ข่าวสารทั่วไป

ห้ามนำสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

นับเป็นเรื่องที่น่าแสดงความยินดีอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม หลังจากที่มีข่าวคราวไม่ดีมาพักใหญ่ในเรื่องเกี่ยวกับการทำร้ายหรือฆ่าสัตว์ป่า เนื่องด้วยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีบันทึกข้อความห้ามมีการนำเข้าสารเคมีที่เป็นอันตรายทั้งต่อพืชและสัตว์เข้าไปในอุทยานแห่งชาติเว้นแต่จะมีการได้รับอนุญาต

ซึ่งสารเคมีที่ได้มีการแจ้งเตือนก็คือสารเคมีกำจัดวัชพืชและสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์โดยรวมต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เนื่องด้วยการใช้สารพิษเหล่านั้น จะทำให้มีสารตกค้างอยู่ตามผืนดินแผ่นน้ำและพืชพรรณธัญญาหารต่างๆ กระทบต่อวงจรห่วงโซ่อาหารเมื่อสัตว์มากินหญ้าได้รับสารพิษจากยาฆ่าหญ้า หรือสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ทำให้เจ็บป่วย ล้มตาย กลายพันธุ์ อีกทั้งสารพิษเหล่านี้เมื่อถูกฝนชะล้างไหลลงไปสู่แม่น้ำลำธารก็ทำให้แหล่งน้ำมีสารพิษ กุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์น้ำอื่นๆ ก็ได้รับสารพิษก่อให้เกิดอันตรายและสะสมไปสู่สายโซ่อาหารอื่นๆอีกเช่นกัน

 

 

สารเคมีที่เป็นอันตรายที่ทางอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชห้ามนำเข้าก็ประกอบไปด้วย

1. พาราควอท (paraquat) เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช มีชื่อทางการค้า เช่น กรัมม๊อกโซน กรีนโซน น๊อคโซน พาราควอทไตรคลอไรด์ ไตรควอท เด๊กซูรอน เป็นต้น

2. ไกลโฟเสท (Glyphosate) เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีชื่อทางการค้าเช่น ราวอั๊พ คาวบอย สปาร์ค โฟเสท เบลส คลีนอัพ เป็นต้น

3.  คลอร์ไพริฟอส (Chloripyrifos) เป็นสารเคมีกำจัดแมลวศัตรูพืช ที่มีชื่อทางการค้าเช่น  แบ็คไฮฟอส40 สอร์ทแบน นอยวิน เดก้า แอ๊ดบอม โคออน40 เป็นต้น

นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยกย่องหน่วยงานนี้เป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่หน่วยงานรัฐแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม นับเป็นประโยชน์มหาศาลต่อชาติบ้านเมืองและโลกของเรา เนื่องด้วยการช่วยเหลือให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์แบบยั่งยืน  สัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมไปถึงห่วงโซ่อาหารตามลำดับชั้นไปจนถึงชั้นบนสุด นั่นก็คือ “มนุษย์” ก็มีความปลอดภัยและมีความยั่งยืนมั่นคงในเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAOกำลังกังวลในอนาคตอันใกล้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหารเพราะในปี 2050 ที่จะมีประชากรโลกเพิ่มขึ้นมาเป็น 8,000 ล้านคน

ถ้าทุกคนสามารถช่วยกันฟูมฟักรักษาสิ่งแวดล้อมกันคนละไม้คนละมือแบบนี้ นับว่าประเทศและโลกของเราก็จะน่าอยู่ยิ่งๆขึ้นไปอย่างแน่นอนครับ

 

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com