ดิน, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

การใช้โดโลไมท์และฟอสเฟตในพื้นที่ดินเปรี้ยวส่งผลดีต่อการใช้เชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพรักษาโรครากเน่าโคนเน่า

กระแสการใช้ปูนโดโลไมท์และปูนฟอสเฟต ในวงการเกษตรในห้วงช่วงสองปีมานี้ค่อนข้างแรง เนื่องด้วยมีโครงการ 9101 ที่ให้มีการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุปัจจัยการผลิตแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ให้ชาวบ้านนำมาผสมปุ๋ยใช้กันเอง

หลายคนไม่ทราบว่าการใช้กลุ่มของวัสดุปูนนั้น อาจจะเกิดผลเสียได้ถ้าไม่ทำการตรวจวัดสภาพความเป็นกรดและด่างของดินให้ทราบแน่ชัดเสียก่อน โดยเฉพาะดินที่มีค่าเหมาะสมอยู่แล้วคือมีค่าอยู่ที่ระหว่าง 5.8-6.3 (สภาวะกรดเล็กน้อยหรือกรดอ่อนๆ)  ถ้าเติมกลุ่มปูนอย่างโดโลไมท์และฟอสเฟต เพียงหวังอยากจะได้แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส โดยไม่ห่วงเรื่องเรื่องการสะสมด่างในดิน จนเกินระดับที่พืชต้องการ ก็จะมีปัญหาการดูดกินปุ๋ยของพืช และรวมถึงการแก้ปัญหาดินด่างในอนาคต ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ

 

 

นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานของจุลินทรีย์ดีมีประโยชน์ที่ทำหน้าที่คล้ายๆกับตำรวจ ทหาร ในการดูแลป้องกันโรคพืชต่างๆ ไม่ให้เข้ามาทำลายพืชในแปลงเพาะปลูกของเรา…. เนื่องด้วยจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น ไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma spp.), บาซิลลัส ซับธิลิส (Bacillus Subthilis spp.), คีโตเมี่ยม (Chaetomium spp.) จะทำงานได้ดีในสภาวะที่ดินมีค่าพีเอชอยู่ในระดับกลางๆ หรือกรดอ่อนๆ  ถ้าเป็นกรดจัดต่ำกว่า 4 ลงมา หรือสูงมากกว่า 7-8 ขึ้นไป การทำงานปกป้องพืช ในเรื่องโรคเน่าคอดิน โรครากเน่าโคนเน่า ฯลฯ ก็จะไม่ดี

สวนทุเรียน ลองกอง มังคุด ฯลฯ ที่นำกลุ่มของวัสดุปูนเข้าไปใช้ในสวนถ้าตรวจวัดกรดและด่างของดินให้แน่ใจว่าพีเอชต่ำกว่า 5.8 เสี่ยก่อน ก็จะเป็นการดีมาก ในการช่วยเหลือให้จุลินทรีย์เจ้าถิ่นหรือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ช่วยดูแลเรื่องโรครากเน่าโคนเน่าให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยให้จุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโต ดำรงชีวิต สร้างกิจกรรมได้สมบูรณ์ ทำให้ดินดี มีความร่วนซุย ชุ่มชื้น รากพืชหากินได้ไกล ไม่เกิดโรค

 

    

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com