ปุ๋ยและฮอร์โมน, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

ปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ใช้ให้ถูกวิธีต้องอย่างไร?

fiogf49gjkf0d

ยุคนี้สมัยนี้อะไร
ๆ ก็ต้องเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารพิษ
เพราะว่าผู้บริโภคยุคใหม่เขาเริ่มใส่ใจในสุขภาพ
และวางแผนชีวิตที่จะต้องไม่พบกับความเสี่ยงที่เกิดจากโรคฉวยโอกาส โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากผลกระทบข้างเคียงจากสารเคมีกำจัดศัตรู
จึงทำให้ตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ เริ่มมีมากขึ้นในทุกขณะ
ท่านผู้อ่านสามารถวัดหรือพิสูจน์ได้จากการไปเดินจับจ่ายใช้สอยในตลาดใกล้บ้าน
ด้วยตนเองนะครับ

ส่วนผู้ผลิตหรือเกษตรกรนั้นก็มุ่งเน้นมุ่งใช้ปุ๋ยที่เป็นอินทรีย์
เป็นออร์แกนิคด้วยเช่นกัน
เพราะมีความเชื่อว่ามีความปลอดภัยไร้สารพิษมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี
แท้จริงแล้วปุ๋ยเคมีก็ไม่มีสารพิษ ไม่เป็นอันตราย แต่ใช้บ่อยใช้มากแล้วเปลืองเงิน
เพราะมีราคาแพง และใช้เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก็จะทำให้ดินเสีย แน่นแข็ง
เพราะมีกรดหรือสารเคมีบางอย่างสะสมตกค้าง เพราะถ้าเรารู้รอบ
รอบรู้ก็สามารถใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ได้โดยที่ดินในชาตินี้ไม่มีวันที่จะเสียหรือเสื่อมโทรม
อีกทั้งไม่ทำให้ผลผลิตลดน้อยถอยลงไปแต่ประการใด

แต่อย่างไรก็ตาม
อย่าลืมนะกันนะครับ ว่าการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์
นั้นจะต้องปล่อยให้ผ่านกระบวนการย่อยสลายที่สมบูรณ์เสียก่อนนะครับ
มิฉะนั้นจุลินทรีย์ก็จะยังสร้างกระบวนการย่อยสลายต่อไป
เมื่อย่อยสลายต่อไปก็จะเกิดก๊าซแอมโมเนีย ไนไตรท์
และก็จะมีอุณหภูมิความร้อนเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนาก็อาจจะเคยพบเห็นลักษณะของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกหว่านไปตกหล่นตรงมุมของคันนาซึ่งรถไถนา
หรือรถแทรกเตอร์ไม่สามารถเข้าไปย่ำตีให้แหลกเละได้
จึงทำให้มีเศษตอซังฟางข้าวสดตกค้างอยุ่

เมื่อเมล็ดพันธุ์ข้าวไปตกหล่นและงอกเจริญเติบโตขึ้นมา
เมื่อจุลินทรีย์ดำเนินกิจกรรมการย่อยสลายต่อเพื่อลดคาร์บอนส่วนเกินให้ลดลงมาสู่ระดับซีเอ็นเรโชปกติ
นั่นก็คือ 30
:
ซึ่งระหว่างที่เกิดกระบวนการย่อยนี้เอง
จุลินทรีย์ก็จะไปตรึงไนโตรเจนมาใช้จำนวนมาก ทำให้พืชแสดงอาการขาดไนโตรเจน
ใบซีดเหลือง เหมือนขาดปุ๋ย 
ชาวบ้านชอบเรียกอาการข้าวในลักษณะนี้ข้าวเมาหัวซัง หรือข้าวเมาตอซัง
แต่ถ้าเกิดขึ้นกับพืชที่เราปลูก โดยไปเอาปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่ยังย่อยสลายไม่เต็มที่
ยังสดอยุ่ หรือยังมีอุณหภูมิร้อนๆ อยู่เมื่อนำฝ่ามือซุกเข้าไป
หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกนั้นยังไม่มีกลิ่นดินโชยออกมายังคงเป็นกลิ่นของวัตถุดิบอย่างเช่น
มูลสัตว์ หรือเศษไม้ใบหญ้า ก็จะทำให้พืชที่ปลูกนั้นยืนต้น ตาย เหี่ยวเฉาได้
และอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของโรครากเน่าโคนเน่าจากฟัยท็อปทอร่านะครับ 
เพราะส่วนมาก็จะตายจากก๊าซแอมโมเนียเสียเป็นส่วนใหญ่

พี่น้องเกษตรกรที่ประสบพบเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้
สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้หินแร่ภูเขาไฟ พูมิช
(Pumish) นะครับ เพราะเขาจะมีค่า ซี.อี.ซี. (Catch
Ion Exchange Capacity) ช่วยในการจับตรึงก๊าซพิษเหล่านั้นไม่ให้พืชได้รับอันตราย
และเมื่อเห็นพืชแสดงอาการใบเหลืองอย่าคิดว่าพืชขาดปุ๋ยแล้วนำยูเรียมาใส่ทีเดียวเชียวนะครับ
เพราะพอหลังจากผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้
คือช่วงจุลินทรีย์ย่อยสลายเศาอินทรีย์วัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว  พืชจะกระทุ้งและเจริญเติบโตอวบอ้วนอย่างมาก
จนง่ายต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยหนอนแมลง รา และไร 
ทำให้สิ้นเปลืองปุ๋ยยาฆ่าแมลงศัตรูพืชเข้าไปอีก


มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com