ดิน, ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด

กระตุ้นความคิดเกษตรกรไทย ปลดพันธเคมีสู่เกษตรยั่งยืน

เคมีกำจัดศัตรูพืชส่วนใหญ่จะถูกคิดค้นมาเพื่อกำจัดโรคแมลงและวัชพืช เกษตรกรมักเรียกรวมๆ ว่า “ยาฆ่าแมลง” สารเคมีกำจัดโรคแมลง วัชพืช ที่ใช้ในเรือกสวนไร่นาของเกษตรกรนั้น ออกฤทธิ์ทำลายโดยการดูดซึมสัมผัสทางผิวหนัง การกิน หายใจ ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถแพร่กระจายติดตามเสื้อผ้า ตกค้างในดินแหล่งน้ำ รวมถึงในบ้านก็ยังพบการตกค้างของสารเคมีประเภทนี้ มีเพียงแค่ 5% เท่านั้นเองที่มีโอกาสออกฤทธิ์กำจัดโรคแมลงจริงๆ การแพร่กระจายจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งมีรัศมีวงกว้างตั้งแต่ 3 เมตร ถึง 20 กิโลเมตร พอจะทำให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่า อันตรายของการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้มีสารพิษตกค้างในสภาพแวดล้อมและยังทำลายระบบนิเวศน์ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรทุกๆ คนต้องเปิดกรอบ(เปิดใจ)รับฟังแล้วหันมาช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศน์ ก็ที่จะเสียหายจนควบคุมไม่ได้

การที่คนเราจะปลูกพืชสักต้นหรือทำนาสักแปลงนั้น ควรมองว่าดินตรงนั้นดีไหม มีน้ำพอใช้ทั้งฤดูหรือเปล่า ซึ่งจะสอดคล้องกับคำที่ว่า “หากดินดี น้ำดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว” แต่ถ้าหากไม่ดีล่ะจะแก้อย่างไรดี? ปรับปรุงบำรุงดินใช่หรือเปล่า? แล้วจะใช้วัสดุอะไรมาปรับปรุง? ต้นทุนแพงไหม คุ้มค่ากับการลงทุนหรือเปล่า? สำหรับเกษตรกรหัวก้าวหน้าแล้วการปรับปรุงบำรุงดินนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเขาคิดว่าพืชจะเจริญเติบโตได้ดีต้องปลูกบนดินที่ดี และดินที่ดีต้องมีชีวิต นั้นหมายถึงว่าในดินต้องมีจุลินทรีย์ มีธาตุอาหาร ร่วนซุย มีออกซิเจนฯลฯ

การเลือกวัสดุมาปรับปรุงสภาพดินก็ต้องเลือกให้เหมาะสม เห็นผลระยะยาวยั่งยืน ไม่มองแค่ผ่านไปวันๆ การนำหินแร่ภูเขาไฟมาปรับปรุงบำรุงดินแทนวัตถุปูนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ผู้เขียนเห็นด้วยว่าดี มีความเหมาะสม ยั่งยืนยาวนาน ดินดีมีชีวิตร่วนซุยและที่สำคัญนอกจากช่วยปรับความเป็นกรด-ด่างของดินแล้ว ยังจะช่วยทำให้หน้าดินไม่บีบอัดตัวแน่นจนทำให้รากพืชขาดออกซิเจนเหมือนปรับปรุงสภาพดินด้วยวัตถุปูนซึ่งมีแต่ปัญหาที่จะตามในภายหลัง นอกจากหินแร่ภูเขาไฟจะช่วยในการปรับปรุงบำรุงดินแล้ว ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่เซลล์พืชเนื่องจากมีส่วนประกอบของซิลิก้าจากธรรมชาติที่สามารถละลายน้ำให้พืชดูดซับไปใช้ประโยชน์ได้ทันที และเนื่องจากเป็นหินแร่ภูเขาไฟ มีความพรุนและสามารถแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า(CEC) จึงใช้ประโยชน์ในการผสมปุ๋ยละลายเร็ว อย่างยูเรีย(46-0-0)ให้เป็นปุ๋ยละลายช้า ช่วยลดต้นทุนจากการสูญเสียปุ๋ยของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง เกษตรกรหรือหน่วยงานใดต้องการสอบถาม แลกเปลี่ยนหรือสนับสนุ่นข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2)หรือผู้เขียน (081-3983128 ,081-6929660) สำหรับท่านที่สนใจสั่งซื้อสินค้ากรุณา… @thaigreenagro

 

 

 

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com

 

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *