• ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ “ไบโอเซ็นเซอร์” ใช้กับเห็ดได้ไหม?

    เริ่มมีคำถามให้ได้ยินหนาหูมากขึ้นทุกขณะ เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพสายพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่พัฒนาให้ได้มาตรฐานตามที่ กรมวิชาการเกษตรกำหนด ซึ่งมีขั้นตอนเยอะแยะมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำ โปรโตคอล ทำท๊อกซิโคโลยี การทดสอบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การทำ LD50 (lethal dose) คือ ขนาดของยาหรือสารที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวน 50% ของจำนวนที่กำหนด และการทำแปลงทดสอบอัตราการใช้ให้ได้ผลชัดเจน ตามที่กรมวิชาการเกษตรต้องการ ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ หรือ บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด จึงต้องมีการพัฒนาอัพเกรดสายพันธุ์จุลินทรีย์ต่างๆ ให้ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่พี่น้องเกษตรกรทั้งในประเทศไทยและกลุ่มอาเซียน ได้มีการนำเอาผลิตภัณฑ์ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพเหล่านี้ไปทดสอบมาตรฐานการทำเกษตรอินทรีย์ การรับรองว่าสามารถปลูกผักอินทรีย์ได้ (Organic Thailand) และมาตรฐานการรับรองจาก IFOAM ระดับยุโรป          หนึ่งใน 5 เสือจุลินทรีย์ภาพที่ชื่อว่า “ไบโอเซ็นเซอร์ (Bacillus Subthilis spp.)” ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมากจาก “บีเอสพลายแก้ว Bacillus Subthilis spp.”  ซึ่งในวงการเพาะเห็ดจะรู้จักเป็นอย่างดี เมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีมาตรฐานที่สูง และผนวกกับชื่อการค้าที่เปลี่ยนไป จึงทำให้แฟนคลับ “บีเอสพลายแก้ว” เดิม เกิดความสงสัยอยู่บ้างเหมือนกัน ว่าเจ้า “ไบโอเซ็นเซอร์” นี้สามารถที่จะใช้ในการเพาะเห็ดหลากหลายชนิดได้หรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตตอบในทีนี้เลยนะครับ ว่าการใช้ “ไบโอเซ็นเซอร์” ทดแทน “บีเอสพลายแก้ว” ในการเพาะเห็ดนั้น ไม่มีปัญหาด้านลบ หรือมีผลกระทบข้างเคียงกับเห็ดอย่างแน่นอนครับ ยังคงคุณสมบัติในการช่วยให้เห็ดปลอดภัยจากโรคเชื้อราต่างๆ ที่รบกวนเห็ด ไม่ว่าจะเป็นราเขียว ราดำ รากเมือก ราส้ม หรือราอื่นๆ ที่เป็นศัตรูเห็ด   เจ้า “ไบโอเซ็นเซอร์” นี้เขาสามารถที่จะจัดการเชื้อราโรคศัตรูเห็ดได้สบายครับ     มนตรี  บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com +

  • ปูนขาว….มิใช่เครื่องมือฆ่าเชื้อโรค

  • หินแร่ภูเขาไฟ…เป็นบ้านให้น้องจุลินทรีย์

  • ปรับปรุงดินอย่างไร….ให้พืชโตเร็ว

  • ปูนขาว….มิใช่เครื่องมือฆ่าเชื้อโรค

    ในอดีตสมัยปู่ยาตายายเมื่อมีการขุดบ่อขุดสระเลี้ยงปลา…หลังจากขุดเสร็จก็จะมีอยู่อย่างหนึ่งที่พบเห็นกันได้บ่อยมากๆ คือ การหว่านหรือโรย “ปูนขาว” ไปทั่วพื้นและด้านข้างบ่อ เมื่อมีคนสงสัย….และไปถามว่า ใส่ไปเพื่ออะไร….ส่วนใหญ่ก็จะได้คำตอบว่า“ใส่ตามๆเขาไป”  หรือไม่ก็ “ใส่เพื่อฆ่าเชื้อโรค” ?!?!?  บางคนก็พยักหน้าเออๆ ออๆ กันไป โดยก็ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงๆ การใส่ตามๆกันมาก็ยังพอเข้าใจในวิถีแบบไทยๆ ได้ในระดับหนึ่ง แต่การใส่ปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรคนั้น เห็นทีว่าจะต้องถกกันยาว….เพราะเท่าที่ทราบ ในประเทศไทย….ยังไม่มีรายงานการวิจัยใดๆ แม้แต่ชิ้นเดียวที่อ้างถึง การใช้ปูนขาวฆ่าเชื้อโรค หรือ คุณสมบัติของปูนขาวที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ มิเช่นนั้น สารเคมีกำจัดเชื้อราโรคพืชคงจะขายไม่ออกเป็นแน่!     แต่คุณสมบัติของปูนขาว (Calcium hydroxide) ที่มีความเป็นด่างสูง เมื่อนำไปหว่านโรยในพื้นและผนังด้านข้างบ่อ ทำให้ค่าความเป็นกรดและด่างของดินเดิมเปลี่ยนแปลงไป คือจะมีความเป็นด่างเพิ่มสูงขึ้น (มีค่าพีเอชสูงมากกว่า 7) จึงทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆ จุลินทรีย์ต่างๆ อาจจะเจริญเติบโตได้ช้า และเป็นผลพลอยได้ว่าเชื้อโรคก็เจริญเติบโตได้ยากด้วยเช่นกัน อันนี้ก็อาจจะพออนุโลมกันได้บ้าง แต่การใส่ปูนขาว โดยไม่วัดกรดและด่างของดินและน้ำให้ดีเสียก่อน น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดโทษต่อพี่น้องเกษตรกรมากกว่า เนื่องด้วยดินและน้ำที่มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของ ปลาหรือกุ้งน้ำจืดนั้นจะต้องมีค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 7 คือมีค่ากลางๆ แต่ถ้าเราไปใส่ปูนก่อนวัดค่าพีเอชของดินและน้ำเสียก่อน…..น้ำจากธรรมชาติที่มีความเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติดีอยู่แล้ว เมื่อทำปฏิกิริยากับปูนขาว ก็จะกลายเป็นด่างเพิ่มขึ้น …..น้ำและดินที่เป็นด่างผิดแผกไปจากเดิม ….เมื่อปล่อยลูกกุ้ง ลูกปลาตัวเล็กๆ น้อยๆ …..ก็จะทำให้เกิดอาการเครียด ปรับตัวไม่ทัน มีการเจริญเติบโตช้า….. เมื่อเกษตรกรเจอแบบนี้เข้า….ก็ต้องหัหน้าไปหาร้านขายปูน ขายวัสดุอุปกรณ์ต่างๆทางการเกษตรอีกรอบ เพื่อที่จะถามหา ฮอร์โมน วิตามิน อาหารเสริมต่างๆ ที่จะช่วยให้ลูกกุ้ง ลูกปลา มีการเจริญเติบโตได้รวดเร็วยิ่งๆขึ้น….แท้ที่จริงแล้วที่ลูกกุ้ง ลูกปลาตัวเล็กๆ ยังอ่อนแออยู่ มีความเครียด ไม่กินอาหาร โตช้าเนื่องด้วย สาเหตุมาจากค่าความเป็นด่าง จากปูนขาวนั่นเอง                มนตรี  บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com +

  • หินแร่ภูเขาไฟ…เป็นบ้านให้น้องจุลินทรีย์

  • ปรับปรุงดินอย่างไร….ให้พืชโตเร็ว

  • เทคนิคการป้องกันกำจัด “ไรไข่ปลา” ในก้อนเห็ด

  • หินแร่ภูเขาไฟ…เป็นบ้านให้น้องจุลินทรีย์

    Sep 17@ 8:12 am

    ความนิยมการใช้หินแร่ภูเขาไฟ (Volcano Rock) ในการเกษตรนั้น เริ่มมีคนเห็นประโยชน์มากขึ้น มีการใช้หินแร่ภูเขาในเกือบทุกวงการ ทั้งการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ปลาสวยงาม แค๊กตัส เดหลี หน้าวัว ข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา พืชไร่ไม้ผลต่างๆ +

  • ปรับปรุงดินอย่างไร….ให้พืชโตเร็ว

    ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เคยมีพระราชดำรัสว่า ปลูกพืชให้ดู “ดิน” เลี้ยงปลาให้ดู “น้ำ” คือต้องศึกษารากเหง้าหรือเจาะลึกไปที่แก่น เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ตรงประเด็น การแก้ปัญหาแบบผิวเผินก็หรือปลายเหตุจะเป็นการสิ้นเปลืองเวลาและเงินทองไปโดยเปล่าประโยชน์ จากการไปบรรยายตามที่ต่างๆ ในปัจจุบันก็ยังคงพบว่าพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังขาดความรู้เรื่องการเตรียมดิน ไม่เคยมีการตรวจวัดค่าความเป็นกรดและด่างของดิน ทำให้เมื่อปลูกพืชแล้ว พืชไม่โต ไม่ตอบสนอง ต้องใส่เสริมเพิ่มปุ๋ยแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยใช่เหตุ คุณสมบัติของดินที่จะทำให้พืชโตเร็ว ดูดกินปุ๋ยจากดินในธรรมชาติได้มากคือดินจะต้องมีความ โปร่ง ฟู ร่วน ซุย ระบายถ่ายเทน้ำได้ดี มีองค์ประกอบของดินทรีย์วัตถุเช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เศษไม้ ใบหญ้าที่เปื่อยผุสมบุรณ์แล้วพอประมาณ +

  • เทคนิคการป้องกันกำจัด “ไรไข่ปลา” ในก้อนเห็ด

  • เมธาไรเซียม(ฟอร์แทรน)จุลินทรีย์กำจัดปลวก ชื่อนี้ไว้วางใจได้มากกว่า 40ปี

  • เทคนิคการป้องกันกำจัด “ไรไข่ปลา” ในก้อนเห็ด

    ถ้าพูดถึงแมลงศัตรูเห็ดที่น่ากลัวที่สุดก็น่าจะเป็น ตัวไร ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดถึงกับเจ๊งได้เลย ไรเป็นแมลงศัตรูเห็ดที่ตัวเล็กมากต้องใช้แว่นขยายถึงจะมองเห็น มีวงจรชีวิตสั้น ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถระบาดสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแมลงศัตรูเห็ดประเภทไร ที่พบและเป็นที่รู้จักกันดีของผู้เพาะเห็ดบ้านเราก็คือ ไรไข่ปลา ลักษณะการเข้าทำลายของไรไข่ปลา จะกัดกินเส้นใย(โดยเฉพาะเส้นใยที่กำลังเจริญเติบโต) ทำให้เส้นใยขาดออกจากกันและทำให้เส้นใยหยุดการเจริญเติบโต แล้วเห็ดก้อนนั้นก็จะเสียในที่สุด สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับผู้เพาะเห็ด     แนวทางป้องกันแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่แนะนำให้กับเกษตรกรผู้เพราะเห็ดที่ทำก้อนเชื้อเห็ดเอง นองเหนือจากการฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์กำจัดไรเห็ดที่ชื่อ ไมโตฟากัส ที่ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้ใช้ส่งเสริมมาหลายสิบปี ที่สามารถป้องกันกำจัดไร่ในก้อนเห็ดของพี่ๆน้องๆที่เพาะเห็ดใช้ได้ผลกันอยู่แล้ว การป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดการระบาดน่าจะเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสียหายของก้อนเห็ดได้แบบยั่งยืนและยาวนานกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วมาแก้ด้วยจุลินทรีย์ไมโตฟากัสทีหลัง โดยหลักการป้องกันไรไข่ปลาที่แนะนำอยู่คือการใส่หินแร่ภูเขาไฟที่ชื่อพูมิชซัลเฟอร์ ในตอนที่ผสมอาหารลงไปในก้อนเชื้อเห็ดด้วย หินแร่ภูเขาไฟพูมิชซัลเฟอร์นอกจากจะเป็นอาหารที่ช่วยให้เห็ดเจริญเติบโต ให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพโดยตรงของเห็ดแล้ว พูมิชซัลเฟอร์ยังช่วยทำให้เชื้อของเห็ดและเส้นใยของเห็ด มีความแข็งแรงแข็งแกร่งด้วย ช่วยต้านทานการเข้าทำลายของไรไข่ปลาที่เข้ามากัดกินเชื้อและเส้นใยเห็ดได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อเส้นใยแข็งแกร่งแล้วไรไขปลาไม่สามารถกัดกินเส้นใยของเห็ดได้ +

  • เมธาไรเซียม(ฟอร์แทรน)จุลินทรีย์กำจัดปลวก ชื่อนี้ไว้วางใจได้มากกว่า 40ปี

  • “คัทออฟ” & “ฟอร์แทรนด์” จุลินทรีย์พิชิตหนอนด้วงในกองปุ๋ยหมัก

  • ข่าวเกษตรApr 24@ 8:16 amthaigreenagro

    เทคนิคการเตรียมเมล็ดข้าวก่อนหว่านป้องกันนกหนูมากิน

    ในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกๆปี เป็นช่วงฤดูกาลหว่านข้าวนาปีของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสานที่ทำนาปีกันเกือบทั้งภาค ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการหาเมล็ดพันธุ์ข้าวกันแล้ว บางรายมีการคัดเลือกข้าวจากแปลงนาตัวเองไว้ตั้งแต่รอบการทำนาปีที่แล้ว บางรายก็ทันสมัยหน่อยหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวตามร้านขายปุ๋ยยา-เมล็ดพันธุ์ ใกล้บ้าน การทำนาในภาคอีสานปัจจุบัน จะนิยมหว่านข้าวตอนที่พื้นที่ยังแห้งไม่มีน้ำ แล้วไถกลับทิ้งไว้ รอให้เทวดาประทานฝนตกลงมาให้ ช่วงเดือนพฤษภาคม จึงจะค่อยๆเห็นเมล็ดข้าวงอกเขียวขจีขึ้นมา ในช่วงระหว่างรอฝนจะพบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติมีนกมาจิกกินเมล็ดข้าว มีหนูมาคุ้นเขี่ยเมล็ดข้าวไปกิน ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหายไป เกิดพื้นที่ว่างเวลาข้าวงอกขึ้นมา ทำให้เสียพื้นที่ไปโดยป่าวประโยชน์ ผลผลิตข้าวต่อไร่หายไปถ้าไม่มีการแก้ไขโดยการนำกล้ามาปักดำ ซ่อมในส่วนแหว่งๆไป เป็นการเพิ่มต้นทุนการทำนา(ในกรณีจ้างแรงงาน) เสียเวลาและแรง(กรณีทำเอง)            ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษขำแนะนำเทคนิควิธีง่ายๆในการลดการกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้ในนาของนกและหนู โดยไม่ต้องทำบาปโดยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ต้องใช้วิธีทารุณรุนแรงเช่นการใช้ไฟฟ้าช๊อต วิธีการที่แนะนำคือการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องไรปลายนา เช่นสะเดา ซึ่งทางภาคอีสานมีต้นสะเดาเยอะอยู่แล้ว เพราะคนอีสานชอบทานยอดสะเดากับน้ำพริกอยู่แล้ว นำเอาเมล็ดสะเดาที่ร่วงหล่นใต้ต้นสะเดานำมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปแช่น้ำเปล่า หมักไว้ 15 วัน จากนั้นนำน้ำที่หมักแล้วไปผสมกับน้ำที่ใช้แช่พันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน สะเดาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องรสขม ทำให้พันธุ์ข้าวที่เราเปลี่ยนจากแช่น้ำเปล่า เป็นแช่ในน้ำหมักสะเดา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปจะมีรสชาติขมของสะเดาติดเคลือบเมล็ดไปด้วย ทำให้เวลานกหรือหนูมากินแล้วเกิดความไม่อร่อย กินแล้วขน ก็ลดการกินลงได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ได้เก็บข้อมูลมา วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ ถ้าในพื้นที่ไหนหาเมล็ดสะเดายาก ในพื้นที่นั้นๆไม่มี ก็สามารถใช้ ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ “ไทเกอร์เฮิร์บ”ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษทดแทนกันได้เช่นกันนะครับ……สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.0859205846 / LINE ID : +

  • เทคนิคการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและต้านทานเชื้อราของข้าวที่หว่านในนา

    บทความตอนที่แล้วนำเสนอเทคนิคการป้องกันนกหนูมากินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในนาในช่วงนี้ มาต่อในบทความตอนนี้นำเทคนิควิธีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวที่หว่านและทำให้ข้าวที่หว่านงอกขึ้นมาพร้อมกับมีความต้านทานต่อโรคเชื้อราที่เป็นปัญหาสำคัญของข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิควิธีที่กล่าวมานี้ สามารถทำควบคู่กับการป้องกันนกหนูไปได้พร้อมกับ โดยตัวที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวก็คือไคโตซาน ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชช่วยในการเจริญเติบโตที่ดี เร่งการเจริญเติบโตของข้าวได้ วิธีการก็แค่น้ำไปผสมน้ำที่แช่ข้าวก่อนหว่านเช่นเดี่ยวกับเทคนิคการป้องกันนกหนู โดยใช้อัตรา ไคโตซาน 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราหว่านไปมีอัตราการงอกเพิ่มขึ้นมา มีข้อมูลภาคสนามได้ข้อมูลมาว่า แปลงนาที่แช่ไคโตซานแล้วนำไปหว่านพบว่าการเจริญเติบโตของข้าวจะดีกว่าแปลงที่แช่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว     +

  • โรคเชื้อรามะละกอ พร้อมการดูแลแบบปลอดสารพิษ

    มะละกอเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก +

  • ขุดสระน้ำประจำไร่นา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    ปัจจุบันผู้คนหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งคนที่ทำงานสายราชการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งพนักงานบริษัทพนักงานโรงงาน ก็หันมาทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริมกัน บ้างก็ปลูกมะนาวคนละ 5 ต้น 10 ต้น บ้างก็ทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆขนาด 500-1000 ก้อนไว้เก็บดอกขายทุกเช้า บางคนพอมีพื้นที่เยอะหน่อยก็ปลูกเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ถ้าไม่มองการดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งปัญหาที่น่าจะหันมาให้ความสำคัญมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตร คนเราอดข้าวได้เป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิด 10 +

  • อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แมลงจ่อคิวระบาด

    หากกล่าวถึงแมลงศัตรูพืชที่ร้ายกาจจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักคะน้า กวางตุ้ง ต้องปวดหัวที่ต้องคอยหาวิธีมาป้องกันกำจัด ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดจะเป็นแมลงศัตรูพืชอันดับต้นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึง เนื่องจากมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้ผลผลิตออกเป็นบริเวณกว้างเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญป้องกันกันกำจัดค่อนข้างได้ยากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบปลอดสารพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเอาเสียเลย แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ “ใจร้อน” เมื่อป้องกันกำจัดแล้วไม่ได้ผลก็มักจะมาใช้สารเคมีกำจัดเหมือนเดิม การใช้เคมีกำจัดนอกจากจะกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้วยังทำลาย “ตัวห้ำตัวเบียน”ในธรรมชาติไปด้วยตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือชนิดปีกเหลืองแถบน้ำตาล (Phyllotreta flexuosa) +