• อ้อยMay 27@ 8:35 am

    ภูไมท์ซัลเฟตกับการปลูกอ้อย

    เรื่องที่ผู้เขียนจะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องของการปลูกอ้อยโดยใช้ภูไมท์ซัลเฟต ภูไมท์ซัลเฟตมีคุณสมบัติที่คอยจับตรึงปุ๋ยให้ละลายช้าลง ทำให้อ้อยมีปุ๋ยกินเป็นเวลานานและยังทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย อ้อยที่ปลูกจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอทำให้การเจริญเติบโตดี ช่วยเพิ่มคุณภาพความหวานช่วยทำให้น้ำหนักของอ้อยเพิ่มขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญอ้อยไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน เช่นพวกหนอนกออ้อยหรือใบอ้อยเป็นเชื้อราปัญหาพวกนี้จะไม่ค่อยพบกับอ้อยที่ปลูกแล้วใช้ภูไมท์ซัลเฟตเพราะภูไมท์ซัลเฟตมีซิลิก้าช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากหนอน โรคและแมลงในการเข้าทำลาย   วิธีทำ ให้ไส่้ภูไมท์ซัลเฟต (กระสอบสีเหลือง) หว่านตอนเตรียมแปลงไร่ละ 2 กระสอบ เพื่อให้ภูไมท์ซัลเฟตปรับสภาพดินและจับตรึงแร่ธาตุอาหารที่อยู่ในดินและใส่ภูไมท์ซัลเฟตอีกทีตอนใส่ปุ๋ยครั้งแรกโดยผสมอัตราส่วน ปุ๋ยยูเรีย 1 กระสอบ ต่อ ภูไมท์ซัลเฟต 2 กระสอบ เพี่ยงเท่านี้ท่านเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ก็จะลดปัญหา และต้นทุน เรื่องยาฆ่าแมลง ต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมี และยังได้ผลผลิตที่ดีขึ้นอีกด้วย   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือ 0927744902(คุณบรรเจิด)ผู้เขียน   บรรเจิด ยิ่งวงษ์ จึงเรียนมาเพื่อทราบ +

  • ปลูกพืชหมุนเวียน สับเปลี่ยนอาหารลงดิน

  • มะม่วงราคาดี แต่ยังมีคนปลูกน้อย

  • เตรียมบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำตามวิถีธรรมชาติปราศจากยาฆ่าเชื้อ

  • พืชผัก พืชไร่May 24@ 8:19 amthaigreenagro

    ปลูกพืชหมุนเวียน สับเปลี่ยนอาหารลงดิน

    การปลูกพืชแบบไม่หยุดพัก ไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ดินไม่มีเวลาหยุดพักสะสมอาหาร กิจกรรมของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดิน ไม่มีเวลาได้มาเก็บมากินเศษซากอินทรีย์วัตถุที่เป็นโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือช่วยทำให้โมเลกุลเล็กลง ทำให้ฮิวมัส ฮิวมิค แอซิดในดินลดจำนวนและหดหายไปทีละน้อยๆ ทำให้โครงสร้างดินเสื่อมโทรม อาหารที่สะสมอยู่ในดินก็ไม่มี เพราะขาดการกักเก็บที่ดีจากโครงสร้างดินที่หละหลวม เนื่องด้วยเป็นดินที่ไม่มีอินทรียวัตถุเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยอย่างเพียงพอ ถ้าจะให้เห็นภาพก็นึกถึงทะเลทรายนั่นเลยครับ คือถ้าทะเลทรายบริเวณไหนมีการเติมอินทรียวัตถุอยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นอินทรียวัตถุบวกทราย แต่ถ้าทรายถูกชะล้างเอาอินทรียวัตถุออกไป ก็จะเหลือเพียงแต่ทรายอย่างเดียว ไม่นุ่ม ชุ่มชื้น ขาดชีวิตชีวา จะปลูกพืชไร่ไม้ผลอะไรก็ต้องแต่งเติมเสริมใส่ปุ๋ยเคมีอยู่ตลอดเวลา จึงควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน อย่าให้ขาดแร่ธาตุสารอาหารและอินทรีย์วัตถุ     การพักดิน ด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นๆ สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ก็จะช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชตระกูลถั่ว อย่างเช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วพร้า แคบ้าน (ปลูกไว้กินดอก) หรือจะเป็นโสน ปอเทือง ก็ได้ แต่การปลูกพืชที่สามารถจับตรึงไนโตรเจนจากอากาศสะสมลงในดิน โดยที่รากของถั่วจะมีปมที่สามารถกักเก็บไนโตรเจนอยู่ในดิน อีกทั้งยังมีรายได้จากการขายผลผลิตที่ออกมาจากต้นถั่ว ต้นแค ก็จะทำให้ไม่เสียพื้นที่ เสียเวลา ไปโดยเปล่าประโยชน์ ได้ทั้งผลผลิตนำไปขายสร้างรายได้ ได้ทั้งปุ๋ยไนโตรเจนจากปมที่รากถั่ว ได้ทั้งเศษซากต้นถั่วเมื่อไถกลบกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ จะช่วยทำให้ดินดำน้ำชุ่มในระยะยาวเป็นอย่างดี ในช่วงที่รอเศษซากของพืชบำรุงดินอยู่นั้น พี่น้องเกษตรกรก็สามารถที่จะนำหินแร่ภูเขาไฟ ที่ชื่อว่า พูมิชซัลเฟอร์ ใส่เสริมเพิ่มลงไปในดินในอัตรา 20 -40 กิโลกรัมต่อไร่ ก็สามารถทำให้ดินเติมเต็มแร่ธาตุสารอาหารต่างๆ ทั้ง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่ธาตุ ซิลิสิค ที่ ช่วยทำให้พืชใบแข็ง ตั้ง ชู สู้แสง เมื่อใบพืชรับแสงได้มาก ก็ลดปัญหาเรื่องเชื้อราเข้าทำลาย อีกทั้งสร้างภูมิต้านทานแก่หนอน และแมลงให้เข้าทำลายได้ยากยิ่งขึ้น และที่สำคัญจะช่วยทำให้โครงสร้างดินแข็งแรงไปอย่างยั่งยื่น เหมือนปลูกพืชอยู่บนเกาะภูเขาไฟ อย่างเช่น ชวา บาหลี หรือฟูจิ นั่นเองครับ +

  • มะม่วงราคาดี แต่ยังมีคนปลูกน้อย

  • เตรียมบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำตามวิถีธรรมชาติปราศจากยาฆ่าเชื้อ

  • ใช้หินภูเขาไฟปรับเลนหน้าดิน คืนสู่ธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มผลผลิตหอยแครงได้

  • มะม่วงราคาดี แต่ยังมีคนปลูกน้อย

    May 23@ 8:23 am

    ตอนนี้ถ้าพูดถึงไม้ผลที่ให้ราคาดีอยู่พอสมควร เห็นจะต้องยกให้กลุ่มมะม่วง เนื่องด้วยมีการผลิต การปลูกที่น้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก  หลังจากที่มีการปลูกมะม่วงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในช่วงปีสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแถบจังหวัดสุพรรณบุรี  (อำเภอศรีประจันต์และอำเภอเดิมบางนางบวช) จังหวัดอ่างทอง (อ. สามโก้) แถบจะเรียกได้ว่าทุกตารางเมตร (ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสปลูกอยู่ด้วยเช่นกันที่ตำบลรำมะสัก อำเภอโพธิ์ทอง) จึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสวนบ้านไร่เรืองเคียงระหว่างสุพรรณบุรีกับอ่างทอง ได้ทำสวนมะม่วงอยู่ระยะหนึ่ง +

  • เตรียมบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำตามวิถีธรรมชาติปราศจากยาฆ่าเชื้อ

    อากาศที่เริ่มหนาวเย็นลงมาทีละน้อยๆ ทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา อาจจะมีปัญหาบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางจากพฤติกรรมที่สัตว์น้ำเหล่านี้อาจจะเซนส์ซิทีป (sensitive) อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมหรือภูมิกาศในลักษณะที่หนาวเย็น ฟ้ามืด ฟ้าหลัว อากาศปิด โดยจะชะลอการกินอาหาร ทำให้เศษอาหารที่ตกค้าง และมูลต่างๆ ที่สัตว์น้ำเหล่านั้นขับถ่ายออกมา ทำให้เกิดการบูดเน่า จะมีปัญหาหนักยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเจ้าของบ่อหรือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาไม่สังเกตุและปรับการให้อาหารให้สอดคล้องเหมาะสมด้วยการเช็คยอ หรือเช็คปริมาณอาหารในยอให้พอเหมาะพอดีกับความต้องการกินของสัตว์น้ำชนิดนั้นในขณะที่กำลังเลี้ยงอยู่ นอกจากสัตว์น้ำไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา จะกินอาหารที่ลดน้อยถอยลงแล้ว จุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายของเสียอยู่ที่พื้นบ่อก็หยุดกิจกรรมด้วยเช่นกัน หรืออาจจะมีจำนวนที่ลดน้อยถอยลงไม่เพียงพอต่อการย่อยสลายก็จะยิ่งทำให้ทั้งเศษอาหารและมูลต่างๆนั้นสะสมมากยิ่งขึ้น ช่วงนี้การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ควรต้องเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อเจือจางปริมาณของแก๊สของเสียที่บูดเน่าอยู่ที่พื้นบ่อ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สแอมโมเนีย ไนไตรท์ +

  • ใช้หินภูเขาไฟปรับเลนหน้าดิน คืนสู่ธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มผลผลิตหอยแครงได้

  • ปลูกมันสำปะหลังปลอดสารพิษ พิชิตต้นทุน เกื้อหนุนธรรมชาติ

  • ข่าวเกษตรApr 24@ 8:16 amthaigreenagro

    เทคนิคการเตรียมเมล็ดข้าวก่อนหว่านป้องกันนกหนูมากิน

    ในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกๆปี เป็นช่วงฤดูกาลหว่านข้าวนาปีของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสานที่ทำนาปีกันเกือบทั้งภาค ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการหาเมล็ดพันธุ์ข้าวกันแล้ว บางรายมีการคัดเลือกข้าวจากแปลงนาตัวเองไว้ตั้งแต่รอบการทำนาปีที่แล้ว บางรายก็ทันสมัยหน่อยหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวตามร้านขายปุ๋ยยา-เมล็ดพันธุ์ ใกล้บ้าน การทำนาในภาคอีสานปัจจุบัน จะนิยมหว่านข้าวตอนที่พื้นที่ยังแห้งไม่มีน้ำ แล้วไถกลับทิ้งไว้ รอให้เทวดาประทานฝนตกลงมาให้ ช่วงเดือนพฤษภาคม จึงจะค่อยๆเห็นเมล็ดข้าวงอกเขียวขจีขึ้นมา ในช่วงระหว่างรอฝนจะพบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติมีนกมาจิกกินเมล็ดข้าว มีหนูมาคุ้นเขี่ยเมล็ดข้าวไปกิน ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหายไป เกิดพื้นที่ว่างเวลาข้าวงอกขึ้นมา ทำให้เสียพื้นที่ไปโดยป่าวประโยชน์ ผลผลิตข้าวต่อไร่หายไปถ้าไม่มีการแก้ไขโดยการนำกล้ามาปักดำ ซ่อมในส่วนแหว่งๆไป เป็นการเพิ่มต้นทุนการทำนา(ในกรณีจ้างแรงงาน) เสียเวลาและแรง(กรณีทำเอง)            ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษขำแนะนำเทคนิควิธีง่ายๆในการลดการกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้ในนาของนกและหนู โดยไม่ต้องทำบาปโดยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ต้องใช้วิธีทารุณรุนแรงเช่นการใช้ไฟฟ้าช๊อต วิธีการที่แนะนำคือการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องไรปลายนา เช่นสะเดา ซึ่งทางภาคอีสานมีต้นสะเดาเยอะอยู่แล้ว เพราะคนอีสานชอบทานยอดสะเดากับน้ำพริกอยู่แล้ว นำเอาเมล็ดสะเดาที่ร่วงหล่นใต้ต้นสะเดานำมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปแช่น้ำเปล่า หมักไว้ 15 วัน จากนั้นนำน้ำที่หมักแล้วไปผสมกับน้ำที่ใช้แช่พันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน สะเดาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องรสขม ทำให้พันธุ์ข้าวที่เราเปลี่ยนจากแช่น้ำเปล่า เป็นแช่ในน้ำหมักสะเดา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปจะมีรสชาติขมของสะเดาติดเคลือบเมล็ดไปด้วย ทำให้เวลานกหรือหนูมากินแล้วเกิดความไม่อร่อย กินแล้วขน ก็ลดการกินลงได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ได้เก็บข้อมูลมา วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ ถ้าในพื้นที่ไหนหาเมล็ดสะเดายาก ในพื้นที่นั้นๆไม่มี ก็สามารถใช้ ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ “ไทเกอร์เฮิร์บ”ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษทดแทนกันได้เช่นกันนะครับ……สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.0859205846 / LINE ID : +

  • เทคนิคการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและต้านทานเชื้อราของข้าวที่หว่านในนา

    บทความตอนที่แล้วนำเสนอเทคนิคการป้องกันนกหนูมากินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในนาในช่วงนี้ มาต่อในบทความตอนนี้นำเทคนิควิธีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวที่หว่านและทำให้ข้าวที่หว่านงอกขึ้นมาพร้อมกับมีความต้านทานต่อโรคเชื้อราที่เป็นปัญหาสำคัญของข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิควิธีที่กล่าวมานี้ สามารถทำควบคู่กับการป้องกันนกหนูไปได้พร้อมกับ โดยตัวที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวก็คือไคโตซาน ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชช่วยในการเจริญเติบโตที่ดี เร่งการเจริญเติบโตของข้าวได้ วิธีการก็แค่น้ำไปผสมน้ำที่แช่ข้าวก่อนหว่านเช่นเดี่ยวกับเทคนิคการป้องกันนกหนู โดยใช้อัตรา ไคโตซาน 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราหว่านไปมีอัตราการงอกเพิ่มขึ้นมา มีข้อมูลภาคสนามได้ข้อมูลมาว่า แปลงนาที่แช่ไคโตซานแล้วนำไปหว่านพบว่าการเจริญเติบโตของข้าวจะดีกว่าแปลงที่แช่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว     +

  • โรคเชื้อรามะละกอ พร้อมการดูแลแบบปลอดสารพิษ

    มะละกอเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก +

  • ขุดสระน้ำประจำไร่นา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    ปัจจุบันผู้คนหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งคนที่ทำงานสายราชการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งพนักงานบริษัทพนักงานโรงงาน ก็หันมาทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริมกัน บ้างก็ปลูกมะนาวคนละ 5 ต้น 10 ต้น บ้างก็ทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆขนาด 500-1000 ก้อนไว้เก็บดอกขายทุกเช้า บางคนพอมีพื้นที่เยอะหน่อยก็ปลูกเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ถ้าไม่มองการดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งปัญหาที่น่าจะหันมาให้ความสำคัญมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตร คนเราอดข้าวได้เป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิด 10 +

  • อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แมลงจ่อคิวระบาด

    หากกล่าวถึงแมลงศัตรูพืชที่ร้ายกาจจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักคะน้า กวางตุ้ง ต้องปวดหัวที่ต้องคอยหาวิธีมาป้องกันกำจัด ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดจะเป็นแมลงศัตรูพืชอันดับต้นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึง เนื่องจากมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้ผลผลิตออกเป็นบริเวณกว้างเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญป้องกันกันกำจัดค่อนข้างได้ยากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบปลอดสารพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเอาเสียเลย แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ “ใจร้อน” เมื่อป้องกันกำจัดแล้วไม่ได้ผลก็มักจะมาใช้สารเคมีกำจัดเหมือนเดิม การใช้เคมีกำจัดนอกจากจะกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้วยังทำลาย “ตัวห้ำตัวเบียน”ในธรรมชาติไปด้วยตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือชนิดปีกเหลืองแถบน้ำตาล (Phyllotreta flexuosa) +