ข้าว

ปลูกข้าวหอมมะลิกันดีกว่าไหม….สนองรัฐบาลไทยจะส่งออก 2.1 แสนตัน

รัฐบาลกำลังมีนโยบายที่จะผลักดันให้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังประเทศฮ่องกงให้ได้ 2.1 แสนตัน เนื่องด้วยคงเห็นว่า ข้าวหอมมะลิของไทยมีเอกลักษณ์ มีคุณภาพที่โดดเด่นและราคาดี อยู่ที่ 800-850 เหรียญขึ้นไปแล้ว….

หลายคนคงไม่ทราบว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิของเรานั้น….ส่วนใหญ่จะอยู่ในแหล่งหินแร่ภูเขาไฟเก่า ไม่ว่าจะเป็นภูกระโดงที่ บุรีรัมย์, ภูฝ้ายที่สุรินทร์, ภูสวายที่ศรีษะเกษ, ภูน้อย อุบลราชธานี หรือจะข้ามไปอีกฟากฝั่งของแม่น้ำโขง ก็จะมีที่ราบสูงโบโลเวนของฝั่งประเทศลาว ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องกาแฟที่อร่อยที่สุดในโลก…ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้….ล้วนมีความเกี่ยวดองหนองยุ่ง กับหินแร่ภูเขาไฟทั้งสิ้น

ถ้าจะเท้าความกันจริงๆ พันธุ์ข้าวหอมมะลินั้นก็มาจากการวิจัยพัฒนาแรกเริ่มที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อ. บางคล้า ซึ่งมีสถานีวิจัยข้าวได้ทดลองพันธุ์ข้าวต่างๆจำนวนมาก และมีอยู่สายพันธุ์หนึ่งที่มีการจดบันทึกไว้คือ พันธุ์ข้าวหอมหมายเลข 105 ซึ่งปรากฏว่ามีความหอมโดดเด่นกว่าทุกสายพันธุ์…..และเมื่อได้มีการนำไปแตกกอต่อยอดนำไปปลูกในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ทางภาคอีสาน ปรากฏว่ามีความหอมโดดเด่นเป็นพิเศษ……จนสามารถสร้างตำนานได้อีกหนึ่งบทคือ “ข้าวหอมไทย ดังไกลทั่วโลก”

คำกล่าวนี้ล้วน เป็นคำกล่าวที่….”ไม่เกินจริง” เพราะขนาดประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกายังพยายามเลียนแบบและพัฒนาข้าวของเขาให้ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทยเรา โดยใช้ชื่อว่า “จัสมินไรซ์” ซึ่งมีลักษณะของเมล็ด ใหญ่ ยาวกว่า แต่ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ยังแพ้ของไทยเรา

 

 

ส่วนเรื่องราวของแหล่งกำเนิดข้าวหอม….จะสาวกันให้ลึก….ให้นึกกันยาวๆ ก็เชื่อว่า พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 นี้ ความจริงก็มาจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลางของประเทศไทยเรานี่เองล่ะครับ เพราะผู้คนชนยุคเก่าก่อนนั้น ก็มักจะอยู่อาศัยดำเนินชีวิตใกล้แหล่งน้ำหรือลุ่มน้ำเจ้าพระยานั่นเอง…. แหล่งพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ นานา ที่สะสมต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ที่ปลูกกันเรื่อยมา… แต่พันธุ์ข้าวเหล่านั้นก็ยังไม่ได้มีชื่อเรียกขานว่าเป็น “ข้าวหอม” จนกระทั่งมีการนำไปศึกษาวิจัยต่อที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จนได้สายพันธุ์ 105 และนำไปปลูกที่ทุ่งกุลาร้องไห้จนได้ความหอมที่โดดเด่นและดังจนมาถึงปัจจุบัน…..แน่นอนล่ะครับว่าแหล่งกำเนิดนั้นจะต้องถูกรวบรวมมาจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาของไทยเราอย่างแน่นอน…..

หากแต่ว่าถ้าตั้งข้อสังเกต….ทำไมข้าวหอมที่ปลูกที่อำเภอบางคล้าหรือพื้นที่อื่นๆของภาคกลาง….ทำไมยังหอมสู้ที่จังหวัด บุรีรัมย์, สุรินทร์ และศรีษะเกษไม่ได้ดังที่ได้เกริ่นกล่าวไว้ในเบื้องต้น….เหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะแร่ธาตุสารอาหารในดินที่มีความแตกต่างกัน ความเข้มข้น ความครบถ้วน การปลดปล่อย ที่แตกต่างกันนั่นเอง….ซึ่งคุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ ตรงมากที่สุดกับ “กลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟ”

พืชต่างๆหรือข้าวที่ได้รับแร่ธาตุและสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือสสารอาหารบางอย่าวงที่เราไม่สามารถพิสูจน์ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันได้….จึงช่วยทำให้ข้าวหอมมะลิ 105 มีความโดดเด่น ข้าวหอมมะลิที่ทุ่งกุลาร้องได้ สามารถที่จะดูดกิน

สะสมสารอาหารได้อย่างต่อเนื่อง และมีการตอบสนองต่อกันได้อย่างลงตัว และอาจจะมีส่วนกระตุ้นต่อการสร้างสารหอมของข้าวชนิดนี้ได้……จึงเป็นเหตุทำให้ข้าวหอมมะลิ หรือ ข้าวดอกมะลิ105 ของไทย….มีความหอมโดดเด่นและดังไกลไปสู่สากล

พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ส่วนหนึ่งจะอยู่ในเขตของหินแร่ภูเขาไฟเก่า เหมือนกับเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่เป็นเกาะหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจไปทั่วโลกในงานไปศึกษาดูงานด้านเกษตรอินทรีย์ เกษตรท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพราะเกษตรกรที่นั่นเขาเพาะปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงแม้แต่นิดเดียว….แต่พืชไร่ไม้ผลของเขาสามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่มีปัญหาในการดูแล

การที่จะให้ปริมาณของข้าวหอมมะลิมีมากเพียงพอต่อการส่งออก เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ อาจจะใช้เทคนิคนำหินแร่ภูเขาไฟไปใส่เสริมเพิ่มเติม หรือหาวัสดุธรรมชาติที่ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไปใส่ เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ครบถ้วนด้านโภชนาการสารอาหารให้แก่ข้าวได้อย่างครบถ้วนเพียง ในการนำไปจำแนกแจกจ่ายสังเคราะห์แปรเปลี่ยนเป็นสารหอมตามคุณสมบัติให้โดดเด่น… ทำให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิที่ปลูกในถิ่นอื่นๆ สามารถที่จะหอมได้เหมือนกับที่ปลูกในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะที่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ ก็จะช่วยทำให้ประเทศไทยมีข้าวหอมมะลิปลูกได้กระจัดกระจายไปยังหลายๆแหล่ง และเพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก

 

    

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ/บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด

www.thaigreenagro.com, ID Line : @thaigreenagro

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *