พืชผักพืชไร่อื่นๆ, พืชผัก-พืชไร่

ภูไมท์ซัลเฟต ช่วยป้องกันใวรัสด่างวงแหวนในมะละกอ

โรคไวรัสด่างวงแหวน นับว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญสำหรับเกษตรที่มีอาชีพปลูกมะละกอ เพราะเมื่อเชื้อไวรัสนี้ได้แพร่ระบาดเข้ามาในแปลงมะละกอแล้ว จะทำให้เกิดความเสียหายและมะละกอจะถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่งปัญหาที่สำคัญอยู่ที่ว่าในขณะนี้ยังไม่มีตัวยาใดๆ ที่จะนำมารักษาให้หายขาดได้ทำให้เกิดความเสียหายในการที่จะต้องหาต้นพันธุ์มาปลูกซ่อมแซมใหม่ เพราะถ้าได้เชื้อนี้เข้ามาแล้วต้องตัดและถอนทิ้งอย่างเดียวเท่านั้น

 

fiogf49gjkf0d

สาเหตุของโรคนี้เกิดมาจากเชื้อไวรัส Papaya ringspot virus (PRV)  ซึ่งมีเพลี้ยอ่อนชนิดต่างๆ เป็นพาหะนำเข้ามา สามารถที่จะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่นานไม่กี่วินาทีก็สามารถที่จะออกอาการของโรคได้  ซึ่งวิธีการคือเพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรค เชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่ส่วนปากของเขา และเมื่อบินหรือย้ายไปเกาะที่ต้นมะละกอต้นอื่นก็ทำการดูดกินน้ำเลี้ยง ในช่วงระยะนี้นี่เองเขาก็จะปล่อยและแพร่เชื้อไวรัสออกไปด้วย ทำให้การระบาดของโรคเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว

 

การเข้าทำลายของเชื้อไวรัสชนิดนี้ สามารถที่จะเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโต เมื่อมะละกอได้รับเชื้อจะทำให้ต้นแคระแกร็น ใบด่างเหลือง หงิกงอ บิดเบี้ยวเสียรูปทรง เรียวเหมือนหางหนู  ถ้าระบาดรุนแรงก็จะเหลือแต่เส้นใบเหมือนเส้นด้าย ลำต้นและก้านใบจะมีจุดเป็นทางยาว ช้ำ  และที่บริเวณลำต้นจะมีรอยฉ่ำน้ำ  ผลก็จะดูดบิดเบี้ยว มีจุดเป็นลักษณะวงแหวนทั่วทั้งผล เนื้อบริเวณที่เป็นจุดวงแหวนก็มักจะเป็นไตแข็ง มีรสขม ถ้าเป็นรุนแรงแผลเหล่านี้จะมีลักษณะคล้ายสะเก็ด หรือหูดนูนขึ้นมา บนผิวจะขรุขระ ต้นที่เป็นโรคในระยะออกดอกจะทำให้การผสมเกสรและการติดผลไม่ดี และผลที่ติดได้มาก็จะเป็นจุดวงแหวนที่สามารถจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ดอกที่ออกมาในรุ่นต่อๆ ไปก็จะไม่ติดผล ทำให้สูญเสียโอกาสของรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย

 

วิธีการป้องกันควรทำการคัดเลือกพันธุ์ที่มีความทนทานต่อไวรัส เช่นพันธุ์ แขกดำ, พันธุ์ปากช่อง 1 และพันธุ์ท่าพระ  หมั่นสำรวจตรวจตราในไร่อยู่เสมอ เมื่อพบต้นที่เป็นโรคแล้วควรขุดถอนทิ้งและทำลาย โดยการวิธีการเผาหรือฝังดินกลบให้ลึกและห่างไกลจากแปลง ทำการตรวจวัดกรดด่างของดินให้มีค่าพีเอชอยู่ที่ 60.-6.5 เพื่อให้มะละกอสามารถที่จะดูดกินอาหารและปุ๋ยที่อยู่ในดินได้อย่างเพียงพอ 

 

การดูแลและป้องกันทางใบและลำต้นใช้สารสกัดจากสมุนไพรที่ชื่อว่า ไพเรี่ยม ในอัตรา 10 ซี.ซี.ต่อน้ำ  20 ลิตรฉีดพ่นสลับกับ จุลินทรีย์ทริปโตฝาจในอัตรา 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร โดยก่อนใส่เชื้อทริปโตฝาจให้ใส่น้ำยาล้างจานลงไปเสียก่อน เพื่อช่วยในการให้เนื้อสารของจุลินทรีย์เปียก ซึมซาบเข้าถึงตัวเพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้งได้อย่างรวดเร็ว  อย่างน้อยควรทำการฉีดพ่นสลับกันอาทิตย์ละครั้ง

 

ทางดินควรใช้ ภูไมท์ซัลเฟตถุงสีเหลืองในปริมาณ 3 ถึง 4 กำมือต่อต้น ทุก ๆ หนึ่ง หรือ สองเดือนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างเซลล์ให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ภูไมท์ซัลเฟต ซึ่งมีองค์ประกอบที่เป็นตัวช่วยเสริมสร้างให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดี สร้างราก เพิ่มเนื้อเยื่อของลำต้นและกิ่งก้านใบ และที่สำคัญคือมีซิลิก้าและแคลเซียมที่ทำหน้าที่หลักในการทำให้เซล์ของเขามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันและต่อต้านยับยั้งไวรัสด่างวงแหวนไม่ให้เข้าทำลายมะละกอได้อย่างมีประสิทธิภาพ


มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

email : thaigreenagro@gmail.com    วันศุกร์ที่  29 กุมภาพันธ์  2551