ข่าวสารทั่วไป, ข่าวเกษตร

ปรับปรุงคุณภาพน้ำ ด้วยพืชร่วมเครื่องกลเติมอากาศ – ทิศทางเกษตร

fiogf49gjkf0d

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวิธีบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา ที่บริเวณหนองสนม ตำบลเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ทรงเห็นว่า สภาพน้ำเสียจากชุมชนที่ไหลลงหนองสนม นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ลำพังการใช้ผักตบชวาเพื่อกำจัดน้ำเสียเพียงอย่างเดียว ย่อมจะไม่สามารถทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้นเท่าที่ควร จึงพระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานและเทศบาลเมืองสกลนคร ออกแบบปรับปรุงแนวคลองระบายน้ำให้ใช้ได้ทั้งระบายน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยใช้รูปแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้พืชน้ำผสมผสานกับเครื่องเติมอากาศ เพื่อช่วยประหยัดค่าพลังงานในการเติมอากาศลงไปในน้ำเสีย

fiogf49gjkf0d

ต่อมาในปี 2533 กรมชลประทาน ได้นำแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้ดังกล่าว มาศึกษา วิจัย และพัฒนา จนประสบผลสำเร็จได้ “ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งต่อมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกสิทธิบัตรรับรอง และเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา นับเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องที่ 3 ต่อจาก กังหันน้ำชัยพัฒนา และเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ

นางสุนันทา เพ็ญสุต ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิจัยเปิดเผยว่า ในการบำบัดน้ำเสีย จากเดิมใช้การเติมอากาศลงไปในน้ำเพียงอย่างเดียว แม้จะทำให้น้ำมีออกซิเจนและคุณภาพน้ำดีขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่มีสีเขียวจากการเกิดของสาหร่ายชั้นต่ำได้ ทำให้ดูเหมือนว่า น้ำยังเสียเหมือนเดิม จึงได้มีการพัฒนาระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกังหันชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ

สำหรับระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ ด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ ตามแนวพระราชดำริ จะประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญ ๆประกอบด้วย

1. กังหันชัยพัฒนา หรือ เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ แหล่งน้ำที่ต้องการบำบัด จะเลือกให้แบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของแหล่งน้ำ หากแหล่งน้ำมีขนาดใหญ่และลึกควรจะใช้เครื่องกังหันชัยพัฒนา ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงประมาณ 400,000 บาท แต่ถ้าแหล่งน้ำไม่ลึกมากจะใช้เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ราคาประมาณ 40,000 บาท

2. รางพืช จะสร้างไว้บริเวณขอบสระน้ำ ที่ใกล้กับจุดที่น้ำเสียมากที่สุด จะเป็นรางที่ทำด้วย คอนกรีต หรือไม้ก็ได้ ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ (กว้าง x ยาว x สูง) ขนาดเล็ก 0.5 x 10 x0.5 เมตร ต้นทุนประมาณ 20,000 บาท และขนาดใหญ่ 1.0 x 20 x 0.5 เมตร ต้น ทุนประมาณ 40,000 บาท จะวางในแนวเส้นตรง หรือโค้ง หรือแบ่งเป็นช่วง ๆ ก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะและความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งราคาดังกล่าวรวมพืชแช่น้ำ ทราย ที่จะใช้ปลูก และเครื่องสูบน้ำแล้ว

3. พืชแช่น้ำ เช่น พุทธรักษา ปักษาสวรรค์ ต้นเตย เป็นต้น ปลูกไว้ในรางพืชโดยใช้ทรายหยาบเป็นวัสดุสำหรับปลูกพืช ส่วนจะเลือกพืชแช่น้ำชนิดไหนนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ความเหมาะสม และภูมิทัศน์ ซึ่งเมื่อปลูกแล้วจะต้องดูสวยงามกลมกลืนกับสถานที่

4. เครื่องสูบน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลางไม่เกิน 2 นิ้ว เพื่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำให้ไหลผ่านรางพืชอย่างช้า ๆ แล้วไหลกลับลงสู่แหล่งน้ำอีกครั้ง วนเป็นวัฏจักรอย่างนี้ประมาณวันละ 6-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพแหล่งน้ำนั้นว่ามีน้ำเสียมากน้อยแค่ไหน

5. ตู้ควบคุมไฟฟ้าและสายไฟใต้น้ำ เนื่องจากกังหันชัยพัฒนา หรือ เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ตลอดจนเครื่องสูบน้ำจะต้องใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน

“ผลจากการทดลองใช้ พบว่า สามารถลดปริมาณสาหร่ายชั้นต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำที่มีสีเขียว ลดจำนวนการใช้เครื่องกลเติมอากาศ ลดพื้นที่ที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ทำให้น้ำใสขึ้น น้ำสีเขียวลดลง กลิ่นเหม็นหายไป สามารถวัดสภาพน้ำได้ง่าย โดยดูการเจริญเติบโตของพืชไม่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งหากพืชหยุดเจริญเติบโตแสดงว่า แหล่งน้ำนั้น ๆ มีคุณภาพน้ำดีขึ้น นอกจากนี้ราคายังถูกดูแลรักษาง่ายและช่วยทำให้ภูมิทัศน์ของพื้นที่สวยขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์กล่าวโครงการดังกล่าวปัจจุบันติดตั้งในแหล่งน้ำอื่น ๆ ไปแล้วกว่า 171 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องการนำระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศไปใช้แก้ไขปัญหาน้ำเสีย สามารถติดต่อได้ที่ มูลนิธิชัยพัฒนา หากเป็นโรงเรียน หรือ วัด จะพิจารณาช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ใด ๆ ซึ่งกรมชลประทานพร้อมที่จะเข้าไปช่วยติดตั้งทันที

ที่มา : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2555

http://www.dailynews.co.th/agriculture/148352