ดิน, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

ฤดูฝนดินเละน้ำไม่ซึม ฤดูแล้งดินแห้งแข็งขุดไม่ลง

fiogf49gjkf0d

สภาพดินดังกล่าวทำให้เป็นอุปสรรคในการเพาะปลูกพืชแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก
เนื่องจากดินดังกล่าวมีอินทรียวัตถุในดินน้อย ขาดความโปร่งพรุนในเนื้อดิน
ทำให้ระบายถ่ายเทน้ำไม่ดี มีสภาพแน่นแข็งในหน้าแล้ง หน้าฝนจะมีปัญหารากเน่าโคนเน่า
ใบเหี่ยวเนื่องจากรากขาดออกซิเจน ส่วนหน้าแล้งจะเจอปัญหาน้ำซึมผ่านได้ยาก ฉะนั้นการเตรียมดินที่ไม่ดีรากพืชก็ไม่สามารถงอกแทงทะลุผ่านชั้นดินเหนียวแน่นนี้ได้
ทำให้การเจริญเติบโตช้า ชะงัก ผลผลิตน้อย หรืออาจทำให้พืชยืนต้นตายได้เช่นเดียวกัน

ดินดาน1.jpg

fiogf49gjkf0d

เมื่อพบว่าดินมีสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นให้ใช้สารละลายดินดานในอัตรา
20-40 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร
ราดรดลงไปที่ดิน ก่อนใช้สารละลายดินดานนั้นจะต้องรดน้ำดินบริเวณที่จะราดให้ชุ่มโชกแล้วจึงราดสารดังกล่าวตามลงไปที่หลัง
ถ้าให้ได้ผลดีควรใช้หลังจากฝนตกใหม่ๆ การราดสารละลายดินดานควรทำจนกว่าดินจะเกิดการร่วนซุยหรือเม็ดดินแตกตัวระบายน้ำได้ดี
จากนั้นทำการปรับสภาพดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์
50
กิโลกรัม ผสมร่วมกับพูมิช
20 กิโลกรัมและโพแทสเซียมฮิวเมท 100 กรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปหว่านให้ทั่วทั้งแปลงปลูก ในอัตรา
200-300 กิโลกรัม/ไร่แล้วไถพรวนกลบ และให้ใช้พูมิชซัลเฟอร์หว่านรองพื้นในอัตรา
40 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับข้อได้เปรียบของดินเหนียวนั้น ในเนื้อดินจะจับตรึงหรือมีธาตุโพแทสเซียมจำนวนมาก
เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดฯลฯ หากปรับสภาพดินให้ร่วนซุย และ
pH
ดินอยู่ในช่วง 5.8-6.3 แล้วละก็ ธาตุโพแทสเซียมก็สามารถที่จะละลายให้พืชได้
โดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้สูตรปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงๆก็ได้ ช่วยประหยัดต้นทุนการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผลได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียวละครับ
เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
โทร. 02-9861680 -2 หรือคุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร. 081-3983128

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *