สัตว์อื่นๆ, ปศุสัตว์

การศึกษาวิธีทำใบมันสำปะหลังหมักเพื่อเป็นอาหารสัตว์

NULL

นิลุบล ทวีกุล, เพียงเพ็ญ ศรวัตร, แฉล้ม มาสุวรรณ และสุพัตรา ดลโสภณ

ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น

จากการประชุมวิชาการ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 5

                การทำพืชอาหารสัตว์หมักเป็นวิธีการถนอมพืชอาหารสัตว์ในสภาพความชื้นสูง และสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยที่คุณค่าทางอาหารไม่เปลี่ยนแปลง พืชที่หมักจึงควรมีแป้งหรือน้ำตาลในปริมาณที่สูงเพียงพอสำหรับจุลินทรีย์ที่ช่วยให้กระบวนการหมักเจริญเติบโตได้รวดเร็ว และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อื่นที่ทำให้กลิ่นและรสของพืชหมักด้อยคุณภาพลง การเติมสารเสริมการหมักที่มีแป้งหรือน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น กากน้ำตาล เมล็ดธัญพืช หรือมันเส้นบดในอัตรา 5-10% จึงมีความสำคัญในการทำพืชหมักเมื่อพืชนั้นมีโปรตีนสูงแต่มีแป้งหรือน้ำตาลต่ำ พืชหมักที่ดีควรมีสีเขียวแกมเหลือง หรือสีน้ำตาล กลิ่นหอมเปรี้ยวคล้ายผลไม้ดอง เนื้อไม่มีเมือก ไม่เละ ไม่มีเชื้อราหรือส่วนบูดเน่า ควรมีความชื้นอยู่ระหว่าง 60-70% มีรสเปรี้ยว (ยH 3.5-4.2) จากการศึกษาพบว่าใบมันสำปะหลังสามารถใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับการเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีโปรตีนสูง (มีน้ำหนักแห้งมากกว่า 20%) แต่มีข้อจำกัดคือ ใบสดมีสารพิษไฮโดรไซยานิคแอซิดและแทนนิน โดยเฉพาะกรดไฮโดรไซยานิคนี้มีผลทำให้สัตว์เลี้ยงตายได้ แต่สามารถทำให้สารพิษดังกล่าวลดลงโดยการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวด้วยการตากแดดหรือการหมักได้ ทั้งนี้การตากแดดเป็นวิธีที่ประหยัดก็จริงแต่ก็ทำได้ลำบากในบางพื้นที่ที่แสงแดดไม่เพียงพอ หรือในบางช่วงที่ฝนตกติดต่อกัน ส่วนการหมักนั้นสามารถทำได้ตลอดเวลา จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

fiogf49gjkf0d

                การศึกษาเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมในการหมักใบมันสำปะหลังเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เริ่มจากหมักใบและลำต้นอ่อนที่สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือทุบให้ลำต้นอ่อนแตก ผสมสารเสริมการหมัก อันได้แก่ มันเส้นบด รำข้าว หรือกากน้ำตาลในอัตรา 5% หรือ 10% หรือเกลือ 5% โดยน้ำหนัก นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ถุงพลาสติกปิดให้สนิทเก็บไว้ในห้องที่กันฝนได้ พบว่าวิธีที่เหมาะสมในการทำใบมันหมักคือ การสับมันเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนผสมสารเสริมการหมักตำรับหนึ่ง หลังการหมัก 1 เดือน มันหมักดังกล่าวจะมีคุณภาพดีคือ มีกลิ่นหอม เนื้อไม่เปื่อย มีสีน้ำตาล ไม่มีเชื้อรา pH น้อยกว่า 4.2-4.4 น้ำหนักแห้ง 22-28% มีกรดไฮโดรไซยานิคอยู่ในระดับปลอดภัยในการนำไปเลี้ยงสัตว์ (น้อยกว่า 100 มก./กก.) และสามารถเก็บรักษาได้นาน 5 เดือน

                จากการศึกษาในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า การหมักใบมันสำปะหลัง (รวมส่วนลำต้นอ่อนด้วย) เป็นเวลา 1 เดือน สามารถลดกรดไฮโดรไซยานิคได้ 40-75% แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ และการที่ใบมันหมักที่ได้จากการสับใบมันเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 2-3 ซม. ก่อนหมักมีคุณภาพเป็นพืชหมักที่ดีนั้น น่าจะเป็นผลมาจากการอัดใบมันได้แน่นและไล่อากาศออกจากถุงหมักได้ดีทำให้จุลินทรีย์ที่ช่วยกระบวนการหมักซึ่งไม่ชอบอากาศเจริญเติบโตได้เร็ว และยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อื่นจึงส่งผลให้กระบวนการหมักเกิดได้ดี ส่วนการทุบให้ส่วนของลำต้นมันแตกก่อนหมักนั้นยังทำได้ไม่ดีพอ เพราะยังพบเป็นชิ้นยาวอยู่บ้าง ทำให้การอัดแน่นและไล่อากาศออกจากถุงหมักทำได้ไม่ดีตามไปด้วย ทำให้จุลินทรีย์ที่ช่วยในกระบวนการหมักเจริญเติบโตได้ช้า จึงมีเชื้อราและจุลินทรีย์อื่นเกิดขึ้นและทำให้เน่าเสียในที่สุด การหมักใบมันสำปะหลังอาจไม่ต้องเติมสารเสริมการหมักที่เป็นแป้งหรือน้ำตาลถ้าสามารถอัดใบมันในถุงหมักให้แน่นและไล่อากาศออกได้ดี ดังจะเห็นได้จากการทดลองในครั้งนี้ การเติมเกลือในการหมักใบมันที่สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 2-3 ซม. ให้คุณภาพใบมันหมักที่ดีไม่แตกต่างปากการเติมสารเสริมการหมักอื่น นอกจากนั้นเกลือยังอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อื่นในช่วงการหมักได้ดีจนสามารถทำให้รักษาคุณภาพใบมันหมักที่ดีไว้ได้นานถึง 5 เดือน

ที่มา : วารสารเคหการเกษตร. ปีที่ 31 ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2550 หน้า 226-227.