขนาด 1.5 นิ้ว และกาบมะพร้าว ขนาด 1 นิ้ว อัตรา 2 : 1) รอบ รอบ ๆ ต้นให้สูงระดับกับยอด และยึดลำต้นจนแน่น หากต้นคลอนแคลน จะทำให้ต้นเติบโตช้า หากเครื่องปลูกกลบยอด จะทำให้ยอดเน่า เมื่อต้นโตขึ้นใบล่างจะร่วงไปจึงต้องเติมเครื่องปลูก เพื่อป้องกันต้นคลอนแคลนและเพื่อให้ต้นได้รับความชื้นสม่ำเสมอ


             เครื่องปลูก อิฐมอญควรที่จะแช่น้ำให้อมความชื้นไว้เต็มที่ก่อนจะนำมาผสมกับเครื่องปลูกอื่น ๆ หลังจากปลูกแล้วควรรดน้ำให้ชุ่ม


          2. การปลูกในแปลง
              เป็นวิธีที่ใช้ผลิตดอกเป็นอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ในประเทศไทยมีการปลูกหน้าวัวในแปลงด้วยกันหลายแห่ง เช่น ที่ภูเก็ต ที่ทองผาภูมิ และที่กระบี่ เป็นต้น


             การปลูกในแปลงนั้น ต้องระวังเรื่องการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศ การเตรียมแปลงและการเลือกเครื่องปลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเกิดโรคในแปลงทำให้โรคระบาดได้ง่าย


             วิธีการเตรียมแปลงปลูก โดยการขุดดินลึกประมาณ 6- 8 นิ้ว ปรับพื้นให้เรียบใช้ขี้เถ้าแกลบและทราย อัตรา 2 :1 ผสมกันเทใส่อัดให้แน่นแปลงกว้าง 1.2- 1.5 เมตร ระยะปลูก 30 x30 ถึง 50 x50 เซนติเมตร ปักไม้รวกตามระยะปลูกที่ต้องการผูกต้นไว้กับหลักแล้วนำกาบมะพร้าวมาใส่รอบ ๆ โคนต้น


             สำหรับที่ภูเก็ตนั้น ใช้กาบมะพร้าวก่อเป็นแปลงสูงประมาณ 8 นิ้ว ที่ทองผาภูมิใช้วิธีก่อแปลงดิน แล้วอัด ดินให้แน่น และที่มลรัฐฮาวายอิ ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้หินภูเขาไฟบดขนาด 3 เซนติเมตร ก่อเป็นแปลงปลูก การเลือกเครื่องปลูกนั้นต้องคำนึงถึงความสามารถในการเก็บความชื้น และการระบายอากาศ ควรเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นและราคาไม่แพง


             หน้าวัวเป็นพืชที่ต้องการความชื้นในอากาศสูง จึงควรรดน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ควรเป็นเวลาเช้าตรู่และบ่าย หรือถ้าช่วงฤดูที่มีอากาศร้อนจัด เช่นเดือนมีนาคม-เมษายน ควรรดน้ำวันละ 3 ครั้ง การรดน้ำต้องรดให้ชุ่มทั้งต้นและเครื่องปลูกเป็นจำนวนมากควรใช้หัวฉีดระบบพ่นฝอยติดที่หลังคาโรงเรือน หรือตั้งสูงกว่าพื้นประมาณ 1.5- 2 เมตร จะช่วยเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ แต่ต้องหมั่นตรวจสอบการอุดตันของหัวฉีด สำหรับปริมาณการให้น้ำแต่ละครั้ง จะขึ้นกับความชื้นในบรรยากาศของแต่ละฤดู


การให้ปุ๋ย


             การใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับกระดูกป่น ในอัตราส่วน 1 :2 โดยรอบโคนต้นทุก ๆ 6 เดือน ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ และใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 17-34-17 หรือสูตร 16-21-27 ทุก 10-14 วัน


             ในมลรัฐฮาวายอินิยมใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้า ( slow release) สูตร 5-10-10 หรือ 10-20-20 ใส่คลุกเคล้าไปกับวัสดุปลูกอัตรา 52 กิโลกรัม ไนโตรเจนต่อไร่ต่อปี อาจแบ่งใส่ 3-4 ครั้ง ตามอายุการปลดปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ย และมีการพ่นปุ๋ยทางใบสูตรเดียวกับปุ๋ยเม็ดละลายช้า เสริมด้วยการพ่นธาตุอาหารรองแลอาหารเสริมด้วยเดือนละ 3-4 ครั้ง


การเก็บเกี่ยว


          การตัดดอกควรเลือกตัดดอกที่ปลีดอกเปลี่ยนสีแล้ว ? – 2/3 ของปลี เพราะจะเป็นดอกที่มีสีสันสดใส และปักแจกกันได้นาน หากตัดดอกเร็วเกินไป ดอกจะเหี่ยวเร็ว ถ้าหากตัดดอกช้าเกินไป ดอกจะบานทนแต่สีดอกจะซีดและไม่สดใส


          การเก็บเกี่ยวดอกหน้าวัวสามารถกระทำได้ตลอดวัน การเก็บเกี่ยวหน้าวัวจะต้องใช้มีด 2 เล่ม จุ่มยา Physan ความเข้มข้น 2 เท่าของปกติ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และใช้มีดสลับกันตัดก้านดอก


การรักษาคุณภาพของดอก


          ก่อนบรรจุหีบห่อจะต้องจุ่มยากำจัดแมลงและใช้สารละลายเงินไนเตรท ความเข้มข้น 0.17 มก./ลิตร จุ่มก้านดอกนาน 10 นาที ก่อนปักแจกกันด้วยน้ำ หรือสารละลาย Floralife ซึ่งจะช่วยยืดอายุปักแจกันได้ประมาณเท่าตัว อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาดอกนั้นคือ 12- 13 องศาเซลเซียส


เกรดของดอกหน้าวัวของประเทศเนเธอร์แลนด์


          การจัดแบ่งเกรดของดอกหน้าวัว แบ่งตามความกว้างของจานรองดอกและความยาวของก้านดอก และบรรจุกล่องในปริมาณต่าง ๆ ดังนี้













ความกว้างดอก (ซม.)


ความยาวก้านดอกอย่างต่ำ (ซม.)


บรรจุกล่อง (ดอก)


6-7


7-8


8-9


9-11


11-13


13-15


15-มากกว่า


25


25


30


35


40


45


50


21


18


15


11


16


12


10


ขนาดกล่องยาว 100 x 20 x 10 เซนติเมตร
                       100 x 40 x 12 เซนติเมตร
                       100 x 40 x 14.5 เซนติเมตร


           ติดตามด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้
           1. ดอกภายในกล่องต้องมีอายุไร่เลี่ยกันคือการเปลี่ยนสีของปลีไปแล้ว 50%
           2. ความยาวก้านดอกที่ระบุไว้หมายถึงความยาวขั้นต่ำ
           3. แต่ละดอกต้องมีพลาสติก รอง ขนาดของพลาสติกหนา 0.5 เซนติเมตร กว้าง x ยาว 30 x 15 หรือ 45 x 15 หรือ 50 x 20 เซนติเมตร หรืออาจใช้ฝอยกระดาษได้ ถ้าขายเป็นกำ กำละ 3-5 ดอก แยกเป็นกำละถุงและอาจใส่ใบหน้าวัวไปด้วย


การบรรจุหีบห่อ

           – บรรจุโคนก้านดอกลงในหลอดพลาสติก
           – แต่ละหลอดมีน้ำบรรจุอยู่พอให้หน้าวัวได้ใช้ไป 2-3 วัน
           – น้ำที่บรรจุอาจใช้น้ำยาที่มีสารอาหารและสารฆ่าจุลินทรีย์แทนน้ำเปล่า


โรคของหน้าวัว


          1. ปลีเน่า ( Spadix rot) ปลีที่อยู่บนจานรองดอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ และเน่าในที่สุด โรคนี้เกิดจากเชื้อรา ซึ่งชอบเจริญเติบโตในเขตอากาศอบอุ่นและความชื้นสูง
          2. โรคใบแห้ง เกิดจากเชื้อรา โดยจะเริ่มเป็นจุดช้ำสีเขียวหม่น บนใบจุดนี้จะขยายออกเป็นแผลใหญ่ แผลนี้อาจจะเน่าหรือแห้งกรอบไปมักจะระบาดในฤดูฝน
          3. โรคแอนแทรกโนส มีอาการคล้ายคลึงกับโรคใบแห้งของหน้าวัว แต่มีขอบแผนสีน้ำตาลและสีเหลืองเห็นชัดเจน แผลค่อนข้างกลม และขยายกว้างไปได้ช้ากว่าโรคใบแห้ง เนื้อเยื่อตรงกลางแผนเป็นสีน้ำตาล ตรงกลางแผนมักมีเชื้อราเป็นจุดดำเล็ก ๆ เรียงกันเป็นวงซ้อนออกไปเวลาอากาศชื้นอาจมีสปอร์สีส้มอ่อน ๆ เกิดบนจุดเหล่านี้
          4. โรครากเน่า เกิดจากเชื้อเห็ดราชนิดหนึ่ง เชื้อนี้เกาะตามก้อนอิฐที่ใช้ปลูกตลอดจนรากของหน้าวัว ทำให้โคนต้นและรากเน่า ควรกำจัดโดยแยกไปทำลายต้นและเครื่องปลูก โดยเผาไฟเสีย
          5. ใบด่าง ( Mosaic) เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ดอก-ใบด่าง และเสียรูปร่าง ถ้าหน้าวัวเป็นโรคนี้แล้วให้ถอนทิ้งแล้วนำไปเผาไฟ
          6. โรคใบไหม้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris different bachiae โรคนี้อาจจะระบาดทำลายต้นพืชได้อย่างรุนแรง อาการของโรคคือ ใบจะเป็นจุดสีน้ำตาลลามเป็นแผลขนาดใหญ่ ขอบแผลจะมีลักษณะฉ่ำน้ำ โดยเฉพาะด้านใต้ใบ ปัจจุบันไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ได้ จึงต้องป้องกันโดยไม่นำต้นพันธุ์ที่ติดเชื้อเข้ามาจากแหล่งอื่น หรือถ้ามีโรคนี้อยู่แล้วก็ให้นำต้นที่เป็นโรคแยกออกไป แล้วตัดใบที่เป็นโรคนำไปเผาทิ้ง ฉีดพ่นด้วยยาประเภทสเตร็ปโตมัยซิน ซึ่งช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อได้ การฉีดพ่นนั้นได้รับคำแนะนำจากกลุ่มงานวิจัยโรคพืชผักและไม้ประดับ กองโรคพืชและจุลชีวิวทยา กรมวิชาการเกษตร


ศัตรูหน้าวัว


          1. เพลี้ยแป้งและเพลี้ยต่าง ๆ
          2. หนอนกินใบ
          3. ทากและหอยทาก


          อาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดกับหน้าวัวที่ไม่ใช่สาเหตุจากโรคศัตรู
          1. ขอบใบแห้งแสดงว่าได้รับแสงแดดมากเกินไป ควรพรางแสงเพิ่มและให้น้ำมากกว่าเดิม
          2. ดอกช้ำและดอกเหี่ยว เกิดในฤดูร้อน แสดงว่าอุณหภูมิในโรงเรือนสูงควรรีบรดน้ำและเพิ่มจำนวนครั้งของการให้น้ำต่อวันมากขึ้น
          3. ดอกและใบอ่อนไม่ค่อยคลี่ เกิดจากโรงเรือนร่ม หน้าวัวได้รับแสงแดดน้อย ควรเพิ่มแสงในโรงเรือนให้มากขึ้น

          การปลูกเลี้ยงหน้าวัวนั้นไม่ยาก การเอาใจใส่ดูแลไม่มากนัก แม้ว่าการลงทุนในครั้งแรกของการปลูกจะค่อนข้างสูง ระยะคืนทุนนานถึง 3 ปี แต่ขณะนี้หน้าวัวยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมาก และการปลูกหน้าวัวสามารถทำรายได้สูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ตัดดอกอื่น ๆ ถ้ามีการปลูกปริมาณพอที่จะตัดดอกจำหน่ายได้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยคงมีหน้าวัวพันธุ์ใหม่ ๆ และมีพื้นที่ในการปลูกหน้าวัวมากขึ้น และสามารถปลูกเป็นอุตสาหกรรมตัดดอก เพื่อการส่งออกได้


บรรณานุกรม



ประนอม พฤฒิพงษ์ และแสงธรรม คมกฤส. 2510 “ หน้าวัว ” พืชสวน 4(1) : 1-17


วันดี ใจนิ่ม 2531 “ มาปลูกหน้าวัวกันเถอะ ” วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ กองสวนสาธารณะ กรุงเทพฯ หน้า 119-125.


สมเพียร เกษมทรัพย์ 2522. “ หน้าวัว ” การปลูกไม้ดอก คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า 393-404.


สมเพียร เกษมทรัพย์ 2532 “ เทคโนโลยีการผลิตและธุรกิจไม้ตัดดอก ” คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ


สุรวิช วรรณไกรโรจน์ 2534 “ เทคโนโลยีการผลิตไม้ตัดดอกสกุลหน้าวัว เทคโนโลยีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ ” คณะเกษตรมหาวิทยาลัย สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย หน้า 59-63.


อนงค์ จันทร์ศรีกุล 2520 “ หน้าวัว ” โรคและศัตรูไม้ประดับ หน้า 129-138


Higaki T., and H.P. Rusmussen 1979 Chenical induction of adventitious shoots in Anthurium Hort Science 14 : 64-65.


ที่มา : วันดี ใจนิ่ม. สถานีทดลองพืชสวนบางกอกน้อย สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร.