• หินแร่ภูเขาไฟใช้เตรียมหลุมปลูกในพืชไร่ ผักไม้ผลช่วยให้แข็งแรง โตเร็ว

    บทบาทของหินแร่ภูเขาไฟที่ใช้ในการเกษตรนั้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ ดูได้จากรายชื่อการเข้าประชุมเกี่ยวกับเรื่องการใช้ ซิลิคอน หรือซีโอไลท์ในการเกษตร หัวข้อ “Silicon In Agriculture” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1999 หรือประมาณ พุทธศักราช 2542 มาจนถึงปัจจุบัน หินแร่ภูเขาไฟที่กำเนิดจากหินหนืด (magma) ใต้พื้นภพและระเบิดเกิดขึ้นเป็นลาวา เจอความบางเบาของชั้นบรรยากาศเหนือพื้นโลก ทำให้เกิดการบวมพอง ก๊าซและไอน้ำระเหยออก เย็นตัวลงก็เกิดรูพรุนมหาศาล และรวมถึงการหลอมรวมของแร่ธาตุสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อพืชและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ให้เจริญเติบโตได้จากการที่ หินแร่ภูเขาไฟเหล่านี้ จะเปื่อย ผุพัง ย่อยสลาย กลายเป็นอาหารให้แก่พืชและสัตว์ได้ง่าย เพราะเห็น “หินเดือด” “หินสุก”        เมื่อนำลาภูเขาไฟเหล่านี้ มาบด มาตำให้ละเอียด ความพรุนก็ยังคงอยู่ (Catch Ion Exchange Capacity) ช่วยอุ้มน้ำอุ้มปุ๋ยให้แก่ดิน ทำให้ดินกลายเป็นดินดำน้ำชุ่ม มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมต่อการเจริญเติบโตของพืช การนำหินแร่ภูเขาไฟมาใช้รองก้นหลุมปลูกในอัตรา 1-2 ช้อนแกง จะช่วยทำให้พืชผักโตเร็ว และแข็งแรง ไม่ค่อยมีโรคแมลงมารบกวน เพราะตัวของหินแร่ภูเขาไฟเองนั้นมีแร่ธาตุซิลิ้กา (Sio2) ที่พร้อมต่อการแตกตัวละลายกลายเป็น ซิลิคอน (H4Sio4) ให้พืชดูดกินและนำไปสะสมได้โดยง่าย แตกต่างจากซิลิก้า (sio2) ที่มาจาก หิน ดิน ทรายและแกลบ ที่ละลายได้น้อยและพืชนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้     มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com +

  • หยุดใช้สารพิษก่อนเก็บเกี่ยว…ประเดี๋ยวผู้บริโภคก็ปลอดภัย

  • การดูแลปลวกแบบง่ายๆ…สไตล์คนพอเพียง

  • แก้ปัญหาเพลี้ยไฟไรแดง แมลงศัตรูพืชที่มองไม่เห็น

  • หยุดใช้สารพิษก่อนเก็บเกี่ยว…ประเดี๋ยวผู้บริโภคก็ปลอดภัย

    พฤติกรรมของเกษตรกรในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่นั้นก็ยังใช้สารพิษจากยาฆ่าเพลี้ย หนอน แมลง รา ไรกันอยู่เป็นจำนวนมาก บ้างอยากจะเลิก แต่ก็จำกัดจำเขี่ยด้วยความรู้และเงินทุนที่ไม่หนาพอ…กลัวว่าถ้าเปลี่ยนแล้วจะเสียหาย ไม่มีผลผลิตนำมาขาย รายได้ก็หด ลูกหลานก็อดอยาก ไม่มีค่าหยูกยา ค่าเทอมรักษา ส่งผลกระทบตามมาอีกมากมาย ผมคิดว่านี่ละคือปัญหาลึกๆ ของเกษตรกร คือความจริงก็อยากจะใช้สิ่งที่ปลอดภัยกับชีวิตของตนเอง แต่เนื่องด้วยเกษตรกรส่วนใหญ่ รายได้ยังน้อย จึงยังไม่ค่อยกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง บวกกับองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรปลอดสารพิษ ก็ยังน้อย เพราะค่อนชีวิตนั้น ทำการเกษตรในรูปแบบของเคมีที่มีพิษมาตลอด แต่ปัญหาก็ใช่ว่าจะไม่มีทางออก สำหรับเกษตรกรที่คุ้นเคยกับสารเคมีมาตลอดชีวิต หากพยายามดูแลรักษาพืชผักผลไม้ในแปลงเกษตรในช่วง 70% แรกของการผลิตด้วยความชำนาญเดิมของตนเองที่สั่งสมมาอย่างดีแล้ว ในช่วง 30% หลัง ในช่วงที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวเปลี่ยนมาใช้ในแนวทางชีวภาพ…        ใช้จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า (ชื่อการค้า อินดิวเซอร์) ในการป้องกันกำจัดเชื้อราโรครากเน่าโคนเน่า โรคเน่าคอดิน โรคกล้าเน่ายุบ ใช้ บาซิลลัส ซับธิลิสิ (ชื่อการค้า ไบโอเซ็นเซอร์) แก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว โรคกุ้งแห้งในพริก ใช้บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส (ชื่อการค้า ไบโอแทค) ไว้สำหรับปราบหนอนกระทู่ หนอนหลอดหอม หนอนใยผัก หนอนห่อใบข้าว เป็นต้น ถ้ามีปัญหาเรื่องเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง ฯลฯ อันนี้ก็ใช้จุลินทรีย์ บิวเวอร์เรีย (ชื่อการค้า คัทออฟ) ช่วยในการรักษา หรืออาจะร่วมกับ เมธาไรเซียม (ชื่อการค้า ฟอร์แทรน) อีกแรงหนึ่งช่วยกันเพื่อให้แมลงศัตรูพืช อย่างด้วงหมัดผัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ด้วงกว่าง ด้วงแรดที่กัดกินรากพืช ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ชีวภาพเหล่านี้มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับเคมีมากขึ้น มีการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร มีความปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึงสิบเท่า มีการันตีจาก ออร์แกนิคไทยแลนด์ และ ไอโฟม (IFOAM) ซึ่งผลผลิตที่ออกมามั่นใจได้ว่า มี่ความปลอดภัยสูงและสามารถส่งออกไปยังนานาอารยะประเทศได้ อย่างน้อยการหยุดฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีสารพิษในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว +

  • การดูแลปลวกแบบง่ายๆ…สไตล์คนพอเพียง

  • แก้ปัญหาเพลี้ยไฟไรแดง แมลงศัตรูพืชที่มองไม่เห็น

  • แมลงหวี่ขาว ศัตรูพืชที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกร

  • การดูแลปลวกแบบง่ายๆ…สไตล์คนพอเพียง

    Jun 20@ 4:20 pm

    หลายคนปวดหัวกับการบริหารจัดการ “ปลวก” เนื่องด้วยดูแลป้องกันมาหลายสิบปี…ปลวกก็ยังไม่หมดไปจากพื้นที่บ้านเสียที! แถมต้องจ่ายทั้งรายปี รายเดือน ไม่หยุดหย่อน? มิหนำซ้ำ กลิ่นของสารเคมีกำจัดปลวกที่เจ้าหน้าที่เทใส่ลงไปตามช่องหรือรูต่างๆ นั้น ….ก็ส่งกลิ่นฟุ้งกระจายขึ้นมา รบกวนทั้งคน เด็กและสัตว์เลี้ยง มีความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคร้ายต่างๆ ตามมา ขืนสูดดมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว +

  • แก้ปัญหาเพลี้ยไฟไรแดง แมลงศัตรูพืชที่มองไม่เห็น

    ช่วงนี้ร้อนและเริ่มเข้าสู่แล้ง ปัญหาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชโดยเฉพาะเพลี้ยไฟไรแดง ก็เริ่มที่จะเข้ามาระบาดรบกวนแปลงปลูกผัก ผลไม้ของเกษตรกรกันมากขึ้น ถือว่าเป็นช่วงที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับศัตรูกลุ่มนี้มากพอสมควร… จากฝน ผ่านพ้นมาเป็นหนาว สภาพอากาศ พื้นดิน และการดูดกินสารอาหารของพืชก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลด้วยเช่นเดียวกัน ฝนมาก…ก็เจริญงอกงาม อวบอ้วน อ่อนหวาน ….กลุ่มแมลงปากกัดอย่างหนอนก็จะระบาดมากจนโดดเด่น พอผ่านเข้าสู่ฤดูหนาว ฝนน้อย การดูดกินอาหารจากทางใบและดินน้อย…จะเน้นไปทางสะสมอาหาร สะสมคาร์บอน สร้างแป้งแปลงน้ำตาล….ทำให้มีรสชาติหวานกว่าเดิม…ช่วงนี้กลุ่มของเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย….ก็จอมากกว่าปรกติ…. ส่วนร้อนแล้งนี้…..ก็เช่นเดียวกันนะครับ คือต่อเนื่องมาจากหนาวทั้งความหวาน ทั้งอบอ้าว กลุ่มของเพลี้ยไฟไรแดง มีกิจกรรมได้ดีกว่าฤดูหนาว….จึงมีการแพร่กระจายขยายพันธุ์มากมาย เพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ มักจะอายุวงจรชีวิตสั้น…ดังนั้น ธรรมชาติจึงช่วยให้เขาสร้างเผ่าพันธุ์ได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาว….จึงเป็นปัญหาทำให้เผ่าพันธุ์ของเพลี้ยไฟไรแดง …ต้องออกไปหากินและสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร +

  • แมลงหวี่ขาว ศัตรูพืชที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกร

  • เทคนิคผสมผสาน เพิ่มผลิต ลดปริมาณด้วงแมลงศัตรูในปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืน

  • ข่าวเกษตรApr 24@ 8:16 amthaigreenagro

    เทคนิคการเตรียมเมล็ดข้าวก่อนหว่านป้องกันนกหนูมากิน

    ในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกๆปี เป็นช่วงฤดูกาลหว่านข้าวนาปีของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสานที่ทำนาปีกันเกือบทั้งภาค ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการหาเมล็ดพันธุ์ข้าวกันแล้ว บางรายมีการคัดเลือกข้าวจากแปลงนาตัวเองไว้ตั้งแต่รอบการทำนาปีที่แล้ว บางรายก็ทันสมัยหน่อยหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวตามร้านขายปุ๋ยยา-เมล็ดพันธุ์ ใกล้บ้าน การทำนาในภาคอีสานปัจจุบัน จะนิยมหว่านข้าวตอนที่พื้นที่ยังแห้งไม่มีน้ำ แล้วไถกลับทิ้งไว้ รอให้เทวดาประทานฝนตกลงมาให้ ช่วงเดือนพฤษภาคม จึงจะค่อยๆเห็นเมล็ดข้าวงอกเขียวขจีขึ้นมา ในช่วงระหว่างรอฝนจะพบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติมีนกมาจิกกินเมล็ดข้าว มีหนูมาคุ้นเขี่ยเมล็ดข้าวไปกิน ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหายไป เกิดพื้นที่ว่างเวลาข้าวงอกขึ้นมา ทำให้เสียพื้นที่ไปโดยป่าวประโยชน์ ผลผลิตข้าวต่อไร่หายไปถ้าไม่มีการแก้ไขโดยการนำกล้ามาปักดำ ซ่อมในส่วนแหว่งๆไป เป็นการเพิ่มต้นทุนการทำนา(ในกรณีจ้างแรงงาน) เสียเวลาและแรง(กรณีทำเอง)            ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษขำแนะนำเทคนิควิธีง่ายๆในการลดการกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้ในนาของนกและหนู โดยไม่ต้องทำบาปโดยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ต้องใช้วิธีทารุณรุนแรงเช่นการใช้ไฟฟ้าช๊อต วิธีการที่แนะนำคือการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องไรปลายนา เช่นสะเดา ซึ่งทางภาคอีสานมีต้นสะเดาเยอะอยู่แล้ว เพราะคนอีสานชอบทานยอดสะเดากับน้ำพริกอยู่แล้ว นำเอาเมล็ดสะเดาที่ร่วงหล่นใต้ต้นสะเดานำมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปแช่น้ำเปล่า หมักไว้ 15 วัน จากนั้นนำน้ำที่หมักแล้วไปผสมกับน้ำที่ใช้แช่พันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน สะเดาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องรสขม ทำให้พันธุ์ข้าวที่เราเปลี่ยนจากแช่น้ำเปล่า เป็นแช่ในน้ำหมักสะเดา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปจะมีรสชาติขมของสะเดาติดเคลือบเมล็ดไปด้วย ทำให้เวลานกหรือหนูมากินแล้วเกิดความไม่อร่อย กินแล้วขน ก็ลดการกินลงได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ได้เก็บข้อมูลมา วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ ถ้าในพื้นที่ไหนหาเมล็ดสะเดายาก ในพื้นที่นั้นๆไม่มี ก็สามารถใช้ ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ “ไทเกอร์เฮิร์บ”ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษทดแทนกันได้เช่นกันนะครับ……สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.0859205846 / LINE ID : +

  • เทคนิคการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและต้านทานเชื้อราของข้าวที่หว่านในนา

    บทความตอนที่แล้วนำเสนอเทคนิคการป้องกันนกหนูมากินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในนาในช่วงนี้ มาต่อในบทความตอนนี้นำเทคนิควิธีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวที่หว่านและทำให้ข้าวที่หว่านงอกขึ้นมาพร้อมกับมีความต้านทานต่อโรคเชื้อราที่เป็นปัญหาสำคัญของข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิควิธีที่กล่าวมานี้ สามารถทำควบคู่กับการป้องกันนกหนูไปได้พร้อมกับ โดยตัวที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวก็คือไคโตซาน ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชช่วยในการเจริญเติบโตที่ดี เร่งการเจริญเติบโตของข้าวได้ วิธีการก็แค่น้ำไปผสมน้ำที่แช่ข้าวก่อนหว่านเช่นเดี่ยวกับเทคนิคการป้องกันนกหนู โดยใช้อัตรา ไคโตซาน 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราหว่านไปมีอัตราการงอกเพิ่มขึ้นมา มีข้อมูลภาคสนามได้ข้อมูลมาว่า แปลงนาที่แช่ไคโตซานแล้วนำไปหว่านพบว่าการเจริญเติบโตของข้าวจะดีกว่าแปลงที่แช่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว     +

  • โรคเชื้อรามะละกอ พร้อมการดูแลแบบปลอดสารพิษ

    มะละกอเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก +

  • ขุดสระน้ำประจำไร่นา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    ปัจจุบันผู้คนหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งคนที่ทำงานสายราชการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งพนักงานบริษัทพนักงานโรงงาน ก็หันมาทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริมกัน บ้างก็ปลูกมะนาวคนละ 5 ต้น 10 ต้น บ้างก็ทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆขนาด 500-1000 ก้อนไว้เก็บดอกขายทุกเช้า บางคนพอมีพื้นที่เยอะหน่อยก็ปลูกเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ถ้าไม่มองการดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งปัญหาที่น่าจะหันมาให้ความสำคัญมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตร คนเราอดข้าวได้เป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิด 10 +

  • อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แมลงจ่อคิวระบาด

    หากกล่าวถึงแมลงศัตรูพืชที่ร้ายกาจจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักคะน้า กวางตุ้ง ต้องปวดหัวที่ต้องคอยหาวิธีมาป้องกันกำจัด ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดจะเป็นแมลงศัตรูพืชอันดับต้นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึง เนื่องจากมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้ผลผลิตออกเป็นบริเวณกว้างเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญป้องกันกันกำจัดค่อนข้างได้ยากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบปลอดสารพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเอาเสียเลย แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ “ใจร้อน” เมื่อป้องกันกำจัดแล้วไม่ได้ผลก็มักจะมาใช้สารเคมีกำจัดเหมือนเดิม การใช้เคมีกำจัดนอกจากจะกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้วยังทำลาย “ตัวห้ำตัวเบียน”ในธรรมชาติไปด้วยตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือชนิดปีกเหลืองแถบน้ำตาล (Phyllotreta flexuosa) +