โรคแมลงศัตรูพืช, ไม้ผล ไม้ยืนต้น

การศึกษาเชื้อราสาเหตุโรคสแคปของฝรั่งในประเทศไทย Study on the Causal Agent of Guava Scab in Thailand

NULL

กรรณิการ์  เพี้ยนภักตร์


วิรัช ชูบำรุง และอภิรัชต์ สมฤทธิ์


กลุ่มงานวิทยาไนโค กองโรคพืชและจุลชีววิทยา


บทคัดย่อ


                การสำรวจและรวบรวมตัวอย่างโรคสแคปจากพื้นที่ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก รวม 16 จังหวัด นำมาศึกษาลักษณะอาการ แยกเชื้อให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีชักนำให้เชื้อราปล่อย conidia ออกจาก fruiting body ในน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อ ศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา จำแนกชนิด ศึกษาชนิดของอาหารสังเคราะห์และอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ ผลการศึกษาพบว่า เชื้อราที่แยกได้บริสุทธิ์รวม 37 ไอโซเลท จำแนกได้เป็น Sphaceloma psidii ซึ่งโคโลนีบนอาหาร PDA มีลักษณะเสื่อมมัน สีขาวปนครีมถึงครีมปนส้ม เจริญได้ช้าบนอาหารสังเคราะห์ทุกชนิด เชื้อราชนิดนี้สร้างโคนีเดียลักษณะใส กลมรี หัวท้ายมนเล็กน้อย ไม่มีผนังกั้น มีเซลกลมใสอยู่ภายใน 1 อัน ผนังเซลล์มีลักษณะคล้ายวุ้นห่อหุ้ม ไม่สร้าง fruiting body บนอาหารสังเคราะห์ เจริญได้ดีบนอาหาร PDA ที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส การปลูกเชื้อบนกิ่งตอนของฝรั่งในเรือนทดลอง พบว่าอาการของโรคปรากฏหลังปลูกเชื้อ 8-15 วัน บนใบและกิ่งลักษณะใกล้เคียงกับที่เกิดในธรรมชาติ


คำหลัก : การจำแนกชนิด รา Sphaceloma psidii ฝรั่ง โรคสแคป


 

fiogf49gjkf0d

ABSTRACT


 


               Sphaceloma psidii Bitanc & Jenkins was first isolated and identified in Thailand in 1944. The fungus caused severs damages on guava growing shoots and fruits grown in guava plantations in the Central, Northern, Northeastern and Eastern parts of Thailand. Guava scab samples were collected from 19 provinces. Induction of the conidia was conducted by releasing them from fruiting bodies of the fungus in distilled water under aseptic conditions. Symtomatology of the disease, and morphology and physiology of the fungus were studied in details. Thirty-seven isolates of the causal fungus on guava scab were identified as S. psidii on the basis of the following characteristics; conidia hyaline, aseptate, ovoid, often a guttule and mucilaginous cell wall. The colony was a colorful of ivory yellowish pink and gummy slow growing at optimum conditions on PDA at 28-30oC. The fruiting bodies were not observed on most media. Typical disease symptoms appeared on young shoots and leaves of guava 8-15 days after inoculation with conidia suspension of S. psidii under greenhouse conditions.


Key words : identification, Sphaceloma psidii, guava, scab disease


 


คำนำ


 


               จากการศึกษาโรคสแคปขององุ่น ซึ่งเกิดจากเชื้อ Sphaceloma ampelinum (กรรณิการ์ และคณะ, 2533 ; 2536) ทำให้มีผลสืบเนื่องมาถึงการศึกษาโรคสแคปของพืชอื่น ๆ ที่พบอาการของโรค เพราะในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดศึกษาและรายงานโรคนี้ไว้ แต่มีรายงานโรคสแคปของฝรั่งในประเทศอินเดีย (ไพโรจน์, 2531) และบราซิลว่าเกิดจากเชื้อรา S. psidii Bitanc. & Jenkins (Holliday, 1980) เนื่องจากฝรั่งเป็นไม้ผลเศรษฐกิจ ในปี 2535-2538 จึงได้ศึกษาโรคฝรั่งอย่างจริงจัง โยทีมงานเริ่มวิจัยโรคกิ่งแห้งและผลเน่าของฝรั่งเป็นลำดับแรกและได้พบโรคสแคปของฝรั่งร่วมกับโรคอื่น ๆ ในพื้นที่ อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย และแยกเชื้อราสาเหตุได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ในปี 2537 (กรรณิการ์ และคณะ, 2538ก) จากการสืบค้นในเอกสารต่าง ๆ เชื่อว่าโรคสแคปในประเทศไทยมีมานานแล้วเช่นกัน แต่ถูกเรียกรวมไปกับโรคแอนแทรคโนส จนกระทั่ง กรรณิการ์ และคณะ ได้รวบรวมเชื้อราสาเหตุจากหลายแหล่งปลูก และพบว่าโรคสแคปของฝรั่งมีแนวโน้มจะเป็นโรคที่สำคัญโรคหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับโรคฝรั่งที่เกิดจากเชื้อราชนิดอื่นที่ได้รวบรวมจากการศึกษาครั้งแรก เช่น Colletotrichum, Lasiodiplodia, Pestalotiopsis, Phomopsis, และ Phyllosticta เป็นต้น (กรรณิการ์ และคณะ, 2538ข) ซึ่งมักเข้ามารบกวนผลฝรั่งเมื่อใกล้เวลาเก็บผลผลิต ในขณะที่เชื้อ Sphaceloma สามารถเข้าทำลายส่วนต่าง ๆ ของฝรั่งที่กำลังเจริญ เช่น ดอกตูม ใบอ่อนถึงใบเพสลาด ผลอ่อน และกิ่งอ่อนได้พร้อม ๆ กัน มีผลทำให้ฝรั่งชะงักการเจริญ เมื่อประเมินความเสียหายแล้วหากโรคสแคประบาด ความเสียหายจะรุนแรงกว่าโรคฝรั่งที่เกิดจากเชื้อราดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น เมื่อใดที่สภาพแวดล้อมและปัจจัยในการเกิดโรคสแคปเหมาะสม เช่น อากาศเย็นสลับกับร้อนจัด อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือมีหมอกหรือน้ำค้างลงจัดแล้วตามด้วยอากาศร้อนจะพบโรคสแคปในสวนฝรั่งที่มีระดับความรุนแรงของโรคเพียงเล็กน้อยถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพแวดล้อมในขณะนั้น


                เชื้อ Sphaceloma มีชีวิตและขยายพันธุ์แบบไม่มีเพศ (anamorph) จัดอยู่ใน subdivision Deuteromycotina, class Coelomycetes; โคนีเดียสร้างอยู่ใน Fruiting body, order Melanconiales; fruiting body คล้ายจานปากกว้าง เรียกว่า acervulus และจัดอยู่ใน family Melanconiaceae เป็น family เดียวใน order นี้ conidia ,ขนาดเล็กกลมรี มีเซลล์กลมใสอยู่ภายใน (teleomorph state คือ Elsinoe) เป็นสาเหตุของโรคสแคป และมีโรคแอนแทรคโนสบางชนิดเกิดจากเชื้อรา Sphaceloma (เชื้อ Sphaceloma บางชนิดมี teleomorph ชื่อ Elsinoe Racib.) เป็นเชื้อที่อยู่ใน family เดียวกันกับเชื้อ Colletotrichum (teleomorph ชื่อ Glomerella spauld & H. Schrenk) เป็นเชื้อสาเหตุโรคแอนแทรคโนสทั่วไป


                การจัดจำแนกชนิดใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของโคนีเดียและพืชอาศัยเป็นหลัก เนื่องจากเชื้อนี้มีความจำเพาะกับชนิดพืชอาศัย ฉะนั้นชื่อ species ส่วนใหญ่มักใช้ชื่อตามชื่อพืชอาศัย (Whiteside et al., 1988)


                วัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อรวบรวมเชื้อ Sphaceloma สาเหตุโรคสแคปของฝรั่งในประเทศไทย ตลอดจนวิธีการแยกเชื้อบริสุทธิ์ ชนิดของอาหาร และอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ ศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของโคโลนีบนอาหารเลี้ยงเชื้อ และการพิสูจน์โรค เพื่อยืนยันว่าโรคสแคปเกิดจากเชื้อราชนิดที่พบในประเทศไทย และสามารถเป็นข้อมูลอ้างอิง รวมถึงวิธีการควบคุมโรคต่อไป



อุปกรณ์และวิธีการ


                1. การรวบรวมตัวอย่างโรคสแคปจากแปลงปลูกฝรั่ง


                เก็บตัวอย่างส่วนต่าง ๆ ของฝรั่งที่แสดงอาการของโรค ได้แก่ ผลอ่อน ดอกตูม ใบอ่อน ใบเพสลาด และกิ่งอ่อนจากแหล่งต่าง ๆ บันทึกลักษณะอาการของโรคบนส่วนต่าง ๆ โดยละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลการวินิจฉัยโรคในแปลงปลูกที่ถูกต้องต่อไป


                การเก็บตัวอย่างมีข้อควรคำนึง ดังนี้


                – ควรเก็บตัวอย่างจากแหล่งที่ปลอดจากการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราอย่างน้อย 3-5 วัน


                – เลือกเก็บตัวอย่างเฉพาะส่วนที่แสดงอาการชัดเจน


                – ใช้กระดาษที่สามารถซับความชื้นได้ห่อตัวอย่างโรคสแคป แล้วใส่ถุงกระดาษพับปากถุงในกรณีที่ต้องค้างคืน เมื่อกลับถึงที่พักแล้วควรเปลี่ยนกระดาษห่อใหม่และเก็บไว้ในที่เย็นแห้ง


                – ตัวอย่างที่ดีสำหรับการแยกเชื้อบริสุทธิ์ควรอยู่ในสภาพสดและเก็บไม่เกิน 2 วัน


                – บันทึกส่วนที่เป็นโรค ลักษณะอาการ สถานที่ วัน เดือน ปี ที่เก็บตัวอย่าง


                2. การแยกเชื้อและจำแนกชนิด (Isolation and Identification) มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้


                2.1 การชักนำให้เชื้อราปล่อยโคนีเดียออกจาก acervulus มีวิธีการดังนี้


                2.1.1 แยกส่วนที่แสดงอาการบนผล ใบและกิ่ง ไม่ปนกัน โดยพิจารณาแผลที่มีความสดใหม่และสะอาด ใช้มีดผ่าตัด (scarpel) เฉือนบริเวณที่เป็นโรค แล้วติดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 3x3 มิลลิเมตร ล้างด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อจนสะอาด ซับน้ำให้แห้งบนกระดาษกรองนึ่งฆ่าเชื้อ พักไว้ในจานเลี้ยงเชื้อ โดยปฏิบัติทุกขั้นตอนในสภาพปลอดเชื้อ (aseptic condition)


                2.1.2 วางแผ่นสไลด์บนวงแหวนแก้วหรือแท่งแก้ว V-shape ที่อบฆ่าเชื้อแล้วในจานเลี้ยงเชื้อ ใช้ Pasteur pipette ดูดน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว หยดลงบนแผ่นสไลด์ประมาณ 2-3 จุด ๆ ละ 2-3 หยด และใส่น้ำกลั่นนึ่งในจานเลี้ยงเชื้อเล็กน้อย จากนั้นนำเนื้อเยื่อพืชในข้อ 2.1.1 ใส่ในหยดน้ำบนแผ่นสไลด์ ประมาณ 4-5 ชิ้น/จุด ปิดฝาจานเลี้ยงเชื้อ เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ตรวจดูโคนีเดียภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ทุก 2-3 ชั่วโมง วัดขนาดและศึกษารายละเอียดต่าง ๆ


                2.2 การแยกเชื้อบริสุทธิ์โดยแยกโคนีเดียเดี่ยว (single conidia isolation) เพื่อป้องกันความผันแปรทางพันธุกรรม เมื่อตรวจพบโคโลนีในหยดน้ำกลั่นบนสไลด์ในข้อ 2.1.2 แล้วใช้เข็มเขี่ยชนิดปลายกลม (loop) แตะโคนีเดียบางส่วนมาใส่ในหยดน้ำกลั่นบนแฟ่นสไลด์ ปิดด้วย cover glass ตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์จนแน่ใจว่าไม่มีเชื้ออื่นปนเปื้อน จึงแยกเชื้อบริสุทธิ์ ตามขั้นตอนต่อไปนี้


                2.2.1 การทำ Dilution plate ใช้ loop แตะโคนีเดียจากหยดน้ำกลั่นในข้อ 2.2 ใส่ในหลอดบรรจุน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 0.5 มิลลิลิตร ใช้  loop ย้ายโคนีเดียจากหลอดที่ 1 ไปหลอดที่ 2 และจากหลอดที่ 2 ไปสู่หลอดที่ 3 และตามลำดับต่อไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันทำการตรวจปริมาณของโคนีเดียในหลอดแต่ละลำดับ จนแน่ใจว่าได้จำนวนโคนีเดียเจือจางเพียงพอทำ single conidia isolation ได้อย่างเหมาะสม จึงเพิ่มจำนวนหลอดบรรจุ suspension ที่ความเจือจางตรงจุดนั้น เท conidia suspension ในแต่ละหลอดทดลองลงบนอาหาร WA (Water Agar) ในจานเลี้ยงเชื้อ ปิดฝา เอียงไปมาเพื่อให้ conidia suspension กระจายบาง ๆ บนผิวของอาหารอย่างสม่ำเสมอ บ่มเชื้อไว้ที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงภายใต้กล้องจุลทรรศน์ และบันทึกการเจริญของเชื้อทุกระยะ


                2.2.2 การแยกโคนีเดียเดี่ยว (single conidia isolation) เมื่อโคนีเดียในข้อ 2.2.1 เริ่มงอก จึงใช้เข็มเขี่ยขนาดเล็กเขี่ยโคนีเดียเดี่ยวเหล่านั้นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใส่ใน PDA Slant และ PDA ในจานเลี้ยงเชื้อ เก็บไว้ในตู้บ่ม 28 องศาเซลเซียส จนกระทั่งเชื้อเจริญซึ่งมีลักษณะเลื่อมมัน จึงนำไปศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ของเชื้อประกอบการจำแนกชนิด


                3. การเปรียบเทียบการเจริญของเชื้อบนอาหารชนิดต่าง ๆ


                อาหารชนิดต่าง ๆ ได้แก่ CMA (Corn Meal Agar), OA (Oat Agar), PCA (Potato Corrot Agar), PDA (Potato Dextrose Agar) และ PSA (Potato Sucrose Agar) โดยใช้ cork borer ทำ Fungal plug จากข้อ 2.2.2 วางบนอาหารตรงจุดศูนย์กลางจานเลี้ยงเชื้อชนิดต่าง ๆ โดยใช้ 15 จาน ต่ออาหารแต่ละชนิด แล้วนำจานเลี้ยงเชื้อทั้งหมดวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง เปรียบเทียบการเจริญ เนื่องจากเชื้อ S. psidii เป็นเชื้อที่เจริญช้ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อราโรคพืชชนิดอื่น  ดังนั้น จึงทำการวัดการเจริญของเชื้อราทุก ๆ 5 วัน เมื่อได้ข้อสรุปว่าเชื้อราเจริญได้ดีกับอาหารชนิดใด ๆ จึงนำผลการทดลองไปศึกษาในขั้นตอนต่อไปเพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสม


                4. การศึกษาอุณหภูมิที่เหมาะสม


                จากผลการเจริญของเชื้อบนอาหารที่เหมาะสมในข้อ 3 นำเชื้อราในลักษณะ fungal plug จากข้อ 2.2.2 เลี้ยงบนอาหารชนิดเดียวกันด้วยวิธีการเดิม วางในตู้บ่ม (incubator) ที่อุณหภูมิ 20, 25 และ 30 องศาเซลเซียส ทำการวัดการเจริญของเชื้อทุก ๆ 5 วัน


                5. การพิสูจน์โรค


                เนื่องจากผลฝรั่งที่กำลังเจริญ โดยเฉพาะผลอ่อนมีปัญหาในการปลูกเชื้อมาก เพราะผลแห้งแข็ง จึงต้องใช้ใบฝรั่งระยะใบอ่อนถึงใบเพสลาดมาปลูกเชื้อแทน ซึ่งเตรียมโดยการปลูกกิ่งตอนฝรั่งปลูกในกระถางดินเผา พร้อมจานรองบำรุงให้เจริญสมบูรณ์ระยะหนึ่ง แล้วริดใบแต่งพุ่ม เพื่อให้ฝรั่งแตกกิ่งและใบอ่อน เมื่อได้อายุและลักษณะใบที่ต้องการ จึงปลูกเชื้อโดยใช้อาหารที่มีเชื้อราเจริญสมบูรณ์ดี ไม่มีเชื้อราอย่างอื่นปนเปื้อนมาเตรียม conidia suspension ของเชื้อให้มีปริมาณ 4x106 โคนีเดีย/มิลลิลิตร นำไปฉีดพ่นเป็นละอองลงบนใบฝรั่งที่คัดเลือกและทำแผลไว้แล้ว จำนวน 4 ต้น และฉีดพ่นด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อบนต้นฝรั่งที่เตรียมไว้ในสภาพเดียวกัน เพื่อเป็น control อีก 4 ต้น แล้วคลุมด้วยถุงพลาสติกเพื่อเพิ่มความชื้นในถุงให้เหมาะสมแก่การเจริญของเชื้อราที่สามารถงอกและเจริญเข้าไปในเนื้อเยื่อใบของฝรั่งได้ (infection) ดูแลให้น้ำสม่ำเสมอ โดยการรดน้ำที่โคนต้นตามปกติในสภาพร่ม-เย็น และมีความชื้นสูง และนำออกรับแสงแดดยามบ่าย 2-3 วัน จึงบันทึกผลการทดลอง


ผลการทดลองและวิจารณ์


                1. ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเชื้อราสาเหตุ


                จากการเก็บตัวอย่างฝรั่งที่เป็นโรคสแคปในท้องที่ต่าง ๆ มาแยกเชื้อจำนวน 37 isolates (ตารางที่ 1) พบเชื้อ S. psidii เป็นสาเหตุของโรคโคนีเดียลักษณะกลมรี หัวท้ายมน มีเซลล์กลมใส 1 อัน อยู่ค่อนไปด้านใดด้านหนึ่ง และไม่ปรากฏเซลล์กลมใส หากโคนีเดียยังเจริญไม่เต็มที่หรือมีปรากฏแต่ไม่ชัดเจน โคนีเดียมีผนังลักษณะเป็นวุ้นใสหุ้มอีกชั้นหนึ่ง ขนาดของโคนีเดียที่วัดได้จากแหล่งต่าง ๆ มีขนาดใกล้เคียงกันคือ 2.87-6.22 x 5.84-8.87 ไมครอน (ตารางที่ 2)


                2. single conidia isolation


                โดยใช้ conidia suspension ที่เจือจางมาก ๆ ลงบนอาหาร WA บ่มเชื้อที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส โคนีเดียงอกภายใน 1-2 วัน โดยงอก germ tube ที่ปลายทั้ง 2 ด้านของโคนีเดีย หลังจากโคนีเดียงอกได้ระยะหนึ่ง จึงล้ายลงอาหาร PDA เชื้อราจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โดยการสร้าง secondary conidia ที่ไม่มี fruiting body เหมือนในธรรมชาติ โคโลนีเลื่อมมันสีขาวปนครีม สีค่อย ๆ เข้มขึ้นเล็กน้อยจนเป็นสีครีมปนส้ม


                3. การเปรียบเทียบการเจริญของเชื้อบนอาหารชนิดต่าง ๆ


                พบว่า S. psidii ไม่สามารถ fruiting body บนอาหารชนิดใด ๆ เลย อาหารที่ทำให้เชื้อราเจริญได้ดีที่สุดคือ PDA การเจริญเป็นไปอย่างช้า ๆ ในเวลา 2 เดือน เชื้อเจริญโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร จึงเกิดปัญหาการปนเปื้อนจากเชื้อราอื่น ๆ ที่เจริญได้เร็วกว่าอย่างรวดเร็ว จนเชื้อสาเหตุที่แท้จริงหมดโอกาสที่จะเจริญแข่งขันได้ เชื่อว่าการเจริญช้าของเชื้อ Sphaceloma เป็นอีกปัจจัยหนึ่งนอกจากเทคนิคการแยกเชื้อที่เหมาะสม ทำให้ผลการวินิจฉัยโรคในอดีตคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง (เช่น Colletotrichum ที่แฝงมากับ Sphaceloma) เนื่องจากการเจริญของเชื้อราชนิดนี้มีลักษณะไม่เหมือนเชื้อราโรคพืชทั่วไปที่สามารถเจริญเต็มจานอาหารเลี้ยงเชื้อใน 5-7 วัน จึงไม่สามารถวัดการเจริญของเชื้อ Sphaceloma ในแนวราบได้ เพราะลักษณะการเจริญของเชื้อเป็นไปในรูปแบบลักษณะเลื่อมมัน และพอกพูนปริมาณในแนวตั้งแล้วยุบตัวเมื่อเจริญได้ระยะหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ทางสถิติได้ นอกจากใช้สายตาพิจารณาดูลักษณะความสดใส และความสูงของโคโลนีในระยะเวลาเท่ากัน


ตารางที่ 1 สถานที่พบโรค ส่วนของพืชที่แสดงอาการและสายพันธุ์ที่ปลูก











สถานที่


ส่วนที่แสดงอาการและสายพันธุ์


1. อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย


2. อ. เมือง จ. ระยอง


3. ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ


4. ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย อ. เมือง จ. เชียงราย


5. อ. สามพราน จ. นครปฐม


6. อ. ดำเนินสะดวก จ. ราชบุรี


7. อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี


8. อ. ท่าแซะ จ. ชุมพร


9. อ. เมือง จ. สกลนคร


10. อ. กระทุ่มแบน จ. สมุทรสาคร


11. อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา


12. อ. บ้านไผ่ จ. ขอนแก่น


13. อ. เมือง จ. กาญจนบุรี


14. อ. เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์


15. ดอยอินทนนท์ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่


16. อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน


ผลอ่อนและขั้วผล พบบนพันธุ์กลมสาลี่


ผลอ่อน พบบนพันธุ์เย็น 2


ผลอ่อน ขั้วและใบ พบบนพันธุ์กลมสาลี่และฝรั่งลูกผสม


ผลอ่อน พบบนพันธุ์เย็น 2


ผลอ่อนและดอก พบบนพันธุ์ทูลถวายและกลมสาลี่


ผลอ่อนและก้านช่อ พบบนพันธุ์กลมสาลี่


ผลอ่อน ก้านช่อ และใบ ไม่ทราบพันธุ์


ผลอ่อน ดอก และใบ พบบนพันธุ์กลมสาลี่


ผลอ่อน กลีบเลี้ยงผล และช่อดอก ไม่ทราบพันธุ์


ผลอ่อน พบบนพันธุ์แป้นสีทอง


ผลอ่อน ไม่ทราบพันธุ์


ผลอ่อน ยอด และช่อดอก พบบนพันธุ์กลมสาลี่


ผลอ่อน ช่อดอก พบบนพันธุ์เย็น 2


ผลอ่อน และก้านช่อดอก พบบนพันธุ์พิจิตร 2


ผลอ่อน ใบ และยอดอ่อน ไม่ทราบพันธุ์


ผลอ่อน ไม่ทราบพันธุ์


                4. ผลการเปรียบเทียบอุณหภูมิที่เหมาะสม


                พบว่าเชื้อราเจริญได้ดีที่ 28-30 องศาเซลเซียส


                5. การพิสูจน์โรค


                ใช้วิธีปลูกเชื้อบนกิ่งตอนฝรั่ง ซึ่งปลูกในกระถางดินเผาพร้อมมีจานรอง ดังได้อธิบายโดยละเอียดแล้วในข้างต้น หลังจากปลูกเชื้อโดยการฉีดพ่นด้วย conidia suspension บนใบที่คัดเลือกไว้แล้ว ใบแสดงอาการจุดฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลอ่อนในระยะแรก รวมทั้งบริเวณก้านใบ ต่อมาบริเวณดังกล่าวมีสีเข้มขึ้นตามด้วยอาการบุ๋มยุบตัวแล้วขยายบริเวณเชื่อมต่อถึงกัน อาการแห้งค่อย ๆ ปรากฏให้เห็น พร้อมการหดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ภายใน 8-15 วัน เดิมมักเข้าใจผิดเสมอว่าโรคสแคปขงฝรั่ง คือ โรคแคงเคอร์ ซึ่งเกิดจากเชื้อ Pestalotipopsis แต่จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน (ตารางที่ 3)


ตารางที่ 2 ขนาดของโคนีเดียเชื้อรา Sphaceloma psidii สาเหตุโรคสแคปของฝรั่ง 16 แห่ง ในประเทศไทย

























 


สถานที่พบเชื้อ


จำนวน


isolate


ขนาดของโคนีเดีย (m)*


ความกว้าง


ค่าเฉลี่ย


ความยาว


ค่าเฉลี่ย


1. อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย


2. อ. เมือง จ. ระยอง


3. ศวส. ศรีสะเกษ อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ


4. ศวส. เชียงราย อ. เมือง จ. เชียงราย


5. อ. สามพราน จ. นครปฐม


6. อ. ดำเนินสะดวก จ. ราชบุรี


7. อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี


8. อ. ท่าแซะ จ. ชุมพร


9. อ. เมือง จ. สกลนคร


10. อ. กระทุ่มแบน จ. สมุทรสาคร


11. อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา


12. อ. บ้านไผ่ จ. ขอนแก่น


13. อ. เมือง จ. กาญจนบุรี


14. อ. เข้าค้อ จ. เพชรบูรณ์


15. อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่


16. อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน


4


2


1


2


3


2


1


2


3


2


2


2


4


2


2


3


5.22-6.55


2.61-3.92


3.92-4.70


2.61-3.92


2.61-4.18


3.92-4.85


2.61-4.96


3.92-5.22


3.91-5.22


2.61-3.92


3.92-6.53


2.61-4.85


2.61-3.13


3.92-5.22


3.92-5.22


3.65-5.22


6.22


3.42


4.25


3.48


3.85


4.32


4.25


4.98


4.52


3.40


4.85


3.73


2.87


4.85


5.05


4.75


7.30-10.85


4.43-8.35


6.53-7.31


5.22-6.06


5.22-7.83


6.63-8.65


5.22-7.57


6.53-7.83


6.52-8.80


5.22-7.31


5.22-8.69


5.22-5.85


5.22-6.52


6.53-8.62


7.31-8.35


7.31-8.61


8.87


7.95


7.20


5.85


7.45


7.95


7.25


7.50


7.85


7.10


8.20


5.84


5.85


8.25


7.98


8.25


รวม


37


* ค่าเฉลี่ย 50 โคนีเดีย


                  มีรายงานการศึกษาเชื้อราสาเหตุโรคสแคปขององุ่นครั้งแรกโดย De Bary ในปี ค.ศ. 1873 และได้จำแนกชนิดเชื้อรานี้เป็น Sphaceloma ampelinum (Shear, 1929) หลังจากมีการระบาดอย่างรุนแรงในแหล่งปลูกองุ่นทางตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป ต่อมามีรายงานโรคสแคปขององุ่นในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ชิลี บราซิล คิวบา ออสเตรเลีย โรดีเซีย นิวกีนี อินเดีย และแซมเบีย (Sutton, 1980) ประเทศไทยมีรายงานพบโรคสแคปขององุ่นครั้งแรกในปี 2506 ขณะนั้นได้รายงานว่าเกิดจากเชื้อ Gloeosporium ampelophagum (ทะนง, 2508 มี 2 อาการ คือ อาการฉ่ำน้ำ (Bitter rot) และอาการแห้งแข็ง (scab) หลังจากนั้นมีการศึกษารายละเอียดอื่นๆ และสรุปว่า เชื้อราดังกล่าวสามารถทำให้องุ่นเป็นโรคแอนแทรคโนสทุกระยะการเจริญรวมทั้งยอดและใบอ่อน อาการที่สำคัญคือ อาการบนใบและผลอ่อน (วิชัย, 2514) จากข้อสรุปนี้ทำให้นักวิจัยรุ่นหลังสามารถจับประเด็นนำมาวิเคราะห์และสานต่องานวินิจฉัยโรคสแคปขององุ่นได้ โดยใช้เทคนิคการแยกเชื้อ ซึ่งปรับเปลี่ยนใหม่และในที่สุดสามารถแยกเชื้อ S. ampelinum ได้สำเร็จ และแยกเชื้อสแคปของพืชอื่น ๆ ได้ด้วย (กรรณิการ์ และคณะ, 2533; 2538; 2541) โรคสแคปในประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นโรคที่สำคัญกับไม้ผลและพืชอีกหลายชนิด จากการศึกษาครั้งนี้ได้ข้อคิดว่า ผลงานวิจัยในอดีตมีคุณค่ามาก เพราะสามารถให้แนวความคิดต่าง ๆ เพื่อสานต่อหรือปรับปรุงวิธีการทำให้งานวิจัยก้าวหน้าต่อไปได้ดีด้วย


ตารางที่ 3 เปรียบเทียบโรคสแคป และโรคแคงเคอร์











โรคสแคป


โรคแคงเคอร์


1. เชื้อสาเหตุ Sphaceloma psidii


2. ลักษณะอาการของโรค แสดงอาการบนใบ ผล ก้าน ผล ค่อนข้างจะแตกต่างกัน และเป็นเฉพาะเนื้อเยื่อกำลังเจริญ


    ผล เป็นจุดสีน้ำตาล แห้ง แข็ง ยุบตัว ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงหดตัวเป็นตะปุ่มตะป่ำกระจายทั่วผล บ่อยครั้งแผลสีน้ำตาลเหล่านี้ แห้งแตกหรือเชื่อมถึงกัน


    ใบ ยอดอ่อนที่ติดช่อดอก ซึ่งกำลังติดผลอ่อนที่ยังไม่เป็นผลสมบูรณ์ ใบจะแห้งแตก ลักษณะใบบิด ต่อมาแห้งและร่วงไปในที่สุด


     ก้านผล แสดงอาการเป็นแผลสีน้ำตาลกระจายรอบก้านช่อผล บริเวณรอบนอกเป็นสีน้ำตาลแดง หากแผลเหล่านี้เชื่อมถึงกันทำให้ผลร่วงก่อนกำหนด บนอาการทั้งหมดจะไม่ปรากฏ fruiting body ใด ๆ ให้เห็นเพราะมีขนาดเล็กมาก และเชื่อมถึงกันเป็นปื้นแห้งแข็ง


หมายเหตุ พบอาการโรคสแคปบนผลอ่อนมากกว่าส่วนอื่น ๆ


3. ลักษณะของโคนีเดีย


     ลักษณะโคนีเดียของเชื้อราสาเหตุโรคสแคปของฝรั่งมีลักษณะเซลล์เดียว มีวงกลมใส 1 อัน อยู่ภายในผนังเซลล์ของโคนีเดียถูกหุ้มด้วยลักษณะใสเหมือนวุ้น (mucilaginous cell wall) และโคนีเดียสามารถสร้าง secondary conidia ได้ในสภาพที่มี film ของน้ำห่อหุ้มหรือมีความชื้นเพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เชื้อราในกลุ่มนี้สามารถเจริญพันธุ์ได้รวดเร็วและทำความเสียหายได้อย่างเฉียบพลัน จึงพบอาการของโรคนี้สม่ำเสมอ


4. พบบนผลฝรั่งในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย บนฝรั่งหลายพันธุ์


5. เชื้อราสามารถพักตัวอยู่ในซากพืช ในดิน และน้ำ


1. เชื้อสาเหตุ Pestalotiopsis psidii


2. ลักษณะอาการของโรค


     ผล จุดสีน้ำตาลกระจายทั่วผล แต่เป็นแผลนูนไม่มีอาการยุบตัวหรือหดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงของเนื้อเยื่อใด ๆ บนอาการทั้งหมดปรากฏกลุ่มของ acervulus สีน้ำตาลถึงดำกระจายอยู่ทั่วไป


     กิ่งและใบ แสดงอาการคล้ายกันคือใบแห้งจากปลายใบและปลายกิ่ง บริเวณที่พบเป็นโรคมักเป็นใบและกิ่งที่สมบูรณ์สีเขียวเข้ม ส่วนที่แสดงอาการคือเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ปรากฏตุ่ม acervulus จดสีดำเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป


 


 


 


 


หมายเหตุ พบบนใบและกิ่งกระโดงมากกว่าส่วนอื่น ๆ


 


3. ลักษณะของโคนีเดีย


     เป็นรูปกระสวยตรงหรือโค้งเล็กน้อย ปลาย 2 ด้านแหลม มี 5 เซลล์ 3 เซลล์กลางมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม และผนังเซลล์หนา ในขณะที่เซลล์ด้านบน (spical cell) และเซลล์ด้านล่าง (basal cell) ใส (hyaline) และบริเวณส่วนใสด้านบนจะมี appendage แตกกิ่ง (branched appendages) ในขณะที่บริเวณซลล์ส่วนใสด้านล่างมีก้านโคนีเดียสั้น ราชนิดนี้ไม่สร้าง secondary conidia เหมือนเชื้อ Sphaceloma


 


4. พบบนผลฝรั่งพันธุ์เย็น 2 จาก อ. เมือง จ. ระยอง และ อ. บางแพ จ. ราชบุรี


5. เชื้อราสามารถพักตัวอยู่ในซากพืช และในดิน


                 เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น เชื้อราโรคพืชแทบทุกชนิดระบาดได้ง่ายและค่อนข้างรุนแรงกว่าประเทศในเขตหนาว จากการศึกษาพบว่า เมื่อปัจจัยการเกิดโรคเหมาะสม โรคสแคปจะระบาดเป็นบริเวณกว้างและอาจส่งผลกระทบถึงปีถัดไป หากไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อป้องกันหรือกำจัดโรคด้วยวิธีที่เหมาะสม ในต่างประเทศได้มีการศึกษาโรคสแคปของพืชต่าง ๆ ไว้พอสมควร ประเทศไทยได้เริ่มทำการศึกษาไว้บ้างแล้วในพืชบางชนิดและทำการศึกษารวบรวมต่อไป จากการสำรวจเก็บตัวอย่างพบว่า โรคสแคปทำความเสียหายค่อนข้างรุนแรงในพืชบางชนิด เช่น องุ่น ฝรั่ง มะกอกน้ำ และแตงโม ต้องตัดหรือขุดต้นพืชเพื่อปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะไม่อาจเก็บผลผลิตได้


                การศึกษาโรคสแคปของบฝรั่งครั้งนี้ พบว่าที่เคยกล่าวถึงโรคสแคปของฝรั่ง เป็นโรคที่ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ได้มีข้อมูลใหม่ให้ทราบว่า มีหลายพื้นที่ได้พบฝรั่งเป็นโรคสแคปถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งควรจะได้ดำเนินการหาทางป้องกันต่อไป การควบคุมโรคควรคำนึงถึงการป้องกันมากกว่าการกำจัดโรค เพราะถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นแล้วการกำจัดเป็นไปได้ค่อนข้างยาก


 สรุปผลการทดลอง


                1. โรคสแคปของฝรั่ง เกิดจากเชื้อรา Sphaceloma psidii


                2. เชื้อราสาเหตุเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส โคโลนีบนอาหาร PDA มีลักษณะเลื่อมมัน โคนีเดียลักษณะใสกลมรี ผนังเป็นวุ้นใส (Mucilaginous cell wall) หัวท้ายมนเล็กน้อย ไม่มีผนังกั้น มีเซลล์กลมใส (guttule) อยู่ภายใน 1 อัน


                3. เชื้อ S. psiddi สามารถเข้าทำลายฝรั่งได้ตลอดปี เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เฉพาะช่วงที่ฝรั่งกำลังติดผลอ่อนถึงก่อนเก็บผล 1-2 สัปดาห์


                4. การปลูกเชื้อบนกิ่งตอนฝรั่ง (artificial inoculation) ในสภาพเรือนทดลอง พบว่ากิ่งตอนฝรั่งแสดงอาการเป็นโรคภายใน 8-15 วัน


 


เอกสารอ้างอิง


 


กรรณิการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง และอุบล คือประโคน. 2533. โรคเชื้อราขององุ่นที่พบใหม่.


               หนังสือพิมพ์กสิกร 66(5) : 444-447.


กรรณิการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง และอุบล คือประโคน. 2536. โรคสแคปขององุ่น (Sphaceloma


               ampelium de Bary). วารสารวิชาการเกษตร 11 (2) : 66-72.


กรรณิการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง, อภิรัชต์ สมฤทธิ์ และอุบล คือประโคน. 2538ก. โรคใหม่ของฝรั่ง.


               หนังสือพิมพ์กสิกร 68 (1) : 66-69.


กรรณิการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง, อภิรัชต์ สมฤทธิ์ และอุบล คือประโคน. 2538ข. โรคที่พบบ่อย


               ในสวนฝรั่ง. ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา 5 (4) : 85-88.


กรรณิการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง และอภิรัชต์ สมฤทธิ์. 2541. มะม่วงกับโรคสแคป.


               วารสารเคหะเกษตร 22 (10) : 101-104.


กรรณการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง และอภิรัชต์ สมฤทธิ์. 2541. โรคจุดสนิมของปทุมมา.


               หนังสือพิมพ์กสิกร 71 (6) : 525-528.


กรรณิการ์ เพี้ยนภักตร์, วิรัช ชูบำรุง และอภิรัชต์ สมฤทธิ์. 2541. มะม่วงหิมพานต์และโรคสแคป.


               ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา 8 (3) : 56-59.


ทะนง พงษ์พาณิชย์. 2508. การสำรวจโรคองุ่นขั้นต้นในบางท้องที่ของประเทศไทย.


               วิทยานิพนธ์ปริญญาตรี ภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 61 หน้า.


วิชัย ก่อประดิษฐสกุล 2514. การศึกษาโรคราน้ำค้างและโรคแอนแทรคโนสขององุ่นในท้องที่


               อำเภอสามพราน. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 94 หน้า.


ไพโรจน์ ผลประสิทธิ์. 2531. การปลูกฝรั่งเพื่ออุตสาหกรรม. 89 หน้า.


Holliday, P. 1980. Fungus Diseases of Tropical Crops. Cambridge University Press. 607 p.


Shear, C.L. 1929. The life histry of Sphaceloma De Bary. Phytopathology 9 : 675-679.


Sutton, B.C. 1980. The Coelomycetes. Commonwealth Mycological Institute Kew. Surrey,


               England. 696 p.


Whiteside, J.O., S.M. Garnsey and L.W. Timmer. 1988. Compendium of citrus diseases.


               APS PRESS. The American Phytopathological Society. 80p.


 


ที่มา : ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา ปีที่ 11 เล่มที่ 3 กันยายน-ธันวาคม พ.ศ. 2544 หน้า 2-13.