ดิน, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

ดินมาร์ล กับความเหมาะสมต่อการปลูกพืช

fiogf49gjkf0d

Marl1.gif

รูปภาพที่ 1 ลักษณะของต้นมันสำปะหลังที่ปลูกบนพื้นที่ดินมาร์ลโดยไม่ผ่านการปรับสภาพดิน

การปลูกพืชแต่ละชนิดปัจจัยสำคัญที่จำเป็นที่สุดที่เกษตรกรจะต้องนึกเป็นอันดับแรกก็คือน้ำ
รองลงมาคือดิน สภาพดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกต้องร่วนซุย อุ้มน้ำ ไม่แน่นแข็ง โปร่งพรุน
ที่สำคัญต้องมีอินทรียวัตถุในดิน หากสภาพของดินที่ตรงข้ามจากที่กล่าวมาควรปรับปรุงสภาพดิน
ส่วนกรด-ด่างของดินก็สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกัน เนื่องจากดินเป็นกรด-ด่างมากเกินไปจะทำให้ดินตรึงธาตุอาหารทั้งธาตุหลัก,
ธาตุรอง และธาตุเสริม ทำให้ต้องเปลืองต้นทุนค่าปุ๋ย ยา ฮอร์โมนต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งได้รับธาตุอาหารไม่ครบ
ทำให้พืชอ่อนแอ โรคแมลงเข้าทำลายได้ง่ายและในดินมาร์ลก็เช่นเดียวกัน

Marl3.gif

รูปภาพที่ 2 ลักษณะของดินมาร์ล ที่พบเจอในชุดดินตาคลี

fiogf49gjkf0d

ดินมาร์ล (Marl) หรือดินเหนียวขาว
เนื้อค่อนข้างร่วน องค์ประกอบหลักคือแคลเซียมคาร์บอเนต (
CaCO3) ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินปูน ประเทศไทยพบมากที่ ต.ท่าศาลา จ.ลพบุรี ,อ.บ้านหมอ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ,อ.เมือง อ.ท่าม่วง
จ.กาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบในจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ลำปาง ชลบุรี ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์
บางส่วนนำไปปรับสภาพความเป็นกรดของดินในภาคเกษตรกรรม จนลืมคิดไปว่า “ดินมาร์ล”
เกิดจากหินปูน เป็นดินด่างมีค่า
pH สูงไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช
ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชควรมีค่ากรด-ด่าง (
pH) ของดินอยู่ระหว่าง
5.8-6.
3
เพราะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่ดินจะละลายธาตุอาหารต่างๆ
ให้พืชได้โดยไม่ตรึงเอาไว้ ซ้ำดินมาร์ลยังมีอินทรียวัตถุน้อย ไม่จับตรึงปุ๋ยหรือธาตุอาหาร
หน้าแล้งดินแน่นแข็ง สภาพดินดังกล่าวทำให้ต้องสิ้นเปลืองต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ย

Marl2.gif

รูปภาพที่ 3 การเปรียบเทียบมันสำปะหลังแต่ละสายพันธุ์ที่ปลูกบนพื้นที่ดินมาร์ล

เมื่อพบว่าดินเพาะปลูกมีสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นควรปรับปรุงสภาพดินโดยการหว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว
ปอเทือง โสน ฯลฯ แล้วไถพรวนกลบเพิ่มอินทรีย์วัตถุ
จากนั้นทำการปรับสภาพดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์
100 กิโลกรัม
ผสมร่วมกับภูไมท์ซัลเฟตถุงแดง
60 กิโลกรัมและโพแทสเซียมฮิวเมท
1 กิโลกรัมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนนำไปหว่านให้ทั่วทั้งแปลงปลูก
ในอัตรา 200-300 กิโลกรัม/ไร่แล้วไถพรวนกลบอีกครั้ง ก่อนลงปลูกกล้าพันธุ์ให้หว่านรองพื้นด้วย
พูมิชซัลเฟอร์
ในอัตรา
40 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อปรับค่า pH
ของดินและเพิ่มธาตุอาหารให้มีปริมาณที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ของพืช
นอกเหนือจากคุณสมบัติของธาตุอาหารแล้วภูไมท์ซัลเฟตถุงแดง และพูมิชซัลเฟอร์ยังช่วยทำให้ดินร่วนซุย
อุ้มน้ำแต่ซึมผ่านได้ง่าย ระบายได้ดี ไล่เกลือออกจากเนื้อดิน เพิ่มออกซิเจนในดิน
ช่วยสลายสารพิษตกค้างในดิน ช่วยเพิ่มกำมะถันหรือซัลเฟอร์ให้แก่ดิน
ช่วยตรึงปุ๋ยให้ละลายช้าลดการชะล้างเวลาฝนตก ใช้ปุ๋ยน้อยลงผลผลิตเพิ่มขึ้น
ประหยัดต้นทุน เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
โทร. 02-9861680 -2 หรือคุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร. 081-3983128

 

เขียนและรายงานโดย
: คุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.
2554
  เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *