สมุนไพรชนิดหัว, สมุนไพร

ปลูกข่าหยวกดูแลรักษาน้อย ผลผลิต 6,000 กิโลกรัมต่อไร่

NULL

อาชีพ การปลูกข่า  มีกระจายอยู่ทั่วประเทศโดยพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา, อ่างทอง, เพชรบูรณ์, ราชบุรี,อุบลราชธานีและนครสวรรค์ เป็นต้น คุณอำพัน เทพรักษ์ อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ 3 ต.บ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีอาชีพทำนามานานและเคยเป็นหนึ่ง  ในชาวนาที่เคยเป็นหนี้จากการทำนานับแสนบาท โดยพื้นที่เกษตรกรรมมีโอกาสเสี่ยงต่อน้ำท่วมทุกปี      จึงได้คิดหาอาชีพเสริมด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 งาน ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าเพียง 1 งาน ทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จากอาชีพเสริมมาสู่อาชีพหลัก ปัจจุบันคุณอำพันได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 5 ไร่ และในพื้นที่ 1 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,000-6,000 กิโลกรัม

fiogf49gjkf0d

คุณอำพัน บอกถึงเหตุผลที่ปลูกข่าหยวกทั้งหมด เพราะเป็นข่าที่มีลักษณะของเหง้าใหญ่, สีแดงออกชมพู, มีกลิ่นฉุน ตลาดต้องการข่าชนิดนี้มากที่สุด สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปรและพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่จะใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้ โดยมีข้อเด่นและข้อด้อยต่างกันคือ เมื่อใช้เหง้าอ่อนจะเจริญเติบโตเร็วในช่วงแรกแต่จะต้องซื้อพันธุ์ด้วยต้นทุนสูง ในกรณีที่ใช้เหง้าแก่จะเจริญ         เติบโตช้ากว่าหน่ออ่อน แต่ลงทุนค่าพันธุ์ถูกกว่าหน่ออ่อนเท่าตัว (ถ้าใช้หน่ออ่อนทำพันธุ์จะนิยมเหมาซื้อ โดยพื้นที่ปลูก 1 งาน ใช้ค่าหน่อพันธุ์เป็นเงิน 6,000 บาท) คุณอำพันยังได้บอกว่าข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 2 ปี ช่วงที่เหมาะต่อการขุดข่าขายและมีน้ำหนักดีได้กำไรมากที่สุดควรขุดในช่วงอายุ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง ใน 1 กอ จะได้ข่าที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 8-10 กิโลกรัม และมีสัดส่วนของข่าอ่อนประมาณ 70% และข่าแก่ประมาณ 30% ถ้าเกษตรกรขุดข่าเมื่ออายุตั้งแต่ปีครึ่งขึ้นไปจะมีสัดส่วนของข่าแก่มากกว่าข่าอ่อนตามลำดับ ในการขุดข่าขายดินจะต้องมีความชื้นจึงจะง่ายต่อการขุด ในการขุดแต่ละครั้งจะมีออเดอร์สั่งมา จะขุดวันต่อวันเพื่อความสดและจะขุดในช่วงเช้า

คุณอำพันยังได้บอกถึงเคล็ดลับในการรักษาสภาพของเหง้าข่าให้คงความสดและ   สีสวยอยู่ได้นานจนถึงปลายทาง ด้วยการตัดแต่งรากและเหง้าให้เสร็จเรียบร้อย นำเหง้าข่าจุ่มลงในน้ำสะอาดที่กวนด้วยสารส้ม (น้ำสารส้มจะช่วยรักษา       เหง้าข่าให้ดูสดและสีสวย) หลังจากนั้นบรรจุข่าลงถุงพลาสติกใสน้ำหนัก 10 กิโลกรัมต่อถุง พ่อค้าจะมารับสินค้าในช่วงเวลาบ่ายเพื่อนำไปส่งยังตลาด          ต่อไป โดยเฉลี่ยราคารับซื้อข่าอ่อนจะเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 8 บาทและจะสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 15 บาทในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ และสงกรานต์ สำหรับข่าแก่จะขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3-5 บาท.

ที่มา : โลกเกษตร. เดลินิวส์. ฉบับที่ 21,221 วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2550 หน้า 12.