ข่าวเกษตร

การใช้บาซิลลัสซุปเปอร์ MT ในการเลี้ยงกุ้ง

เป็นจุลินทรีย์ที่กำเนิดในประเทศไทย จึงเหมาะสมและทนต่อสภาพวะและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และยังเป็นจุลินทรีย์ที่สร้างสปอร์ภายในตัวเองได้ด้วย เมื่อใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาเชื้อในรูปของผงสปอร์แห้งจึงเก็บเชื้อไว้ได้นาน   บาซิลลัสซุปเปอร์ MT นี้จะเน้นประสิทธิภาพในการย่อยสลายควบคู่ไปกับการกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำด้วย เพราะได้ใส่จุลินทรีย์ที่สำคัญไว้ถึง 4 สายพันธุ์ คือ 1. บาซิลลัส ซับติลิส (Bacillus Subtilis sp.)  ย่อยสลายสารอินทรีย์และคาร์บอนให้อยู่ในรูปคาร์บอนไดออกไซด์  2. บาซิลลัส ไลเคนิพอเมส (Bacillus Licheniformes) ย่อยสลายกากไขมัน  3. บาซิลลัส เมกกาทีเรียม (Bacillus Megaterium)  ย่อยสลายฟอสเฟต และแร่ธาตุในดิน ทำให้ฟอสเฟตละลายน้ำออกมาเป็นประโยชน์ต่อแพลงค์ตอนพืชและสร้างสารปฏิชีวนะเพ่อยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และยังสร้างวิตามินบี 12 เมื่อสัตว์น้ำ หรือเบนโธส กินเข้าไป ก็จะทำให้เจริญเติบโต อ้วนท้วนสมบูรณ์  4. สเต็ปโตคอกคัส (Steptococcus) ย่อนเลนก้นบ่อในสภาพที่มีอากาศน้อย

บาซิลลัส ซุปเปอร์ MT ช่วยย่อยสลายทั้งสารอินทรีย์ทั้งที่แขวนลอยอยู่ในน้ำและตกตะกอนอยู่ให้ย่อยสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ลดความหนืดของน้ำ ลดปริมาณเลนในบ่อ  จุลินทรีย์จะเจริญขยายจำนวนแย่งอาหารของเชื้อโรคในบ่อ คุมสีน้ำไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับแพลัน ลดปัญหาน้ำดรอป กุ้งเครียด กุ้งเกาะขอบบ่อ หมดปัญหาโรคซูโอแทมเนียม  ช่วยควบคุมพีเอชของน้ำมิให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กุ้งก้ามกราม เป็นสัตว์น้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด กุ้งก้ามกราม ที่จับได้จากแม่น้ำตามธรรมชาติ มีรสชาติน่ารับประทาน ทำให้ปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด จึงต้องมาอาศัยการเพาะเลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค

บ่ออนุบาลที่ใช้อนุบาลกุ้งประมาณ 3 เดือน ซึ่งต้องมีการเตรียมบ่อก่อนที่จะนำพันธุ์กุ้งเข้าไปอนุบาลในบ่อ บ่อที่ใช้ต้องมีขนาดที่เหมาะสม บ่อที่คุณธนวัฒน์ใช้ มีขนาดไม่เกิน 3 ไร่ ลึกประมาณ 80 เซนติเมตร และต้องตรวจสอบให้ดีก่อนนำกุ้งลงบ่อว่ามีสัตว์น้ำชนิดอื่นอยู่ในบ่อหรือไม่ เพราะถ้ามี สัตว์เหล่านั้นอาจกินอาหารของกุ้งหรือกินลูกกุ้งที่นำลงอนุบาลในบ่อได้ และนอกจากนั้นต้องตรวจสอบคุณภาพของน้ำให้ละเอียดด้วยว่าน้ำมีค่า PH ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไปหรือไม่

 

น้ำที่มีคุณภาพต้องมีค่า PH ไม่ต่ำหรือสูงเกินไป การตรวจหาค่า PH ในน้ำนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ คือ นำน้ำมาจำนวนหนึ่ง แล้วใช้น้ำยาตรวจสอบค่า PH (PH Test) ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไป ใส่ลงไปในน้ำประมาณ 3 หยด รอสักครู่น้ำจะเปลี่ยนสี หลังจากนั้นนำน้ำที่ได้ไปเทียบกับแถบสีวัดระดับ ถ้าน้ำเทียบได้กับค่า PH ประมาณ 4.5-6.5 หมายถึงน้ำใหม่ ต้องมีการปรับสภาพน้ำเพราะในน้ำขาดแคลเซียมอาจทำให้กุ้งตายได้ ต้องปรับโดยการนำโดโลไมท์ใส่ลงไปในบ่อกุ้ง แต่ถ้าน้ำมีค่า PH ประมาณ 7-8.5 น้ำอยู่ในสภาพดีสามารถเลี้ยงกุ้งได้เลย ไม่ต้องปรับสภาพน้ำ ถ้าค่า PH ประมาณ 9-10.0 หมายถึงน้ำเสีย ต้องเปลี่ยนน้ำทันทีเพราะจะทำให้กุ้งตายได้ แต่ถ้าช่วงที่ฝนตกบ่อย น้ำฝนจะสามารถช่วยรักษาระดับน้ำไว้ให้ใช้ได้นานขึ้น
 

ลักษณะของบ่อที่ได้มาตรฐานและน้ำที่มีคุณภาพ หลังจากตรวจสอบความพร้อมของน้ำและบ่อเรียบร้อยแล้วก็สามารถนำกุ้งลงเลี้ยงในบ่อได้ ซึ่งบ่อที่มีขนาด 1 ไร่ สามารถใส่กุ้งได้ประมาณ 300,000 ตัว จะเริ่มอนุบาลพันธุ์กุ้งในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคมของทุกปี อนุบาลประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นนำไปเพาะเลี้ยงอีกประมาณ 7 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) ก็สามารถนำออกจำหน่ายได้แล้ว

การใช้ใบพัดในบ่อลี้ยงกุ้งก็สามารถเพิ่มจำนวนออกซิเจนให้กับน้ำในบ่อเลี้ยง ดีต่อกุ้งเป็นอย่างมากเพราะกุ้งไม่ชอบน้ำนิ่ง ใช้บาซิลลัส ซุปเปอร์ MT อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม/ ไร่ ความลึก  1.20 – 2.00 เมตร ทุก ๆ 7 – 10 วัน โดยนำไปผสมน้ำแล้วสาดให้ทั่วบ่อ หรือสาดหน้าใบพัดตีหรือเคล้าน้ำทำให้การเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จมากขึ้นและสามารถยืดเวลาไม่ให้น้ำเสียเร็ว ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อยครั้ง
อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ การให้อาหารกุ้งที่ยังอนุบาลอยู่ในบ่ออนุบาลจะให้วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและเย็น ส่วนการให้อาหารกุ้งโตที่มีอายุเกิน 3 เดือนแล้ว ให้วันละ 3 ครั้ง คือช่วงเช้า กลางวัน เย็น

ระยะกุ้งตั้งแต่ 1 เดือนจนกระทั่งจับขาย ใช้บาซิลลัสซุปเปอร์ MT ในอัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม/ไร่ ทุก 5-70 วัน

กุ้งที่เลี้ยงได้ประมาณ 7 เดือนจะมีขนาดโตพอที่จะจำหน่ายได้ จะมีการนำขึ้นจากบ่อโดยใช้อวนหรือแห หลังจากนั้นก็จะนำมาคัดแยกขนาด ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาด กุ้งคัดขนาดใหญ่ราคาประมาณกิโลกรัมละ 220 บาท กุ้งรวมราคาประมาณกิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนกุ้งตายราคา กิโลกรัมละ 100 บาท

การนำกุ้งขึ้นจากบ่อ โดยการใช้แห จะทยอยนำกุ้งขึ้นจากบ่อตามจำนวนลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อ ประมาณ 2-3 เดือนก็ขายจนหมด

 

 

หลังจากที่นำกุ้งออกจำหน่ายหมดบ่อแล้ว ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม ก็จะเป็นช่วงเวลาของการตากบ่อหรือเตรียมบ่อในการเลี้ยงครั้งต่อไป วิธีการตากบ่อ ต้องนำน้ำออกจากบ่อให้หมด ไถเอาหน้าดินเดิมออกมากองไว้ข้างบ่อ แล้วนำปูนขาวประมาณ 50-100 กิโลกรัม ตามสภาพความเป็นกรดสูงหรือต่ำของบ่อเลี้ยง ถ้ามีความเป็นกรดสูงมากสามารถเพิ่มจำนวนปูนขาวได้ นำมาโรยให้ทั่วทั้งบ่อ หลังจากนั้นตากบ่อให้แห้งประมาณ 7-15 วันขึ้นอยู่กับความเข้มของแดด เมื่อบ่อแห้งสนิทแล้วควรอัดบ่อให้แน่นเพื่อกำจัดศัตรูของกุ้ง ไม่ว่าจะเป็น ปู,กบ,เขียด หรือปลาชนิดต่างๆ การตากบ่อหรือเตรียมบ่อที่ดีต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน การเตรียมบ่อมีผลอย่างมากต่อการเลี้ยงกุ้งให้ประสบผลสำเร็จ

วิการใช้

– ระยะเตรียมบ่อจนเลี้ยงกุ้งได้ 1 เดือน ใช้บาซิลลัส ซุปเปอร์ MT อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม/ ไร่ ความลึก  1.20 – 2.00 เมตร ทุก ๆ 7 – 10 วัน โดยนำไปผสมน้ำแล้วสาดให้ทั่วบ่อ หรือสาดหน้าใบพัดตีหรือเคล้าน้ำ

– ระยะกุ้งตั้งแต่ 1 เดือนจนกระทั่งจับขาย ใช้บาซิลลัสซุปเปอร์ MT ในอัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม/ไร่ ทุก 5-70 วัน

– ใช้ในบ่อปลาคาร์ฟ 50 – 100 กรัม ต่อพื้นที่บ่อ 200 ตารางเมตร ทุก ๆ 5-7 วัน

– ใช้ในตู้ปลาสวยงาม 10-20 กรัม  ทุก ๆ 5-7 วันช่วยให้น้ำใส ไม่เน่าเสีย ปลาแข็งแรง โตเร็ว

ส่วนบนของฟอร์ม

ส่วนล่างของฟอร์ม

 

หมายเหตุ :

– จุลินทรีย์ บาซิลลัส ซุปเปอร์ MT จะทำงานและออกฤทธิ์ในความเค็ม 0 – 43 ppt อุณหภูมิ  15 – 45 องศาเซลเซียส  ช่วงพีเอช 5.5 – 9.5

– ควรเก็บในที่ร่มและเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่โดนแสงแดด และความร้อนนานเกินไป

– หากนำไปผสมน้ำอุ่น ก่อนสาดจะช่วยให้เชื้อแตกตัวได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น

เขียนและรายงานโดยทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน ชลทิศ เนียมพลางค์ (ฝ่ายขายภาคตะวันออก) 092-7744903

Hotline สายด่วน 084-5554205-9 หรือ @thaigreenagro

เสนอติชมได้ที่ Email : thaigreenagro.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *