อรรถประโยชน์หินแร่ภูเขาไฟ, หินแร่ภูเขาไฟ

เติมกระปุกออมสินความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน

เกษตรกรผู้ปลูกพืชแล้วประสบปัญหาพืชแคระแกร็น เจริญเติบโตช้า หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อย ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ดี บ้างก็อาจจะเพาะปลูกในลักษณะทีเป็นดินทราย ดินไม่กักเก็บ อุ้มน้ำ จึงทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวโดยปรกติเกษตรกรที่พอมีความรู้ขึ้นมาบ้างก็จะใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาเติมเต็ม แต่ปัญหาถ้าเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ก็อาจจะสร้างปัญหาการที่จะต้องขนปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเหล่านั้นเป็นจำนวนหลาย ๆ ตันเข้าไปสู่แปลงนาและทำการหว่านโปรยเพื่อปรับปรุงดิน

ดินที่มีอินทรียวัตถุโดยรวมอยู่ในเนื้อดินไม่ถึง 5% ทำให้คุณภาพของดินไม่ดิน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นดินทราย ดินร่วนจัด ไม่สามารถอุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ยได้ดีเพียงพอ ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเปลือง เพราะใส่ปุ๋ยลงไป พืชก็สามารถดูดกินได้เพียง 20-30 % ส่วนที่เหลืออีก 70% ก็จะถูกสายน้ำพัดพาหนีไปหรือไหลลึกลงไปชั้นใต้ดินเกินระดับรากพืชจะดูดกินได้ถึง อีกส่วนหนึ่งก็ย่อยสลายหายไปกับอากาศ สายลม แสงแดดเป็นต้น

นอกจากการใช้อินทรียวัตถุเข้ามาเสริมเติมความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินแล้ว การใช้หินแร่ภูเขาไฟ อย่าง ภูไมท์, ภูไมท์ซัลเฟต, พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์ ก็สามารถช่วยเติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินได้ด้วยเหมือนกัน อีกทั้งใช้เพียง 1-2 กระสอบต่อไร่ (20-40 ก.ก.) ก็เพียงพอ เนื่องด้วยเขามีส่วนประกอบของแร่ธาตุสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อพืชหลากหลายชนิด แม้ว่าจะมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีก็ตาม แต่ถ้ามีการใช้เตรียมดินทุกครั้ง ก็จะทำให้ดินทำหน้าที่เหมือนกระปุกออมสินกักเก็บสารอาหารต่าง ๆ ที่เกษตรกรเติมลงไป หรือจากสายน้ำที่พัดพาหลากมา

เนื่องด้วยตัวของเขาเองนั้นมีความโปร่งพรุนจากการระเบิดออกมาจากใต้พื้นภิภพที่มีแรงกดแรงต้านมหาศาล เมื่อโผล่พ้นมาสู่บรรยากาศเหนือพื้นโลก จึงทำให้เกิดการบวมพอง มีรูพรุนช่องว่างมากมายที่เป็นโพรงอากาศหลังจากเย็นตัวลง หรือที่นักวิชาการเรียกว่าค่า C.E.C. (CatchIon Exchange Capacity) ค่าความสามารถในการจับตรึงและแลกเปลี่ยนประจุบวก จึงช่วยทำให้ดินทำหน้าที่เหมือนกระปุกออมสิน เหมือนตู้เย็นเก็บอาหารไว้ให้พืชใช้ได้อย่างยาวนานตามปริมาณที่ถูกสะสมไว้

 

 

มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com