ปุ๋ยและฮอร์โมน, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

ท่านเห็นอะไร?……ในบทความนี้

fiogf49gjkf0d

เนื่องจากความต้องการในการเพิ่มศักยภาพการผลิตในพื้นที่เพื่อการเกษตรที่สูงขึ้น ทำให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมหาศาล ต่อเนื่อง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี(สนง.เศรษฐกิจการเกษตร 2549-54) เพราะปุ๋ยเป็นสินค้าจำเป็นในการเพิ่มผลผลิตของพืช ปุ๋ยเคมีง่ายต่อการจัดหาและให้ผลตอบสนองที่ชัดเจน จึงมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จึงมีมูลค้าการตลาดมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่ด้วยความเร่งรีบที่ต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตที่มากเกินไปทำให้เกษตรกรละเลยต่อการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องเป็นให้เกิดผลตามมา ที่เห็นได้ชัดเจนคือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ดินเสื่อมโทรมเนื่องจากปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินมากเกิน ทำให้ดินตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลง จนบางครั้งทำให้เกษตรกรเข้าใจผิดว่าดินขาดปุ๋ย ยิ่งเพิ่มการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้พืชตอบสนองมากขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มภาระต้นทุน เพิ่มความเสี่ยงต่อดินเสื่อมสภาพ

นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา
จะมีการศึกษาฟื้นฟูศักยภาพของดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ
ซึ่งแม้ว่าจะให้ผลที่ดี สามารถปรับสภาพดินให้ดีขึ้น
ช่วยเพิ่มผลผลิตพืชได้ชัดเจนก็ตาม อย่างไรก็ตามการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียว
คือจะตอบสนองต่อพืชเพียงระยะแรกๆเท่านั้น เพราะหลังจากดินได้รับอินทรีย์วัตถุก็จะเริ่มปลดปล่อยปุ๋ยเคมีหรือธาตุอาหารที่ตกค้างในดินออกมาให้พืช
เมื่อสารอาหารที่ตกค้างถูกใช้หมดไป
และนี่คือเหตุผลที่ต้องแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี
จุดประสงค์เพื่อให้ธาตุอาหารพืช(ปุ๋ยเคมี)ครบ และช่วยอนุรักษ์ดิน(ปุ๋ยอินทรีย์)ไม่ให้เสริมสภาพ
ทำให้เห็นภาพรวมการใช้ปุ๋ยและปัญหาตั้งแต่ในอดีต
สู่การพัฒนาผลิตนวัตกรรมใหม่ออกมาในปัจจุบัน

แล้วถ้าถามว่า….ทำไมต้องเป็นอินทรีย์เคมี? (เคมีอย่างเดียวไม่ได้เหรอ!) เพราะพืชที่ปลูกในดิน ดินมีความสัมพันธ์ต่อผลิตภาพของพืชมาก การใส่ปุ๋ยก็เพื่อเพิ่มศักยภาพของดิน
ส่งต่อไปยังพืชเพื่อพัฒนาเป็นผลิตผล เนื่องจากอินทรีย์วัตถุที่ใส่ลงไปในดิน
จะส่งผลให้ดินร่วนซุย ถ่ายเทอากาศได้ดี รากชอนไชได้ง่าย ไม่แข็งดาน
ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ของดินให้มีจุลินทรีย์คอยย่อยแปลดปล่อยธาตุอาหาร
เนื่องจากอินทรีย์วัตถุมี
Active media จากอินทรีย์สาร
อย่างกรดอะมิโนและน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในธรรมชาติ
ช่วยขยายเพิ่มจำนวนประชากรจุลินทรีย์ได้อีกทางหนึ่งด้วย…..เกษตรกรท่านใดสงสัยอยากจะสอบถามหรือขอความรู้เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ฝ่ายวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
(
02-9861680-2) หรือผู้เขียน (081-3983128)

 

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 เสนอแนะติชมได้ที่
email : thaigreenagro@gmail.com