จุลินทรีย์, คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์

จุลินทรีย์ชีวภาพแบบชาวบ้าน VS ผลิตภัณฑ์ชีวภาพแบบมืออาชีพ

ในปัจจุบันการใช้จุลินทรีย์ภาคการเกษตรมีความหลากหลายและเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น มีการรณรงค์ส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน หน่วยอารักขาพืชและอื่นๆอีกมากมายที่ไม่อาจจะกล่าวในที่นี้ได้หมด

แต่ในแง่มุมของวัตถุประสงค์การใช้นั้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดนั้นก็ต้องถือว่าน่าจะมีความแตกต่างกัน เพราะการใช้สารชีวภัณฑ์ที่ผลิตได้ด้วยตัวของนักส่งเสริม และเกษตรกรเองนั้น  ก็จะมีประสิทธิภาพเฉพาะตัวในระดับหนึ่ง คือประสิทธิภาพอาจจะไม่ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับสารชีวภัณฑ์ที่จำหน่ายในท้องตลาด เพราะผลิตภัณฑ์ชวีภาพที่จำหน่ายในท้องตลาดจะต้องมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด

จำนวนปริมาณเชื้อภายในกระป๋องทุกกระป๋องจะต้องเท่ากัน และได้มาตรฐานเหมือนกันทุกกระป๋อง จะต้องผ่านการทำแปลงทดสอบภายใต้การดูแลจากกรมวิชาการเกษตรอย่างใกล้ชิด จะต้องนำไปทดสอบความปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผ่านระดับทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่าระบบ LD50 ( lethal dose) และผู้ผลิตจะต้องมีใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานหรือ รง. 4 มีห้องแลปสำหรับทดสอบประสิทธิภาพเชื้อที่ได้มาตรฐาน และต้องทำตามกระบวนการของกรมวิชาการเกษตรไปจนกว่าจะได้เลขทะเบียนผลิตภัณฑ์มาติดไว้ข้างกระป๋อง ซึ่งระยะเวลาก็ประมาณ ปี

ประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุณภาพ จำนวนเชื้อทุกกระป๋อง การออกแบบฉลาก คำโฆษณาจะต้องตรงตามที่กฎหมายกำหนดและตรงกับผลการทดลองจากแปลงทดสอบ ห้ามโฆษณาเกินนี้ ไปทดสอบกับโรคแมลงศัตรูพืชชนิดใด ก็ต้องอธิบายโฆษณาเฉพาะโรคและศัตรูพืชชนิดนั้นเท่านั้น (อันนี้หมายถึงในฉลากนะครับ)

 

 

 

 

ดังนั้นคุณภาพและมาตรฐาน จึงค่อนข้างแตกต่างจากสารชีวภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดที่ไม่มีทะเบียนอย่างแน่นอน เพราะถ้าจะอ้างว่ามีมาตรฐานและคุณค่าเท่ากัน   ก็ต้องถามว่าทำไม????  ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจึงไม่นำไปผ่านขั้นตอนในการขึ้นทะเบียน เพราะได้ทะเบียนมาแล้วก็สามารถที่จะนำไปจัดจำหน่ายได้อย่างภาคภูมิใจ อันนี้ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พี่น้องเกษตรกรไม่ควรมองข้ามและพินิจพิจารณาดีๆก่อนที่จะสั่งซื้อ มิฉะนั้นท่านก็จะได้ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน นำไปใช้ไม่ได้ผล

ส่วนการใช้จุลินทรีย์ในการเกษตรที่หมักขยายในรูปแบบธรรมชาติ เช่นการหมักขยายกับกากน้ำตาล แป้งข้าวจ้าว แป้งข้าวโพด แป้งมัน น้ำตาลทรายแดง ทรายขาว น้ำตาลปิ๊ป เปลือกสับปะรดหรือผลไม้รสหวาน นมยูเฮชที นมสด น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ฯลฯ ก็มิได้หมายถึงสิ่งต่างเหล่านี้ไม่ดี ไม่มีคุณภาพนะครับ เพียงแต่จะหมายถึงว่า ปริมาณเชื้ออาจจะน้อย และอ่อนแอกว่า ดังนั้นปราชญ์ชาวบ้าน หรือเกษตรกรหัวหน้าเขาจะต้องใช้เทคนิคและวิธีการในการใช้อย่างชาญฉลาด เพื่อให้ต้นทุนลดลง เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพด้วยการซื้ออย่างเดียวก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

ดังนั้นเทคนิคการใช้จุลินทรีย์ที่ได้รับแจกจากหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องเข้าใจว่า เชื้อเขาอาจจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน มีใบรับรอง (Certificate) การหมักขยายก็อาจจะไม่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนผลิตภัณฑ์ที่มีหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรคอยตรวจสอบคุณภาพหน้าโรงงาน แถมยังมีสารวัตรเกษตรตามไปตรวจสอบยังร้านค้าตัวแทนจำหน่าย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเพิ่มความถี่ในการใช้ หรือใช้ผสมผสานกับองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่มีอยู่ในตัวผู้นำ แกนนำ อย่าง หมอดิน ปราชญ์เกษตรกร หรือผู้มีความรู้อื่นๆ คือการใช้ ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ การใช้เศษหญ้า ตอซังฟางขาว คลุมดิน การหมักพืชสมุนไพรฉีดพ่น การปลูกพืชไร่แมลง การใช้แสงไฟ กระดาษเหลืองกาวเหนียวเข้ามาผสมผสาน ก็จะทำให้การใช้จุลินทรีย์ชีวภาพที่ชาวบ้านหมักเองนั้นได้ผลขึ้นมา อย่างน้อยการใช้ในแปลงปลูกผักสวนครัวที่ไว้กินกันเองในครัวเรือนก็จะได้ไม่ต้องไปซื้อให้สิ้นเปลืองต้นทุนโดยใช่เหตุ

 

 

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *