การเกษตร, ข่าวเกษตร

รายงานพิเศษ ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2552

fiogf49gjkf0d

เกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง


 “ทางเลือก-ทางรอด”เกษตรกรยุคนี้


 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับปวงชนชาวไทยไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตโดยให้ตั้งมั่นอยู่ในความพออยู่ พอกิน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ สามารถใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรโดยเฉพาะในยุคที่วิกฤติพิษภัยจากสารเคมี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค รวมทั้งปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น ภูมิปัญญาเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ตลอดจนสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและผู้ผลิต

fiogf49gjkf0d

  นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวไว้ว่า เกษตรอินทรีย์เป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่นำไปสู่หลักเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากสามารถประยุกต์ใช้วัสดุรอบๆ ตัวมาทำให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่เศษซากพืช ซากสัตว์หรือแม้แต่เศษอาหารจากครัวเรือนก็สามารถนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ราคาสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ยเคมีมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว ถ้าสามารถลดต้นทุนการผลิตส่วนนี้ได้มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเกษตรกรเอง เพราะนั่นจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงรายได้ที่จะกลับมานั่นเอง


  กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรมุ่งสู่กระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองก็เป็นแนวทางหนึ่งภายใต้โครงการเกษตรอินทรีย์ ในการนี้ไม่เพียงแต่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีทางการเกษตรแล้ว ยังสามารถผลิตเพื่อการจำหน่ายสร้างรายได้เสริม


 สำหรับเป้าหมายในการดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์นั้น กรมได้จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรขึ้นมา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพให้กับกลุ่มเกษตรกร สร้างเครือข่ายเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่เกษตรที่ยั่งยืนและนำไปสู่กลุ่มเกษตรอินทรีย์ในอนาคต ซึ่งโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการรวม 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2550-2554 มีเป้าหมายจัดตั้งกลุ่มให้ได้ทั้งหมด 68,000 กลุ่มทั่วประเทศ แบ่งเป็นปีละ 17,000 กลุ่ม กลุ่มละ 50 คน รวมแต่ละปีจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 850,000 ราย


  กรมตั้งเป้าว่า จะให้มีกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ฯ หมู่บ้านละ 1 กลุ่ม เป็นอย่างน้อย โดยแต่ละกลุ่มเกษตรกรฯ จะได้รับความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีอย่างถูกต้องจากเจ้าหน้าที่และวิทยากรหมอดิน ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบ ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิตในระยะเริ่มแรก ซึ่งหลังการฝึกอบรมแล้วกลุ่มเกษตรกรจะต้องบริหารจัดการต่อยอดการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่ทางราชการมาเริ่มต้นให้เกิดการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอย่างต่อเนื่องในชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังต้องสร้างเครือข่ายขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ตามวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง จนกระทั่งนำไปสู่ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ในอนาคต


  ที่ผ่านมา กรมได้คัดเลือกเกษตรกรผู้มีความรู้ความสามารถมาฝึกอบรมเพื่อเป็นวิทยากรหมอดินจำนวน 1,000 คน สำหรับเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายร่วมกับหมอดินอาสาในหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มและขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ กิจกรรมทุกอย่างหรือแม้กระทั่งปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการนั้นจะเน้นส่งเสริมให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้ เป็นอันดับแรก เช่น สารเร่งพด. วัสดุปรับปรุงบำรุงดินรวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เนื่องจากต้องการให้เกิดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งและเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรรายอื่น


  นายฉลองกล่าวอีกว่า การดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ต่อจากนี้ไปจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร โดยแต่ละปีจะมีการประเมินผลความสำเร็จของกลุ่มเพื่อหาจุดอ่อนจุดแข็ง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและถูกต้องมากขึ้น ในเบื้องต้นไม่ได้มุ่งหวังว่าทุกกลุ่มจะต้องเข้มแข็งเพราะในระยะแรกยังคงต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวเรียนรู้และทำความเข้าใจกับเกษตรกรด้วยกันเอง แต่ถ้ากลุ่มใดมีความเข้มแข็งและมีความตั้งใจจริงกรมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณสนับสนุนหรือแม้แต่ปัจจัยการผลิตต่างๆ 


 


ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2552


http://www.naewna.com/news.asp?ID=183172

อากาศ, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

รายงานพิเศษ ประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2551

ภาวะโลกร้อน”


กับการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์การเกษตร


 


 ต้องยอมรับว่าภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของภัยพิบัติที่มีความรุนแรงขึ้น จนสร้างความหวาดกลัวแก่ประชากรโลก เพราะภาวะดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช หรือสัตว์ หรือแม้แต่จุลินทรีย์ตัวเล็กๆมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

fiogf49gjkf0d

 


 จุลินทรีย์ เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจึงจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ แบคทีเรีย อาร์เคีย รา และ ยีสต์ เป็นต้น เราสามารถพบจุลินทรีย์ได้ทุกสภาวะแวดล้อม แม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ไม่ได้ แต่จุลินทรีย์บางชนิดสามารถปรับตัวอาศัยอยู่ได้ เช่น ในน้ำพุร้อนบริเวณภูเขาไฟใต้ทะเลลึก หรือภูเขาไฟธรรมดา ใต้มหาสมุทรที่มีความกดดันของน้ำสูงๆ ในน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิเย็นจัด บริเวณที่มีสภาพความเป็นกรดด่างสูง หรือแม้กระทั่งในบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน


 


 “ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ทางการเกษตร” ดร.ฌัฏฐิมา โฆษิตเจริญกุล นักวิชาการโลกพืช 7 กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวยืนยัน


 


 อย่างไรก็ตามการที่ภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ว่าจะส่งผลเสีย สร้างความเสียหายต่อโลกมนุษย์เพียงอย่างเดียว ถ้ารู้จักการประยุกต์นำมาใช้ประโยชน์


 


 ดร.ณัฎฐิมากล่าวว่า จากการศึกษาและวิจัยพบว่าสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น จุลินทรีย์ทางการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงไปทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งบวกและลบ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น กลุ่มที่ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ ก็จะทำการย่อยสลายดินดีขึ้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเพาะปลูก ส่วนจุลินทรีย์ในกลุ่มที่รับประทานได้ อย่างพวก เห็ดชนิดต่างๆ ก็จะมีการเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้น เป็นต้น


 


 ส่วนใน ด้านลบ…จุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพืชในเขตร้อน มีการปรับตัวรุนแรงขึ้น สามารถเข้าทำลายพืชอาศัยได้อย่างรุนแรง เช่น เชื้อแบคทีเรียเกี่ยวกับโรคเหี่ยวของพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชอบอากาศร้อน เมื่อผนวกเข้ากับ สภาพของภาวะโลกร้อนจึงเหมาะสมกับการพัฒนาการขยายตัวของเชื้อ จึงส่งผลต่อการปรับตัวให้มีประสิทธิภาพในการทำลายมากกว่าปกติ


 


 สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรมากมาย ดังนั้นเมื่อภาวะโลกร้อนเกิดขึ้น จำเป็นจะต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ด้วย เพื่อที่จะสามารถรู้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น


 


 เป็นที่ทราบกันดีในวงการนักวิชาการเกษตรว่า จุลินทรีย์นั้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก คือ มีความหลากหลายของสปีชีส์ หรือความหลากหลายของชนิดพันธุ์ จำนวน จุลินทรีย์ในโลกนี้มีอยู่ประมาณ 5 แสนชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5 กลุ่ม คือ แบคทีเรีย สาหร่าย ไวรัส โพรโทซัว และราชนิดต่างๆ


 


 นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศน์อย่างรุนแรง อาจมีผลทำให้จุลินทรีย์สูญพันธุ์ได้ เช่น การพลิกหน้าดิน โดยการไถพรวนด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาจทำให้จุลินทรีย์ชนิดที่อยู่ใต้ดินถูกพลิกขึ้นมาผิวดิน และเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีอากาศและแสงแดดรุนแรง หรือในกรณีกลับกัน จุลินทรีย์ชนิดที่อยู่หน้าดินและชอบอากาศและแสงแดด อาจถูกพลิกกลับลงไปอยู่ใต้ดินซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับมัน จุลินทรีย์เหล่านี้อาจปรับตัวไม่ทันและตายได้


 


 อย่างไรก็ตามจุลินทรีย์บางชนิดได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ให้สามารถเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงได้ โดยมีโครงสร้างพิเศษ เช่น สปอร์ ซีสต์ แคปซูล ทำให้ทนต่อความแห้งแล้ง ความร้อน สารเคมี รังสีต่างๆ และแรงกดดันต่างๆ ได้ จึงทำให้จุลินทรีย์พวกนี้มีชีวิตรอดมาจนทุกวันนี้


 


 ดังนั้นสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จึงได้มอบหมายให้กลุ่มโรคพืช เก็บรวบรวมจุลินทรีย์ เพื่อที่จะสามารถติดตามพฤติกรรมของจุลินทรีย์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งศึกษาจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพดี และสายพันธ์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช ไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง เพื่อที่จะหาวิธีป้องกันและกำจัดที่มีประสิทธิภาพ


 


 นอกจากนี้ กลุ่มวิจัยโรคพืชยังได้จัดตั้งหน่วยเก็บรักษาสายพันธุ์ จุลินทรีย์ทางการเกษตร โดยรวบรวมจุลินทรีย์ทั้งที่มีประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมและ ที่เป็นโรคพืชพร้อมข้อมูลจากนักวิชาการ มาจัดเก็บอย่างเป็นระบบและจุลินทรีย์ในธนาคารแห่งนี้ก็ พร้อมให้บริการเชื้อพันธุ์ต่างๆกับหน่วยงาน วิจัยอื่นๆทั้งในภาคของรัฐและเอกชน เพื่อเป็นเครื่องมือในงานวิจัย ทางวิทยาศาสตร์และ การศึกษาด้านเทคโนโลยีชีวภาพเป็นการสนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่


 


 ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำมาสู่การพัฒนาเกษตรไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป 


 


 ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2551


http://www.naewna.com/news.asp?ID=119373