การเกษตร, ข่าวเกษตร

ยางพารา…ยังเป็นพืชเศรษฐกิจมีอนาคต

 สถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำ จากราคายางแผ่นที่พุ่งสูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัมลงมาเหลือประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น และยังมีแนวโน้มผันผวนค่อนข้างสูงอีกด้วย ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของไทยและการส่งออกยางพาราของไทยที่มีมูลค่าปีละกว่า 300,000 ล้านบาทได้รับผลกระทบโดยตรง

fiogf49gjkf0d

 


สถานการณ์ดังกล่าวจะยืดเยื้อหรือไม่ และมีสาเหตุสำคัญมาจากอะไร…?


 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า สถานการณ์ราคายางที่ตกต่ำในขณะนี้ เป็นเพียงระยะสั้นๆเท่านั้น โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป จนทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปัจจุบัน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ถุงมือทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในงานก่อสร้าง งานวิศวกรรม ยางกันชนหรือกันกระแทก และฝายยาง ซึ่งจะใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบมีความต้องลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของยางพาราชะลอการนำเข้ายางจำนวนมาก


 


 ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบบาเรลละกว่า 145 เหรียญสหรัฐ เหลือเพียงบาเรลละ 78 เหรียญสหรัฐ ซึ่งราคายางพาราในตลาดโลกจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน


 


 นอกจากนี้เนื่องจากยางเป็นสินค้าที่ผูกติดกับตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เมื่อซื้อแล้วจะส่งมอบในอีก 1-2 เดือนถัดไป ทำให้เกิดการเก็งกำไร ประกอบกับผู้ที่ซื้อยางพาราบางประเทศในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ไม่รับสินค้า ยอมปล่อยให้ถูกปรับแทนแล้วมาช้อนซื้อภายหลัง ซึ่งจะได้ยางพาราที่มีราคาต่ำกว่า


 


 เพื่อให้มีความมั่นใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของราคายางตกต่ำ กรมวิชาการเกษตร ได้เชิญผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาง เพื่อร่วมกันหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข รวมทั้งได้ตรวจสอบสต๊อกยางพาราที่มีอยู่ทั้งหมดภายในประเทศ พบว่า มีปริมาณยางพาราไม่มากและไม่ได้ล้นตลาด ไม่มีผลต่อราคายางที่ตกต่ำ


 


 “ปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดในขณะนี้ไม่น่าจะทำให้ราคายางตกต่ำ แต่น่าจะมาจาก ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาน้ำมันลดลง และการเก็งกำไรจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้ามากกว่า” นายสมชายกล่าว


 


 โดยปกติแล้วในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคมของทุกปี ราคายางจะลดลงประมาณ 10% เป็นปกติอยู่แล้ว ผนวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาน้ำมันลดลง และการเก็งกำไรจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าจึงทำให้ปีนี้ราคายางตกต่ำมากกว่าที่ควรจะเป็น


 


 อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคายางตกต่ำ ได้หาแนวทางช่วยเหลือโดยหาแหล่งเงินกู้ ให้กับผู้ประกอบธุรกิจยางเพื่อเข้ามารับซื้อยาง และการจรจากับประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาการส่งมอบ ด้วยการไม่ยอมรับสินค้า พร้อมทั้งยังได้ประชุมหารือกับ 3 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ของโลกคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อออกมาตรการแก้ปัญหาดังกล่าว


 


 นอกจากนี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับยางในประเทศทุกแห่ง ยังจะช่วยกันพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และผลักดันให้มีราคาสูงขึ้นอีกด้วย


 


 คาดว่า อีกไม่นานสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น ดังนั้นในระหว่างนี้เกษตรกรอย่าเพิ่งเร่งจำหน่ายยางพารา ควรเก็บไว้สักระยะเพื่อรอให้สถานการณ์ราคาคลี่คลาย ก่อนจะนำออกมาขายในท้องตลาด ถ้าหากเกษตรกรเทขายในช่วงนี้ จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น


 


 “เกษตรกรสามารถเก็บยางไว้ในต้นยางได้ โดยไม่เสียหาย อาจจะกรีดยางวันเว้นวันหรือเว้น 2 วัน ซึ่งจะเป็นการพักต้นยางไปในตัว ซึ่งทำให้กรีดยางได้ปริมาณเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เกษตรกรควรจะนำน้ำยางดิบมาแปรรูปเป็นทางแผ่นรมควัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยังจะสามารถเก็บรักษาได้นาน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีเทคโนโลยีปลูก การกรีด และการแปรรูปยาง ที่ถูกต้องเหมาะสมพร้อมจะถ่ายทอดให้เกษตรกรได้ทันที” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวพร้อมยืนยันว่า


 


 ถึงแม้ราคายางพาราจะมีราคาต่ำว่า 50 บาท แต่ยางพารายังมีแนวโน้มที่สดใส ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ เพียงแค่เกษตรดูแลรักษาผลิตยางให้มีคุณภาพ เชื่อว่าตลาดยังมีความต้องการ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมราคาจะกลับขึ้นมาตามภาวะเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวอย่างแน่นอน เพราะปริมาณยางที่มี่อยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ


 


 สำหรับต้นทุนการผลิตยางในปัจจุบันจะมีต้นทุนประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม หากราคายางต่ำกว่า 50 บาท เชื่อว่าเกษตรกรยังได้กำไร จึงขอเตือนเกษตรกรไม่ให้ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ควรรีบนำยางพาราออกเทขายในช่วงนี้


 


 ยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต


 


 ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2551


http://www.naewna.com/news.asp?ID=129088