การเกษตร, ข่าวเกษตร

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ…ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

พายุเซินกาพัดผ่านประเทศไทย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง น้ำท่วมในหลายพื้นที่
โดยเฉพาะที่จังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี
สร้างความเสียหายให้กับชีวิต ทรัพย์สิน และผลผลิตทางการเกษตร
แต่ในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยานั้น แม้จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหาย
พืชผลทางการเกษตร สามารถเก็บเกี่ยวข้าวนาปีได้โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ

ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยา โดย นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาเตือนว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
2560 ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น โดยเฉพาะในภาคกลาง
และภาคใต้ฝั่งตะวันตกกับมีฝนหนักหลายพื้นที่และหนักมากบางแห่ง
อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง
จากนั้นถึงจะลดลงและเข้าสู่ฤดูหนาวในเดือนตุลาคม
2560

กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ
ได้วางแผนรับมือน้ำเหนือที่อาจจะไหลหลากลงมา โดยนำ
ศาสตร์พระราชาในเรื่องของแก้มลิงมาขยายผลใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม
พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ
หรือ โครงการบางระกำโมเดล
60” จึงเกิดขึ้น
โดยเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีของเกษตรกรทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใน
2 จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า
การปรับเปลี่ยนปฏิทินในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว
ยังส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ภาครัฐเองก็ยังสามารถประหยัดงบประมาณที่จะจ่ายเงินชดเชยค่าความเสียหายจากน้ำท่วม
และที่สำคัญหลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ
รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชน
พื้นที่เศรษฐกิจ และสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย
ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย
โดยจะควบคุมระดับน้ำท่วมไม่ให้กระทบต่อที่อยู่อาศัยและการสัญจรของราษฎร
ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุดประมาณ
400 ล้านลบ.ม. ในระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน

นอกจากนี้ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง
ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงนี้ จะทำให้ปลาชุกชุมมากเป็นพิเศษ
เนื่องจากเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในช่วงเก็บเกี่ยวหรือเกิดขึ้นมาใหม่
จะเป็นอาหารอย่างดีของปลา
รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรัง
และการอุปโภคบริโภคเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

โดยปกติเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง
จะทำนาปีในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เพราะต้องรอน้ำฝนก่อน
เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนภายในลุ่มน้ำ
จึงมีความเสี่ยงสูงที่ผลผลิตจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทานจึงได้ปรับเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีใหม่
ให้มาทำนาปีตั้งแต่เดือนเมษายน
2560 จากเดือนเมษายน2560 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน โครงการบางระกำโมเดล 60” การดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

     นายชำนาญ
ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน กรมชลประทาน กล่าวว่า
ขณะนี้ เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จทั้งหมดแล้ว
และกรมชลประทานเริ่มระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลัก
เข้าไปกักเก็บไว้บ้างแล้วประมาณ
100,000 ไร่ ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)
ต่อวินาที หรือวันละ
12 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งในคลองและในทุ่งบางละกำแล้วประมาณ
120 ล้านลบ.ม. ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 280 ล้าน ลบ.ม.

แม้การเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรบางส่วนอาจจะล่าช้าไปบ้าง
แต่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ทุกแปลง โดยที่ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำ
นายชำนาญกล่าว  การวางแผนใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิง
ตามศาสตร์พระราชานั้น กรมชลประทานไม่ได้ดำเนินการแค่
โครงการบางระกำโมเดล
60” เท่านั้น ยังมีการขยายผลไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำอื่นๆ
ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกัน เช่น ทุ่งบางบาล
ที่จะใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างก่อนที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯและปริมณฑล
ซึ่งมีพื้นที่กว่า
30,000 ไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
และอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง สามารถหน่วงน้ำรอการระบายได้ประมาณ
75 ล้าน ลบ.ม.

นายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน
ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี
สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
กล่าวว่ากรมชลประทานได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณทุ่งบางบาล
ให้ปล่อยพื้นที่นาให้ว่างหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังในเดือนกันยายน
2560 ที่จะถึงนี้ อย่าเพิ่งทำนาปีต่อเนื่อง
เพื่อเตรียมสำรองพื้นที่ไว้ใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติ
ตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่กรุงเทพฯและปริมณฑลแต่สถานการณ์น้ำจะต้องวิกฤติจริงๆ
ถึงจะปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างขณะนี้ยังไม่วิกฤติ
ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ณ
สถานีวัดน้ำบางไทรยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ล่าสุดอัตราการไหลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
1,568 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าเกณฑ์วิกฤติคือ 3,000-3,500 ลูกบาศก์ต่อวินาที
ซึ่งกรมชลประทานได้ใช้โอกาสนี้ในการพร่องน้ำในคลองสายต่างๆ
เขตปริมณฑลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย
เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาในช่วงสิงหาคม-กันยายนนี้

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ปริมณฑลในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง
ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะเกิดน้ำท่วม ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาทั้งในแม่น้ำเจ้าพระยา
และแม่น้ำท่าจีน อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีผลกระทบต่อลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล
เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ยังมีปริมาณน้ำเพียงร้อยละ
55 ของปริมาณความจุเท่านั้น
ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า
10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าว

ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนแล้ว แม้จะมีฝนตกหนักบ้างในบางพื้นที่
แต่สำหรับลุ่มเจ้าพระยาแล้วปัจจัยต่างๆที่จะส่งสัญญาณว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี
2554 ยังไม่มีเลย ในขณะที่การเตรียมพร้อมรับมือ
ตามแนวทาง
ศาสตร์พระราชาของกรมชลประทาน
มีความพร้อมเต็ม
100%  ปี 2560 ลุ่มเจ้าพระยาไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน…..ฟันธง!!

 

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 30/8/2560

เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/288841

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *