การเกษตร, ข่าวเกษตร

“ธนินท์ เจียรวนนท์” ทำการเกษตรอย่างไรให้ไทยอยู่รอด

NULL

เมื่อเร็วๆ นี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “แนวทางการพัฒนาการเกษตร” ระหว่างการเปิดงานครบรอบ 30 ปี หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมกับเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรครวมทั้งแนวทางออกของธุรกิจเกษตรของประเทศไทย ซึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” ได้เก็บรวบรวมประเด็นเนื้อหาที่น่าสนใจมานำเสนอ

อดีตไทยเคยรวยกว่าไต้หวัน-ฮ่องกง

ย้อนหลังไป 30 ปี ประเทศไทยเคยร่ำรวยกว่าไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย แต่วันนี้ทุกประเทศร่ำรวยแซงหน้าไทยไปหมดแล้ว หากไทยไม่เร่งปรับปรุงตัวเอง ผมเชื่อว่าภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ภาวะเศรษฐกิจเวียดนามแซงหน้าไทยอย่างแน่นอน ผมมองว่าเราต้องสร้างคนไทยให้เน้นธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นอาชีพที่คนไทยเก่ง มีความรู้ความสามารถ ส่วนสินค้าเกษตรถึงเวลาที่จะต้องใช้แรงงานต่างชาติ หากกดราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำ คนก็ยากจนลง ปัญหาที่ผมห่วงกลัวที่สุดขณะนี้ก็คือ หากภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงัก คนตกงานจำนวนมาก รัฐบาลจะเก็บภาษีไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาขาดดุลการค้าและอื่นๆ ติดตามอีกมากมาย

fiogf49gjkf0d

มุ่งเพิ่มรายได้สินค้าเกษตรคือทางรอด

                สินค้าเกษตรคือทรัพย์สมบัติของชาติ เมื่อราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้น จะทำให้เกิดเงินรายได้หมุนเวียนภายในประเทศมากขึ้น รัฐบาลจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำมาพัฒนาประเทศชาติได้มากขึ้น ขณะเดียวกันควรปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการและค่าจ้างแรงงานให้สูงขึ้นอย่างสมดุล เช่น จีนและไต้หวัน ซึ่งสินค้าเกษตรมีราคาสูง รัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นก็หันมาเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้สูงขึ้น ตามภาวะราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

               ทุกวันนี้พ่อค้าคนกลางกลับร่ำรวยขึ้น แต่เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศกลับมีฐานะยากจน มีรายได้ต่ำ และแบกรับความเสี่ยงสูงในการลงทุน แนวทางแก้ไขปัญหาก็คือ เร่งยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ หากสามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นสัก 10% รัฐบาลก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีมากกว่า 10% เนื่องจากจะก่อให้เกิดการกระจายหมุนเวียนรายได้ภายในประเทศไปมากกว่า 10 รอบ ยกตัวอย่าง เช่น ธุรกิจการเลี้ยงไก่ หากกระจายรายได้ให้เพิ่มสูงขึ้นจะเกิดการหมุนเวียนรายได้ในกลุ่มผู้เลี้ยงไก่กระทง กลุ่มผู้เลี้ยงลูกไก่ ผู้ขายไก่ย่าง เกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพด เกิดการจ้างแรงงานในโรงงานแปรรูป กิจการขนส่ง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ

เลิกทีนโยบายขายของถูก เน้นขายสินค้าแพง

                  ประเทศที่พัฒนาแล้วจะทำทุกวิถีทางเพื่อสินค้าเกษตรภายในประเทศมีราคาสูงทั้งนั้น เช่น ญี่ปุ่นปลูกและขายข้าวในราคา ก.ก.ละ 200 บาท แต่รัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ยอมซื้อข้าวไทย ก.ก.ละ 20 กว่าบาทเข้าไปขาย เพราะต้องการปกป้องชาวนาญี่ปุ่น เช่นเดียวกันสหรัฐ ไม่ยอมซื้อกุ้งราคาถูกจากไทยเข้าไปขาย เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภายในประเทศ ทางออกของไทย คือ ไม่ขายสินค้าราคาถูก แต่ต้องผลิตสินค้าที่ดี มีคุณภาพ เพื่อขายให้ได้ในราคาที่สูงขึ้น

                    ยกตัวอย่างสินค้าข้าว ที่ผ่านมาไทยผลิตข้าวราคาถูกออกมาเพราะกลัวเวียดนามแย่งตลาด ถือเป็นการกระทำที่ผิด เพราะยิ่งไทยขายถูก เวียดนามก็ต้องแข่งขันราคาให้ขายต่ำกว่าไทยอยู่แล้ว ความจริงปัจจุบันกลุ่มประเทศผู้ส่งออกข้าวทั่วโลก สามารถผลิตและขายข้าวได้เพียง 5-6% ของปริมาณความต้องการตลาดโลกเท่านั้น หากจะปรับราคาขายให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างไรก็ขายได้ เพราะตลาดโลกยังมีความต้องการอีกมาก ในอนาคตแทนที่จะไปแข่งกันตัดราคา ไทยควรร่วมมือกับเวียดนาม จีน อินเดีย ร่วมกันกำหนดราคาขายข้าวให้เพิ่มสูงขึ้นดีกว่า เพราะใครๆ ก็อยากขายสินค้าได้ราคาแพงกันทั้งนั้น

                  เช่นเดียวกับสินค้ายางพารา ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ 80% ของตลาดโลก ที่ผ่านมามีความพยายามกำหนดราคาให้สูงขึ้น แต่ยังไม่ได้ผลเพราะทำไม่ถูกต้อง หากทั้งสามประเทศหันมาร่วมมือในการพัฒนาตลาดยางพาราอย่างเข้มแข็งมากขึ้น เชื่อว่าจะสามารถกำหนดราคายางพาราให้สูงทัดเทียมกับราคาน้ำมันในตลาดโลก เช่นเดียวกับที่กลุ่มโอเปกกำหนดราคาน้ำมันได้อย่างแน่นอน

ขยายสินเชื่อเพื่อการลงทุนภาคเกษตร

                  เมื่อสินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาที่ดีขึ้น ควรสนับสนุนการขยายสินเชื่อภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ธนาคารควรปรับหลักหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้สอดคล้องกับธุรกิจสินค้าเกษตรแต่ละประเภท เนื่องจากสินค้าเกษตรแต่ละชนิดมีระยะเวลาการปลูกและเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน ตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี โดยเฉลี่ยจะขายสินค้าได้อย่างน้อย 1-2 ครั้ง/ปีเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ แม้กระทั่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กลับใช้หลักเกณฑ์สินเชื่อภาคการเกษตรกรรมในระบบเดียวกับสินเชื่อภาคอุตสาหกรรม คือ หากกู้เงินแล้วไม่ชำระดอกเบี้ยภายใน 3 เดือน ถือเป็นหนี้ NPL ทำให้เกษตรกรเป็นหนี้ตลอดทั้งปี ขายสินค้าได้เมื่อไหร่ก็ต้องนำมาใช้หนี้หมด จึงอยากให้มีการพิจารณาทบทวนระบบสินเชื่อภาคเกษตรให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

สนับสนุนธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม

                   เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นกลุ่มผู้มีความรู้น้อย แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะเจอทั้งภัยธรรมชาติ ปัญหาผลผลิตล้นตลาด และขายสินค้าได้ราคาต่ำ ส่วนใหญ่เกิดจากไม่ได้มีการวางแผนปลูกพืชอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว เกษตรกรควรทำงานร่วมกับผู้มีแหล่งเงินทุน มีความรู้ มีเทคโนโลยี และมีความสามารถทางการตลาด เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางรายได้แก่เกษตรกรและ ประเทศชาติ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ธันวาคม 2550
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv02131250&day=2007-12-13 ionid=0203