การเกษตร, ข่าวเกษตร

อุตฯชิ้นส่วนยางกุมขมับแข่งยาก จีนหัวหมอตุนวัตถุดิบช่วงถูก

กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ส.อ.ท. เผย สินค้าแดนมังกรได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ เหตุมีการทุ่มซื้อยางพารากักตุนไว้ตั้งแต่ปี 2550 ในช่วงที่ยางมีราคาเพียง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะที่การผลิตผลิตภัณฑ์ยางไทยต้องสู้ในต้นทุนราคายางราคา 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน


 


 

fiogf49gjkf0d

 


นายบุญหาญ อู่อุดมยิ่ง รองเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ส.อ.ท. เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันมีความเป็นไปได้ที่ไทยซื้อยางพาราเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนยางแพงกว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสาเหตุหนึ่งมาจากปี 2550 ที่ผ่านมาจีนมีการซื้อยางดิบเข้าไปกักตุนในประเทศไว้เป็นจำนวนมากซึ่งขณะนั้นยางมีราคาประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ /ตัน หรือราคาประมาณ 66,000 บาท/ตัน(อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)เท่านั้น แต่ตอนนี้ราคายางขึ้นไปเกือบ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ /ตันหรือราคาประมาณ 99,000- 100,000 บาท/ตัน (อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) อ้างอิงราคา ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2550 เทียบช่วงเดียวกันกับปี2551


 


 


เมื่อจีนนำสต๊อกวัตถุดิบเก่ามาใช้ ประกอบกับจีนสามารถปลูกยางพาราได้เองที่เกาะไหหลำราว 5.6 แสนตัน/ปี จากการบริโภคราว 2 ล้านตัน/ปี และรัฐให้ความช่วยเหลือบ้างบางส่วน ทำให้ต้นทุนการผลิตของจีนถูกลง ซึ่งตราบใดที่จีนยังมีสต๊อกก็น่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ ส่วนเรื่องค่าแรงหรือต้นทุนอื่นๆ มองว่ายังพอแข่งขันได้ในกรณีที่จีนส่งสินค้าเข้ามาแข่งขันในประเทศไทย”


 


 


เนื่องจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้ยางดิบ 300,000 ตัน/ปี มาผลิตชิ้นส่วนยางเพื่อส่งออกได้ถึง 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี หรือกว่า 100,000 ล้านบาท/ปี (ดูตาราง) ซึ่งคิดเป็นปริมาณ 10% ของการส่งออกยางพาราทั้งหมด 3 ล้านตัน /ปี ที่ทำรายได้รวม 200,000 กว่าล้านบาท เห็นได้ว่า มูลค่าเพิ่มจากการใช้ยางพารา 10% ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ถึงครึ่งหนึ่งของการส่งออกยางพาราทั้งหมด จึงต้องการให้รัฐบาลหันมาให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง


 


 


สำหรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมที่กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเคยนำเสนอต่อภาครัฐนั้น ประกอบด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ที่แน่นอนในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยจัดตั้งองค์กร “การยางแห่งประเทศไทย” รวมทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นเท่าตัวได้ภายใน 5 ปี พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรเปิดให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีโอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างมากขึ้น เพราะถ้าทุกโครงการของรัฐใช้ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ ก็จะผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตถึง 15% อย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด


 


 


ด้านดร.ชโย ตรังอดิศัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ส.อ.ท. กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ แม้กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางฯ จะพยายามผลักดันมากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม จึงต้องหันกลับมาเร่งสร้างระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมให้ชัดเจน โดยเสนอให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางสำคัญๆ อาทิ ยางล้อรถจักรยานยนต์และรถยนต์ให้เป็น มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) แบบบังคับทั้งหมด หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วในกลุ่มยางในรถจักรยานยนต์เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา


 


 


การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางให้เป็น มอก.บังคับ นอกจากจะเป็นด่านสำคัญในการป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำไม่ให้ไหลเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าราคาถูกจากจีนแล้ว ยังช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการในประเทศมีการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ จากความพยายามที่ผ่านมาเชื่อว่าความตระหนักในเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรมในไทยได้ตื่นตัวขึ้นมากแล้ว”


 


 


ที่มา  :  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับวันที่ 22-25  มิถุนายน 2551


http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0823332&issue=2333


 


 


 


 

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *