ปลาสวยงามอื่นๆ, ปลาสวยงาม

ประวัติความเป็นมาของปลาปอมปาดัวร์

NULL

ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีรูปร่างลักษณะเป็นรูปทรงกลม ลำตับแบน มีความกว้างของลำตัวมาก จนมีลักษณะคล้ายรูปจาน ตามลำตัวจะมีครีบหลังและครีบท้องเรียงเป็นแนวยาวตลอดจรดถึงโคนครีบหาง โดยบริเวณด้านหน้าของครีบหลังและครีบทวารที่ต่อกับครีบอ่อนด้านท้ายจะมีลักษณะแข็งเป็นหนามแหลมคล้ายเงี่ยง ลวดลายและสีสันลำตัวมีอยู่ด้วยกันหลายสี ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 6-8 นิ้ว เป็นปลาที่มีการเคลื่อนไหวเนิบนาบ ดูอ่อนช้อยสวยงาม

fiogf49gjkf0d

ถิ่นกำเนิด

          ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดเดิมในลุ่มน้ำอะเมซอน อันเป็นแม่น้ำที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ เป็นลำน้ำที่มีสาขาต่าง ๆ และไหลผ่านครอบคลุมหลายประเทศด้วยกัน เช่น บราซิล เวเนซุเอลา โคลัมเบีย และเปรู บริเวณลุ่มน้ำนี้คงความเป็นธรรมชาติไม่แตกต่างไปจากเดิม

          สำหรับปลาที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำตามธรรมชาตินี้ จะชอบอาศัยอยู่ตามบริเวณลุ่มน้ำลำธารที่มีกระแสน้ำไหลผ่านเอื่อย ๆ และมีระดับความลึกของน้ำไม่มากนัก มักหลบอาศัยอยู่ตามรากไม้น้ำหรือใต้พุ่มไม้น้ำที่มีลักษณะรกทึบจนแสงแดดแทบส่องไม่ถึง ปลาชนิดนี้จัดได้ว่ามีความทนต่อสภาพน้ำต่าง ๆ ได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งสภาพน้ำในบริเวณนี้จะมีลักษณะเป็นสีดำขุ่นและมีความเป็นกรดสูง ก็ยังสามารถทนอาศัยอยู่ในสภาพน้ำเช่นนี้ได้

          จากสภาพและความเป็นอยู่เช่นนี้ก็พอที่จะทราบหรือเข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่รักความสะอาด ชอบอาศัยอยู่ในสภาพน้ำที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ มีความกระด้างต่ำ อุณหภูมิของน้ำค่อนข้างสูง ซึ่งก็ได้มีผู้ศึกษาทดลองพบว่า น้ำที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ควรเป็นน้ำที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ( pH) อยู่ในช่วงระหว่าง 6.4-7.5 สภาพน้ำมีความกระด้างต่ำ ส่วนอุณหภูมิของน้ำนั้นก็ควรอยู่ในช่วงระหว่าง 25-32 องศาเซลเซียส และเนื่องจากว่าเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลเอื่อย ๆ จึงเป็นปลาที่ชอบน้ำใหม่หรือมีการถ่ายเทน้ำอยู่เสมอด้วย

นิสัย

          ปกติปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีนิสัยค่อนข้างรักสงบ ไม่ค่อยก้าวร้าว เว้นแต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์วางไข่เท่านั้น ซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากปลาชนิดอื่น ๆ ในครอบครัวเดียวกันที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีนิสัยค่อนข้างดุร้ายก้าวร้าว โดยถ้าอาศัยอยู่ในถิ่นธรรมชาติก็มักหวงอาณาเขตหากิน และมีจ่าฝูงเที่ยวรังแก รังควานปลาตัวอื่น ๆ ไปทั่ว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในตู้เลี้ยงแคบ ๆ เช่นนี้แล้ว จะไม่ชอบอาศัยอยู่รวมกับปลาตัวอื่น ๆ มักจะกัดกันเองอยู่เสมอ

อาหาร

          สำหรับอาหารตามธรรมชาติของปลาชนิดนี้แล้ว โดยปกติไม่ค่อยจะกินอาหารที่เป็นพืช แต่จะกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ได้แก่ตัวอ่อนของแมลง และสัตว์น้ำขนาดเล็กต่าง

การผสมพันธุ์

          ส่วนการผสมพันธุ์และวางไข่สำหรับปลาชนิดนี้แล้วเป็นปลาประเภทวางไข่เกาะติด ตามธรรมชาติปลาจะผสมพันธุ์และวางไข่เกาะติดตามก้อนหิน ขอนไม้ รากไม้ และพุ่มไม้ใต้น้ำ ภายหลังจากที่ปลาวางไข่แล้ว พ่อแม่ปลาก็จะคอยดูแลรักษาไข่จนกระทั่งไข่ฟักเป็นตัวอ่อน และในช่วงนี้ทั้งพ่อแมะแม่ปลาก็จะขับเมือกออกมาตามบริเวณลำตัว ซึ่งตัวอ่อนลูกปลาก็จะว่ายมาเกาะกินเมือกนี้เป็นอาหาร จนกว่าลูกปลาจะมีขนาดโตพอที่จะหาอาหารกินได้เองแล้วก็จะแยกย้ายกันไปหากินเพื่อการเจริญเติบโตเป็นปลารุ่นสืบขยายพันธุ์ต่อไป

          เนื่องจากปลาชนิดนี้มีลวดลายและสีสันเข้มข้นใกล้เคียงกับปลาทะเล ดูสวยงามมาก จึงเป็นที่นิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาตู้ไว้เพื่อความสวยงามกันมาก โดยความเป็นมาของการนำมาเลี้ยงนี้พอจะกล่าว ๆ ย่อ ๆ ได้คือ

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2383 Dr. Johann Heckel ชาวออสเตรเลียเป็นคนแรกที่ได้ค้นพบ พร้อมกับเริ่มทำการค้นคว้าและศึกษาเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ในปี พ.ศ. 2473 ต่อมาปลาชนิดนี้ก็ได้เริ่มถูกนำมาเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงามในประเทศสหรัฐอเมริกา และเยอรมัน ครั้นต่อมาในราวปี พ.ศ. 2493-2503 ปลาชนิดนี้ก็ได้เริ่มเป็นที่นิยมเลี้ยงและรู้จักกันแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งศูนย์กลางของปลาชนิดนี้ในช่วงสมัยนั้นอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่เมืองแฟรงค์เฟริต ประเทศเยอรมัน สำหรับการขนส่งลำเลียงปลาไปใช้กันก็นิยมบรรจุในถุงอัดออกซิเจน แล้วขนส่งทางอากาศ เพื่อใช้เวลาในการเดินทางสั้นกว่าวิธีการอื่น ๆ มาก เพื่อให้ปลดปลอดภัยสูง มีออกซิเจนเพียงพอ และอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

          สำหรับประเทศไทยเราคาดกันว่าได้เริ่มมีการสั่งนำปลาชนิดนี้เข้ามาในราวปี พ.ศ. 2493 ทว่าในระยะแรกการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากยังขาดประสบการณ์และความรู้ด้านเทคนิคในการเพาะเลี้ยง ตลอดจนในเรื่องของการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ

          การป้องกันและรักษาโรคที่อาจมีเกิดขึ้นบางชนิด แต่หลังจากที่ได้มีการทดลองและศึกษาด้วยวิธีต่าง ๆ นานาประการ ในที่สุดก็สามารถทำการเพาะเลี้ยงประสบผลสำเร็จ จึงได้เริ่มมีผู้ทำการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสนองความต้องการของผู้เลี้ยงที่มีอยู่ทั่วไป ซึ่งบ้างประสบความสำเร็จด้วยดี บ้างก็ถึงกับต้องเลิกกิจการไป อย่างไรก็ตาม จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ประเทศไทยเราจัดเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาปอมปาดัวร์รายใหญ่รายหนึ่งของโลกก็ว่าได้

          จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาโดยสังเขปนี้ จะเห็นได้ว่าการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ทำได้ไม่ง่ายนัก จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนพอสมควร นอกจากนี้แล้วก็ต้องเป็นคนที่มีใจรักที่จะเลี้ยงปลาเป็นทุนเดิมด้วย จึงจะทำให้ประสบผลสำเร็จในการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใด ๆ ก็ตาม

ที่มา : ปลาปอมปาดัวร์, ชูศักดิ์ แสงธรรม, 2543. สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม, พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 10-13.