ข่าวเกษตร

การให้น้ำแบบหยดหรือสปริงเกอร์แบบไหนดีกว่ากัน

โดยธรรมชาติพืชส่วนใหญ่จะมีรากกระจัดกระจายตามผิวหน้าดิน รอบๆทรงพุ่ม ไม่ลึกมากมองเห็นชัดเจน แตกรากใหม่เป็นฝอยๆ สีเหลืองอ่อนหรือเขียวตลอดเวลา ส่งผลทำให้ดูดซับธาตุอาหารได้รวดเร็ว หลังใส่ปุ๋ยไปประมาณ 4-5 วัน ก็จะเห็นได้ว่าใบเขียวก็เริ่มตั้งขึ้น แตกยอดอ่อนออกมา ถ้าหยุดให้น้ำเมื่อไรใบก็จะเริ่มเหี่ยวเฉา การให้น้ำพืชต้องให้ทั่วถึง จนดินอิ่มตัว มีความชื้นพอเหมาะ เพื่อให้รากที่กระจายตามผิวดินได้น้ำในปริมาณเท่าๆกัน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ชาวสวนมือใหม่หลายๆท่าน อาจมีแนวคิดว่าการให้น้ำแบบน้ำหยดปล่อยให้ไหลเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องคอยให้น้ำบ่อยครั้ง

อย่างที่กล่าวข้างต้นรากส่วนใหญ่จะแผ่กระจายไปทั่ว ซึ่งจัดว่าน้ำเป็นตัวทำละลายในการดูดซับธาตุอาหาร หากให้น้ำเพียงจุดหนึ่งจุดใดบริเวณโคนต้น ไม่ทั่วถึงไปยังรากส่วนอื่น ก็อาจทำให้พืชเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ใบเหลือง ผลผลิตตกต่ำ ที่สำคัญน้ำหยดลงดินจุดเดียวนานๆทำให้รากอ่อนแอเป็นโรคง่าย ในที่สุดเป็นโรคไม่โตหรือตายได้  หากเป็นโรคเนื่องจากรากเน่าให้ใช้ไตรโคเดอร์ม่า(อินดิวเซอร์) 1 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม หว่านรอบๆ ทรงพุ่มเดือนละครั้ง ป้องกันกำจัดเชื้อราในดิน

การรดน้ำควรให้น้ำกระจายไปรอบๆทรงพุ่ม ซึ่งอาจใช้สปริงเกอร์ หรือมินิสปริงเกอร์ ช่วงหน้าแล้งมะนาวที่ลงดินควรให้น้ำ 3-5 วันต่อครั้ง โดยแต่ละครั้งควรให้อย่างชุ่มฉ่ำไปเลย ส่วนพืชชนิดไหนที่ปลูกในวงบ่อซิเมนต์ ก็ต้องให้น้ำมากเป็นพิเศษ เนื่องจากวงซีเมนต์ดูดความชื้นออกไปด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้ความชื้นในดินหายไป จริงๆแล้วใช่ว่าระบบน้ำหยดไม่ดี แต่ระบบนี้เหมาะสมกับปลูกพืชล้มลุกที่มีรากแผ่ไม่ไกลมากกว่า ส่วนพืชที่มีรากกระจายรอบๆทรงพุ่มนั้นเหมาะสมกับการให้น้ำแบบกระจายตัวมากกว่า

 

 

 

Line Official: https://lin.ee/3M1NXzf
ช่อง Youtube: https://bit.ly/3o1LAhK
เพจ Facebook: Thai Green Agro
Call Center: 084-5554205-9
ฝ่ายวิชาการ : 02-9861680-2
ไอดีไลน์: tga001-tga004
เว็บไซต์: www.thaigreenagro.com