พืชผักกินใบ, อรรถประโยชน์หินแร่ภูเขาไฟ, หินแร่ภูเขาไฟ, ไม้ผล ไม้ยืนต้น, พืชผัก-พืชไร่

คุณสมบัติของภูไมท์กับการเกษตรของไทย

การนำภูไมท์มาใช้ในการเกษตรเท่าที่จำได้น่าจะประมาณปีพุทธศักราช 2542 จำได้ว่าเป็นช่วงหลังเศรษฐกิจไทยกระทบกับฟองสบู่แตกใหม่จากวิกฤตต้มยำกุ้ง…โดยการส่งเสริมต่อจากการใช้ปุ๋ยขี้กุ้ง ซึ่งในยุคก่อนนั้นประเทศไทยเราจะมีการส่งออกกุ้งกุลาดำ ไปยังประเทศญี่ปุ่น ยูโรป อเมริกาเป็นจำนวนมาก ทำให้บ่อกุ้งที่มีการใช้ซีโอไลท์หรือหินแร่ภูเขาไฟในการจับก๊าซของเสียที่พื้นบ่อและในน้ำจะมีเป็นจำนวนมาก มากเสียจนหลังจากจับกุ้งไปขายแล้ว ขี้เลนยังสามารถนำมาตากแดดและขายเป็นปุ๋ยได้ โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ กลายเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้กุ้งละลายช้าจากคุณสมบัติของหินแร่ภูเขาไฟนั่นเอง

หลังจากตึกเวิร์ลเทรดถูกถล่มด้วยผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชน จึงทำให้อเมริกาเสียศูนย์ไปพอสมควร หยุดการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยและเศรษฐกิจโลกที่ยังตกต่ำอยู่ด้วยจากผลพวงของต้มยำกุ้งไครซิสจึงทำให้อีกหลายประเทศหยุดนำเข้ากุ้งกุลาดำ หรือมีก็เป็นจำนวนน้อย ทำให้วัตถุดิบในการนำมาทำเป็นปุ๋ยขี้กุ้งลดน้อยและค่อย ๆ หายไปพร้อมกับอาชีพเลี้ยงกุ้งด้วย

ต่อมามีอดีตนักธรณีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องหินแร่ต่าง ๆ ของประเทศไทยสองท่านคือคุณปัญญา สุริยะฉายและคุณนิคม จึงอยู่สุขได้เข้ามาปรึกษากับท่านอาจารย์ดีพร้อม ไขยวงศ์เกียรติถึงวิธีการที่จะนำหินแร่ภูเขาไฟเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้างในการเกษตร ท่านอาจารย์ดีพร้อมจึงได้ศึกษาค้นคว้าและทดลองประสิทธิภาพของหินแร่ภูเขาไฟเหล่านี้กับพืชหลากหลายชนิดจนประกอบกับข้อมูลจากฝั่งของทางนักวิชาการจากกรมธรณีวิทยา จึงได้มีผลิตภัณฑ์หินแร่ภูเขาไฟที่ชื่อว่าภูไมท์ออกมาให้พี่น้องเกษตรกรได้นำไปใช้ในหลากหลายวงการ ทั้งเกษตรกรรม สัตว์น้ำ ปศุสัตว์และวงการเพาะเห็ด

ภูไมท์ เป็นหินภูเขาไฟที่กำเนิดในประเทศไทย มีอายุ 22 ล้านปี เรียกว่ากลางเก่ากลางใหม่กำลังพอดีเหมาะต่อการใช้งาน ถ้าเก่าไปกว่านี้ก็จะกลายเป็นเนื้อดิน ใหม่มากไปกว่านี้ก็จะเป็นหินแข็งกระด้างมากเกินไป

ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนำไปภูไมท์ไปใส่ร้องพื้นก่อนปลูกพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง ในอัตรา 20-40 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยปรับปรุงดินให้โปร่งฟูร่วนซุยและที่สำคัญต้องการอาศัยแร่ธาตุซิลิก้า (Sio2) ที่สามารถละลายแตกตัวเป็นซิลิสิค แอซิด (Silisic Acid) รากพืชสามารถดูดกินเข้าไปสะสมที่ผนังเซลล์โดยจะมีรูปผลึกควอทซ์ในใบเลี้ยงเดี่ยว และรูปผลึกโอปอล ในพืชใบเลี้ยงคู่ ทำให้หนอนวัยหนึ่งวัยสองที่ออกจากไข่เพียงไม่กี่วันไม่สามารถที่จะกัดกินทำลายได้ ลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ช่วยประหยัดตั้นทุนในการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี

นอกนั้นก็มักจะนิยมนำไปผสมกับปุ๋ยเคมีในอัตรา 1 : 5 เพื่อทำให้ปุ๋ยเคมีกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า โดยการทำก็เพียงนำปุ๋ยมาเทกองบนผ้าใบหรือภาชนะผสม 2 กระสอบหรือ 100 กิโลกรัม พรมน้ำพอชื้นแล้วเทภูไมท์ลงไปคลุกเคล้าผสมกัน นำไปหว่านในแปลง หรือจะโกยเก็บใส่กระสอบเก็บไว้ใช้เมื่อถึงเวลาก็ได้

ในปัจจุบันภูไมท์ยังนำมาใช้ในวงการเพาะเห็ด ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน โดยนำไปผสมกับขี้เลื่อยทำก้อนเชื้อเห็ดในอัตรา 3 กิโลกรัมต่อ ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม ยิปซั่ม 2 กิโลกรัม แคลเซียม 2 กิโลกรัม ดีเกลือ 200 กรัม ช่วยทำให้เส้นไยเห็ดเจริญเติบโต ทนทานต่อโรคแมลงและที่สำคัญช่วยให้รสชาติของเห็ดดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

ปัจจุบันการใช้ภูไมท์ในการเกษตรถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีพืชที่แข็งแรงเหมือนไก่ชน เหมือนนักมวย ลดการใช้สารพิษ และยังช่วยเพิ่มรสชาติ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์จากพืชเหล่านั้น เช่น หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน ข้าวฮ่างภูเขาไฟ ทุเรียนภูเขาไฟ จากทางจังหวัด บุรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ ซึ่งพื้นที่ในจังหวัดเหล่านี้เป็นแหล่งภูเขาไฟเก่า

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com