• เคล็ดแต่ไม่ลับ เห็ดออกดอกสม่ำเสมอ ดอกใหญ่ น้ำหนักดี ด้วยอาหารเสริมเห็ดดีพร้อม

    ในยุคปัจจุบันนี้ต้องยอมรับคนไทยส่วนใหญ่มักหันมาทำอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้กันเป็นจำนวนมากการเพาะเห็ดขายหรือจำหน่ายถือเป็นอาชีพที่กำลังนิยมเพราะทำง่ายและยังสามารถทำรายได้เพิ่มให้กับครอบครัวไม่น้อยเลยที่เดียว วันนี้ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษจึงมีเคล็ดลับดีๆและง่ายๆมาฝากสำหรับเกษตรกรมือใหม่ประสบการณ์น้อยที่อยากเพาะเห็ดให้ได้กำไรสำหรับปัญหาของผู้เพาะเห็ดรายใหม่ๆก็น่าจะเป็นเรื่องผลผลิตน้อย เห็ดไม่ออกดอก คุณภาพก้อนเห็ดที่ซื้อมาไม่ดี ทำให้ต้องประสบกับปัญหาขาดทุนเพราะลงทุนซื้อก้อนเห็ดมาเปิดดอกขายก้อนละ 6-7 บาทแต่กลับเก็บเห็ดขายได้แค่เดือนเดียวแทนที่จะเก็บได้ 4-6 เดือนเหมือนมืออาชีพที่เพาะเห็ดมานาน ปัญหานี้ผู้เขียนได้ข้อมูลจากผู้เพาะเห็ดมือใหม่ที่พบมากที่สุดก็คือเรื่องเห็ดไม่ออกดอกหรือออกดอกมาแค่รุ่น 2 รุ่นก็ไม่ออกดอกอีกเลย ผู้เขียนเลยนำข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตของเห็ดมาบอกเล่าให้กับท่านผู้เพาะเห็ดรายใหม่ๆได้รับทราบข้อมูลและลองนำไปปฏิบัติกันดูคือการเพิ่มผลผลิตเห็ดด้วย อาหารเสริมเห็ดดีพร้อม  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเห็ดดีพร้อมคือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเห็ดประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเห็ดทุกชนิด เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรผู้เพาะเห็ดที่ต้องการให้ผลผลิตเห็ดออกมาดอกใหญ่ อวบอ้วน สมบูรณ์ น้ำหนักดี เห็ดออกดอกสม่ำเสมอกันทุกก้อน     วิธีการฉีดจะฉีดอาหารเสริมเห็ดดีพร้อมทุก 3 วันในอัตราอาหารเสริมดีพร้อม 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร หลังฉีดอาหารเสริมดีพร้อมไป 1 เดือนเกษตรกรจะสังเกตว่าเห็ดก้านดอกใหญ่ขึ้น ขนาดดอกเห็ดก็ออกเป็นช่อ ดอกเห็ดใหญ่มีน้ำหนักต่อดอกก็เพิ่มขึ้น นี้เป็นเคล็ดลับดีๆที่ทางผู้เขียนได้นำมาบอกเล่าให้กับพี่ๆน้องๆชาวเกษตรปลอดสารพิษที่ทำอาชีพเพาะเห็ดอยู่ ณ ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลดีๆ เพื่อจะได้นำเทคนิคดีๆเช่นนี้ไปทดลองทำกันบ้างค่ะ       เขียนและรายงานโดย ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน 084-5554210 Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ @thaigreenagro     +

  • ปัญหาด้วง….ป้องกันได้ด้วยฟอร์แทรน

  • โรคลำต้นเน่า (Basal stem rot) เป็นโรคของปาล์มน้ำมัน ที่ร้ายแรงและมีความสำคัญมาก

  • การปลูกและการดูแลรักษา​มะยงชิด

  • ปัญหาด้วง….ป้องกันได้ด้วยฟอร์แทรน

    มะพร้าวถือเป็นไม้ผลที่นับว่ามีประโยชน์หลากหลายและสร้างกำไรให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูกได้เป็นจำนวนมากซึ่งปัจจุบันนี้ราคามะพร้าวถือว่าแพงราคาต่อลูก30-50 บาทกันเลยที่เดียวจึงเป็นที่นิยมในการปลูกเพื่อสร้างรายได้วันนี้ผู้เขียนจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับศัตรูตัวร้ายที่เกิดกับมะพร้าวกันค่ะ ถ้าพูดหรือกล่าวถึงแมลงที่กัดกินทำลายยอดอ่อนมะพร้าว ส่วนใหญ่เป็นด้วงแรด ด้วงกวางฯลฯ มักออกหากินเวลาพลบค่ำหรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ชอบบินออกมาเล่นแสงไฟหลังฝนตกใหม่ๆ พื้นที่ใดที่ระบบนิเวศน์ยังสมดุลมักจะไม่พบระบาด ส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยปละละเลยของเกษตรกรก่อให้เกิดแหล่งขยายพันธุ์ อย่างซากเน่าเปื่อยของลำต้นตอมะพร้าว, กองปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก, ขุยมะพร้าว รวมถึงซากพืชต่างๆ ที่เน่าเปื่อย จากนั้นตัวด้วงที่โตเต็มวัยก็จะบินขึ้นไปกัดเจาะทางใบมะพร้าว รวมถึงยอดอ่อนที่ไม่คลี่เสียหายขาดแหว่งเป็นหางปลาทู     วิธีป้องกันแบบง่ายๆคือ การนำฟอร์แทรน(เมธาไรเซียม)มาควบคุมด้วงดังกล่าวนั้น เป็นวิธีป้องกันกำจัดแบบชีวภาพทางที่ได้ผลระยะยาว ไม่มีสารพิษตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ซึ่งเชื้อรากลุ่มนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้ข้ามปี ที่สำคัญเป็นภัยต่อด้วงแมลงอาศัย วิธีใช้คือฟอร์แทรน(เมธาไรเซียม)คลุกผสมกองปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 50-100 กรัมต่อปุ๋ยคอก 100 กิโล เพื่อล่อให้ด้วงมาวางไข่เพื่อตัดวงจรชีวิต หรือผสมน้ำฉีดพ่นตามจุดที่พบหรือการเข้าทำลายของด้วงในอัตราส่วน 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดทุกๆ5-7 วัน จากการศึกษางานวิจัยพบว่าเชื้อราดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดโรคแก่แมลงเชื้อราฟอร์แทรน(เมธาไรเซียม)จะเข้าทำลายแมลงผ่านทางผนังลำตัวหรือรูหายใจ เมื่อสภาพอุณหภูมิความชื้นเหมาะสม เชื้อราจะสร้างเส้นใยแล้วแทงทะลุผ่านผนังลำตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อ จากนั้นก็ดูดซึมสารอาหารในลำตัวแมลงจนแห้งแข็งเหมือนมัมมี่ หลังจากแมลงตายแล้วเชื้อก็จะแทงทะลุผ่านผนังลำตัวออกมาข้างนอก ช่วงแรกๆจะพบว่ามีเส้นใยสีขาวปกคลุมลำตัวเพียงเล็กน้อย แล้วค่อยๆหนาขึ้นเรื่อยๆคล้ายฟองน้ำหุ้ม และด้วงก็จะค่อยป่วยและตายค่ะ     เขียนและรายงานโดย ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน 084-5554210 Hotline สายด่วน 084-5554205 -9หรือ @thaigreenagro เสนอติชมได้ที่ Email : thaigreenago@gmail.com +

  • โรคลำต้นเน่า (Basal stem rot) เป็นโรคของปาล์มน้ำมัน ที่ร้ายแรงและมีความสำคัญมาก

  • การปลูกและการดูแลรักษา​มะยงชิด

  • การปลูกและการดูแลข้าวโพดข้าวเหนียว

  • โรคลำต้นเน่า (Basal stem rot) เป็นโรคของปาล์มน้ำมัน ที่ร้ายแรงและมีความสำคัญมาก

    Mar 20@ 8:20 am

    โรคลำต้นเน่า (Basal stem rot) เป็นโรคของปาล์มน้ำมัน ที่ร้ายแรงและมีความสำคัญมาก พบแพร่หลายในสวนปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะในทางภาคใต้ของไทยที่นิยมปลูกปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมาก สาเหตุก่อโรค : เกิดจากเชื้อเห็ดที่มีชื่อว่า กาโนเดอร์มา (Ganoderma spp.) เป็นดอกเห็ดคล้ายเห็ดหลินจือ การพบดอกเห็ดบนต้นปาล์มนั้นแสดงว่าเส้นใยของเชื้อราได้เข้าไปทำลายเซลล์ในลำต้นปาล์มน้ำมันได้เป็นจำนวนมากแล้ว +

  • การปลูกและการดูแลรักษา​มะยงชิด

    ก่อนอื่นต้องเลือกพันธ์ก่อน​ และพันธุ์​ที่เสนอคือพันธุ์ทูลเกล้า การปลูกสภาพดินเหนียวอุ้มน้ำและปุ๋ยดี โดยการขุดหลุม​30 ลึก​20​ ผสมกับภูไมท์ซัลเฟตคลุกเคล้ากัน​ แล้วเอาดินที่คลุกเคล้ากันดี​ กลบลงในหลุมให้ตื้นเหลือ​ 10-15​ เซนติเมตร  ข้อดีของการปลูกแบบยกร่อง​ สามารควบคุมความชื้นได้​ เมื่อถึงต้นฤดูหนาว​ ก็ระบายน้ำในร่องออกได้เพื่อให้ดินแห้งเร็ว​ จากนั้นก็ตัดหญ้า​ เมื่อกระทบอากาศหนาว​ มะยงชิดจะแทงช่อดอกออกมาให้เห็น​ ซึ่งระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของมะยงชิดใช้เวลาประมาณ​ 75​ วัน   ข้อดีของการปลูกแบบยกร่อง​ สามารควบคุมความชื้นได้​ เมื่อถึงต้นฤดูหนาว​ ก็ระบายน้ำในร่องออกได้เพื่อให้ดินแห้งเร็ว​ จากนั้นก็ตัดหญ้า​ เมื่อกระทบอากาศหนาว​ มะยงชิดจะแทงช่อดอกออกมาให้เห็น​ ซึ่งระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของมะยงชิดใช้เวลาประมาณ​ 75​ +

  • การปลูกและการดูแลข้าวโพดข้าวเหนียว

  • วิธีป้องกันกำจัดหนอนกอปัญหาใหญ่ในนาข้าว

  • การปลูกและการดูแลข้าวโพดข้าวเหนียว

    เตรียมดินด้วยการไถดะลึกประมาณ 15 ซม. เพื่อตากดินให้แห้ง กำจัดวัชพืช และกำจัดไข่หรือตัวอ่อนแมลง โดยตากดินประมาณ 1 สัปดาห์ และหลังจากนั้นให้ทำการไถแปรอีก 1 ครั้ง เพื่อให้ก้อนไถแตกเป็นก้อนเล็ก และทำการตากดินอีกประมาณ 1 สัปดาห์ การปลูกสามารถปลูกเป็นแถวโดยการยก ร่องหรือปลูกหลังการเตรียมดินเสร็จโดยไม่ยกร่องก็ได้ แต่พื้นที่ควรเป็นพื้นที่ที่สามารถระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขังในกรณีที่ฝนตก ทั้งนี้ การปลูกข้าวโพดนิยมปลูกโดยการยกร่องมากกว่า เพราะง่ายต่อการดูแล การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการควบคุมวัชพืช การปลูกโดยไม่ยกร่อง ให้ปลูกระยะระหว่างแถวที่ 70เซนติเมตร ระหว่างต้นที่ +

  • วิธีป้องกันกำจัดหนอนกอปัญหาใหญ่ในนาข้าว

  • “น้ำ” สิ่งเล็กๆที่ไม่ควรมองข้าม

  • ข่าวเกษตรApr 24@ 8:16 amthaigreenagro

    เทคนิคการเตรียมเมล็ดข้าวก่อนหว่านป้องกันนกหนูมากิน

    ในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกๆปี เป็นช่วงฤดูกาลหว่านข้าวนาปีของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสานที่ทำนาปีกันเกือบทั้งภาค ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการหาเมล็ดพันธุ์ข้าวกันแล้ว บางรายมีการคัดเลือกข้าวจากแปลงนาตัวเองไว้ตั้งแต่รอบการทำนาปีที่แล้ว บางรายก็ทันสมัยหน่อยหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวตามร้านขายปุ๋ยยา-เมล็ดพันธุ์ ใกล้บ้าน การทำนาในภาคอีสานปัจจุบัน จะนิยมหว่านข้าวตอนที่พื้นที่ยังแห้งไม่มีน้ำ แล้วไถกลับทิ้งไว้ รอให้เทวดาประทานฝนตกลงมาให้ ช่วงเดือนพฤษภาคม จึงจะค่อยๆเห็นเมล็ดข้าวงอกเขียวขจีขึ้นมา ในช่วงระหว่างรอฝนจะพบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติมีนกมาจิกกินเมล็ดข้าว มีหนูมาคุ้นเขี่ยเมล็ดข้าวไปกิน ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหายไป เกิดพื้นที่ว่างเวลาข้าวงอกขึ้นมา ทำให้เสียพื้นที่ไปโดยป่าวประโยชน์ ผลผลิตข้าวต่อไร่หายไปถ้าไม่มีการแก้ไขโดยการนำกล้ามาปักดำ ซ่อมในส่วนแหว่งๆไป เป็นการเพิ่มต้นทุนการทำนา(ในกรณีจ้างแรงงาน) เสียเวลาและแรง(กรณีทำเอง)            ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษขำแนะนำเทคนิควิธีง่ายๆในการลดการกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้ในนาของนกและหนู โดยไม่ต้องทำบาปโดยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ต้องใช้วิธีทารุณรุนแรงเช่นการใช้ไฟฟ้าช๊อต วิธีการที่แนะนำคือการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องไรปลายนา เช่นสะเดา ซึ่งทางภาคอีสานมีต้นสะเดาเยอะอยู่แล้ว เพราะคนอีสานชอบทานยอดสะเดากับน้ำพริกอยู่แล้ว นำเอาเมล็ดสะเดาที่ร่วงหล่นใต้ต้นสะเดานำมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปแช่น้ำเปล่า หมักไว้ 15 วัน จากนั้นนำน้ำที่หมักแล้วไปผสมกับน้ำที่ใช้แช่พันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน สะเดาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องรสขม ทำให้พันธุ์ข้าวที่เราเปลี่ยนจากแช่น้ำเปล่า เป็นแช่ในน้ำหมักสะเดา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปจะมีรสชาติขมของสะเดาติดเคลือบเมล็ดไปด้วย ทำให้เวลานกหรือหนูมากินแล้วเกิดความไม่อร่อย กินแล้วขน ก็ลดการกินลงได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ได้เก็บข้อมูลมา วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ ถ้าในพื้นที่ไหนหาเมล็ดสะเดายาก ในพื้นที่นั้นๆไม่มี ก็สามารถใช้ ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ “ไทเกอร์เฮิร์บ”ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษทดแทนกันได้เช่นกันนะครับ……สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.0859205846 / LINE ID : +

  • เทคนิคการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและต้านทานเชื้อราของข้าวที่หว่านในนา

    บทความตอนที่แล้วนำเสนอเทคนิคการป้องกันนกหนูมากินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในนาในช่วงนี้ มาต่อในบทความตอนนี้นำเทคนิควิธีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวที่หว่านและทำให้ข้าวที่หว่านงอกขึ้นมาพร้อมกับมีความต้านทานต่อโรคเชื้อราที่เป็นปัญหาสำคัญของข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิควิธีที่กล่าวมานี้ สามารถทำควบคู่กับการป้องกันนกหนูไปได้พร้อมกับ โดยตัวที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวก็คือไคโตซาน ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชช่วยในการเจริญเติบโตที่ดี เร่งการเจริญเติบโตของข้าวได้ วิธีการก็แค่น้ำไปผสมน้ำที่แช่ข้าวก่อนหว่านเช่นเดี่ยวกับเทคนิคการป้องกันนกหนู โดยใช้อัตรา ไคโตซาน 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราหว่านไปมีอัตราการงอกเพิ่มขึ้นมา มีข้อมูลภาคสนามได้ข้อมูลมาว่า แปลงนาที่แช่ไคโตซานแล้วนำไปหว่านพบว่าการเจริญเติบโตของข้าวจะดีกว่าแปลงที่แช่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว     +

  • โรคเชื้อรามะละกอ พร้อมการดูแลแบบปลอดสารพิษ

    มะละกอเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก +

  • ขุดสระน้ำประจำไร่นา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    ปัจจุบันผู้คนหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งคนที่ทำงานสายราชการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งพนักงานบริษัทพนักงานโรงงาน ก็หันมาทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริมกัน บ้างก็ปลูกมะนาวคนละ 5 ต้น 10 ต้น บ้างก็ทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆขนาด 500-1000 ก้อนไว้เก็บดอกขายทุกเช้า บางคนพอมีพื้นที่เยอะหน่อยก็ปลูกเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ถ้าไม่มองการดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งปัญหาที่น่าจะหันมาให้ความสำคัญมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตร คนเราอดข้าวได้เป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิด 10 +

  • อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แมลงจ่อคิวระบาด

    หากกล่าวถึงแมลงศัตรูพืชที่ร้ายกาจจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักคะน้า กวางตุ้ง ต้องปวดหัวที่ต้องคอยหาวิธีมาป้องกันกำจัด ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดจะเป็นแมลงศัตรูพืชอันดับต้นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึง เนื่องจากมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้ผลผลิตออกเป็นบริเวณกว้างเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญป้องกันกันกำจัดค่อนข้างได้ยากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบปลอดสารพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเอาเสียเลย แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ “ใจร้อน” เมื่อป้องกันกำจัดแล้วไม่ได้ผลก็มักจะมาใช้สารเคมีกำจัดเหมือนเดิม การใช้เคมีกำจัดนอกจากจะกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้วยังทำลาย “ตัวห้ำตัวเบียน”ในธรรมชาติไปด้วยตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือชนิดปีกเหลืองแถบน้ำตาล (Phyllotreta flexuosa) +