นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
04 กันยายน 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7202)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18656 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์   จำนวน:   167   บทความ  
จุลินทรีย์ (168)
12345678910...>>
 
จุลินทรีย์ขี้ควาย ช่วยเพิ่มรายได้ ผ่อนคลายต้นทุนให้เกษตรกรลืมตาอ้าปาก (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.ย. 2558, 8:09:02 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
 ถ้าจะคิด ถ้าจะทำอาชีพเกษตรกรรมโดยที่ไม่ต้องใช้เงิน หลายท่านก็คงจะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้  แต่ในเนื้อหาหน้านี้ขอบอกท่านผู้อ่านไว้เลยนะครับ ว่าเป็นไปได้ ถ้ามีหัวใจพอเพียง  เพราะการทำเกษตรกรรมถ้าค่อยๆ คิด ค่อยทำ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง  เริ่มตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ คือ เมื่อหมดรอบฤดูเก็บเกี่ยวไปในแต่ละคราว ควรจะต้องแบ่งผลผลิตส่วนหนึ่งให้คงเหลือไว้ทำพันธุ์  ไม่เก็บเกี่ยวไปขายเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นพริก มะละกอ ข้าวโพด ถั่วฝักยาว มะระ ฟักแฟง แตงกวา ฯลฯ แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ไว้ตามขื่อคาหรือใต้ถุน เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกฤดกาลใหม่ ก็นำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บที่สำรองไว้มาเริ่มทำการเพาะปลูกใหม่ทำแบบนี้เป็นประจำทุกปีก็ไม่มีความจำเป็นต้องเสียตังค์ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจากบริษัทใหญ่ ๆ ให้เสียเวลา แถมยังเป็นการแตกกอต่อยอดได้สายพันธุ์ใหม่ให้ลูกหลานไทยได้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารไว้เป็นสมบัติของชาติได้อีกด้วย เพราะการเพาะปลูกด้วยเมล็ดมีโอกาสได้ทั้งพันธุ์ที่ดีกว่าและพันธุ์ด้อยจากต้นแม่ต้นเดิม  ถ้าได้การกลายพันธุ์จากต้นแม่เดิมที่เด่นและดีกว่าก็ควรเก็บรักษาไว้

เห็นไหมครับว่า เพียงเริ่มต้นด้วยการดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ด้วยตนเอง เราก็สามารถที่จะมีความมั่นคงด้านพันธุ์พืชแบบไทยๆ ไม่ต้องไปง้อฝรั่งมังค่าหรือบริษัทยักษ์ใหญ่แต่ประการใด  (Food Security)  ต่อมาอีกแนวทางหนึ่งก็คือการที่จะต้องให้ความสำคัญกับอินทรีย์วัตถุที่จะต้องใส่เสริมเพิ่มเติมลงไปในดิน ต้องทำให้ได้เหมือนกับต้นไม้ในป่าเขาลำเนาไพร ที่เข้ามีเศษกิ่งไม้ใบหญ้าสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนร่วงหล่นกันลงมาเป็นอาหาร เป็นบ้าน ให้กับจุลินทรีย์ไส้เดือน แมงมุม และสิ่งมีชิวิตอื่นๆ อีกนานาชนิด ทำให้ดินไม่เคยเสื่อมคลายความอุดมสมบูรณ์

แต่การทำเกษตรของพี่น้องเกษตรส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในลักษณะที่เอาเปรียบธรรมชาติ คือเอาผลผลิตออกไปจากแปลงเรือกสวนไร่นาในอัตราเป็นตันๆ แต่ผันปุ๋ยและอาหารกลับมาสู่ดินสู่พืชเพียงไม่กี่กำมือ ทำแบบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นระยะเวลายี่สิบสามสิบปี ดินก็มีแต่สูญเสียแร่ธาตุสารอาหารในดินออกไปแบบไม่สมดุลกับอาหารหรือปุ๋ยที่มนุษย์ให้กลับคืนมา จึงทำให้ดินขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งปลูกพืชยิ่งอ่อนแอ หมดความต้านทาน หมดภูมิคุ้มกัน ผลผลิตน้อย  ต้องซื้อปุ๋ยยาฆ่าแมลงมาใส่เสริมเติมลงไปไม่รู้จักจบสิ้น ทำให้ต้นทุนส่วนใหญ่หมดสิ้นไปกับปัจจัยภายนอกที่ต้องใช้เงินเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มผลผลิต

การที่จะทำให้อินทรียวัตถุจากโมเลกุลใหญ่ๆ ให้กลายมาเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องมีตัวช่วยนะครับ ตัวช่วยที่ว่าก็คือการนำเอาจุลินทรีย์ท้องถิ่น ถิ่นใครถิ่นมันลงมาสู่กองปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ลงสู่แปลงเรือกสวนไร่นาของท้องถิ่นนั้น  หรือจะเรียกได้ว่าจุลินทรี่ย์ไทยแลนด์ลงสู่แปลงนาไทยแลนด์ซึ่งก็น่าจะดีที่สุด  จุลินทรีย์ที่ว่านั้นก็คือจุลินทรีย์จากสัตว์สี่กระเพาะ หลายๆ ท่านก็อาจจะเถียงว่ามันมีกระเพาะเดียวนั่นแหละ แต่กระเพาะเขามีสี่ห้อง สัตว์ที่มีสี่กระเพาะก็มี่ตั้งแต่ วัว ควาย แพะ แกะ เก้ง กระจง จิงโจ้ เป็นต้น ในกระเพาะของสัตว์เหล่านี้ จะมีจุลินทรีย์ ทั้ง ยีสต์ รา แบคทีเรีย โปรโตซัว ชนิดพิเศษที่สามารถย่อยสลายอินทรียวัตถุ (Organic Matter) ให้เปื่อยยุ่ยเป็นผุยผง สามารถสังเกตมูลวัว มูลควาย เมื่อเขาขับถ่ายออกมา เศษตอซังฟางข้าว เศษต้นไม้ใบหญ้าจะแหลกเละละเอียด อันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากคุณสมบัติพิเศษของจุลินทรีย์ภายในกระเพาะ 3 ห้องแรกของเขา ซึ่งก็มี  ผ้าขี้ริ้ว (Rumen), รังผึ้ง (Reticulum), สามสิบกลีบ (Omasum)  ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ได้เกิดจากภายในร่างกายของสัตว์เป็นการเฉพาะ แต่เกิดโดยกระบวนการทางธรรมชาติที่มาช่วยทำให้สัตว์ที่มีสี่กระเพาะหรือกระเพาสี่ห้องดำรงชีวิตอยู่ได้ในธรรมชาติ (Symbiosis)  ซึ่งกระบวนทั้งหมดจากกระเพาะ 3 ห้องนี้จะทำหน้าที่ในการบดหยาบ บดละเอียด บดผสม ก่อนจะส่งตรงไปยังกระเพาะจริงๆ ของเขา นั่นก็คือ กระเพาะห้องที่ 4 กระเพาะจริง (Abomasum)

เมื่อเราพอจะทราบว่าในกระเพาะของสัตว์สี่กระเพาะหรือสัตว์ที่มีกระเพาะสี่ห้องมี่คุณสมบัติของจุลินทรีย์ชนิดพิเศษที่มีความสามารถในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ (organic acid), เซลลูโลส (cellulose), เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose), ลิกนิน (Lignin) เราก็สามารถนำมูลวัวมควายสดมาเพาะเชื้อขยายด้วยจำนวน 2 กิโลกรัม ต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร เติมกากน้ำตาลลงไปเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงเชื้ออีก 10 ลิตร  ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก ถ้ามีก็ใส่ลงไปจะดี เพราะจะช่วยควบคุมจุลินทรีย์ตัวร้ายไม่ให้ก่อกำเนิดเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตจุลินทรีย์ขี้ควายหรือจุลินทรีย์สัตว์สี่กระเพาะนี้  แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ

เมื่อเราได้จุลินทรีย์ท้องถิ่นไทย ลงสู้แปลงเกษตรและกองปุ๋ยหมักปุ๋ยีคอกแบบไทย เขาก็สามารถทำงานได้ทันที ไม่ต้องปรับตัว ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่คุ้นเคย ผนวกกับความสามารถในการย่อยสลายเป็นทุนเดิมทำให้เรามีปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกทันต่อการใช้งาน สามารภนำเศษตอซังฟางข้าว เศษกิ่งไม้ใบหญ้าที่ได้จากการตัดแต่งกิ่ง นำมาสับ บด หั่น ย่อย ให้กลายเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย กองไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ไม่เกะกะขวางทางการทำงาน เราก็สามารถที่จะมีปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ประจำเรือกสวนไร่นา มีพร้อมเติมลงไปในดินได้ทันทีทันเวลาใกล้เคียงกับเศษไม้ใบหญ้าตามป่าเขาลำเนาไพร เมื่อดินได้รับอินทรียวัตถุอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้โครงสร้างดินดี มีค่าพีเอชมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เป็นบ้านให้ไส้เดือน จุลินทรีย์ ตัวห้ำ ตัวเบียน แมงมุม ฯลฯ ก็เปรียบได้กับเป็นการคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ

เมื่อการเพาะปลูกบนพื้นที่ดินดี ก็เท่ากับว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่ง การเจริญเติบโตของพืชก็สมบูรณ์แข็งแรง ลดการใช้ปุ๋ย ยา ฮอร์โมน ผลผลิตเพิ่ม   ถ้าใช้ไปในระดับหนึ่งและมีการบริหารจัดการแร่ธาตุและสารอาหารอย่างเหมาะสม จนดินมีองค์ประกอบครบตามธรรมชาติคือ มีอินทรียวัตถุ 5 เปอร์เซ็นต์  น้ำ  25 เปอร์เซ็นต์ อากาศ 25 เปอร์เซ็นต์  และอนินทรย์หินแร่อีก 45 เปอร์เซ็นต์ โครงสร้างหรือองค์ประกอบนี้เป็นดินที่พืชสามารถเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องใส่หรือเติมปุ๋ยอีกต่อไป นอกจากได้ประโยชน์ในเรื่องของการลดการเผาตอซังฟางข้าวแล้ว เรายังได้วิถีชนบททำให้พี่น้องเกษตรกรมีวัว ควายไว้ใช้แรงงานช่วยทำให้ต้นทุนพี่น้องเกษตรกรลดลงมีกำไรที่เป็นตัวเงินและกำไรชีวิตได้อย่างแท้จริง 

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

พายุฝนฟ้ากับการแก้ปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าว (อ่าน 51 ครั้ง)
วันที่: 03 ก.ย. 2558, 8:03:40 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพ แซนโธไนท์ ชมรมเกค่อยโล่งอกโล่งใจไปได้มากพอสมควร สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนา กับปัญหาภัยแล้งที่คาดหมายกันว่าจะต่อเนื่องยาวนานไปยังต้นปีหน้าคือเดือนพฤษภาคม 2559 เพราะผลพวงที่พ่วงด้วยปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศในระดับโลกที่เรียกว่า เอลณีโญ (Elnino) ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ทวีปออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียมและไทย ประสบพบเจอกับปัญหาภัยแล้ง ควันไฟป่า ทุ่งหญ้าแห้งแล้ง สัตว์ขาดแคลนแหล่งอาหาร  แต่อีกฟากฝั่งหนึ่งทางฝึ่งของทวีปอเมริกาใต้ อย่าง ชีลี เปรู เอกวาดอร์ บราซิล กลับประสบพบกับปัญหาน้ำท่วมหรือที่เรียกกันในชื่อว่า ลาณีลญา (Lanina) ซึ่งก็จะตรงข้ามกับทางฝั่งของบ้านเรา

เมื่อฝนฟ้าพายุกระหน่ำซ้ำซัดเข้ามาอย่างนี้ ก็ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหรือพื้นที่เพาะปลูกเดิมก็อาจจะได้รับอาณิสงฆ์เพิ่มขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย ช่วยทำให้ข้าวหรือพืชไร่ไม้ผลได้ฟื้นยืนต้นกลับมามีชีวิตชีวา ช่วยให้หัวจิตหัวใจพี่น้องเกษตรกรสามารถที่กระด๊ากระดี๊กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย 

แต่สิ่งที่ควรระวังไว้อย่างหนึ่งในห้วงช่วงหน้าฝนก็คือเรื่องของโรคแมลงนะครับ เพราะว่าปริมาณไนโตรเจน ที่มากับน้ำฝนนั้นค่อนข้างมาก ปรากฎการณ์ฟ้าร้องฟ้าผ่า ที่เรียกว่า ไนตริฟิเคชั่น ก่อให้เกิดไนตริก ไนไตรท์ และท้ายที่สุดก็ได้ไนโตรเจนหรือปุ๋ยตัวหน้าไปสู่พืช ทำให้พืชเจริญเติบโต อวบอ้วน อ่อนแอ ง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคแมลงและเชื้อโรค การระบาดในเรื่องดังกล่าวก็จะมีมากในช่วงนี้

ยิ่งถ้าพี่น้องชาวไร่ชาวนาใช้เมล็ดพันธุ์ที่หนาแน่นเกินความจำเป็น ก็จะยิ่งทำให้ต้นข้าวแออัดยัดเยียดมากยิ่งขึ้น ต้องใส่ปุ๋ยมากขึ้น ฉีดพ่นปุ๋ย ยา ฮอร์โมน มากขึ้น ใบห่อม้วนพันกันเป็นบ้านเป็นกระท่อมให้เพลี้ย หนอน แมลง ไร รา หลากหลายชนิดเข้ามาอยู่อาศัย ทำให้ต้นทุนเพิ่มทั้งค่าเมล็ดพันธุ์และค่าการดูแลบำรุงรักษา  ผสมกลมกลืนกับฟ้าฝนยิ่งทำให้เหมือนกับเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาสู่ชาวนา

โดยเฉพาะโรคใบไหม้จะพบระบาดกันมากนะครับ ในลักษณะภูมิอากาศแบบนี้ มีหลายพื้นที่หลายจังหวัดที่เกษตรกรแจ้งมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนั้นจึงควรหาวิธีป้องกันในเบื้องต้นไว้ก่อน โดยเฉพาะเทคนิคในเรื่องของการล้างใบทำลายสปอร์ ในรูปแบบที่พึ่งพิงอิงอาศัยตนเอง ด้วยการใช้สารสกัดจากเปลือกมังคุด  โดยการนำเอาเปลือกมังคุดแห้งที่ผึ่งลม นำมาโขลก บด ตำ ให้ละเอียด หมักกับแอลกอฮอล์หรือเหล้าขาว 500 ซี.ซี. หมักไว้ 7 วัน แล้วนำมาใช้ครั้ง 2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้เปียกชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกครั้งหลังฝนตกไปวันหรือสองวัน  ต้นทุนประมาณ 10 สตางค์ และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรกลุ่มของพวก ผงจุลสี แมงกานีส ซิลิก้าจากหินแร่ภสตางค์ และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรกลุ่มของพวก ผงจุลสี แมงกานีส ซิลิก้าจากหินแร่ภูเขาไฟ สังกะสี (ชื่อการค้า ฟังก์กัสเคลียร์) ในอัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมไปด้วย ต้นทุนจะเพิ่มมาอีก 25 สตางค์หรือหนึ่งสลึงค์ ก็จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการล้างใบทำลายสปอร์ลดการระบาดของโรคใบไหม้หรือโรคที่เกี่ยวกับเชื้อราได้เป็นอย่างดี   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 986 1680 – 2

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

 

กำจัด นกหนู ที่ที่ปัญหาในแปลงนาข้าวแบบปลอดภัยไร้สารพิษ (อ่าน 31 ครั้ง)
วันที่: 02 ก.ย. 2558, 8:01:52 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพสะเดาบดชมรมเกปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคไหนๆที่ทำการเกษตรที่ปลูกข้าวกันนั้นจะประสบกับปัญหาในเรื่องของข้าวไม่แตกกอ ในการที่ข้าวไม่แตกกอนั้นก็เนื่องมาจากการที่หว่านเมล็ดพันธ์ที่มากหนาแน่นนั่นเองและปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการปลูกข้าวนั้นคือการกลัวในเรื่องของสัตว์ต่างๆเช่น นก หนู มากัดกินเมล็ดพันธ์ทำให้นาข้าวนั้นแหว่งเสียหายจึงได้ทำการหว่านเผื่อไว้สำหรับการมากัดกินของนก หนูและแมลงต่างๆ จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ต่างๆปรากฏผลในการปลูกข้าวนั้นจะใช้เพียง 1 ถัง/ไร่ แต่เมื่อในทางปฏิบัตินั้นต้องเผื่อนกเผื่อหนูและเผื่อแมลงต่างๆก็จะแนะนำให้ใช้ 1ถังครึ่ง/ไร่ แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนั้นหว่านเมล็ดพันธ์กันถึง 3 ถัง/ไร่กันเลยทีเดียว การหว่านเมล็ดพันธ์ข้าวที่มากขึ้นกว่าเดิมนั้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตทำให้ต้นทุนในการเพาะปลูกข้าวนั้นเพิ่มขึ้นในหลายๆด้าน  เช่น ค่าเมล็ดพันธ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาฮอร์โมนบำรุงต้นข้าว ค่ายาป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูของข้าวที่ต้องเพิ่มขึ้นมา

วันนี้ทางด้านทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็มีวิธีการป้องกัน นก หนู แมลงต่างๆมากัดกินให้ได้ทราบกันครับ โดยวิธีที่จะกล่าวนั้นเป็นวิธีที่ธรรมชาติปลอดสารพิษและหาวัตถุดิบได้ง่ายๆนั่นเองครับ โดยคุณ ไพบูลย์ บุญสว่าง ได้ทำการปลูกข้าวหอมปทุมจำนวน 20 ไร่ ได้ทำการแช่เมล็ดพันธ์ข้าวในน้ำ 200 ลิตรโดยจะผสมน้ำสะเดาและขมิ้นลงไปในน้ำที่แช่ข้าวนั่นเอง โดยพี่ไพบูลย์บอกว่าการที่ใช้สะเดาและขมิ้นแช่ข้าวนั้นหวังว่าจะลดเรื่องของเมล็ดพันธ์ที่จะใช้ปลูกนั่นเองครับ โดยในการปลูกข้าวหอมปทุมครั้งนี้ของพี่เขาใช้เมล็ดพันธ์ 1 ถัง/ไร่เท่านั้นเองครับ(พี่เล่าว่ามีเสียงนินทาจากเพื่อนบ้านว่าบ้าไปแล้วและมีแต่คนติติงในเรื่องของหว่านข้าวแค่ 1 ถัง) ตอนแรกช่วงข้าวเล็กข้าวจะขึ้นมาดูบางตาแต่เมื่อย่างผ่านข้าวช่วงแตกกอไปนั้น ข้าวแตกกอดีมาก กอใหญ่ต้นแข็งแรงสมบูรณ์ทุกอย่าง โดยการเก็บเกี่ยวพี่ไพบูลย์บอกว่าได้ 80 กว่าถัง/ไร่ แต่พี่เขาบอกว่าต้นทุนการปลูกข้าวนั้นน้อยกว่าคนอื่นมากโดยเทียบกับหลายๆเจ้า โดยเทคนิคของการประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้นเพราะการใช้น้ำหมักสะเดาและขมิ้นมาแช่เมล็ดพันธ์ข้าวที่ทำให้ นก หนูหรือแมลงต่างๆไม่มากัด กิน นั่นเองครับและนี่ก็เป็นวิธีหนึ่งของการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างง่ายๆเกษตรกรท่านใดอยากเอาวิธีนี้ไปทดลองใช้ก็ได้นะครับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2

                    เขียนและรายงานโดย

นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

 

 

ใหม่ๆ อะไรก็ง่าย เก่าๆ ไปอะไรก็ยาก (อ่าน 69 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ย. 2558, 8:04:16 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
Mushroom-Urgent_2009.jpg ในยุคสมัยที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายหลายชนิดมาปรนเปรอบำเรอความต้องการของมนุษย์ในเกือบทุกรูปแบบก็ทำให้ชีวิตของผู้คนชนรุ่นนี้มีความง่ายในชีวิตประจำวันเสียเป็นส่วนมาก และง่ายจนน่าสะพรึงกลัวว่าวันใดวันหนึ่งถ้าอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทั้งหลายเหล่านี้เกิดขัดข้องใช้การไม่ได้ เนื่องจากเกิดสงคราม ไฟฟ้าดับ ภัยธรรมชาติ ฯลฯ ผู้คนชนรุ่นปัจจุบันนี้จะสามารถดำรงคงชีวิตด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้ได้หรือไม่ 

ทุกอย่างในชีวิตประจำวันของผู้คนชนรุ่นใหม่ แทบจะดำรงคงอยู่วนวนเวียนกับรถยนต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต เฟสบุ๊ค ไลน์ กูเกิ้ล ฯลฯ ซึ่งช่วยทำให้การติดต่อสื่อสาร การค้นคว้าหาข้อมูล การทำมาค้าขายไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป หลายคนที่สนอกสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษก็จะใช้อุปกรณ์ดังที่ได้กล่าวมา ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

การเพาะเห็ดก็เช่นเดียวกัน ไปอ่าน ไปฟัง ไปดูมาหลายที่  ซึ่งก็มักจะได้รับข้อมูลที่เป็นด้านบวกกลับมาเสียเป็นส่วนใหญ่ คือดูแล้วไม่น่าจะยาก เขาทำได้ เราก็ทำได้ แถมน่าจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น สนุกสนาน เหมาะกับการทำงานแบบเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ต้องแบกรับอะไรให้หนักหนาจนเกินไปนัก  ทำให้บางครั้งก็ละเลยข้อมูลด้านลบที่ก็มีมากอยู่พอสมควร

การเพาะเห็ดนั้น ถ้าเน้นในเรื่องของความสะอาด อุณหภูมิ ความชื้น ระบบโรงเรือนที่สามารถควบคุมเงื่อนไขทั้งหมดได้ดี  การแก้ปัญหาก็จะทำได้ไม่ยากเท่าใดนัก เพราะว่าเห็ดนั้นเขาจะดำรงคงชีวิตอยู่ได้ภายใต้เงื่อนที่ส่วนมาก ทั้ง เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น  แสง อุณหภูมิ และความชื้น จะต้องนิ่งหรือคงที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นก็คือโรงเรือนต้องมีคุณสมบัติตอบสนองได้ดี ซึ่งโรงเรือนในลักษณะนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงนะครับ ช่วงหน้าหนาวก็อาจจะใช้ถุงพลาสติกด้านในของกระสอบปุ๋ย เอามาปิด เอามาบุให้แน่นหนามิดชิด หน้าร้อนก็อาจจะใช้กระสอบป่านนำมาขึง เอามาห่ม พร้อมการพรมน้ำให้ดี มีความชื้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็มีรายละเอียดอีกเยอะแยะมากมาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเพาะเห็ดก็ใช่ว่าจะง่ายดุจพลิกฝ่ามือ เพราะปัญหาที่จะเกิดกับนักเพาะเห็ดมืออาชีพนั้นก็คือ เชื้อโรคต่างๆ จากก้อนเชื้อเก่า กองฟืนเก่า ขยะมูลฝอยต่างๆ ที่เกิดการหมักหมมสะสมจากอาชีพการเพาะเห็ดทำให้ สถานที่เพาะเห็ดที่ทำกันมาหลายปี มักจะเป็นแหล่งสะสมบ่มเชื้อโรคไปด้วยในตัว   นี่ก็เป็นปัญหาหรือสาเหตุหนึ่งที่นักเพาะเห็ดรุ่นใหม่อาจจะไม่ใคร่ทราบ เพราะเมื่อทดลองทำการเพาะเห็ดแรกๆ เพียง 2 -3 เดือนแรกนั้น มักจะไม่ค่อยเกิดปัญหามากมายเท่าใดนัก  หลังจากเปิดดอกไปได้รุ่นหรือสองรุ่น ที่นี้ล่ะปัญหาจะเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับฝีมือในการบริหารจัดการฟาร์มด้วยนะครับ ถ้าดูแลเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดค่อนข้างดีปัญหาก็จะน้อยลง  นี่แหละครับที่เขากระทบกระเทียบเปรียบเปรยว่า ใหม่ๆ อะไรก็ง่ายก็ดี  เก่าไปอะไรก็ยากก็ยี้!!!  ซึ่งในกรณีนี้ก็ขอละไว้เรื่องหนึ่งว่าอย่าเอามาเปรียบเทียบกับภรรยาเด็ดขาดนะครับ ฮ่า ๆ

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

ป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวด้วยทริปโตฝาจ (อ่าน 24 ครั้ง)
วันที่: 27 ส.ค. 2558, 8:55:51 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพทริโตฝาจ
บทความตอนนี้ข้อนำเสนอข้อมูลการจัดการกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างที่กำลังระบาดอย่างหนักในเวลานี้ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของ คุณไพทูน   วงศ์ใหญ่  อยู่บ้านเลขที่ 199 หมู่ที่16 ต.หนองฮี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี  โทร.081-7744449 ทำนาข้าวอยู่ 200 ไร่ (พันธุ์ ก.ข.15)

อาหารเสริมสำหรับพืชทุกชนิด”ไคโตซานMT” (อ่าน 44 ครั้ง)
วันที่: 24 ส.ค. 2558, 9:05:10 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพไคโตซาน MTปัจจุบันการปลูกข้าวของเกษตรกรแทบทุกๆจังหวัดจะต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆนาๆ ในการทำนา ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ปัญหาเรื่องค่าเช่านาแพง ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสูง ปุ๋ย-ยาแพง ค่าแรงสูงขึ้น นี่ยังไม่นับเรื่องปัญหาเรื่องโรคแมลงต่างๆที่จะต้องเจอไม่เหมือนกันคาดเดาไม่ได้เลยในการทำนาแต่ละรอบ บางครั้งทำนา บางครั้งทำนาจนจะเกี่ยวมะรำมะร่ออยู่วันสองวันนี้ ยังไม่วายต้องเจอโรคในกลุ่มเชื้อราเล่นงานอีกนั้นก็คือโรคเมล็ดด่างเมล็ดลาย ที่จำทำให้ผลผลิตข้าวที่กำลังจะเกี่ยวเสียหาย สีไม่สวยทำให้โรงสีไม่ซื้อ แถมน้ำหนักข้าวลดลงอีกหากไม่ทำอะไรเลย ซึ่งวิธีแก้ปัญหาแบบฉบับของชมรมเกษตรปลอดสารพิษจากการที่ได้เก็บข้อมูลกับเกษตรกรแนะนำให้ใช้ ไคโตซานMT” ในการช่วยป้องกันข้าวไม่ให้เป็นโรคเมล็ดด่างเมล็ดลายได้ ส่วนข้อมูลจะเป็นอย่างไรนั้นมาดูกันได้เลย

ทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้มีโอกาสได้สอบถามพูดคุยกับเกษตรกรท่านหนึ่งชื่อคุณสมพร สุขสันต์ ได้ปลูกข้าวอยู่ที่ตำบลบ้านร่อม อำเภอท่าเรือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้ปลูกข้าวพันธ์ กข.47 อยู่ 15 ไร่ และได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษคือไคโตซาน MT แล้วไม่มีปัญหากับเรื่องเชื้อราเลย คือคุณ สมพร สุขสันต์ ซึ่งดังที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบันคุณสมพรมีอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักปลูกข้าวอย่างเดียวอยู่ 15 ไร่และมีอาชีพช่างปลูกบ้านต่อเติมบ้านเป็นอาชีพเสริม และเมื่อคุณสมพร ได้มาพบกับทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็ได้เข้ามาแนะนำตัวกับทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษทันทีโดยได้บอกว่าตัวเองก็เป็นเกษตรกรที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษคนหนึ่งคือใช้ไคโตซาน MT นั่นเองครับ คุณสมพรกล่าวว่าใช้ได้ผลดีมากต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เคมีที่กำจัดเชื้อรามาตลอด(ไม่ขอยกชื่อขึ้นแล้วกันครับ)แต่จากหันมาลองใช้ไคโตซาน MT เพื่อบำรุงต้นและรวงผลปรากฎว่าไม่มีเชื้อราเลยในแปลงนาผลผลิตของเมล็ดข้าวก็สวย ใส เต่งดีมากไม่มีเมล็ดด่างเมล็ดลายเลย

จากการสอบถามพบว่าคุณสมพรได้ฉีดไคโตซาน MT ตั้งแต่ข้าวเล็กมาโดยตลอดยันข้าวรับท้องและบำรุงรวง ผลผลิตที่คุณสมพรได้บอกว่าก็ได้อย่างปกติแต่ต้นทุนเรื่องยาฆ่าเชื้อราที่มีราคาแพงก็ประหยัดไปทางหนึ่งทำให้ต้นทุนการปลูกข้าวนั้นลดลงมาไม่มากไม่น้อย เกษตรกรผู้ปลูกข้าวท่านใดที่ทำการปลูกข้าวอยู่อยากหันมาทดลองก็โทรมาสอบถามรายละเอียดการใช้ไคโตซาน MT กับทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้ตลอด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปยังฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่เบอร์ 02-9860680-2

 

                                                                                                                 เขียนและรายงานโดย

                                                                                                         นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

 

 

แมลงหวี่ แมลงรำคาญในโรงเห็ด (อ่าน 64 ครั้ง)
วันที่: 20 ส.ค. 2558, 8:00:03 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพไทเกอร์เฮิร์บผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพไมโตฟากัสเห็ดเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในอนาคตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกที่รุนแรง เฉียบพลัน ยากที่จะควบคุม ส่งให้พืชผลทางการเกษตรผลิตยากขึ้นไม่เพียงพอกับความต้องการประชากรกว่าพันล้านคนต้องขาดสารอาหาร เห็ดเป็นอาหารที่สามารถทดแทนพืชได้อย่างสมบูรณ์ และง่ายในการผลิต ควบคุมดูแลก็ง่าย ไม่ต้องใช้เคมี ใช่พื้นที่ก็น้อย ต้นทุนไม่สูง แทบไม่ต้องใช้ฮอร์โมนหรือปุ๋ยใดๆในการเร่งการเจริญเติบโต นอกจากจะเป็นอาหารให้คนได้ทานแล้ว เห็ดยังเป็นยาช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย

 เรื่องปัญหาหนอนแมลงหวี่แมลงวันเข้าทำลายช่วงเปิดดอกที่พบเจอส่วนใหญ่จะเป็นหนอนตัวเล็กๆสีน้ำตาลตลอดจนเท่าหัวไม้ขีด คอยกัดกินทำลายเส้นใยทำให้ก้อนเห็ดเน่าเสีย อายุการเก็บเกี่ยวก็สั้นลง นอกจากนั้นแล้วตัวเต็มวัยก็ยังสร้างความรำคาญแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงเห็ดอีกด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ควรแก้โดยฉีดพ่นด้วยสารเคมี เนื่องจากเห็ดเจริญเติบโตไว เก็บจำหน่ายทุกวัน หากฉีดพ่นสารเคมีลงไปก็จะส่งผลให้ผู้ใช้และผู้บริโภคได้รับอันตราย ผู้เพาะเห็ดที่มีคุณธรรมจะไม่ใช้สารเคมีในการแก้ปัญหา แต่จะเน้นการจัดการฟาร์มให้สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก เก็บก้อนเห็ดที่มีหนอนไปทำลายทิ้งเพื่อป้องกันการระบาด ส่วนการควบคุมป้องกันต้องคอยหมั่นตรวจดูความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับเห็ดอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นป้องกันมากกว่ากำจัด ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการดังต่อไปนี้

1) ทำความสะอาดโรงเพาะ หากเป็นโรงเก่าที่เคยเพาะเห็ดมาแล้วควรเว้นวรรค เพื่อทำความสะอาด กำจัดแมลง ไรและเชื้อรา 2) คัดเลือกเชื้อเห็ด หรือก้อนเห็ดจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน ถ้าไม่ทราบแหล่งที่มาของก้อนเห็ดก่อนเปิดดอกควรฉีดพ่นด้วยสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ป ที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน,ฟ้าทะลายโจร,ตะไคร้หอมเสียก่อน ในอัตรา 5-10กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร ตรงก้อนหรือบริเวณรอบๆที่บ่มก้อนเชื้อ 3) ก่อนนำก้อนเห็ดเข้าเปิดดอกในโรงเรือนควรคัดก้อนที่มีอาการเข้าทำลายของแมลง เชื้อราหรือไรออกทำลายเสียก่อน หากไม่แน่ใจก็กองแยกไว้ก่อนต่างหาก 4) ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลือง 8-10 จุดต่อโรง แขวนให้สูงจากพื้น 1.50-1.80 เมตร โดยที่ไม่ขวางหรือเกะกะการเข้าปฏิบัติงานและที่สำคัญควรเปลี่ยนกับดักกาวเหนียวทันทีเมื่อเห็นว่ามีแมลงมาติดจนเต็มหรือทุกๆ 45-60วันครั้ง

5) หากพบหนอนเข้าทำลายช่วงเปิดดอกก็ให้ใช้บีทีชีวภาพหมักขยายเชื้อด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน (วิธีตามฉลากข้างกระป๋อง) ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง(แต่ไม่เกิน 48 ชั่วโมง) ก่อนจะนำมาผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นผ่านหน้าก้อนหรือในก้อนแต่ไม่แฉะเกินไป 1-2 วัน/ครั้ง ติดต่อกัน 3ครั้ง ช่วยลดปัญหาดังกล่าวลงได้ประมาณ 80 -90 % 6) แต่ถ้าพบว่ามีแมลงวันดังกล่าวบินไป-มามากผิดปกติช่วงดอกเห็ดบาน ก็ให้ฉีดพ่นด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์ปไปรอบๆโรงเรือนเว้นระยะ 4-5 วัน/ครั้ง บวกกับเพิ่มจำนวนกับดักกาวเหนียวเหลืองเป็น 16-20 จุดต่อโรง(2เท่า) และควรแขวนไว้ใกล้กับมุมอับ เพราะเนื่องจากแมลงวันชอบเกาะอยู่ตามมุมอับของโรงเรือน 7) เมื่อหมดรุ่นแล้ว หรือประมาณ 5-6 เดือน หรือจนกว่าดอกไม่ออกแล้ว ให้นำก้อนเห็ดที่หนอนแมลงวันเข้าทำลายไปฝังกลบหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง เชื้อโรค ไรศัตรูเห็ดไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่โรงข้างเคียง

8) การพักโรงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นช่วงที่พักโรงควรเปิดทิ้งไว้ 5-7วัน ก่อนเข้าทำความสะอาดด้วยน้ำยาเดทตอล(2-3 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร) หรือผงซักฟอกปล่อยทิ้งไว้ เมื่อแห้งแล้วจึงค่อยปิดโรงเรือน จากนั้น 7-10 วัน ค่อยฉีดพ่นสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ปร่วมกับพลายแก้ว(กำจัดรา) และบาซิลลัสไมโตฟากัส(กำจัดไรเห็ด)ให้ทั่วโรง 3-5วัน/ครั้ง ติดต่อกัน 2 รอบก่อนที่จะนำก้อนเห็ดรุ่นใหม่เข้าเปิดดอกต่อไป เกษตรกรท่านใดที่กำลังเพาะเห็ดอยู่แล้วมีปัญหาแมลงวันหรือแมลงหวี่รบกวน แก้ปัญหาไม่ตก สามารถสอบถามได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680 -2

คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

 

 

เตือนภัยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมวิธีป้องกัน (อ่าน 54 ครั้ง)
วันที่: 18 ส.ค. 2558, 7:59:25 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพทริปโตฝาจผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพไทเกอร์เฮิเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้รับโทรศัพท์จากชาวนาในพื้นที่เขตภาคอีสานโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาเรื่องโรคและแมลงระบาดในนาข้าวอยู่ในเวลานี้ ซึ่งโรคที่ระบาดอยู่ในเวลานี้ก็จะเป็นโรคที่เริ่มมีการระบาดในพื้นที่นาข้าวภาคอีสานตั้งแต่ 2 ปีมานี้นั้นก็คือโรคที่เกิดจากเชื้อราเช่นโรคข้าวใบไหม้ ใบจุด ขอบใบแห้ง ข้าวยุบตายไปเฉยๆ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาเรื่องโรคเชื้อราในนาข้าว แบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษส่งเสริมก็คือการใช้จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าฉีดป้องกันกำจัด โดยให้ฉีดทุกๆ 3-7 วันต่อครั้ง

                นอกจากปัญหาเรื่องโรคที่เกิดจากเชื้อราแล้ว มาปีนี้ก็พบปัญหาเรื่องแมลงศัตรูข้าว อย่างเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอย่างหนักในพื้นที่ภาคอีสานอยู่ในเวลานี้ ข้อมูลที่ได้มาพบการระบาดในแปลงข้าวหอมมะลิเป็นส่วนมาก ซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่าพื้นที่ทำนาส่วนใหญ่ของชาวนาภาคอีสานนิยมทำข้าวหอมมะลิกันเพราะมีราคาข้อนข้างสูง แต่กลับไม่พบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงข้าวเหนียวเลย
                วิธีการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ก่อนอื่นเกษตรกร ต้องหมั่นไปตรวจดูแปลงนาของตัวท่านเอง ลงไปสุ่มแหวกดูตามกอข้าวว่ามีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาศัยอยู่หรือไม่ ถ้าเริ่มเห็นตัวเพลี้ยให้รีบฉีดพ่นป้องกันขับไล่ด้วย สมุนไพรต่างๆที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น นำเมล็ดสะเดามาตากแดดให้แห้งแล้วนำมาบดตำให้ละเอียดแล้วนำไปหมักกับแอลกอฮอร์ หรือจะผสมน้ำแล้วนำไปฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนา หรือจะใช้ผงสมุนไพรป้องกันแมลงของชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่ชื่อ ไทเกอร์เฮิร์บ นำไปฉีดพ่นป้องกันขับไล่เพลี้ยกระโดดในแปลงนาก็ได้ เพราะไทเกอร์เฮิร์บมีสรรพคุณในเรื่องกลิ่นที่จะไล่แมลงศัตรูพืชต่างๆได้เป็นอย่างดี

                ในส่วนของแปลงนาที่พบการระบาดอย่างรุนแรง ต้องใช้จุลินทรีย์เชื้อราบิวเวอเรีย หรือที่สมาชิกของชมรมเกษตรปลอดสารพิษรู้จักกันดีในชื่อ ทริปโตฝาจ ในการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาข้าว หลังจากฉีดพ่นจุลินทรีย์ทริปโตฝาจแล้ว เพลี่ยกระโดดสีน้ำตาลจะเริ่มป่วยทันที การเข้าทำลายจะหยุดลงทันที แต่จะยังไม่ตายในเห็นในวันแรก แต่จะเริ่มตายให้เห็นในวันที่ 2 เป็นต้นไป เกษตรกรสามารถไปแหวกดูตามกอข้าวได้หลังจากวันที่ 2 ที่ฉีด จะพบเพลี้ยกระโดดตายที่กอข้าวโดยลักษณธจะเห็นเพลี้ยมีใยขาวๆคล้ายใยแมงมุมขึ้นเต็มทั้งตัว และจะไม่มีตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ยังมีชีวิตหลงเหลืออยู่เลย.....

                เทคนิควิธีกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ได้ผลดีที่สุด ควรใช้จุลินทรีย์ทริปโตฝาจ + สมุนไพรไทเกอร์เฮิร์บ ร่วมกัน แล้วฉีดพ่นไปในคราวเดียว จะช่วยทั้งกำจัดเพลี้ยและป้องกันเพลี้ยที่จะเข้ามาในแปลงนารุ่นใหม่ได้อีกด้วย สำหรับทริปโตฝาจและไทเกอร์เฮิร์บ จะเป็นที่รู้จักกันดีนามคู่พิฆาตเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว ซึ่งชื่อนี้จะได้รับฉายามาจากชาวนาในเขตภาคกลางเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างหนักในภาคกลาง ณ ตอนนี้สารเคมีทุกประเภทที่ใช้กำจัดเพลี้ย ชาวนาได้ลองมาหมดแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล จนมาลองวิธีแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ถึงจะเอาเพลี้ยอยู่และได้มีข้าวเกี่ยวกัน มาถึงวันนี้ก็เลยอยากนำข้อมูลดีๆเกี่ยวกัยการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาแชร์ให้พี่น้องในเขตภาคอีสานได้รับทราบข้อมูล จะได้นำแก้ไขปัญหาได้ทันทวงที.....

สำหรับผู้ที่มีข้อส่งสัยสามารถสอบถามเพิ่มมาได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี (ผู้เขียน) ที่เบอร์ 085-9205846 หรือจะสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 ก็ได้ครับ



          เขียนและรายงานโดย
นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

มะนาวให้น้ำหยด มีโทษมากกว่ามีคุณ (อ่าน 71 ครั้ง)
วันที่: 17 ส.ค. 2558, 8:43:35 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพ บีเอสพลายแก้วธรรมชาติของมะนาวรากจะไม่หยั่งลึกมากนัก และเป็นพืชที่มีระบบรากกระจายตัวออกไปรอบๆทรงพุ่มโดยรากใหม่จะออกมาเสมอและเป็นฝอย จึงทำให้การดูดซับธาตุอาหารของมะนาวสามารถทำได้รวดเร็วมาก เช่นหากใส่ปุ๋ยไปแล้วประมาณ 3-7 วันมะนาวจะแสดงให้เห็นได้ทันทีเลยว่าใบเขียวตั้งขึ้นและอาจจะแตกยอดอ่อนออกมา หรืองดให้น้ำก็จะใช้เวลาไม่นานในการตอบสนองออกมาทางใบคือใบแห้งเหี่ยว


การให้น้ำมะนาวไม่ว่าจะแบบปลูกลงดิน หรือวงบ่อซีเมนต์ก็ต้องให้น้ำให้ทั่วถึงมากที่สุด เนื่องจากรากที่กระจัดกระจายต้องได้รับน้ำอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ผู้ปลูกมะนาวมือใหม่ที่มีแนวคิดว่าจะต้องใช้ระบบน้ำหยด เพราะว่าจะให้หยดไปเรื่อยๆไม่ต้องมาให้น้ำบ่อยๆ แนวคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า... รากมะนาวจะแผ่กระจายไปหาน้ำมาทำละลายธาตุอาหาร การให้น้ำเพียงจุดใดจุดหนึ่งบริเวณโคนต้นก็ไม่สามารถทั่วถึงไปยังรากส่วนอื่นๆได้ ทำให้มะนาวไม่สมบูรณ์ใบเหลือง มีผลกระทบต่อผลผลิต ที่สำคัญเมื่อน้ำหยดลงดินอยู่ที่จุดๆเดียวนานๆทำให้รากมะนาวเป็นเชื้อรา หากปล่อยให้ลุกลามอาจส่งผลให้มะนาวต้นนั้นไม่โตหรืออาจตายได้

การให้น้ำมะนาวที่ถูกต้องคือระบบการกระจายตัวไปรอบๆทรงพุ่มโดยใช้สปริงเกอร์ หรือ มินิสปริงเกอร์ในช่วงหน้าแล้ง สำหรับการปลูกลงดินสามารถให้ 3-5 วันต่อครั้ง โดยแต่ละครั้งต้องให้ชุ่มฉ่ำมากๆไปเลย ส่วนวงบ่อซีเมนต์สามารถให้ได้ทุกวันช่วงไหนก็ได้ เพราะวงซีเมนต์จะเป็นตัวเร่งการดูดความชื้นออกไปด้วย อาจต้องทำความเข้าใจระบบน้ำหยดนิดหนึ่ง คือระบบน้ำหยดนั้นเหมาะกับการปลูกพืชล้มลุกที่ระบบรากไม่แผ่ไปไกลมากๆ อย่างแตงโม แตงไทย ฯลฯ แต่สำหรับพืชที่มีระบบรากกระจายรอบๆทรงพุ่มนั้นเหมาะสมกับระบบการให้น้ำแบบกระจายตัวอย่างสปริงเกอร์มากกว่า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร. 02-9861680 -2

คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

 

ป้องกันกำจัดโรคใบเหลืองใบไหม้ในนาข้าวด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (อ่าน 60 ครั้ง)
วันที่: 11 ส.ค. 2558, 8:01:35 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพไตรโคเดอชมรมเกษตรปลอดสารพิษผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปภาพไตรโคเดอชมรมเกษตรปลอดสารพิษในช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ภาคอีสานโทรเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับปัญหาโรคของข้าวมีลักษณะปลายใบเหลือง หรือใบไหม้  กับทางเจ้าหน้าที่ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ อยู่หลายรายในพื้นที่ทั่วทั้งภาคอีสาน ลักษณะอาการของโรคที่พบจากการสอบถามกับเกษตรกรที่โทรเข้ามา จะมีจดสีดำหรือสีน้ำตาล ที่บริเวรใบข้าวแล้วจะค่อยๆลุกล่ามขยายวงกว้างขึ้นมาเรื่อยๆ จะสามารถพบอาการเช่นนี้ได้ทั่งแปลงนาหวานที่ข้าวอายุได้ 30-45 วัน และสามารถพบได้ในแปลงเพาะกล้าที่เพาะเตรียมไว้สำหรับนาดำช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

อาการของโรคใบเหลืองใบไหม้นี้เริ่มระบาดในพื้นที่ภาคอีสานเมื่อปีที่แล้ว(2556) สร้างความเสียหายให้กับชาวนาภาคอีสานเมื่อปีที่แล้ว เพราะชาวนาพึ่งเจอปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้เป็นครั้งแรกเลยไม่ทราบวิธีแก้ปัญหา ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าข้าวที่ปลายใบเหลืองนั้นเกิดจากการขาดธาตุอาหารหรือแสดงอาการขาดปุ๋ยนั้นเองเลยทำให้ใบข้าวเหลือง ทำให้การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ทำให้โรคทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนข้าวเหลืองตายไปจนหมด ผลผลิตข้าวลดลงบางรายเสียหายจนถึงขั้นไม่ได้ข้าวกันเลยก็มี

ซึ่งปกติแล้วการทำนาปีในพื้นที่ภาคอีสาน จะไม่พบปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชเหมือนการทำนาในพื้นที่ภาคกลาง การทำนาในภาคอีสานเลยแทบไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงใดๆเลย เหมือนกับนาของทางผู้เขียนเองในจังหวัดอำนาจเจริญก็ไม่ได้ยาฆ่าแมลงเลย แม้แต่ยาฆ่าหญ้าก็ไม่ได้ฉีด จะเรียกได้ว่าเป็นนาข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษก็ว่าได้  ในเมื่อชาวนาในภาคอีสานไม่เคยเจอกับโรคระบาดในข้าวเลย ทำให้การป้องกันกำจัดเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันการ ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันกำจัด เลยทำให้เกิดความเสียหายขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว

เข้าสู่ปีนี้ ทางผู้เขียนและทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เริ่มได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของโรคใบไหม้ในข้าวในพื้นที่ภาคอีสาน จึงอยากแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกวิธีมานำเสนอให้กับเกษตรกรที่ทำนาได้เตรียมพร้อมรับมือกับโรคใบไหม้ในข้าวได้ทันท่วงที วิธีการป้องกันกำจัดของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ให้เกษตรกรเริ่มตรวจสอบในพื้นที่แปลงนาของตัวท่านเอง ว่าใบข้าวมีอาการของใบจุดสีน้ำตาลหรือดำหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งเป็นชีวินทรีย์ที่กินเชื้อราโรคพืชที่เป็นสาเหตุของโรคใบไหม้ ผสมน้ำอัตรา ไตรโคเดอร์ม่า 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้เปียกชุ่มโชก ทุก 7-10 ครั้ง เพื่อให้ชีวินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า ไปกินเชื้อราโรคพืชที่อยู่ในแปลงนาเพื่อไม่ให้โรคใบจุดใบไหม้ระบาดรุกลามขึ้นมาได้ (ข้อควรแนะนำ : ควรใช้ร่วมกับม้อยเจอร์แพล้นท์(สารดูดซึม) เพื่อให้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า เกาะติดที่ใบข้าวเป็นอย่างดี และไม่ควรใช้ใช้ยาเคมีเพื่อกำจัดเชื้อราเพราะสารเคมีจะทำให้ข้าวโทรมขาดภูมิต้านทานโรค จะทำให้โรคใบไหม้ยิ่งระบาดมากยิ่งกว่าเดิมอีก)

ทางที่ดีในช่วงที่โรคใบไหม้ยังไม่ระบาด เกษตรกรควรฉีดพ่นไตรโคเดอร์ม่า เพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่ามาแก้ทีหลัง ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ๆมีการระบาดมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว ควรรีบป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่าเพราะโอกาสที่โรคเชื้อราจะกลับมาระบาดอีกครั้งมีสูงมาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันโรคในข้าวได้ที่ คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่เบอร์ 02-9861680-2

 

                                                                                                                              เขียนและรายงานโดย

คุณจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm