กล้วยไม้, ไม้ดอก-ไม้ประดับ

น้ำ กับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้

                    คำถามที่พบบ่อย จากนักเลี้ยงกล้วยไม้มือใหม่ กล่าวโดยสรุปคือ จะทำอย่างไร ตัวเองในฐานะมือใหม่หัดปลูกเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ชอบอ่านวารสารเกี่ยวกับการเลี้ยงกล้วยไม้ บรรณาธิการได้ขอร้องให้ถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อประโยชน์ต่อผู้เลี้ยงมือใหม่ ซึ่งจะอธิบายเรียงลำดับเรื่อยไป บนพื้นฐานเท่าที่จำเป็นสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เกี่ยวข้องด้วยเรื่องเคมีบ้างเล็กน้อย กายภาพบ้าง และชีววิทยาบ้าง โดยหวังว่าจะนำเราทั้งหมด ไปสู่ความรู้ความเข้าใจในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ได้ไม่ยากนัก


 


                  สำหรับท่านที่ต้องการทราบข้อมูลมากกว่านี้ ให้อ่านหนังสือ “The Orchid Grower’s Manual” by Gordon C. Morrison, Kangaroo Press ; ISBN 0 86417 227 3


 

fiogf49gjkf0d

คำนำ


                  การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จำเป็นจะต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของต้นกล้วยไม้ แสงแดด น้ำ อากาศ และ แร่ธาตุอาหาร  การเจริญเติบโตเรื่อยไปจนกระทั่งออกดอกนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดการให้ปัจจัยดังกล่าวแล้วข้างต้นถูกต้องสมบูรณ์สูงสุด ความเห็นในเรื่องของ แสง และ อากาศ ว่าอย่างไรถูกต้องเหมาะสมนั้น มักเป็นที่ยอมรับเหมือน ๆ กันในหมู่ผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ แต่จะให้น้ำให้ปุ๋ยอย่างไร ยังมีความเห็นที่หลากหลายต่างกัน และต่อไปนี้คือเรื่องราวบทบาทของน้ำ ที่จะนำมาพูดคุยกัน


 


 คุณสมบัติทางเคมี และทางกายภาพของน้ำ


 


                  น้ำประกอบด้วย 2 อะตอมของธาตุไฮโดรเจนกับอีก 1 อะตอมของธาตุออกซิเจน มีสูตรทางเคมีคือ H20 น้ำมีคุณสมบัติพิเศษมากมาย ซึ่งสามารถนำคุณสมบัติที่ดีมีประโยชน์มาใช้เลี้ยงกล้วยไม้


 


                  น้ำ เป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันปกติ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส


 


                  น้ำเป็นของเหลวมีอยู่มากทั่วไปบนโลก สารต่างๆ เป็นจำนวนมาก สามารถละลายน้ำได้มากกว่าที่จะละลายในของเหลวอื่นๆ คุณสมบัติข้อนี้นับว่าสำคัญมากสำหรับระบบชีวภาพ ทั้งนี้เนื่องจากปฏิกิริยาชีวเคมีทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นได้ในสารละลายในน้ำ เท่านั้น


 


                  น้ำเป็นเพียงหนึ่งในสารน้อยชนิด หรือบางทีอาจเป็นแค่เพียงหนึ่งเดียว ที่เป็นของเหลวซึ่งเมื่อกลายเป็นของแข็งที่ 0.4 องศาเซลเซียส แล้วขยายตัว ด้วยเหตุนี้น้ำแข็งจึงเบากว่าน้ำ ทำให้ลอยน้ำ ถ้าน้ำไม่มีคุณสมบัติที่ว่านี้ น้ำจืดทั้งหมดก็จะจมลงสู่ก้นท้องมหาสมุทรในรูปของน้ำแข็ง


 


                  น้ำเป็นของเหลวที่มีแรงตึงผิวมากกว่าของเหลวชนิดอื่นๆ แรงตึงผิวคือแรงที่โมเลกุลของน้ำยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกันไม่ให้ห่างจากกัน ดังนั้น หยดน้ำจึงมีรูปร่างทรงกลม ในขณะที่หยดแอลกอฮอล์แบนราบ ทั้งนี้เพราะแอลกอฮอล์มีแรงตึงผิวน้อยนั่นเอง เมื่อดูดน้ำในท่อเล็ก ๆ ที่ปลายด้านหนึ่ง ก็จะทำให้น้ำในท่อนั้นทั้งหมดเคลื่อนตัวตามกันมาโดยไม่ขาดตอนจากกัน น้ำสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั่วต้นพืช ก็โดยอาศัยแรงตึงผิวของน้ำนั่นเอง


 


                  น้ำมีความร้อนแฝงสูง หมายถึง ความร้อนจำนวนมากเป็นพิเศษที่ถูกดูดนำไปใช้ เพื่อละลายน้ำแข็งให้กลายเป็นน้ำ และความร้อนจำนวนเท่ากันนี้ จะถูกปลดปล่อยออกมา เมื่อต้องทำให้น้ำให้กลับไปเป็นน้ำแข็ง ทำนองเดียวกันเมื่อน้ำระเหยกลายเป็นไอ ก็จะดูดความร้อนจำนวนมากไปใช้ในการที่ต้องเปลี่ยนสถานะ มากกว่าของเหลวชนิดอื่นๆ คุณสมบัติในข้อนี้สามารถนำมาใช้ในการปรับ ลด หรือเพิ่มอุณหภูมิรอบ ๆ  สิ่งแวดล้อมของต้นกล้วยไม้ ให้เย็นลงหรือร้อนขึ้นก็ได้  เราสามารถที่จะใช้คุณสมบัติที่พิเศษของน้ำมาปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ มากกว่าคิดว่ามันเป็นเพียง H20 สำหรับเราและต้นกล้วยไม้เท่านั้น


 


น้ำ สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต


 


                  น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ไม่มีน้ำ ชีวิตก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เกิดขึ้นในสารละลายในน้ำ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ มีน้ำประกอบอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น พืชขณะยังดำรงชีวิตอยู่ จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 80 90 เปอร์เซ็นต์


 


                  การปล่อยให้พืชขาดน้ำอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้พืชสูญเสียน้ำ เหี่ยวแห้ง และตายในที่สุด และก็คงไม่มีนักเลี้ยงกล้วยไม้สมัครเล่นคนไหน ที่ต้องการจะฆ่าต้นกล้วยไม้ด้วยมือของตน


 


                  เราอาจจะเปรียบเซลล์ของพืชว่าเสมือนถุงบรรจุน้ำ ซึ่งภายในมีสารทั้งที่ละลายในน้ำ และส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น นิวเคลียส ไมโตคอนเดรีย ที่ซึ่งปฏิกิริยาเคมีสามารถเกิดขึ้นได้ โดยมีผนังห่อหุ้มถุงนี้ไว้และคอยควบคุมการเข้าออกของ น้ำและสารอื่น เข้าสู่ภายในและออกจากเซลล์ ทั้งหมดมีผนังกั้นที่แข็งแรง ประกอบรวมกันเป็นโครงสร้างของพืช แต่ว่าผนังกั้นเล็ก ๆ ที่ว่านี้มีรูเชื่อกับเซลล์ที่อยู่ติดกันโดยตลอดและสามารถแลกเปลี่ยนสารเคมีระหว่างกันได้ อาจมองต้นพืชเหมือนกับว่า เป็นคล้ายถุงน้ำจำนวนมากที่เชื่อมติดกัน ด้วยผนังที่แข็งแรง ซึ่งแต่ละถุงสามารถเลือกเปิดหรือปิดทะลุถึงกันได้นั่นเอง


 


                  พูดกันว่า ต้นกล้วยไม้ส่วนมากตายเพราะให้น้ำมากเกิน มากกว่าการปล่อยให้ขาดน้ำบ้างเล็กน้อย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ ถึงบทบาทของน้ำที่มีต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไม้จนถึงขั้นที่การจะให้มีดอก ว่าอย่างไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าเราเข้าใจว่า ทำไมจำเป็นต้องให้น้ำต้นกล้วยไม้ก็จะเข้าใจได้ว่า จะต้องให้อย่างไร และเมื่อไร เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมจะต้องให้น้ำ ก็จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องของความชื้นสัมพัทธ์ และต้นกล้วยไม้ใช้น้ำอย่างไร เพื่อดูดซับสารอาหารและเคลื่อนย้ายสารอาหารจากรากไปสู่ลำต้น ต้องเข้าใจกระบวนการคายน้ำ การดูดซับสารอาหารและการเคลื่อนย้ายสารอาหาร


 


น้ำและความชื้นสัมพัทธ์


 


                  ความชื้นในที่นี้หมายถึงน้ำในรูปของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ ที่อุณหภูมิ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง อากาศสามารถเก็บไอน้ำไว้ได้จำนวนหนึ่ง มากจนจถึงจุดอิ่มตัว ขณะใดที่อุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น อากาศก็จะเก็บไอน้ำไว้ได้มากขึ้น แต่เมื่อใดที่อากาศเย็นลง อากาศก็จะเก็บรักษาไอน้ำไว้ได้น้อยลง และเมื่อใดมีไอน้ำมากเกิน ส่วนที่มากเกินก็จะถูกปลดปล่อยกลับคืนออกมาในรูปของ หมอกบ้าง น้ำค้างบ้าง และฝนบ้าง ปริมาณไอน้ำในอากาศที่อุณหภูมิขณะใดขณะหนึ่ง แสดงค่าได้ โดยเปรียบเทียบกับปริมาณไอน้ำสูงสุด ณ จุดอิ่มตัวที่อุณหภูมิขณะเดียวกันนี้ เรียก ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ เมื่ออากาศอิ่มตัวด้วยปริมาณไอน้ำสูงสุดกล่าวได้ว่า ณ อุณหภูมิขณะนั้น ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเท่ากับ 100 %


 


                  พืชต้องปลดปล่อยน้ำเข้าสู่บรรยากาศ ด้วยกระบวนการคายน้ำ เพื่อสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 100 % พืชจะไม่สามารถคายน้ำได้เลย ดังนั้นการรักษาความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศของอากาศให้สูงเกินไป จึงไม่กอ่ให้เกิดประโยชน์ต่อพืชมากนัก ทำนองเดียวกัน ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศต่ำเกินไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน เพราะพืชจะสูญเสียน้ำสู่บรรยากาศ มากกว่าจะดูดขึ้นมาจากเครื่องปลูก ถ้าพืชต้องการอยู่ภายใต้เงื่อนไขเช่นว่านั้น พืชจะเหี่ยวแห้งอย่างรวดเร็ว และตายในที่สุดพืชจำต้องปลดปล่อยน้ำออกจากใบ หรือคายน้ำออกใบ เพื่อทำหน้าที่ที่ถูกต้องเหมาะสม เราจึงต้องมาพิจารณาถึงกระบวนการคายน้ำ และความสัมพัทธ์เกี่ยวเนื่องของการคายน้ำกับการเจริญเติบโตของพืช


 


น้ำและการคายน้ำ


 


                  เนื่องจากส่วนต่างๆ ของต้นกล้วยไม้ ประกอบไปด้วยน้ำ จึงต้องการน้ำมากเพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่อย่างไรก็ตาม น้ำที่ถูกดูดโดยต้นกล้วยไม้ ส่วนมากไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่ทั้งหมดแต่สูญเสียสู่บรรยากาศผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การคายน้ำแรกเลยทีเดียวอาจเห็นว่าเป็นการสูญเปล่าอย่างไรก็ดี เราจะพบว่า กระบวนการคายน้ำนั้น ทำให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลต่อเนื่องสืบกันไม่ขาดสายไหลจากเครื่องปลูกเข้าสู่ราก จากรากเข้ามาในลำต้น จากลำต้นขึ้นไปสู่ใบ และไหลผ่านออกทางปากใบสู่บรรยากาศ ถ้าปราศจากสายน้ำที่ว่านี้ พืชก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย


 


                  ภายในรากและลำต้นของพืช มีเซลล์ที่ตายแล้วประกอบเข้าด้วยกันเป็นท่อที่เล็กมากเชื่อมโยงถึงกันหมดเรียก ไซเล็ม หรือที่รู้จักกันว่า ท่อน้ำนั่นเอง พืชใช้ลำเลียงน้ำ และสารละลายธาตุอาหารจากรากไปสู่ใบ ภายในเซลล์ของใบ จะชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ใต้ใบจะมีรูเล็กๆ เรียกว่าปากใบ สามารถเปิดปิดตอบสนองต่อแสงแดด ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ และน้ำที่สัมพันธ์โดยตรงกับพืชเมื่อปากใบเปิด น้ำก็จะระเหยออกจากผิวน้ำบางๆ ตรงบริเวณส่วนที่น้ำสัมผัสกับอากาศภายในปากใบแต่เนื่องจากน้ำ มีคุณสมบัติในการเกาะกุมยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน ก็จะดึงน้ำมาชดเชยในส่วนที่หายไปโดยส่งต่อน้ำจากท่อน้ำเล็ก ๆ ในใบ จากท่อน้ำในลำต้นและจากน้ำที่รากดูดขึ้นมา ดังนั้นการระเหยของน้ำออกจากใบ ที่เรียกกันว่า การคายน้ำนั้น ทำให้เกิดการดึงน้ำจากรากขึ้นมาสู่ลำต้น และเข้ามาสู่ใบ


 


                  โมเลกุลของน้ำภายในรากมีอิสระที่จะเคลื่อนไหวไปมาได้ง่าย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มวลของน้ำที่รากมีพลังงานสะสมอยู่มาก น้ำที่รากจึงเคลื่อนตัวไปสู่ใบ ซึ่งเป็นบริเวณที่มวลของน้ำมีพลังงานสะสมอยู่น้อยกว่า น้ำจะเคลื่อนตัวจากแหล่งที่มีพลังงานสะสมมากกว่า ไปสู่ที่ที่มีพลังงานสะสมน้อยกว่าเสมอแรงตึงผิวของน้ำช่วยปรับพลังงานสะสมของน้ำให้เท่ากัน เหตุนี้น้ำจากเครื่องปลูกจึงเข้าสู่ต้นกล้วยไม้ได้


 


                  ผลจากการคายน้ำอีกประการหนึ่ง ก็คือ การลดอุณหภูมิของใบพืช ใบพืชที่ถูกแสงแดดแผดเผาจะร้อนมาก ๆ ถ้าไม่มีการระเหยของน้ำผ่านออกทางปากใบ ณ ที่นี้นี่แหลที่ความร้อนแฝงมีความสำคัญต่อพืช เพราะขณะที่น้ำระเหย จำเป็นต้องดูดความร้อนจำนวนมากไปใช้ในการเปลี่ยนสภาพจากน้ำให้กลายเป็นไอน้ำ เท่ากับว่า ความร้อน ถูกนำออกไปจากใบในทุกขณะที่มีการคายน้ำ คุณสมบัติของน้ำที่มีความร้อนแฝงสูงซึ่งช่วยให้พืชเย็นได้เช่นกัน เพียงตั้งขวดน้ำระหว่างต้นพืชในเวลากลางวัน น้ำจะอุ่น ตกตอนกลางคืน อากาศเย็นลง ก็จะปลดปล่อยความร้อนที่เก็บเอาไว้ออกมา แม้จะเพิ่มอุณหภูมิได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ควรจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตต่อเนื่องได้บ้าง ดีกว่าปล่อยเฉย ๆ ให้อยู่ในท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นอย่างนั้น


 


น้ำและการดูดใช้สารอาหาร


                 


                  ที่ไหนมีกระแสน้ำไหลในพืช ณ ที่นั้นก็จะมีสารที่ละลายน้ำอยู่ในสายน้ำนั้นด้วย หน้าที่สำคัญหลักใหญ่ของการคายน้ำ ก็คือการเคลื่อนย้ายธาตุอาหารเข้าสู่พืช และ ลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ ของพืช นั่นเองเมื่อน้ำในดินหรือในเครื่องปลูกเข้าสู่รากพืช ก็จะนำธาตุอาหาร เช่น ธาตุไนโตรเจน ธาตุโพแทสเซียม และธาตุกำมะถัน เป็นต้น ซึ่งละลายในน้ำบริเวณที่อยู่ข้างเคียงเข้าสู่รากพืชได้ด้วย ดังนั้นเพื่อให้น้ำเข้าสุ่รากได้มากขึ้น ก็ควรจัดการให้เครื่องปลูกมีปริมาตรมากพอ เพื่อให้รากพืชแผ่ขยายไปได้กว้างและตราบใดที่น้ำยังคงเชื่อมติดต่อถึงกันทั้งหมดภายในเครื่องปลูก น้ำและสารอาหารก็ยังคงเข้าสุ่รากได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่น้ำในเครื่องปลูกแห้ง การลำเลียงน้ำ และสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ก็จะหยุดลง น้ำและสารอาหารที่รากดูดเข้าไป จะเคลื่อนไปสู่ลำต้น และใบได้ ก็โดยอาศัยสายน้ำไหลที่เกิดจากการคายน้ำ กระบวนการเคลื่อนของสารอาหารที่ไปพร้อมกับสายน้ำนี้ เราเรียกว่า การเคลื่อนย้ายสารอาหาร


 


น้ำ และการเคลื่อนย้ายสารอาหาร


 


                  ผลของการคายน้ำที่กล่าวแล้วก็คือ การลำเลียงธาตุสารอาหาร เช่น ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม และธาตุโพแทสเซียม เป็นต้น จากรากเข้าสู่ลำต้น และใบ ซึ่งพืชจำเป็นต้องใช้ ในการดำรงชีวิติประจำวัน โดยเฉพาะการลำเลียง ธาตุไนโตรเจนในรูปของ ไนเตรท ไอออน ย่อมเกิดขึ้นได้โดยกระแสน้ำไหลจากการคายน้ำ ทางนี้ทางดียวเท่านั้น


 


                  การให้น้ำและให้ปุ๋ย มีความเกี่ยวเนื่องกัน จนกล่าวได้ว่าน้ำเป็นเครื่องนำพาปุ๋ยเข้าสู่พืชที่ดี แม้จะยังไม่มีผลการวิจัยถึงธาตุอาหารที่ต้นกล้วยไม้จำเป็นต้องใช้เป็นการเฉพาะมากนัก แต่พอสรุปได้ว่า ต้นกล้วยไม้ก็เหมือนกับพืชอื่นๆ ด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว เราสามารถสันนิษฐานได ดังต่อไปนี้


 


                  ต้นกล้วยไม้ต้องการธาตุอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง อย่างเดียวกันกับที่พืชอื่นต้องการ ต้นกล้วยไม้ จะสามารถดูดซับธาตุอาหารเหล่านี้ได้ ก็ต่อเมื่อธาตุอาหารเหล่านี้ละลายอยู่ในน้ำแล้วเท่านั้น รากของต้นกล้วยไม้ จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าขาดออกซิเจน โดยเฉพาะในเครื่องปลูกซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ และไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกตัวเข้าไปได้เลย


 


                  ความมุ่งหมายที่สำคัญของการให้น้ำแก่ต้นกล้วยไม้ ก็เพื่อให้มีน้ำพอเพียง ต่อการเจริญเติบโต และเพื่อเป็นเครื่องพาแร่ธาตุสารอาหารที่ละลายในน้ำ ถูกลำเลียงไปใช้หล่อเลี้ยงต้นกล้วยไม้ได้ตลอดชั่วชีวิตการจัดการเรื่องการให้น้ำ และธาตุสารอาหารให้เพียงพอ สำหรับเพื่อการเจริญทางลำต้นและการออกดอก จึงเป็นศิลปะเฉพาะตัวของการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ที่ดี


 


                  พืช ที่ปลูกเลี้ยงในที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์ 100 % ตลอดเวลาต่อเนื่อง จะไม่สามารถปลดปล่อยน้ำจากใบเข้าสู่บรรยากาศได้เพราะอากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำอยู่แล้ว จะค่อย ๆ ตายลงช้า ๆ เนื่องจากขาดแคลนสารอาหาร เพราะกระแสน้ำจากการคายน้ำ ได้หยุดลงโดยสิ้นเชิง ด้วยดังเหตุนี้ การที่บรรยากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศต่ำจึงไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียเลยทีเดียว ถ้าจัดการให้น้ำแก่เครื่องปลูกเพื่อให้พืชสามารถดูดน้ำชดเชยในส่วนที่ต้องสูญเสียไปจากการคายน้ำ ต้นกล้วยไม้ก็จะเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน


 


ควรจะให้น้ำก่อน หรือ จะให้ปุ๋ยก่อนกันแน่


 


                  ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า จะให้น้ำก่อนแล้วค่อยให้สารละลายปุ๋ย หรือกว่าให้สารละลายปุ๋ยก่อน อันไหนจะดีกว่ากันแน่ อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ควรให้สารละลายปุ๋ยแก่เครื่องปลูกที่แห้งเลย หรือว่าควรให้น้ำแก่เครื่องปลูกให้เปียกชื้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยให้สารละลายปุ๋ย


 


                        คำแนะนำโดยมากมักจะบอกว่า ไม่ควรให้สารละลายปุ๋ยแก่เครื่องปลูกที่แห้ง แต่ควรให้น้ำก่อน แล้วจึงให้สารละลายปุ๋ยทีหลัง เรื่องนี้ไม่น่ามีเหตุผลเพียงพอ หากลองมาพิจารณารากของต้นกล้วยไม้กันดู ต้นกล้วยไม้ส่วนมากมีรากที่มีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง ภายในใจกลางของรากเท่านั้นที่มีชีวิต ส่วนที่ห่อหุ้มรากอยู่ภายนอกเกิดจากเซลล์ที่ตายแล้ว ทำหน้าที่คล้ายฟองน้ำที่คอยดูดซับน้ำและธาตุสารอาหาร ในทุกครั้งที่น้ำและสารละลายผ่านมาสัมผัสบนพื้นผิวฟองน้ำเหล่านี้ และก็เหมือนกับฟองน้ำทั่วไป ซึ่งเมื่อดูดซับน้ำและสารละลายจนอิ่มตัวแล้ว ก็จะไม่สามารถดูดน้ำเพิ่มได้อีก


 


                  ดังนั้นเมื่อให้น้ำเสียก่อน ฟองน้ำก็จะดูดซับน้ำไว้จนเต็ม ครั้นให้สารละลายปุ๋ย ฟองน้ำนั้นก็จะไม่สามารถดูดสารละลายปุ๋ยได้อีกจนกว่าพืชจะดูดน้ำออกไป  จึงควรให้สารละลายปุ๋ยก่อนเป็นอันดับแรก


 


แล้วควรจะให้น้ำเมื่อใด


 


                มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการที่พืชคายน้ำ แต่การปล่อยให้พืชสูญเสียน้ำมากจนเกินไป ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะจะทำให้พืชเหี่ยวเฉาและเจริญเติบโตช้า เราจำเป็นต้องให้น้ำแก่ต้นกล้วยไม้ด้วยเหตุผลเพื่อมีไว้ให้พอเพียงสำหรับการคายน้ำและให้ต้นกล้วยไม้ได้รับสารอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นแล้ว เราจะให้น้ำแก่ต้นกล้วยไม้ไปทำไม เมื่อไร และอย่างไร หรือว่าเราจะให้น้ำวันนี้ ฟังดูแล้วออกจะเป็นคำถามที่โง่ๆ หรือเปล่า หยุดพักสักนิดและคิดสักชั่วครู่ ก็จะตัดสินใจได้ว่า ควรจะให้น้ำแก่เครื่องปลูกโดยตรง หรือให้น้ำที่พื้นโรงเรือนแทน จะดีกว่า


 


                  ตัวอย่างเช่น จะให้น้ำแก่ต้นกล้วยไม้ เพราะว่าเครื่องปลูกแห้ง และไม่ต้องการให้ต้นกล้วยไม้เหี่ยวแห้งแม้ขณะที่ต้นกล้วยไม้อยู่ในระหว่างช่วงการพักตัว อย่างนี้ให้น้ำที่เครื่องปลูกได้เลย แต่ถ้าต้นกล้วยไม้ต้องการน้ำเพื่อป้องกันการเหี่ยวเฉา ก็ให้น้ำที่ราก ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีส่วนเจริญที่ปลายรากแล้วก็ตามรากก็ยังคงสามารถทำหน้าที่ดูดซึมซาบผ่านเข้าทางใบและลำต้น เหตุเพราะมีไขพิเศษเคลือบป้องกันการสูญเสียน้ำเอาไว้


 


                  ถ้ารดน้ำต้นกล้วยไม้และเครื่องปลูก เพราะว่าอุณหภูมิสูงเกินไป และต้องการลดความร้อนในโรงเรือนทำอย่างนี้ผิด ต้องหน้ำที่ตัวอาคาร ฝาผนัง และพื้นโรงเรือน ๆไม่ใช่ที่ต้นกล้วยไม้ อาจฉีดพ่นน้ำให้เป็นหมอก หรือให้น้ำแต่เพียงเล็กน้อยแก่ต้นกล้วยไม้ เพื่อให้ต้นกล้วยไม้เย็นลงเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ให้น้ำแก่เครื่องปลูก ทั้งไม่มีความจำเป็นจะต้องให้น้ำแก่เครื่องปลูก ถ้าเครื่องปลูกชื้นเพียงพอสำหรับต้นกล้วยไม้อยู่แล้ว การให้น้ำแก่เครื่องปลูกเพิ่มเข้าไปอีก จะทำให้การเจริญเติบโตของต้นกล้วยไม้แย่ลงเพราะน้ำในเครื่องปลูก มีมากเกินจนรากขาดอากาศหายใจนั่นเอง


 


                  การให้น้ำแก่ต้นกล้วยไม้และเครื่องปลูก เพื่อเพิ่มความชื้นของบรรยากาศ และป้องกันการคายน้ำมากเกินไปเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ควรทำต่อเมื่อเครื่องปลูกแห้งและต้นกล้วยไม้ต้องการน้ำเพื่อป้องกันการเหี่ยวเฉาอย่างไรก็ตามจะไม่เป็นการถูกต้องเลย ที่จะให้น้ำแก่เครื่องปลูกในขณะที่เครื่องปลูกมีความชื้นเพียงพอและต้นกล้วยไม้ไม่ได้ต้องการน้ำ ในกรณีเช่นว่านี้ ควรให้น้ำที่ผนังห้องและพื้นโรงเรือนแทน


 


                  เมื่อตัดสินใจเพิ่มความชื้นให้แก่โรงเรือน เพื่อลดอัตราการคายน้ำ ให้คิดอยู่เสมอว่าการเพิ่มความชื้นของบรรยากาศ จะเป็นประโยชน์ต่อต้นกล้วยไม้เมื่อปากใบเปิด เพราะขณะปากใบปิดต้นกล้วยไม้จะสูญเสียน้ำจากการคายน้ำน้อยมาก แล้วเมื่อใดเล่าที่ต้นกล้วยไม้เปิดปากใบ ต้นกล้วยไม้บางสายพันธุ์ที่มีใบบาง เช่น ออนซิเดียม ไลคาสเต้ โอดอนโตกลอสซูม และพาฟิโอเพดิลัม ทั่วไปมักจะเปิดปากใบในเวลากลางวัน ดังนั้น ตลอดทั้งวันจะต้องไม่ปล่อยให้ความชื้นในอากาศน้อยเกินไป อันนี้สำคัญมาก ส่วนต้นกล้วยไม้สายพันธุ์ที่เปิดปากใบตอนเย็นหรือตอนกลางคืน ได้แก่ พืชที่สังเคราะห์แสงแบบแคม ซึ่งมักมีใบหนามาก ความชื้นควรจะสูงช่วงตอนเย็นหรือตอนกลางคืน ต้นกล้วยไม้สายพันธุ์ประเภทนี้ ได้แก่ แคทลียา แวนด้า เดนโดรเบียม และ ซิมบิเดียมบางสายพันธุ์ ซึ่งปากใบปิดในเวลากลางวันไม่คายน้ำความชื้นของอากาศในเวลากลางวัน ไม่ว่าจะมีมากหรือน้อยแค่ไหน ก็จะไม่มีผลกระทบต่อต้นกล้วยไม้ประเภทนี้  เพราะในเวลากลางวัน มีการสูญเสียน้ำน้อยมาก


 


แล้วจะให้น้ำบ่อยครั้งแค่ไหน


 


                  การจะให้น้ำบ่อยครั้งแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขนาดของกระถาง ขนาดของต้นกล้วยไม้ ความหยาบหือละเอียดของเครื่องปลูก และอิทธิพลของสภาพดินฟ้าอากาศ กล้วยไม้ประเภทอิงอาศัยส่วนมากมักมีการปรับตัวเอง ให้มีชีวิตอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ได้แก่ การที่มีใบหนา มีไขเคลือบหนาทั้งบนผิวใบและลำต้นเพื่อลดการคายน้ำ ลำต้นอวบอ้วนเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ในยามที่ขาดน้ำอย่างไรก็ตาม ต้นกล้วยไม้ดินที่ชิดมาทางพืชที่ขึ้นบนดิน จะมีใบบาง ไขเคลือบบางกว่าและทั่วไปไม่มีส่วนของต้นที่ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำหรือส่วนใดที่ปรับตัวเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดในสภาวะที่แห้งแล้ง


 


                  กล้วยไม้ประเภทอิงอาศัย เช่น เดนโดรเบียม ออนซิเดียม แวนด้า แคทลียา สามารถปล่อยให้เครื่องปลูกแห้งก่อนถึงเวลาการให้น้ำได้ ต่างจากกล้วยไม้ดิน เช่น พาฟิโอเพดิลัม  จะต้องหน้ำก่อนหน้าก่อนที่เครื่องปลูกจะแห้งเสมอ


 


                  ถ้าเครื่องปลูกอัดตัวแน่นหรือละเอียด (เช่น พีทมอส) ก็จะต้องให้น้ำน้อยครั้งกว่าเครื่องปลูกที่หยาบกว่า (เช่น เปลือกไม้ชิ้นใหญ่ ก้อนถ่าน ก้อนกรวด) ต้นกล้วยไม้ใหญ่ในกระถาง จะใช้น้ำมากกว่าต้นเล็กที่ปลูกในกระถางขนาดเดียวกัน ซึ่งก็ควรจะต้องให้น้ำบ่อยครั้งกว่า ถ้าอุณหภูมิร้อนมาก หรือ ถ้ามีลมแห้งพัดผ่าน ก็จำเป็นจะต้องให้น้ำบ่อยครั้งขึ้น


 


                  บ่อยครั้งที่อ่านพบในหนังสือว่า ต้นกล้วยไม้บางสายพันธุ์ ต้องการระยะพักตัวเพื่อการออกดอกที่ดี ระหว่างนี้ก็จะงดการให้น้ำ อย่างไรก็ตามในบางช่วงเวลา ก็ควรจะฉีดพ่นน้ำเป็นหมอกให้บ้าง ต้นกล้วยไม้ที่ต้องการการพักตัว โดยมากมักพบเจริญเติบโตอยู่ในภูมิอากาศเขตมรสุม ซึ่งร้อนชื้นในฤดูร้อนและเย็นแห้งในฤดูหนาว แม้จะมีฝนเล็กน้อยตกลงมาในช่วง 6 เดือนไม่บ่อยนัก ฝนหลงฤดูกมักเกิดขึ้นได้เสมอและมักมีความชื้นสัมพัทธ์สูงโดยพาะช่วงเช้าตรู่ ดังนั้น แม้จะอยู่ในช่วงพักตัวก็ควรให้น้ำบ้างเล็กน้อย ฉีดพ่นน้ำเป็นหมอกบางๆ ให้ที่ใบและพื้นโรงเรือน รักษาความชื้นให้สูงเพื่อป้องกันต้นกล้วยไม้เหี่ยวแห้งในระหว่างพักตัวรอการออกดอก


 


แล้วจะให้น้ำมากน้อยเท่าไร


 


                  การให้น้ำแต่ละครั้ง จะต้องมีน้ำมากพอทำให้เครื่องปลูกในกระถางทั้งหมดเปียกชื้น นั่นก็หมายความว่าให้น้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีน้ำส่วนที่เหลือ ไหลออกจากรูระบายน้ำที่อยู่ก้นกลางกระถาง ถ้ารดน้ำด้วยมือ ก็จะง่ายต่อการจัดให้น้ำเป็นการเฉพาะแต่ละกระถาง แต่จำไว้ว่าเครื่องปลูกจะดูดซับน้ำไว้บางส่วน ซึ่งจะเป็นการดีที่จะย้อนกลับไปให้น้ำอีกครั้ง หลังจากการให้น้ำครั้งแรกแล้ว 15-30 นาที เพื่อมั่นใจได้ว่าทุกส่วนของเครื่องปลูกทั้งหมดเปียกชื้น แต่ถ้าให้น้ำโดยใช้เครื่องกำหนดเวลา ก็จะต้องมั่นใจว่าการให้น้ำจะไม่ถูกตัดเสียก่อน ก่อนที่จะมีน้ำไหลออกจารูระบายน้ำกลางกระถาง


 


                  การให้น้ำมากเกินนิดหน่อยในแต่ละครั้ง จะทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องปลูกจะเปียกชื้นอย่างสมบูรณ์ และมีน้ำเพียงพอแก่ต้นกล้วยไม้จนกว่าจะมีการให้น้ำในครั้งต่อไป การจัดให้มีน้ำอย่างพอเพียงทำให้น้ำหยดลงมาจากรูระบายน้ำกลางกระถาง ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปุ๋ยเหลือสะสมจนเป็นเหตุให้รากหรือใบถูกทำลาย


 


การกักขังน้ำ


 


                  เครื่องปลูกคือที่อยู่อาศัยของราก การมีชีวิตและทำหน้าที่ของราก ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จะต้องมีพลังงานที่ได้จากการเปลี่ยนน้ำตาล เช่น น้ำตาลซูเครส ไปเป็น คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ น้ำตาลถูกส่งลงมาจากลำต้น ส่วนออกซิเจนที่จำเป็นต้องใช้ รากต้องดูดเอาจากอากาศบริเวณรากในเครื่องปลูก


 


                  เครื่องปลูกที่ดี จะประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของแข็ง ส่วนที่เป็นสารละลาย และส่วนที่เป็นแก๊ส ส่วนที่เป็นของแข็ง จะเป็นของผสมรวมๆ กันจาก เปลือกไม้ ก้อนกรวด พีทมอส และอื่นๆ ที่คล้ายกันส่วนที่เป็นสารละลายก็คือน้ำและธาตุอาหารจากปุ๋ยที่ละลายอยู่ ส่วนที่เป็นแก๊ส ก็คืออากาศซึ่งรากจะดูดออกซิเจนมาใช้ ก่อนการให้น้ำ เครื่องปลูกจะประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของแข็งและส่วนที่เป็นแก๊สระหว่างให้น้ำ น้ำจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในช่องว่างในระหว่างส่วนต่าง ๆ ที่เป็นของแข็ง หลังการให้น้ำ น้ำส่วนหนึ่งก็จะไหลออกจากช่องว่างที่มีขนาดใหญ่ และอากาศก็จะเข้าไปแทนที่ ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังการให้น้ำ ส่วนที่เป็นของแข็ง ส่วนที่เป็นสารละลาย และส่วนที่เป็นแก๊ส ทั้งสามส่วนจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในเครื่องปลูกที่ดี


 


                  อย่างไรก็ดี ถ้าเครื่องปลูกละเอียดแน่นเกินไป ไม่มีช่องว่างโตมากพอให้น้ำไหลออก และยอมให้อากาศเข้าไปแทนที่ได้ รากในเครื่องปลูกเช่นว่านี้ ก็จะขาดออกซิเจน ไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เรียกว่าเครื่องปลูกกักขังน้ำ ถ้าเครื่องปลูกไม่ระบายน้ำ ทั้งอากาศแทรกตัวเข้าไปไม่ได้ ให้รื้อเครื่องปลูกออกแล้วปรับปรุงเครื่องปลุกเสียใหม่ ใส่พีทมอสหรือทรายละเอียด ให้น้อยลง และเติมเปลือกไม้หรือก้อนกรวดเล็ก ๆ ซึ่งหยาบกว่า ให้มากขึ้น โปรดจำไว้ว่า มันเป็นการง่ายมากในการให้น้ำบ่อยครั้งแก่เครื่องปลูกที่ค่อนข้างหยาบเล็กน้อย มากกว่าการพยายามหาทางที่จะนำน้ำออกจากเครื่องปลูกที่กักขังน้ำ


 


 การให้น้ำมากเกิน


                 


                  บ่อยครั้งพูดกันว่า ต้นกล้วยไม้จำนวนมากทีเดียวที่ตาย เพราะให้น้ำมากเกิน มากกว่าการที่น้ำน้อยไปแต่ผู้ฆ่าตัวจริง คือ การกักขังน้ำ ปัญหาที่แท้ไม่ได้เกิดเพราะให้น้ำมากเกิน แต่เป็นเครื่องเครื่องปลูกละเอียด เราไม่สามารถที่จะให้น้ำจนมากเกิน แก่เครื่องปลูกที่ระบายน้ำได้ดีและมีช่อวงว่างให้อากาศเข้าไปแทนที่ภายในหนึ่งชั่วโมงได้เลย เครื่องปลูกจึงต้องให้มีความหยาบเพียงพอต่อการระบายน้ำและยอมให้อากาศเข้าไปแทนที่ โดยที่แม้ว่าตลอดทั้งวันจะได้รับน้ำฝนซึ่งตกลงมามากเพียงไร ก็ไม่มีปัญหา การที่น้ำมากเกินเป็นเพราะเครื่องปลูกแย่เอามาก ๆ เปลี่ยนเครื่องปลูกเสียใหม่ แทนการติหนิในเรื่องการให้น้ำ


 


คุณภาพของน้ำ 


 


                  ผู้เลี้ยงกล้วยไม้ส่วนมาก ไม่ค่อยจะวิตกกังวล เกี่ยวกับคุณภาพของน้ำสักเท่าไร ว่าโดยคุณภาพของน้ำก็จะมุ่งไปที่ปริมาณเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะเกลือโซเดียมคอลไรด์ หรือเกลือแกงที่คุ้นเคยน้ำประปามักมีระดับเกลือแร่ละลายอยู่ต่ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ปลูกเลี้ยงบางรายซึ่งขุดเจาะน้ำบาดาลนำมาใช้ควรต้องตรวจสอบคุณภาพของน้ำเสียก่อน ก่อนจะพบปัญหายุ่งยากในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ที่จะตามมาจากประสบการณ์รู้ว่า น้ำที่มีเกลือโซเดียมมากว่า 100 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม หรือ ไมโครกรัมต่อลิตร) สามารถทำให้ ซิมบีเดียม ออนซิเดียม โอดอนโตกลอสซุม ไลคาสเต้ และกล้วยไม้พื้นเมืองของออสเตรเลียหลายชนิด ตายลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกต้นกล้วยไม้ดินด้วยแล้ว ไวมาก


 


 บทสรุป


 


                  การให้น้ำแก่ต้นกล้วยไม้ มีสิ่งที่มากกว่า เพียงคว้าสายยาง แล้วก็ฉีดพ่นน้ำแค่นั้น ในคราวต่อไปก่อนที่จะจับสายยางรดน้ำ ควรจะต้องตั้งคำถาม ถามตัวเองสักสองสามข้อก่อน


 


                  – เครื่องปลูก หรือ โรงเรือน อย่างไหนต้องการน้ำ


                  – เรากำลังพยายาม ลดอุณหภูมิของอากาศ เพิ่มความชื้นให้แก่บรรยากาศ หรือต้องการให้น้ำแก่เครื่องปลูก เพื่อป้องกันต้นกล้วยไม้เหี่ยวเฉา


                  – เวลาของการให้น้ำถูกต้องแล้วหรือ ให้น้ำตอนกลางวัน หรือจะต้องให้ในตอนกลางคืน


                  – เครื่องปลูก ชุ่มชื้นเพียงพอเรียบร้อยอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า หรือว่าจะปล่อยทิ้งไว้ก่อนแล้วค่อยให้น้ำในวันรุ่งขึ้น หรือว่ามาถึงตอนนี้ก็อาการแย่เอามาก ๆ แล้ว เพราะที่จริงควรจะต้องจัดการให้น้ำตั้งแต่วันวานแล้ว


                  – จะต้องให้น้ำมากน้อยแค่ไหน


                  – แล้วจะทำให้เครื่องปลูกเกิดการกักขังน้ำหรือเปล่า ถ้าให้น้ำเดี๋ยวนี้


  


                  มาถึงตอนนี้ ก็ควรจะต้องมีคำตอบสำหรับคำถามต่างๆ เหล่านี้ อาจรู้สึกอยากโยนสายยางทิ้งไปก่อนแล้วนั่งลง จิบชากาแฟสบายๆ สักถ้วย ใคร่ครวญคิดหาเหตุแห่งปัญหาของการให้น้ำ ให้ถูกต้อง และบางทีผลผลลัพธ์ที่ตามมา สามารถทำให้ต้นกล้วยไม้เจริญงอกงามดีกว่าเดิมได้


 


                  มันเป็นการยากมากที่จะทำให้ต้นกล้วยไม้ตาย แต่มันก็ยากมากยิ่งกว่าที่จะปลูกเลี้ยงต้นกล้วยไม้ให้ได้ดี ส่วนหนึ่งของคำตอบในการปลูกเลี้ยงต้นกล้วยไม้ให้ได้ดีนั้น สิ่งแรกก็คือ การให้น้ำที่ถูกต้อง


 


แปลและเรียบเรียง จาก Elanbee Orchids, Back to Basics – Water and Orchids, Part One and Part Two by Noel J. Grundon Atherton Qld. This article first appeared in Orchids Australia. Reprint with Permission of Orchids Australia and the author, Noel Grundon.


 


คัดลอกจาก http://members.optusnet.com.au/bdobson/Back%20to%20Basics%20%25Water.html


 


สุวัฒน์   ทรัพยะประภา


 โทร. 081-860-6991       


3  กุมภาพันธ์  2551


ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ