ไม้ดอก, ไม้ดอก-ไม้ประดับ

สาเหตุโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาและการป้องกันกำจัด

NULL

สุรชาติ คูอาริยะกุล, วิภาดา ทองทักษิณ และบัณฑิต จันทร์งาม


ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย กรมวิชาการเกษตร


บทคัดย่อ


                การศึกษาโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา (Currcuma alismatifilia Gagnep.) ที่ปลูกในดินผสมบรรจุในถุงพลาสติกดำ จากเรือนปลูกพืชทดลอง ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ในช่วงฤดูฝน ปี พ.ศ. 2544 พบต้นปทุมมาที่เป็นโรคในระยะเริ่มแรกแสดงอาการใบสดในช่วงเช้า และเหี่ยวม้วนเป็นหลอดในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนแสงแดดจัด แต่กลับสดชื่นอีกครั้งในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นสลับกันอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดใบจะเหี่ยวมีสีเหลืองอย่างถาวร และเปลี่ยนเป็นแผลไหม้สีน้ำตาลแห้งตายทั้งใบ ลุกลามจากใบที่อยู่ส่วนล่างขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้นปทุมมา รากที่แสดงอาการเน่าเริ่มแรกมีสีน้ำตาลยาวไปตามความยาวของราก ขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลเน่าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อแผลเน่าที่รากแขนงจะยุบตัวเล็กน้อยและหลุดร่อน แผลอาจลุกลามไปถึงโคนราก ทำให้เนื้อเยื่อหัวพันธุ์เน่า แผลมีสีน้ำตาลดำ ซึ่งต่อมาแผลอาจหลุดร่อนทำให้เนื้อเยื่อปกติบริเวณนั้นยุบเป็นหลุม การศึกษาแยกเชื้อด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อ PDAS และ BNPRA จากเนื้อเยื่อรากเน่าของต้นปทุมมาที่เป็นโรคโดยวิธี tissue transplanting ได้เชื้อรา Pythium เป็นจำนวนมาก การพิสูจน์ความสามารถในการทำให้เกิดโรคของเชื้อรา Pythium จำนวน 3 isolates ของเชื้อลงในดินผสมที่ปลูกต้นปทุมมาในถุงพลาสติกดำ โดยวิธีการไม่ทำแผล พบว่าเชื้อรา Pythium ทำให้ใบปทุมมาเป็นโรคแผลมีลักษณะอาการไหม้สีน้ำตาล และทำให้ต้นปทุมมาแสดงอาการรากเน่ามีลักษณะสีน้ำตาล และใบเหี่ยวม้วนเป็นหลอด ในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนแสงแดดจัด แต่กลับสดชื่นอีกครั้งในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น สลับกันอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาหนึ่งเหมือนในสภาพธรรมชาติ การแยกเชื้อซ้ำ (re-isolation) ได้เชื้อรา Pythium เป็นจำนวนมาก การศึกษาลักษณะสรีรวิทยา และสัณฐานวิทยาบางประการของเชื้อรา Pythium ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา จำแนกเป็น Pythium graminicola (หรือ graminicolum) Subramaniam ซึ่งเป็นรายงานผลการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย

fiogf49gjkf0d

คำนำ


                ปทุมมา (Curcuma alismatifolia Gagnep.) เป็นไม้ดอกพื้นเมืองกลุ่มกระเจียวจัดอยู่ในวงศ์ขิงข่า (Zingiberaceae) มีแหล่งกำเนิดในป่าแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก (วิภาดา และนิพัฒน์, 2537) มีลักษณะเป็นพืชหัวล้มลุกประเภทยืนต้น (herbaceous perennial) จะเกิดเป็นต้นและออกดอกในช่วงฤดูฝนและยุบตัวในฤดูแล้ง แต่เหง้าหรือหัวพันธุ์ยังคงอยู่ในดินในสภาพพักตัวตลอดฤดูแล้ง และงอกเกิดเป็นต้นใหม่อีกครั้งในฤดูฝนต่อไป


                ไม้ดอกเมืองร้อนกลุ่มนี้เป็นไม้ดอกชนิดใหม่ที่มีศักยภาพในการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะปทุมมานับว่าเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมาที่มีการส่งออกหัวพันธุ์ไปยังตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น ตลาดญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส อิสราเอล สหรัฐอเมริกา อัฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นิวซีแลนด์ เป็นต้น ทำรายได้เข้าประเทศนับเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท อย่างไรก็ตามการปลูกปทุมมาเป็นพืชเชิงเดี่ยวย่อมมีปัญหาด้านศัตรูพืชตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพืชที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำและไม่ได้มาตรฐาน โรคเกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น โรคเหี่ยว (สุเนตรา และคณะ, 2538) โคใบจุดเซอร์โคสปอร่า (นิยมรัฐ, 2541) โรครากปม (ยุทธศักดิ์, 2542) โรคจุดแอครีโมเนียม โรคจุดโฟมา โรคลำต้นเน่า และโรคจุดสาหร่าย (สุรชาติ, 2541, 2542, 2543) ส่วนโรคเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น พิษจากสารกำจัดวัชพืช (สุรชาติ, 2543) ในฤดูฝน ปี พ.ศ. 2544 ต้นปทุมมาที่ปลูกในดินผสมบรรจุในถุงพลาสติกดำ ซึ่งมีการอบฆ่าเชื้อในดินผสมด้วยความร้อนจากแสงอาทิตย์ (heat solarization) เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่าที่อาจปนเปื้อนมากับวัสดุปลูก ได้แสดงอาการรากเน่าและใบเหี่ยวม้วนเป็นหลอดในตอนบ่ายที่อากาศร้อนแสงแดดจัด แต่กลับสดชื่นอีกครั้งในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น สลับกันอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง จนในที่สุดใบจะเหี่ยวเหลืองอย่างถาวรและเปลี่ยนเป็นแผลไหม้สีน้ำตาลแห้งตายทั้งใบ โรคดังกล่าวได้แพร่ระบาดออกไปอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูฝน ทำให้ต้นปทุมมาหลายพันธุ์ที่ปลูกในดินผสมบรรจุในถุงพลาสติกดำในบริเวณเดียวกันมีการติดเชื้อและแสดงการเป็นโรค การศึกษาหาสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาจะเป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันกำจัดโรคต่อไป


วิธีดำเนินการ


                อุปกรณ์


                1. ต้นปทุมมาที่เป็นโรครากเน่าและต้นเหี่ยว


                2. ใบอ่อนระยะเพสลาดและต้นปทุมมาปลูกในถุงพลาสติกดำ


                3. อุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการโรคพืช


                4. อาหารเลี้ยงเชื้อ potato dextrose agar ผสมสารปฏิชีวนะ streptomycin sulphate 100 ppm (PDAS) สำหรับแยกเชื้อราทั่วไปและอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ (selective medium) BNPRA (สำหรับแยกเชื้อราในวงศ์ Pythiaceae) : PDA เติมด้วย benomyl 10 ppm, nystatin 25 ppm, PCNB 25 ppm, rifampicin 10 ppm และ sodium ampicillin 500 ppm (Fujisawa and Masago, 1975)


                5. อาหารเลี้ยงเชื้อ corn meal agar (CMA) 1 ลิตร ประกอบด้วย corn meal 60 กรัม บรรจุในถุงผ้า แล้วนำไปใส่น้ำกลั่น 1,000 มล. นึ่งนาน 30 นาที นำน้ำสกัดที่ได้เติมวุ้น 12 กรัมแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อ ตามวิธีการของ Tuite (1969)


                6. เมล็ดข้าวสารนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว


                วิธีการ


                1. การศึกษาลักษณะอาการและการแยกเชื้อเพื่อหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ


                เก็บตัวอย่างโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาที่ปลูกในดินผสมบรรจุในถุงพลาสติกดำ จากเรือนปลูกพืชทดลอง ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ศึกษาลักษณะอาการและแยกเชื้อจากราก เพื่อหาเชื้อที่มีความสัมพันธ์กับแผลโรครากเน่าและต้นเหี่ยว โดยวิธี tissue transplanting โดยนำตัวอย่างเนื้อเยื่อรากที่แสดงอาการเน่ามาล้างดินออกให้หมด แล้วล้างในน้ำไหลต่อไปอีกนาน 30 นาที จากนั้นตัดเนื้อเยื่อรากเน่าบริเวณรอยต่อเนื้อเยื่อรากที่เป็นโรคกับเนื้อเยื่อปกติเป็นชิ้นยาวประมาณ 5 มม. แบ่งตัวอย่างเนื้อเยื่อเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งนำไปฟอกฆ่าเชื้อบริเวณผิวด้วย สารละลายคลอรอกซ์เข้มข้น 10% นาน 3 นาที แล้วนำไปเลี้ยงเชื้อบนอาหาร PDAS ในจานเลี้ยงเชื้อ อีกส่วนหนึ่งซับน้ำออกด้วยกระดาษซับแล้วนำไปเลี้ยงเชื้อบนอาหารเลี่ยงเชื้อเฉพาะ BNPRA บ่มจานเลี้ยงเชื้อดังกล่าวภายใต้แสงฟลูโอเรสเซ็นต์ + แสงใกล้เหนือม่วง นาน 8 ชั่วโมง สลับความมืด 16 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการสร้างสปอร์ของเชื้อรา (Leach, 1971) ที่อุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-5 วัน เมื่อเชื้อราเจริญเติบโตตัดปลายเส้นใยบริเวณขอบโคโลนีไปเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ PDA ในหลอดเลี้ยงเชื้อ เพื่อศึกษาเชื้อราที่แยกได้ในขั้นตอนต่อไป


                2. การพิสูจน์ความสามารถในการทำให้เกิดโรคของเชื้อราที่แยกได้


                นำเชื้อรา Pythium จำนวน 3 isolates ได้แก่ isolates 4401, 4402 และ 4403 ที่แยกได้จากเนื้อเยื่อรากเน่าของปทุมมาที่เป็นโรครากเน่าและต้นเหี่ยว มาแยกเชื้อบริสุทธ์โดยวิธี single zoospore isolation นำ culture ของเชื้อที่ได้จากซูโอสปอร์เดี่ยว (monozoospore culture) ไปพิสูจน์ความสามารถในการทำให้เกิดโรค เพื่อพิสูจน์การเป็นเชื้อสาเหตุของโรคตามกฎของ Koch (Koch’s Rule)


                2.1 การปลูกเชื้อด้วยเส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้น (mycelial disc) กับใบอ่อนระยะเพสลาดของปทุมมาโดยวิธีการไม่ทำแผล


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium isolates 4401, 4402 และ 4403 บนอาหารเลี้ยงเชื้อ PDA ในจานเลี้ยงเชื้อที่อุณหภูมิห้อง (25-32 องศาเซลเซียส) ภายใต้แสงฟลูโอเรสเซ็นต์ + แสงใกล้เหนือม่วง นาน 8 ชั่วโมง สลับความมืด 16 ชั่วโมง เป็นเวลา 2 วัน จากนั้นใช้ cork borer ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. ที่ลนไฟฆ่าเชื้อแล้ว เจาะเส้นใยบริเวณขอบโคโลนีของเชื้อรา นำไปปลูกเชื้อกับใบอ่อนระยะเพสลาดของปทุมมา ที่ฆ่าเชื้อบริเวณผิวโดยการเช็ดผิวใบด้วยแอลกอฮอล์ 70% วางเส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้นคว่ำลงให้ด้านที่มีเส้นใยของเชื้อราสัมผัสบนผิวใบปทุมมาบริเวณกลางใบด้านหลังใบโดยวิธีการไม่ทำแผล จากนั้นหุ้มใบปทุมมาที่ปลูกเชื้อแล้วด้วยถุงพลาสติกที่พ่นให้ความชื้นด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว นำถุงพลาสติกที่บรรจุใบปทุมมาที่ปลูกเชื้อไปวางไว้ใต้แสงฟลูโอเรสเซ็นต์ + แสงใกล้เหนือม่วง นาน 8 ชั่วโมง สลับความมืด 16 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้อง ปลูกเชื้อใบอ่อนปทุมมาด้วยเชื้อรา Pythium isolate ละ 5 ใบ เปรียบเทียบกับการปลูกเชื้อด้วยชิ้นอาหารวุ้น PDA บริสุทธิ์เป็น check


                2.2 การปลูกเชื้อโดยการราด culture ของเชื้อลงในดินผสมที่ปลูกต้นปทุมมาในถุงพลาสติกดำ โดยวิธีการไม่ทำแผล


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium isolates 4401, 4402 และ 4403 บนอาหารเลี้ยงเชื้อ PDA ในจานเลี้ยงเชื้อ วิธีการเดียวกับข้อ 2.1 ให้มีอายุ 7 วัน จากนั้นแคะ culture ของเชื้อราใส่ในน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้วจำนวน 100 มล. ต่อจานเลี้ยงเชื้อ ปั่นให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่น นำ culture ของเชื้อรา Pythium ในน้ำกลั่นไปราดลงในดินผสมที่ปลูกต้นปทุมมาในถุงพลาสติกดำ ปลูกเชื้อต้นปทุมมาที่ปลูกในถุงพลาสติกดำด้วย เชื้อรา Pythium จำนวนจานเลี้ยงเชื้อละถุงและ isolate ละ 5 ถุง เปรียบเทียบกับการราดน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้วเป็น check


                2.3 การแยกเชื้อซ้ำ (re-isolation)


                2.3.1 การแยกเชื้อซ้ำจากแผลใบอ่อนระยะเพสลาดของปทุมมา


                ตัดใบปทุมมาที่แสดงอาการไหม้ที่ขอบแผลบริเวณรอยต่อเนื้อเยื่อใบที่เป็นโรคกับเนื้อเยื่อใบปกติเป็นชิ้นรูปสี่เหลี่ยมขนาด 3-5 มม. จากการทดสอบความสามารถในการทำให้เกิดโรคของเชื้อรา Phythium isolates 4401, 4402 และ 4403 ใส่ในจานเลี้ยงเชื้อที่มีน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว จากนั้นซับน้ำออกด้วยกระดาษซับ และเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ BNPRA จำนวนใบละ 5 ชิ้น เพื่อแยกเชื้อจากแผลใบไหม้วิธีการเช่นเดียวกับการแยกเชื้อเพื่อหาเชื้อสาเหตุ


                2.3.2 การแยกเชื้อซ้ำจากแผลรากเน่า


                ตัดเนื้อเยื่อรากของปทุมมาที่แสดงอาการเน่า ยาวประมาณ 5 มม. จำนวน 5 ชิ้น ใน 1 ต้น จากการทดสอบความสามารถในการทำให้เกิดโรคของเชื้อรา Pythium isolates 4401, 4402 และ 4403 และซับน้ำออกด้วยกระดาษซับ จากนั้นเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ BNPRA เพื่อแยกเชื้อเพื่อหาเชื้อสาเหตุ


                2.4 การบันทึกข้อมูล


                2.4.1 การศึกษาอาการภายหลังการปลูกเชื้อ ศึกษาและบันทึกลักษณะอาการใบอ่อนระยะเพสลาดของปทุมมา ภายหลังการปลูกเชื้อด้วยเส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้น จนกระทั่งแสดงการเป็นโรค และลักษณะอาการที่ใบและส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน ภายหลังการปลูกเชื้อโดยการราด culture ของเชื้อลงในดินผสมของต้นปทุมมาที่ปลูกในถุงพลาสติก


                2.4.2 การจำแนกชนิดของเชื้อราที่แยกเชื้อซ้ำได้คำนวณปริมาณเชื้อราแต่ละชนิดเป็นร้อยละที่แยกได้จากเนื้อเยื่อใบและรากของปทุมมาที่แสดงอาการไหม้และเน่าตามลำดับ เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของเชื้อรากับแผลของโรคที่ทำการแยกเชื้อ


                3. การศึกษาเพื่อจำแนกพันธุ์ชนิด (species) ของเชื้อรา Pythium ที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา


                นำเชื้อรา Pythium isolates 4401, 4402 และ 4403 ที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา ซึ่งแยกเชื้อให้บริสุทธ์โดยวิธี single zoospore isolation มาศึกษาลักษณะสรีรวิทยา และสัณฐานวิทยาของเชื้อราทั้ง 3 isolates โดยเปรียบเทียบกับเอกสารที่ใช้จำแนกเชื้อรา Pythium ของ Waterhouse (1967, 1968); Domsch, Gam and Anderson (1980); Van der Plaats-Niterink (1981)


                3.1 การศึกษาลักษณะโคโลนีของเชื้อ


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium ในจานเลี้ยงเชื้อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 มม. ที่มีอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA จำนวน 15 มล. ใช้เส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. ที่เจาะบริเวณขอบโคโลนีของเชื้อโดยการเลี้ยงเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA นาน 1 วัน วางให้ด้านที่มีเส้นใยเชื้อราคว่ำลงบนอาหารบริเวณกลางจานเลี้ยงเชื้อ นำไปบ่งในตู้บ่มมืดอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส จนเชื้อเจริญเติบโตเต็มจานเลี้ยงเชื้อ ศึกษาบันทึกลักษณะการเจริญที่ผิวหน้าอาหารและความหนาแน่นของเส้นใย


                3.2 การศึกษาผลของอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium บนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ในจานเลี้ยงเชื้อ วิธีการเดียวกับข้อ 3.1 นำจานเลี้ยงเชื้อไปเลี้ยงในตู้บ่มมืดที่อุณหภูมิ 15, 25, 30, 35 และ 40 องศาเซลเซียส ศึกษาเลี้ยงเชื้อแต่ละ isolate ในแต่ละอุณหภูมิ ดังกล่าว กรรมวิธีละ 3 จานเลี้ยงเชื้อ วัดและบันทึกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนีของเชื้อภายหลังจากบ่มไว้นาน 1 วัน


                3.3 การศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของเชื้อ


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium บนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ในจานเลี้ยงเชื้อวิธีการเดียวกับข้อ 3.1 นำจานเลี้ยงเชื้อไปเลี้ยงในตู้บ่มมืดที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ศึกษาเลี้ยงเชื้อแต่ละ isolate จำนวน 3 จานเลี้ยงเชื้อ วัดและบันทึกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนีของเชื้อราดังกล่าว ภายหลังการบ่มไว้นาน 1 วัน


                3.4 การศึกษาขนาดเส้นใย


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium บนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ในจานเลี้ยงเชื้อวิธีการเดียวกับข้อ 3.1 ภายหลังการบ่งไว้ในที่มืดอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส นาน 2 วัน วัดและบันทึกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นใยของเชื้อราแต่ละ isolate ดังกล่าวในน้ำกลั่นจำนวน 100 ครั้ง


                3.5 การศึกษาลักษณะ sporangium


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium บนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ในจานเลี้ยงเชื้อนาน 1 วัน จากนั้นใช้ cork borer ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. เจาะบริเวณขอบโคโลนีของเชื้อ ย้ายเส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้นของเชื้อจำนวน 2-3 ชิ้น ไปเลี้ยงบนเมล็ดข้าวสารจำนวน 10-20 เมล็ด ในน้ำบ่อผสมน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้วในจานเลี้ยงเชื้อ นำจานเลี้ยงเชื้อไปบ่มที่อุณหภูมิห้อง (22-32 องศาเซลเซียส) ภายใต้แสงฟลูโอเรสเซ็นต์ + แสงใกล้เหนือม่วง เปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เชื้อราสร้าง sporangium เมื่อครบ 3 วัน ศึกษาบันทึกลักษณะ sporangium


                3.6 การศึกษาลักษณะ antheridium และ oogonium


                เลี้ยงเชื้อรา Pythium ในจานเลี้ยงเชื้อวิธีการเดียวกับข้อ 3.5 ศึกษาและบันทึกลักษณะของ antheridium และ oogonium วัดขนาดความกว้างความยาวของ oogonium ใน cotton blue-lactophenol จำนวน 100 ตัวอย่าง


 


ผลและวิจารณ์ผลการทดลอง


                1. การศึกษาลักษณะอาการของโรค


                อากาศบนส่วนของพืชที่อยู่เหนือพื้นดิน : ในระยะแรกใบจะดูสดในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายที่อากาศร้อนแสงแดดจัดใบจะเหี่ยวม้วนเป็นหลอด และจะกลับสดชื่นอีกครั้งในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น สลับกันอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง และในที่สุดจะเหี่ยวอย่างถาวรและแห้งตาย แผ่นใบที่อยู่ส่วนล่างของต้นด้านที่ถูกแสงแดดในตอนบ่ายจะแสดงอาการเหลือง ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอนและขอบแผลไม่ชัดเจน ต่อมาปลายใบที่อยู่ส่วนล่างของต้นจะแสดงอาการเหลืองจากปลายใบลุกลามเข้ามายังโคนใบและเปลี่ยนเป็นแผลไหม้สีน้ำตาล ในระยะนี้ใบปทุมมาอาจแสดงอาการเหลืองทั้งต้น แผ่นใบที่อยู่ส่วนล่างของต้นที่แสดงอาการเหลือจะเปลี่ยนเป็นแผลไหม้สีน้ำตาล อาการจะค่อย ๆ ลุกลามขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้นปทุมมาในที่สุดใบที่อยู่ส่วนล่างจะแสดงอาการเหลืองไหม้สีน้ำตาล และเหี่ยวแห้งตายทั้งใบ เมื่อตรวจดูบริเวณโคนต้น พบก้านใบด้านนอกแสดงอาการเน่ามีสีน้ำตาลเข้ม แต่ไม่ลุกลามเข้าไปทำลายหัว ต้นปทุมมาที่เป็นโรคอาจเอียงไปทางด้านด้านหนึ่ง และใบที่เหี่ยวม้วนเป็นหลอดอาจหักพับบริเวณกลางใบ ในระยะที่ต้นปทุมมากำลังให้ดอก ก้านช่อดอกอาจเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งเช่นเดียวกับต้น


                อาการที่ราก : เริ่มแรกจะเน่า มีสีน้ำตาลยาวไปตามความยาวของรากขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลเน่าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ต้นปทุมมาอาจแตกรากใหม่ในขณะที่รากส่วนใหญ่ถูกทำลาย เนื้อเยื่อรากเน่าของรากแขนงจะยุบตัวเล็กน้อยและหลุดร่อน แผลอาจลุกลามไปถึงหัวพันธุ์ ทำให้เนื้อเยื้อส่วนหัวด้านนอก (phloem) แสดงอาการเน่าเป็นแผลสีน้ำตาลดำแต่ไม่ลุกลามผ่านเนื้อเยื่อเจริญเข้าไปถึงเนื้อเยื่อหัวด้านใน (xylem) แผลเน่าที่หัวพันธุ์อาจหลุดร่อนออกจากเนื้อเยื่อปกติทำให้เนื้อเยื่อปกติบริเวณนั้นยุบเป็นหลุม


                2. การแยกเชื้อเพื่อหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค


                ผลการแยกเชื้อโดยใช้เนื้อเยื่อรากของปทุมมาที่แสดงอาการเน่าบนอาหารเลี้ยงเชื้อ PDAS และอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ BNPRA ได้เชื้อรา Pythium เป็นจำนวนมาก แสดงว่าเชื้อรา Pythium มีแนวโน้มว่าจะเป็นเชื้อราสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา ซึ่งจะต้องนำไปศึกษาในขั้นตอนการพิสูจน์ความสามารถในการทำให้เกิดโรค ก่อนการสรุปสาเหตุของโรคที่แท้จริง


                3. การพิสูจน์ความสามารถในการทำให้เกิดโรค


                3.1 การปลูกเชื้อด้วยเส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้นกับใบอ่อนระยะเพสลาดของปทุมมาโดยวิธีการไม่ทำแผล


                เชื้อรา Pythium isolates 4401, 4402 และ 4403 ทำให้ใบอ่อนปทุมมาเป็นโรค แสดงอาการแผลไหม้สีน้ำตาลบนเนื้อเยื่อใบทั้งด้านหลังและท้องใบ ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลไม่ชัดเจน และเนื้อเยื่อใบขอบแผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภายหลังการปลูกเชื้อ 3 วัน เมื่อเวลาผ่านไปแผลอาการใบไหม้จะขยายลุกลามออกไปเรื่อย ๆ ในการศึกษาครั้งนี้เชื้อรา Pythium ทั้ง 3 isolates สามารถทำให้ใบปทุมมาเป็นโรค โดยไม่ต้องทำแผลในเวลาอันรวดเร็ว


                ผลการแยกเชื้อซ้ำจากเนื้อเยื่อใบปทุมมาที่แสดงอาการไหม้ด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ BNPRA (ตารางที่ 1) พบว่าเป็นเชื้อราชนิดเดียวกันกับที่ปลูกเชื้อ เป็นเชื้อรา Pythium + แบคทีเรีย จำนวน 69.3% นอกนั้นเป็นเชื้อแบคทีเรีย จำนวน 30.7%


                3.2 การปลูกเชื้อโดยการราด culture ของเชื้อลงในดินผสมที่ปลูกต้นปทุมมาในถุงพลาสติกดำ โดยวิธีการไม่ทำแผล


                เชื้อรา Pythium isolates 4401, 4402 และ 4403 ทำให้ต้นปทุมมาเริ่มแสดงอาการเป็นโรค ภายหลังการปลูกเชื้อ 9 วัน ระยะแรกใบแสดงอาการสดชื่นในช่วงเช้าหรือในสภาพที่อากาศชุ่มชื้น แต่จะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจัดสลับกันอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง เหมือนกับอาการของโรคที่เกิดในสภาพธรรมชาติ ต่อมาใบจะเหี่ยวอย่างถาวรและเหลือง ในที่สุดใบแสดงอาการไหม้สีน้ำตาล ลุกลามจากใบที่อยู่ส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนบนของลำต้น เมื่อตรวจดูอาการที่รากพบว่า รากแสดงอาการเน่ามีสีน้ำตาล ยาวไปตามความยาวของราก ขนาดไม่แน่นอน แต่หัวพันธุ์ยังคงมีลักษณะสมบูรณ์ปกติ


                ผลการแยกเชื้อซ้ำจากเนื้อเยื่อรากเน่าของต้นปทุมมา ด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ BNPRA (ตารางที่ 1) พบว่าเป็นเชื้อราชนิดเดียวกันกับที่ปลูกเชื้อ จากเนื้อเยื่อรากเน่าเชื้อราที่แยกได้มากที่สุด ได้แก่ เชื้อรา Pythium เป็นจำนวน 70.7% รองลงได้แก่เชื้อรา Pythium + แบคทีเรีย, แบคทีเรีย และเชื้อไม่เจริญจำนวน 8, 6.7 และ 14.7% ตามลำดับ แสดงว่าเชื้อรา Pythium ทั้ง 3 isolates ดังกล่าวเป็นเชื้อราสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา


 


ตารางที่ 1 ผลการแยกเชื้อซ้ำจากแผลเนื้อเยื่อใบไหม้และเนื้อเยื่อรากเน่าของปทุมมาด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ BNPRA ในการทดสอบความสามารถในการทำให้เกิดโรค ของเชื้อรา Pythium spp. Isolates 4401, 4402 และ 4403 ปลูกเชื้อโดยวิธีใช้เส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้นกับใบอ่อนระยะเพสลาด และวิธี ราด culture ของเชื้อลงในดินผสมที่ปลูกต้นปทุมมาในถุงพลาสติกดำ โดยวิธีการไม่ทำแผล





























Pythium spp.


isolate


ส่วนที่


แยกเชื้อ


จำนวน


แยกได้


ชนิดเชื้อรา


จำนวน


เนื้อเยื่อ


คิดเป็น


เปอร์เซ็นต์


วิธีใช้เส้นใยบนชิ้นอาหารวุ้นกับใบอ่อนปทุมมา ระยะเพสลาด


4401


 


4402


 


4403


ใบ


 


ใบ


 


ใบ


25


 


25


 


25


Pythium + แบคทีเรีย


แบคทีเรีย


Pythium + แบคทีเรีย


แบคทีเรีย


Pythium + แบคทีเรีย


แบคทีเรีย


18


7


19


6


15


10


72


28


76


24


60


40


วิธีราด culture ของเชื้อลงในดินผสมที่ปลูกต้นปทุมมาในถุงพลาสติกดำ


4401


 


 


 


4402


 


 


4403


ใบ


 


 


 


ใบ


 


 


ใบ


25


 


 


 


25


 


 


25


Pythium


Pythium + แบคทีเรีย


แบคทีเรีย


เชื้อไม่เจริญ


Pythium


Pythium + แบคทีเรีย


เชื้อไม่เจริญ


Pythium


Pythium + แบคทีเรีย


เชื้อไม่เจริญ


16


3


5


1


21


1


3


16


2


7


64


12


20


4


84


4


12


64


8


28


                4. การศึกษาเพื่อจำแนกพันธุ์ชนิด (species) ของเชื้อรา Pythium spp. ที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา


                4.1 การศึกษาลักษณะโคโลนีของเชื้อ


                การเจริญเติบโตของเชื้อรา Pythium สาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาบนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA บ่มในตู้บ่มมืดอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส พบโคโลนีของเชื้อราทั้ง 3 isolates มีลักษณะเป็นรูปแฉกรูปดาว (stellate pattern colony) เชื้อเจริญเต็มจานเลี้ยงเชื้อภายใน 48 ชั่วโมง เส้นใยมีลักษณะเหนียวฟูขึ้นที่ผิวหน้าอาหารเล็กน้อย


                4.2 การศึกษาผลของอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ


ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนี (X)* ของเชื้อรา Pythium spp. Isolates 4401, 4402 และ 4403 สาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา บนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ที่อุณหภูมิ 15, 25, 30, 35 และ 40 องศาเซลเซียส ภายหลังการบ่มนาน 1 วันในที่มืด

















อุณหภูมิ (oC)


ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของโคโลนี Pythium spp. isolate (มม.)


 


4401


4402


4403


15


25


30


35


40


10.2 + 0.17


58.3 + 1.67


72.2 + 0.33


73.5 + 1.80


25.5 + 1.80


14.5 + 1.17


56.0 + 2.00


72.0 + 0.50


80.5 + 0.58


20.7 + 1.20


11.7 + 0.60


58.3 + 1.67


72.7 + 0.73


76.5 + 1.76


19.33+ 2.05


*X = ค่าเฉลี่ยจากจำนวน 3 จานเลี้ยงเชื้อ + standard error (SE)


                การเจริญเติบโตของเชื้อรา Pythium สาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาบนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA เป็นเวลา 1 วัน ที่อุณหภูมิ 15, 25, 30, 35 และ 40 องศาเซลเซียส พบว่าเชื้อราทั้ง 3 isolates เจริญเติบโตได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส (ตารางที่ 2) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนีเฉลี่ยเท่ากับ 73.5 + 1.80 มม. ถึง 80 + 0.58 มม. รองลงมาได้แก่ที่อุณหภูมิ 30 และ 25 องศาเซลเซียม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนีเฉลี่ยเท่ากับ 72.0 + 0.50 มม. ถึง 72.7 + 0.73 มม. และ 56.0 + 2.00 ถึง 58.3 + 1.67 มม. ตามลำดับ และเจริญเติบโตได้เล็กน้อยที่อุณหภูมิ 40 และ 15 องศาเซลเซียส มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนีเฉลี่ยเท่ากับ 19.3 + 2.05 มม. ถึง 25.5 + 1.80 มม. และ 10.2 + 0.17 มม. ถึง 14.2 + 1.17 มม. ตามลำดับ


                4.3 การศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของเชื้อ


                เชื้อรา Pythium สาเหตุโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา ที่เลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ในที่มืดอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส พบว่าโคโลนีของเชื้อราทั้ง 3 isolates มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 5.0-5.2 ซม. (ตารางที่ 2)


                4.4 การศึกษาขนาดเส้นใย


                เชื้อรา Pythium สาเหตุของโรคกรากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา ที่เลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ CMA ในที่มืดอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 วัน พบว่าเส้นใยของเชื้อราทั้ง 3 isolates มีขนาดเส้นใยเท่ากับ 4-8 ไมครอน เฉลี่ยเท่ากับ 6.64-6.72 ไมครอน (ตารางที่ 3)


                4.5 การศึกษาลักษณะ sporangium


                พบเชื้อรา Pythium ทั้ง 3 isolates สร้าง sporangium มีลักษณะรูปร่างเป็นลอนไม่แน่นอน และแตกกิ่งก้านคล้ายเส้นใย (inflated filamentous) แต่มีขนาดใหญ่กว่า ที่ปลายเส้นหรือระหว่างเส้นใย


                4.6 การศึกษาลักษณะ antheridium และ oogonium


ตารางที่ 3 ลักษณะสัณฐานวิทยาบางอย่าง และขนาดโครงสร้างต่าง ๆ ของเชื้อรา Pythium spp. isolates 4401, 4402 และ 4403 สาเหตุของโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมา























Pythium spp.


รูปร่าง


ขนาดโครงสร้าง (mm)*


mating type


isolate


sporangium


เส้นใย


oogonium


oosspore


 


4401


 


4401


 


4401


inflated


filamentous


inflated


filamentous


inflated


filamentous


4-8


(ave. 6.72)


5-8


(ave. 6.72)


4-8


(ave. 6.64)


24-34


(ave. 29.4)


20-32


(ave. 26.7)


20-32


(ave. 25.6)


20-30


(ave. 25.2)


14-26


(ave. 20.7)


16-26


(ave. 20.1)


homothallic


 


homothallic


 


homothallic


 


*ค่าเฉลี่ยจากการวัดจำนวน 100 ครั้ง หน่วยเป็นไมครอน (mm)


                พบเชื้อรา Pythium ทั้ง 3 isolates มีการสืบพันธุ์แบบใช้เพศสร้าง antheridium (อวัยวะเพศผู้) และ oogonium (อวัยวะเพศเมีย) อวัยวะเพศเมียมีรูปร่างทรงกลม ไม่มีสี ผนังบาง เกิดที่ปลายเส้นใยหรือระหว่างเส้นใย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20-34 ไมครอน (เฉลี่ย 25.6-29.4 ไมครอน) ภายในมีหนึ่ง oospore มีลักษณะกลม ผิวเรียบ ผนังหนา ไม่มีสี และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เมื่อแก่ บรรจุเต็มอวัยวะเพศเมีย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 14-30 ไมครอน (เฉลี่ย 20.1-25.2 ไมครอน) การผสมพันธุ์เกิดจากอวัยวะเพศผู้จำนวน 1 หรือหลายอัน ซึ่งมาจากเส้นใยเดียวกัน (homothallic) มีลักษณะรูปกระบอง (club-shaped) และปลายแบน


                เชื้อรา Pythium พบกระจายอยู่ทั่วไปในดินและพบในทรายตามแม่น้ำลำธาร โดยส่วนใหญ่แล้วพบในดินที่ใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม เป็นเชื้อราที่พบได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว บางพันธุ์ชนิด (species) ดำรงชีวิตแบบ saprophyte กล่าวคืออาศัยซากอินทรียวัตถุที่ตายแล้วในดินเท่านั้น เป็นปรสิตกับลูกน้ำยุง (Saunder et al., 1988) และทำให้เกิดโรคกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (de Cock et al., 1987) แต่ก็มีหลายพันธุ์ชนิดทำให้เกิดโรคกับพืช ก่อให้เกิดความเสียหายกับพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งไม้ผล พืชผัก พืชไร่ และไม้ดอก เป็นเชื้อสาเหตุโรคพืชที่กำเนิดจากดิน (soil borne pathogen) เรียกทั่วไปว่าราน้ำ (water mold) (Williamson, 1962) ทำให้เกิดโรคกับพืชบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่อวบน้ำและ บริเวณปลายราก (Hendrix and Campbell, 1973) โดยปะปนอยู่ในเศษซากพืชที่เป็นโรคและในดิน เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมเช่นในฤดูฝนดินมีความชื้นสูง อุณหภูมิเหมาะสม (25-35 องศาเซลเซียส) เชื้อราจะก่อให้เกิดการติดเชื้อ แล้วแพร่ระบาดออกไปโดยการพัดพาของน้ำฝน การกระเซ็นของน้ำ ดิน หรือวัสดุปลูกและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีเชื้อปนเปื้อน พืชที่ติดเชื้อและอื่น ๆ กรณีของการเกิดโรคกรากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาที่ปลูกในดินผสมบรรจุในถุงพลาสติกดำ เชื้อรา Pythium อาจติดมากับหัวพันธุ์ที่ติดเชื้อและ/หรือวัสดุปลูกมีเชื้อปนเปื้อนเมื่อมีการอบฆ่าเชื้อในวัสดุปลูกหรือดินผสมด้วยความร้อนจากแสงอาทิตย์ ความร้อนอาจทำลายเชื้อราบางชนิดในดินได้ทั้งหมดหรือเป็นบางส่วนแต่ไม่สามารถทำลายเชื้อรา Pythium ทำให้เชื้อราที่เป็นตัวแข่งขันถูกกำจัดโดยไม่ตั้งใจ เชื้อ Pythium จะมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ถ้าปราศจากการแข่งขันกับเชื้อราชนิดอื่น ๆ ในดิน (Hendrix and Compbell, 1973) อนึ่ง ดินผสมที่ใช้ปลูกต้นปทุมมามีความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 6.7-6.9 ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกลางจึงเหมาะสมต่อการเกิดโรครากเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Pythium (Bateman, 1962) เป็นอย่างยิ่ง


                จากการศึกษาลักษณะสรีรวิทยา และสัณฐานวิทยาดังกล่าวโดยเปรียบเทียบจากเอกสารต่าง ๆ (Waterhouse, 1967, 1968) ได้จำแนกเชื้อรา Pythium สาเหตุโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาที่ศึกษาในครั้งนี้เป็นเชื้อรา Pythium graminicola (หรือ graminicolum) Subramaniam


 


สรุปและคำแนะนำในการป้องกันกำจัด


                การศึกษาโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมาปลูกในดินผสมบรรจุในถุงพลาสติกดำ ที่เรือนปลูกพืชทดลอง ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ในปี พ.ศ. 2544 พบต้นปทุมมาที่เป็นโรคในระยะเริ่มแรกใบจะดูสดใสในช่วงเช้า แต่จะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนแสงแดดจัด และกลับสดชื่นอีกครั้งในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น สลับอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดจะเหี่ยวมีสีเหลืองอย่างถาวรและเปลี่ยนเป็นแผลไหม้สีน้ำตาลแห้งตายทั้งใบลุกลามจากใบที่อยู่ส่วนล่างขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้นปทุมมา รากแสดงอาการเน่ามีสีน้ำตาลยาวไปตามความยาวของราก ขนาดไม่แน่นอน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรากแขนงที่เน่าจะยุบตัวเล็กน้อยและหลุดร่อน แผลอาจลุกลามไปถึงหัวพันธุ์ทำให้เนื้อเยื่อหัวพันธุ์ด้านนอกแสดงอาการเน่ามีแผลสีน้ำตาล แผลเน่าที่หัวพันธุ์อาจหลุดร่อนออกจากเนื้อเยื่อปกติทำให้เนื้อเยื่อปกติบริเวณนั้นยุบเป็นหลุม


                การศึกษาในครั้งนี้โรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมามีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pythium graminicola (หรือ graminicolum) Subramaniam ซึ่งเป็นรายงานผลการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย เชื้อรา P. graminicola เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดิน (soil inhabitant) นอกจากทำให้เกิดโรครากเน่าและต้นเหี่ยวกับปทุมมาแล้วยังมีรายงานว่าทำให้เกิดโรคกับพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกหลายชนิด เช่น โรคแผลที่รากของข้าวบาร์เลย์ โรคโคนเน่าของข้าวโพดและฝ้าย โรครากเน่าของข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวฟ่าง อ้อย และสับปะรด โรคเน่าของหอม ผักโขม ขิง แตงกวา ถั่ว ถั่วลันเตา และมันฝรั่ง (ภิญโญ, 2517 ; Waterhouse, 1968 ; Van der Plaats-Niterink, 1981) โรคหัวเน่าของขมิ้น (Rao, 1995) โรคเน่าคอดินของงา (นิยม และอภิรัชต์, 2543) เป็นต้น การป้องกันกำจัดโรครากเน่าและต้นเหี่ยวของปทุมมามีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้


                1. ใช้หัวพันธุ์ปทุมมาที่ปลอดโรคปลูกหรือแช่หัวพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกำจัดเชื้อราที่อาจติดมากับหัวพันธุ์


                2. ดินผสมหรือวัสดุปลูกควรมีลักษณะโปร่งและระบายน้ำดี


                3. อบฆ่าเชื้อในดินผสมหรือวัสดุปลูกด้วยไอน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที หรือบำบัดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โดยให้สามารถฆ่าเชื้อในดินได้อย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เชื้อรา Pythium หลงเหลืออยู่ในดินผสม และปฏิบัติตามหลักการสุขภิบาลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนซ้ำของวัสดุปลูกที่บำบัดแล้ว กรณีวัสดุปลูกที่มีการบำบัดและมีการปนเปื้อนซ้ำเกิดขึ้น ควรราดวัสดุปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมตาแลกซิล อิทริไดอาโซล หรือสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดอื่นที่มีประสิทธิภาพ


                4. ใส่เชื้อปฏิปักษ์ลงในดินผสมหรือวัสดุปลูกภายหลังการอบฆ่าเชื้อหรือการบำบัดกรณีที่บำบัดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชควรปล่อยทิ้งไว้ให้สลายตัวก่อน เชื้อปฏิปักษ์ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อของเชื้อรา Pythium ในดินได้ดี เช่น แบคทีเรีย Bacillus spp., Enterobactor spp. เชื้อรา Trichoderma spp., Penicillium spp. และ Gliocladium virens เป็นต้น


                5. วางถุงพลาสติกที่ปลูกหัวปทุมมาแล้วให้มีระยะห่างเพียงพอเพื่อการระบายอากาศที่ดี


                6. ควรให้น้ำพืชในช่วงเช้าและหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินไป


                7. รักษาบริเวณรอบ ๆ เรือนปลูกให้สะอาดปราศจากวัชพืชและเศษซากพืช


                8. หมั่นตรวจแปลงถ้าพบต้นที่เป็นโรคหรือต้นที่สงสัย ควรย้ายออกไปแล้วเผาทำลายส่วนที่เหลือราดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชดังกล่าวข้างต้น


                9. ภายหลังการเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ควรเก็บเศษซากต้นปทุมมาที่หลงเหลือเผาทำลาย


คำนิยม


                ขอขอบคุณคุณนวลวรรณ ฟ้ารุ่งสาง ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนาฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ที่ได้อนุเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษา


 


เอกสารอ้างอิง


นิยม สุเพราะ  และอภิรัชต์ สมฤทธิ์. 2543. ราสกุล Pythium จากดินและพืช. หน้า 15-20. ใน : ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา


                ปีที่ 10 เล่ม 1 มกราคม-เมษายน กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร.


นิยมรัฐ ไตรศรี. 2541. โรคที่เกิดจากเชื้อราของปทุมมาในส่วนของใบ ต้น ดอก และราก. เอกสารประกอบคำบรรยาย


               การฝึกอบรม หลักสูตรเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ปทุมมาเพื่อการส่งออก. วันที่ 13-14 พฤษภาคม 2541 ณ


               สำนักวิจัยแลพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 จ. เชียงใหม่. 2 หน้า.


ภิญโญ จักรอิสราพงศ์ 2517. The genus Pythium. ภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ.


               54 หน้า.


ยุทธศักดิ์ เจียมไชยศรี. 2542. โรครากปมของปทุมมาและกระเจียว. หน้า 121-125. ใน : กสิกร ปีที่ 72 ฉบับที่ 2


วิภาดา ทองทักษิณ และนิพัฒน์ สุขวิบูลย์. 2537. ปทุมมา. หน้า 415-419. ใน : กสิกร ปีที่ 67 ฉบับที่ 5 มีนาคม-เมษายน


               กรมวิชาการเกษตร.


สุเนตรา ภาวิจิตร ณัฏฐิมา บุญวัฒน์ และนิยมรัฐ ไตรศรี. 2538 โรคหัวเน่าของกระเจียวและปทุมมา. หน้า 92. ใน :


               ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร.


สุรชาติ คูอาริยะกุล. 2541. โรคปทุมมาและการป้องกันกำจัด. เอกสารประกอบคำบรรยายหลักสูตรเทคโนโลยีการผลิต


               หัวพันธุ์ปทุมมาก่อนการส่งออก วันที่ 22 ธันวาคม 2541. โรงแรมเชียงใหม่ฮิลล์ อ. เมือง จ. เชียงใหม่. 8 หน้า.


สุรชาติ คูอาริยะกุล. 2542. โรคปทุมมาและการป้องกันกำจัด. เอกสารวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1


               เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร สันติภาพ พริ้นท์. 15 หน้า.


สุรชาติ คูอาริยะกุล 2543. โรคใหม่ ๆ ของปทุมมา. เอกสารประกอบคำบรรยาย การสัมมนาวิชาการเรื่อง งานวิจัยและ


               พัฒนาการเกษตรภาคเหนือตอนบนปี 2542 25-26 มกราคม 2543 ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อ. เมือง


               จ. เชียงใหม่. 5 หน้า.


Beteman, D.F. 1962. Relation of soil pH to development of Pointsettia root rots. Phytopathology 52:559-566.


Domsch, K.H., W. Gams and T.H. Anderson. 1980. Compendium of Soil Fungi. Vol. 1. Academic Press, London.


               859 pp.


Fujisawa, T., and H. Masago. 1975. Studies on selective medium for Phytophthora. J. Ann. Phytopatho. Soc. Jap.


               41(3), 267. (in Japanese)


Hendrix, F.F. and W.A. Campbell. 1973. Pythium as Plant pathogens. Annual Review of Phytopathology 11 :


               77-98.


Leach, C.M. 1971. A practical guide to the effects of visible and ultravioletlight on fungi. Page 609. In : Methods


               in Microbiology Volume 4. C. Booth, ed. Academic Press, New York.


Rao, T.G.N. 1995. Diseases of tumeric (Curcuma longa L.) and Their management. Journal of Spices and Aromatic


               Crops 4 (1) : 49-56.


Tuite, J, 1969. Plant Pathological Methods. Burgess Publishing Co., Metropolis.


Van der Plaats-Niterink, A.J. 1981. Monograph of the Genus Pythium. Studies in Mycology No. 21,


               Centraalbureau Voor Schimmelcultures, Baarn, The Netherlands, 242 pp.


Waterhouse, G.M. 1967, Key to Pythium Pringsheim. Mycol. Pap. 109. Kew, Surrey, England : Commonw. Mycol.


               Inst. 15 p.
Waterhouse, G.M. 1968. The Genus Pythium Preingsheim. Mycol. Pap. 110. Kew, Surrey, England : Commonw.


               Mycol. Inst. 50 p.


Williamson, C.E. 1962. Root diseases and soil Sterilization, A Manual of the Culture, Insects and Diseases and


               Economics of Snapdragons. R.W. Landhans, ed. N.Y. Flower Growers Assoc., Ithaca.


ที่มา : วารสารข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา. ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2545 หน้า 106-121.