ข้าว, อรรถประโยชน์หินแร่ภูเขาไฟ, หินแร่ภูเขาไฟ, ข้าว|ข้าว

ข้าวภูเขาไฟ ใคร ๆ ก็ปลูกได้

ผมคิดว่านาทีนี้ใคร ๆ ก็คงจะได้ยินเกี่ยวกับสรรพคุณของ “ทุเรียนภูเขาไฟ” ของจังหวัดศรีษะเกษ ที่ได้รับการยอมรับว่าอร่อยน้อง ๆ กับรสชาติทุเรียนเมืองนนท์ทีเดียว มีการเตรียมการที่จะนำไปขึ้นเป็นพืช GI เหมือนกับทุเรียนเมืองนนทบุรี และพืชที่ฮิตติดดาวเหมือนกับอีกหลาย ๆ จังหวัด และมีการผลักดันให้นักชิมทั่วโลกได้รู้จักและพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกในลำดับถัดไป แต่ต้องดูผลงานของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯว่าจะทำให้มีเพียงพอแก่การจำหน่ายและได้เป็นสินค้าส่งออกที่ยั่งยืนเหมือนทุเรียนหมอนทองทั่ว ๆ ไปหรือเปล่า

การที่ผลิตผลภาคการเกษตรที่เพาะปลูกบนพื้นที่ภูเขาไฟหรือพื้นที่ที่มีการใส่หินแร่ภูเขาไฟลงไป เริ่มได้รับความนิยมและสนใจในรายละเอียดเรื่องรสชาติมากขึ้น ใช่เพียงแต่การอวยในเรื่องสตอรี่หรือเรื่องราวเพียงอย่างเดียว เพราะต่อให้เรื่องราวความเป็นมาดีอย่างไร แต่รสชาติไม่ได้เรื่องก็ไม่เกิด พื้นที่แถบทุ่งกุลาร้องไห้นี้ คือแหล่งภูเขาไฟในอดีต นอกจากจะมีทุเรียนภูเขาไฟแล้ว ยังมี “ข้าวฮ่างภูเขาไฟ” ด้วย ฮ่าง ทางภาษาอีสานแปลว่าเก่า ดังนั้นถ้าจะให้คนทั่วไปเข้าใจภาษาถิ่น ข้างฮ่างภูเขาไฟ ก็คือ ข้าวที่ปลูกบนพื้นที่ภูเขาไฟเก่าหรือภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วนั่นเอง

องค์ประกอบที่ทำให้รสชาติของพืชผักผลไม้ต่าง ๆ ที่เพาะปลูกด้วยหินแร่ภูเขาไฟมีรสชาติที่อร่อยผิดแผกแตกต่างจากพืชที่ปลูกบนดินทั่วไปตรงที่ พื้นที่ภูเขาไฟเหล่านี้จะอุดมไปด้วยแร่ธาตุสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งจุลินทรีย์ พืชและสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินัม คลอรีน นิกเกิ้ล และซิลิก้าหรือซิลิคอนที่ละลายน้ำได้ จึงทำให้พืชโตเร็ว มีความแข็งแรง และสารอาหารที่สมบูรณ์พร้อมนี้เองทำให้รสชาติ สีสัน ของพืชผักผลไม้เหล่านี้มีความแตกต่างสวยงามดึงดูดผู้บริโภค

ถ้าจะมองผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ ข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งลาว ก็จะไปเจอที่ราบลุ่มภูเขาไฟโบโลเวย์ ที่ทำให้ชื่อเสียงของ กาแฟดาว ฝั่งลาวโด่งดังไปทั่วโลก เพราะลาวาภูเขาไฟเก่าเหล่านั้นบ่มเพาะความอุดมสมบูรณ์อย่างลงตัวไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรลงไปก็จะทำให้มีคุณภาพและรสชาติมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด การที่เราจะพัฒนาพืชผักผลไม้ของเราในโซนอื่น ๆ ให้มีคุณภาพทัดเทียมก็สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน ดังหัวข้อที่ได้กล่าวไว้ด้านบน

การปลูกข้าวในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ภูเขาไฟสามารถกระทำได้แล้ว เนื่องด้วยเรามีการสัมปทานให้ขุดแร่ภูเขาไฟที่เทือกเขาพนมฉัตรจังหวัดลพบุรี ให้นำมาใช้ในการเกษตรตั้งแต่ปี 2540 โดยผู้ริเริ่มเป็นคนแรกคือท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ได้มีการนำหินภูไมท์, สเม็คไทต์, ม้อนท์โมริลโลไนท์ นำมา

ส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ในการผลิตข้าวและพืชผักผลอื่น ๆ จน จนเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ในเรื่องคุณภาพ รสชาติ และภูมิต้านทานต่อโรคแมลงศัตรูพืชที่เข้ามารบกวน

การที่ข้าวได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากหินแร่ภูเขาไฟทำให้ได้วัตถุดิบนำไปสังเคราะห์ด้วยการเมทาบอลิซึมได้ฮอร์โมนนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน ทำให้สีสวย น้ำหนักดี รสชาติอร่อย และช่วยลดต้นทุนการใช้ยาฆ่าแมลง รายงานต่าง ๆ เหล่านี้ท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติได้เขียนเป็นตำราไว้เยอะแยะมากมาย ท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามนำไปศึกษาได้ที่ฝ่ายวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษนะครับ โทร. 029861680 ถึง 2 หรือ ID LINE : @thaigreenagro

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com