• หลักการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพให้ได้ผล…จำเป็นต้องเน้นคุณภาพและมาตรฐาน

    ปัจจุบันเกษตรกรให้ความสนใจในเรื่องการทำเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เกษตรแบบแนวทางชีวภาพมากขึ้น มากขึ้นและมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับ ทำให้มีผู้ให้บริการจุลินทรีย์มากหน้าหลายตามานำเสนอบริการ ไม่ว่าจะตามร้านขายต้นไม้ตามสวนจตุจักร สนามหลวง 2 ตลาดสมบัติบุรี ตลาดบางใหญ่ รวมถึงเว็บไซต์ที่ขายออนไลน์กันอีกดื่นดาษมากมายเยอะแยะ…แต่เมื่อเข้าไปส่องดูใกล้ๆ ร้อยละ 99 % จะไม่ค่อยพบสถานที่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายที่ชัดเจน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นแทบจะไม่มีหมายเลขทะเบียนรับรองจากกรมวิชการเกษตร ซึ่งเราจะไม่สามารถทราบได้เลยว่า คุณภาพของสินค้าที่อยู่ในซองนั้น แต่ละซอง “ร้อยซอง พันซอง หมื่นซอง แสนซอง หรือล้านซอง” ทุกซองนั้นจะมีมาตรฐาน คุณภาพเหมือนกันทุกซอง ทุกขนาดเหมือนกับผลิตภัณฑ์ที่มีเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการคอยตรวจสอบ ควบคุม หรือไปแวะเวียนเยี่ยมชมโรงงานบ่อยหรือไม่??? เมื่อไม่มีต้นทุนด้านการควบคุมคุณภาพของจำนวนสปอร์ว่าในแต่ละเดือน แต่ละปี จะมีคุณภาพด้อยลงมามากน้อยเท่าใด ไม่ต้องทำแปลงทดสอบก่อนยื่นจดทะเบียน ไม่ต้องผ่านทดสอบระบบความเป็นพิษ LD50 ไม่ต้องบินไปทำเอกสารโปรโตคอลที่ประเทศอินเดีย ไม่ต้องเข้าระบบต่างๆ ที่ภาครัฐโดยกรมวิชการเกษตรกำหนด….ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า คุณภาพทุกชิ้น ทุกล็อต อาจจะมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน นำไปใช้ในงานเกษตรไม่ได้ผลก็เป็นได้  พี่น้องเกษตรกรที่เคยใช้สารชีวภัณฑ์หรือทำเกษตรแบบแนวทางปลอดสารพิษแล้วไม่ได้ผล และหันกลับไปใช้สารพิษดังเดิม สาเหตุส่วนหนึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เอาหัวเชื้อที่ต่อเชื้อจากพ่อสู่ลูก ลูกสู่หลาน หลานสู่เหลน เหลนสู่โหลน….ต่อกันมาเรื่อยๆ จนหัวเชื้อไม่ได้มาตรฐานอ่อนแอ ไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับสากล     ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจดทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร ที่หัวเชื้อต้นแบบ (master) นั้นต้องเก็บรักษาในระดับ DNA ต้องใช้ระยะเวลาในการจดทะเบียนนานถึง 7 ปี กว่าจะได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้ เมื่อหมดรอบการจดทะเบียน ก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่เมื่อจะต่ออายุหมายเลขทะเบียน….แม้ว่าหัวเชื้อจะมีความนิ่งในระดับ DNA แล้วก็ตาม ก็ขอฝากให้พี่น้องเกษตรกรที่มีใจรักการทำเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ ลองตรวจสอบกันดูสักนิดนะครับ ว่าข้างกระป๋องหรือข้างซองผลิตภัณฑ์นั้น มีหมายเลขทะเบียนรับรองจากกรมวิชาการเกษตรหรือไม่ เพื่อที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ และได้ผล ผลิตผลในแปลงก็จะได้ไม่เสียหาย และที่สำคัญจะได้ช่วยลดการใช้สารพิษจากการนำเข้าจากต่างประเทศได้ถึงเกือบแสนล้านบาททีเดียวเชียวละครับ     มนตรี  บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  w ww.thaigreenagro.com +

  • ทำเกษตรปลอดสารพิษควรจะเริ่ม….ตรงไหนดี?

  • แก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในสวนทุเรียน

  • ดูแลแก้ปัญหาสวนทุเรียนในช่วงฤดูฝน

  • ทำเกษตรปลอดสารพิษควรจะเริ่ม….ตรงไหนดี?

    ช่วงนี้เวลาเดินทางไปไหนมาไหน…จะมีคนถามนี้บ่อยมากขึ้น “ถ้าจะทำเกษตรปลอดสารพิษ…ควรจะเริ่มจากตรงไหนดี?”  ด้านหนึ่งก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีเหมือนกันนะครับ ว่ามีคนเริ่มให้ความสนใจในการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ แต่อีกใจหนึ่งคงจะกล้าๆ กลัวๆ กลัวว่าผลผลิตจะได้เท่าเดิมไหม? ได้เท่ากับตอนที่ทำแบบใช้สารเคมีที่เป็นพิษหรือไม่? ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก   แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้…คำถามที่ถูกถามส่วนใหญ่เกษตรกรจะถามว่า “ปลูกอะไรดี? ปลูกอะไรแล้วจึงรวย?” คำถามนี้ผมคิดว่า….ผู้ตอบคงจะตอบยากพอควรครับ…เพราะถ้ารู้ก็อาจจะไปปลูกเองแล้วก็ได้ ฮ่าๆ จะอย่างไรก็ตามวันนี้อาจจะโฟกัสในเรื่องของการทำเกษตรปลอดสารพิษนะครับ…ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน หรือจุดไหนดีสำหรับเกษตรกรมือใหม่ หรือเกษตรกรที่ต้องการลด ละ เลี่ยง เลิก การใช้สารพิษ มุ่งไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ คำตอบในทัศนคติของผู้เขียนสำหรับเกษตรกรที่ต้องการหันมาทำเกษตรปลอดสารพิษก็คือ ควรเริ่มจาก “หัวใจ” ที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง คือจะต้องมีใจรักในเรื่องของสุขภาพของตนเอง มีใจรักในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีใจรักต่อการผลิตอาหารที่ดีมีประโยชน์ป้อนมนุษยชาติ ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำเกษตรปลอดสารพิษ มุ่งไปสู่เกษตรอินทรีย์ได้สูงครับ เมื่อใจพร้อม กายพร้อม สิ่งที่ต้องไปดูเป็นอันดับแรกถัดจากนี้คือเรื่องการดูแลบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์แบบธรรมชาติ คือการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ มาช่วยบำรุงดิน โดยไม่ต้องไปกลัวเรื่องเชื้อโรคปนเปื้อนที่คนกล่าวอ้างให้มากเกินควร และตรวจเช็คสภาพความเป็นกรดและด่างของดินให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม คือระหว่าง 5.8 – 6.3 ค่าความเป็นกรดเล็กน้อยนี้จะเหมาะต่อการที่สสารอาหารต่างๆในดินจะละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้เกือบสมบูรณ์ ช่วยทำให้พืชได้รับสารอาหารจากพืชได้ครบถ้วนจากดิน ลดการซื้อปุ๋ย ยาฮอร์โมน มาบำรุงทำให้ต้นทุนสูงเกินเหตุ           เมื่อดินดีพร้อมต่อการปลดปล่อยให้พืชได้ครบถ้วน อินทรียวัตถุช่วยโปร่งฟูร่วนซุย ถ้าเราปลูกจำนวนมาก ปลูกเชิงเดี่ยวก็ควรที่จะมาดูแลเรื่องการให้ความแข็งแรง โดยใช้ซิลิก้า จากแกลบ หญ้าคาหรือหินแร่ภูเขาไฟ ซึ่งมีซิลิก้า ที่ละลายน้ำได้มากถึง 70% ซึ่งทำให้สะดวกในการใช้งานไม่ต้องใส่ทีละมากๆ  ที่เหลือจากนี้ก็ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องการของนำพืชสมุนไพรต่างๆ มาบดเป็นผล หมัก สกัดน้ำ เพื่อช่วยอีกแรงในการป้องกันกำจัดโรคแมลง ควบคู่ไปกับการเรียนรู้การใช้จุลินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคแมลง โดยสรุปก็คือ การที่จะหันมาทำเกษตรปลอดสารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ ต้องเริ่มที่ “ใจ” เรานั้นมีความต้องการจริงหรือไม่ หลังจากนั้นก็ไปให้ความสีคัญกับ “ดิน” “น้ำ” “อากาศ” “สารอาหารที่ครบถ้วนของพืช” “การใช้พืชสมุนไพรและจุลินทรีย์ในการไล่แมลง” และก็ยังมีเทคนิควิธีการอื่นๆ อีกมากมายที่เกษตรกรต้องพร้อมต่อการที่จะเรียนรู้และศึกษาหาประสบการณ์ต่อไป ซึ่งในปัจจุบันถือว่าไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป       มนตรี   +

  • แก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในสวนทุเรียน

  • ดูแลแก้ปัญหาสวนทุเรียนในช่วงฤดูฝน

  • เตรียมหลุมดี…มีชัยในการปลูกทุเรียน

  • แก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในสวนทุเรียน

    Jul 16@ 8:28 am

    สภาวะที่ฝนตกชุก อากาศร้อนชื้น การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในกลุ่มเชื้อราก็มีมากขึ้น ในห้วงช่วงนี้ชาวสวนทุเรียนส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้อรา ฟัยท็อพธอร่า (Phytophthora spp)  ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ ฟัยท็อพธอร่าปาล์มมิวอร่า, หรือ ฟัยท็อพธอร่า ฟาราสิติก้า และยังมีเชื้อโรคอื่นๆอีกมากมายที่ก่อร่างสร้างปัญหาให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็น +

  • ดูแลแก้ปัญหาสวนทุเรียนในช่วงฤดูฝน

    ฤดูกาลที่มีฝนตกต่อเนื่องยาวนาน ก็มักจะเป็นปีที่เกษตรกรได้รับผลผลิตจากสวนค่อนข้างมาก เนื่องด้วยน้ำฝนนั้นนำพาปุ๋ยไนโตรเจนเข้าให้ได้ใช้ฟรีๆ จึงทำให้พืชผักผลไม้ต่างๆ ก็พลอยอุดมสมบูรณ์ไปด้วย…ไม่ยกเว้นแม้แต่กับ “ชาวสวนทุเรียน” แต่ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน “ในดีก็มีเสีย ในเสียก็มีดี” ความอุดมสมบูรณ์จากไนโตรเจนที่มากับน้ำฝน ทำให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโต อวบอ้วนสมบูรณ์ และค่อนข้างโดดเด่นไปในเรื่องของกิ่ง ก้าน ใบ ….ใบอ่อนที่อวบอ้วนแออัด…ถ้าปราศจากการดูแลตัดแต่งกิ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ ก็จะง่ายต่อการเข้าทำลายของ เพลี้ย หนอน แมลง รา และไร ได้ง่ายดังนั้น เกษตรกรที่ขาดการดูแลเอาใจใส่สวนอย่างเพียงพอ ก็มักจะประสบกับปัญหาเรื่อง โรคแมลงศัตรูพืชเข้าทำลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..       การหมั่นตัดแต่งกิ่งที่อยู่ใต้ร่มเงา +

  • เตรียมหลุมดี…มีชัยในการปลูกทุเรียน

  • สงครามการค้า จีน VS อเมริกา โอกาสและวิกฤติของอาชีพเกษตรของไทย

  • ข่าวเกษตรApr 24@ 8:16 amthaigreenagro

    เทคนิคการเตรียมเมล็ดข้าวก่อนหว่านป้องกันนกหนูมากิน

    ในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกๆปี เป็นช่วงฤดูกาลหว่านข้าวนาปีของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสานที่ทำนาปีกันเกือบทั้งภาค ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการหาเมล็ดพันธุ์ข้าวกันแล้ว บางรายมีการคัดเลือกข้าวจากแปลงนาตัวเองไว้ตั้งแต่รอบการทำนาปีที่แล้ว บางรายก็ทันสมัยหน่อยหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวตามร้านขายปุ๋ยยา-เมล็ดพันธุ์ ใกล้บ้าน การทำนาในภาคอีสานปัจจุบัน จะนิยมหว่านข้าวตอนที่พื้นที่ยังแห้งไม่มีน้ำ แล้วไถกลับทิ้งไว้ รอให้เทวดาประทานฝนตกลงมาให้ ช่วงเดือนพฤษภาคม จึงจะค่อยๆเห็นเมล็ดข้าวงอกเขียวขจีขึ้นมา ในช่วงระหว่างรอฝนจะพบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติมีนกมาจิกกินเมล็ดข้าว มีหนูมาคุ้นเขี่ยเมล็ดข้าวไปกิน ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหายไป เกิดพื้นที่ว่างเวลาข้าวงอกขึ้นมา ทำให้เสียพื้นที่ไปโดยป่าวประโยชน์ ผลผลิตข้าวต่อไร่หายไปถ้าไม่มีการแก้ไขโดยการนำกล้ามาปักดำ ซ่อมในส่วนแหว่งๆไป เป็นการเพิ่มต้นทุนการทำนา(ในกรณีจ้างแรงงาน) เสียเวลาและแรง(กรณีทำเอง)            ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษขำแนะนำเทคนิควิธีง่ายๆในการลดการกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้ในนาของนกและหนู โดยไม่ต้องทำบาปโดยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ต้องใช้วิธีทารุณรุนแรงเช่นการใช้ไฟฟ้าช๊อต วิธีการที่แนะนำคือการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องไรปลายนา เช่นสะเดา ซึ่งทางภาคอีสานมีต้นสะเดาเยอะอยู่แล้ว เพราะคนอีสานชอบทานยอดสะเดากับน้ำพริกอยู่แล้ว นำเอาเมล็ดสะเดาที่ร่วงหล่นใต้ต้นสะเดานำมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปแช่น้ำเปล่า หมักไว้ 15 วัน จากนั้นนำน้ำที่หมักแล้วไปผสมกับน้ำที่ใช้แช่พันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน สะเดาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องรสขม ทำให้พันธุ์ข้าวที่เราเปลี่ยนจากแช่น้ำเปล่า เป็นแช่ในน้ำหมักสะเดา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปจะมีรสชาติขมของสะเดาติดเคลือบเมล็ดไปด้วย ทำให้เวลานกหรือหนูมากินแล้วเกิดความไม่อร่อย กินแล้วขน ก็ลดการกินลงได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ได้เก็บข้อมูลมา วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ ถ้าในพื้นที่ไหนหาเมล็ดสะเดายาก ในพื้นที่นั้นๆไม่มี ก็สามารถใช้ ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ “ไทเกอร์เฮิร์บ”ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษทดแทนกันได้เช่นกันนะครับ……สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.0859205846 / LINE ID : +

  • เทคนิคการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและต้านทานเชื้อราของข้าวที่หว่านในนา

    บทความตอนที่แล้วนำเสนอเทคนิคการป้องกันนกหนูมากินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในนาในช่วงนี้ มาต่อในบทความตอนนี้นำเทคนิควิธีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวที่หว่านและทำให้ข้าวที่หว่านงอกขึ้นมาพร้อมกับมีความต้านทานต่อโรคเชื้อราที่เป็นปัญหาสำคัญของข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิควิธีที่กล่าวมานี้ สามารถทำควบคู่กับการป้องกันนกหนูไปได้พร้อมกับ โดยตัวที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวก็คือไคโตซาน ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชช่วยในการเจริญเติบโตที่ดี เร่งการเจริญเติบโตของข้าวได้ วิธีการก็แค่น้ำไปผสมน้ำที่แช่ข้าวก่อนหว่านเช่นเดี่ยวกับเทคนิคการป้องกันนกหนู โดยใช้อัตรา ไคโตซาน 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราหว่านไปมีอัตราการงอกเพิ่มขึ้นมา มีข้อมูลภาคสนามได้ข้อมูลมาว่า แปลงนาที่แช่ไคโตซานแล้วนำไปหว่านพบว่าการเจริญเติบโตของข้าวจะดีกว่าแปลงที่แช่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว     +

  • โรคเชื้อรามะละกอ พร้อมการดูแลแบบปลอดสารพิษ

    มะละกอเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก +

  • ขุดสระน้ำประจำไร่นา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    ปัจจุบันผู้คนหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งคนที่ทำงานสายราชการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งพนักงานบริษัทพนักงานโรงงาน ก็หันมาทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริมกัน บ้างก็ปลูกมะนาวคนละ 5 ต้น 10 ต้น บ้างก็ทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆขนาด 500-1000 ก้อนไว้เก็บดอกขายทุกเช้า บางคนพอมีพื้นที่เยอะหน่อยก็ปลูกเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ถ้าไม่มองการดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งปัญหาที่น่าจะหันมาให้ความสำคัญมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตร คนเราอดข้าวได้เป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิด 10 +

  • อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แมลงจ่อคิวระบาด

    หากกล่าวถึงแมลงศัตรูพืชที่ร้ายกาจจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักคะน้า กวางตุ้ง ต้องปวดหัวที่ต้องคอยหาวิธีมาป้องกันกำจัด ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดจะเป็นแมลงศัตรูพืชอันดับต้นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึง เนื่องจากมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้ผลผลิตออกเป็นบริเวณกว้างเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญป้องกันกันกำจัดค่อนข้างได้ยากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบปลอดสารพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเอาเสียเลย แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ “ใจร้อน” เมื่อป้องกันกำจัดแล้วไม่ได้ผลก็มักจะมาใช้สารเคมีกำจัดเหมือนเดิม การใช้เคมีกำจัดนอกจากจะกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้วยังทำลาย “ตัวห้ำตัวเบียน”ในธรรมชาติไปด้วยตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือชนิดปีกเหลืองแถบน้ำตาล (Phyllotreta flexuosa) +