น้ำ

น้ำเขียวหนืด สาหร่ายแพลงค์ตอนมาก พีเอชแกว่ง….ควรแก้ที่ต้นเหตุลดความเสี่ยงต่อการเลี้ยงกุ้ง

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหลายคนที่ประสบปัญหากุ้งตายเดือน ตายสองเดือน กุ้งเกาะขอบตลิ่ง หินปูนเกาะตัว หนวดกุดหางแหว่ง และปัญหาอื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย แล้วไม่ยอมศึกษาแบบวิเคราะห์เจาะลึกว่าต้นเหตุที่แท้จริง ๆ นั้นมีสาเหตุเกิดจากอะไร????  มัวแต่ใช้วิธีแก้ปัญหาตามที่เซลล์แมนแนะนำ ซึ่งส่วนมากคือการใช้ยาปฏิชีวนะมาบรรเทาอาการได้เพียงหนึ่งหรือสองสัปดาห์และปัญหาก็กลับมาใหม่

ในห้วงช่วงยุคก่อนที่ตึกเวิลด์เทรดถล่มที่ประเทศอเมริกาหรือฝรั่งเขาจะเรียกวันนี้ว่า ไนน์วันวัน คือเหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน 2544 สถานการณ์ในห้วงช่วงก่อนหน้านี้การส่งออกกุ้งกุลาดำไปยังสหภาพยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นจัดได้ว่าเป็นยุคทองได้ช่วงหนี่ง คือราคาสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 400 บาทก็มี และต่ำ ๆ ลงมาก็ไม่ลงไปถึง 200 บาท จึงทำให้มีผู้คนสนใจที่จะเลี้ยงกุ้งกันเกือบทั่วประเทศ เรียกว่ามีการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างชาวนาข้าวและชาวนากุ้งที่จังหวัดสุพรรณบุรีในยุคที่ท่านบรรหาร ศิลปะอาชา นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี เรียกว่าต้องลงมาหยาศึกแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันเลยทีเดียว เนื่องด้วยกุ้งกุลาดำนั้นเป็นกุ้งที่เลี้ยงต้องใช้น้ำเค็มมาร่วมด้วย จึงมีปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและต้นข้าวล้มตายเสียหายจากน้ำเค็มนั่นเอง

การเลี้ยงกุ้งในอดีตจึงนิยมรอให้เกิดโรคเสียก่อน แล้วจึงค่อยซื้อยาฆ่าเชื้อมาเติมมาใส่ รอให้เกิดอาการของกุ้งแล้วจึงจะแก้ไข โดยหารู้ไม่ว่าถ้าแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มเลี้ยงโดยการทำให้พื้นบ่อสะอาดอย่างสม่ำเสมอ กุ้งก็จะอยู่รอดปลอดภัย แข็งแรง กินอาหารได้มาก ไม่เกิดอาการพื้นเลนบูดเน่า เกิดการสะสมของแบคทีเรียเชื้อโรค ทำให้เกิดอาการหนวดกุด หางแหว่ง (ซูโอแทมเนียม Zoothamnium) การปล่อยลูกกุ้งในปริมาณมากเป็นหลายแสนตัวต่อไร่ กุ้งจะขับถ่ายออกเสียมาในรูปของโปรตีนจากอาหารที่ย่อยสลายไม่หมดเพราะปริมาณโปรตีนจากอาหารที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายแข่งกันเพิ่มโชว์ตัวเลขข้างกระสอบแข่งกันเพื่อแย่งชิงตลาดนั้นมีมากเกินกว่าลำไส้กุ้งจะย่อยสลายได้หมด

 

 

 

 

ของเสียหรือโปรตีนที่บูดเน่าและแอมโมเนียที่กุ้งขับถ่ายออกมา ก็จะเพิ่มทวีคูณมากขึ้นทุกวันตามอัตราการโตของกุ้ง โดยปรกติแล้วการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่นปล่อยลูกกุ้งสองสามแสนตัวต่อไร่ก็เป็นการเลี้ยงที่ฝืนธรรมชาติอยู่แล้ว และปล่อยให้กุ้งอยู่กันตามยถากรรมก็ถือว่าฝืนธรรมชาติ เพราะกุ้งจะเครียดจากการแย่งกันใช้ออกซิเจน แย่งพื้นที่หากิน แถมของเสียจากเศษอาหารที่เหลือและขับถ่ายออกมาอีก ทำให้กุ้งเครียด ผม โตช้า ไม่ค่อยกินอาหาร เกษตรกรก็จะลุกลี้ลุกลนหายาและอาหารเสริมมาแก้ไข ทำให้สิ้นเปลืองต้นเพิ่มขึ้นไปอีก

การใช้กลุ่มจุลินทรีย์ (ชื่อการค้า “บาซิลลัส MT Bacillus Subthilis Mt) ที่ย่อยสลายขี้กุ้ง  เศษอาหารกุ้งโดยตรงอัตรา ½ กิโลกรัมต่อไร่ ทุก ๆ วันร่วมกับหินแร่ภูเขาไฟที่ใช้ในการจับแก๊สของเสียโดยตรง (ชื่อการค้า สเม็คไทต์ Smectite, สเม็คโตไทต์ Smectotite, และไคลน็อพติโลไลท์ Clinoptilolite) ทุก ๆ 15 วัน จะช่วยทำให้ของเสียส่วนเกินที่พื้นบ่อจากปริมาณกุ้งที่ขับถ่ายออกมามหาศาลทุกวันและเพิ่มจำนวนตามการโตของกุ้งทุกเดือนค่อนข้างบางเบา อากาศและออกซิเจนมีเพียงพอ ไม่อึดอัด สีน้ำจะโปรง เขียวนวน สาหร่ายและแพลงค์ตอนจะสมดุล ไม่ข้นหนืดมากเหมือนบ่อที่ไม่ได้ใช้จุลินทรีย์และหินแร่ภูเขาไฟในการย่อยและจับแอมโมเนีย เนื่องด้วยโปรตีนของเสียจากขี้กุ้ง อาหารกุ้งนั้น เมื่อย่อยสลายจากโปรตีน เป็นแอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรทและท้ายสุดได้ไนโตรเจน, ไนโตรเจน ก็คือ ยูเรียเหมือนกับ ปุ๋ย 46-0-021-0-0, 15-0-0 หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่ให้พืชงามใบอวบอ้วน แพลงค์ตอนพืชสาหร่ายก็ทำงานคล้ายกับพืชด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อมีปุ๋ยเยอะก็งอกงามจนทำให้น้ำเขียว ข้นหนืด พีเอชมีความเป็นกรดและด่างจัด ในช่วงกลางวันและกลางคืน บางคนก็ใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวในการแก้ไข ซึ่งไม่ตรงจุดหรือไม่ใช่ต้นเหตุ ต้นเหตุต้องแก้ที่ขี้กุ้งกับเศษอาหารกุ้งที่บูดเน่าตกค้างอยู่ที่พื้นบ่อ

 

 

 

 

 

 

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

 

 

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *