นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
28 กรกฎาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7116)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18383 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์   จำนวน:   152   บทความ  
จุลินทรีย์ (153)
12345678910...>>
 
อากาศร้อนอุณหภูมิสูง ไรระบาดหนัก (อ่าน 60 ครั้ง)
วันที่: 27 ก.ค. 2558, 8:25:48 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
Mitophagus_new.gifอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะต่อการเจริญเติบโตของแมลงต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลให้แมลงบางชนิดฟักตัวเร็ว วงจรชีวิตสั้นลง แพร่พันธุ์เร็ว เพิ่มจำนวนรวดเร็วขึ้น “ไรเห็ดก็เช่นกันและถือได้ว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สร้างความเสียหายให้ผู้เพาะเห็ดมาแล้วหลายต่อหลายคนที่ต้องเจ้งหมดเนื้อหมดตัว ไรเห็ดเป็นสัตว์ขนาดเล็กต้องอาศัยแว่นขยายส่องจึงจะมองเห็น ถ้ามองด้วยตาเปล่าอาจเห็นแค่จุดเล็กๆสีขาวใสกระจายเป็นกลุ่มๆ ที่น่าคิดคือ...ไรมีวงจรชีวิตที่สั้นมากใช้เวลาแค่ 4-5 วันเท่านั้น โดยทั่วไปจะพบตัวเมียมากกว่าตัวผู้ถึง 4 เท่า นอกจากนี้ตัวเมียยังสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งไข่และออกเป็นตัว ที่สำคัญกว่านั้นตัวเมียไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้ก็ได้ และนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไรเห็ดระบาดทำลายก้อนเห็ดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่เส้นใยเห็ดกำลังเดินแผ่กระจายตัวก้อน ทำให้เส้นใยขาดไม่สามารถเจริญต่อไปได้ 

ไรเห็ดที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็น ไรไข่ปลา ซึ่งพบได้ในเห็ดหูหนู เห็ดขอน เห็ดกระด้าง เห็ดหลินจือ ฯลฯ ซึ่งจะเข้าทำลายเส้นใยเห็ดที่กำลังเจริญอยู่ในถุงพลาสติกก่อนเปิดดอก อาจทำให้ดอกแคระแกร็น ถุงที่ถูกทำลายมักพบเม็ดกลมเล็กๆเหมือนไข่ปลากระจายอยู่ทั่วไป หากจะถามว่า...ไรมาจากไหนปกติแล้วไรเห็ดมีอยู่ในธรรมชาติทุกที่ เพียงแต่เมื่อไหร่ที่ไรเห็ดจะเข้ามาแพร่ระบาดในโรงเรือนเห็ดของเราเท่านั้นเอง เพราะโดยธรรมชาติของไรเจริญเติบโตได้ดีในที่มีความชื้น (แต่ไม่แฉะ) ค่อนข้างหมักหมม และส่วนใหญ่ที่ระบาด... กูรูเห็ดหลายๆท่านกล่าวว่ามักเกิดจากสาเหตุ 3 ประการต่อไปนี้ 1.หัวเชื้อ ในกรณีที่คนทำเชื้อไม่ดูอย่างรอบคอบ ไปตัดเส้นไยที่มีไข่หรือตัวไรติดมาด้วย ทำให้ระบาดต่อกันมาเป็นทอดๆ จากอาหารวุ้น ไปเม็ดข้าวฟ่าง ไปกับก้อนเชื้อในถุงพลาสติก จนกระทั่งไประบาดในฟาร์มเห็ด 2.เครื่องมือเครื่องใช้ในการถ่ายเชื้อไม่สะอาด ซึ่งเกิดการปนเปื้อนจากคนหรือสัตว์เป็นพาหะนำเข้าไป  3.เกิดเองตามธรรมชาติจากการหมักหมมหรือมีการสะสมของวัสดุเพาะเก่าๆ จากนั้นจะค่อยๆเดินเข้าไปฝังตัวอยู่ในก้อนเชื้อเมื่อเจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะสืบพันธุ์ต่อไป

การกำจัดไรไข่ปลานั้นหากพบว่ามีการระบาดแล้วเป็นเรื่องยากที่จะรักษาเนื่องจากต้องใช้สารเคมีในการฉีดพ่น ซึ่งไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ผู้บริโภค ฉะนั้นให้หันมาใช้วิธีป้องกันแทนจะได้ผลดีมากกว่า วิธีที่ดีที่สุดคือรักษาความสะอาด เนื่องจากไรมันไม่ชอบความสะอาด แต่หากยังระบาดอยู่ จะให้ปลอดภัยทั้งผู้ใช้ผู้บริโภคก็ควรใช้จุลินทรีย์อย่าง"ไมโตฟากัส"ร่วมกับสมุนไพร เนื่องไมโตฟากัสเป็นจุลินทรีย์ที่สามารถควบคุมกำจัดไรเห็ดได้ผลดีที่สุด ณ.เวลานี้ ส่วนการนำมาใช้นั้น แนะนำให้หมักขยายเชื้อด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก หรือนมกล่องรสหวาน 1 กล่อง ต่อหัวเชื้อ 5 กรัมหรือ1 ช้อนชา หมักทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นนำมาผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วก้อน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนสมุนไพรที่นำมาใช้ร่วมนั้นอาจจะใช้ใบน้อยหน่าหมักกับน้ำเปล่าทิ้งไว้ 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้ หรือหากเร่งด่วนให้ใช้ใบน้อยหน่า 1 กิโลกรัม โขลกให้ละเอียดกรองเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมน้ำเพื่อเจือจางอีก 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วก้อนเห็ด สามารถช่วยลดการระบาดของไรไข่ปลาได้ในระดับหนึ่ง ผู้เพาะเห็ดท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษโทร. 02-9861680 -2

คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com




 

เลี้ยงไรแดง เพิ่มอาหาร สร้างมูลค่า เหมาะเป็นอาชีพเสริม (อ่าน 88 ครั้ง)
วันที่: 23 ก.ค. 2558, 8:00:01 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปเลี้ยงปลาไรแดง ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปเลี้ยงปลาไรแดง
สวัสดีครับ...แฟนคลับเกษตรปลอดสารพิษทุกๆท่าน ทั้งที่ติดตามจากคอลัมน์บทความเกษตรในวารสารต่างๆ หน้าเว็บไซด์ชมรมฯโดยตรง หรือทางวิทยุ ม.ก.(4 ภาค) รายการลูกทุ่งเกษตรปลอดสารพิษ ช่วง 17.10 น.- 17.50 น. (จันทร์-ศุกร์) เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตผลิตแต่สินค้าเกษตรที่ปลอดภัยปลอดจากสารเคมีที่เป็นพิษ จะได้ปลอดสารพิษทั้งผลิตผล ตัวเกษตรกร และผู้ที่บริโภคเข้าไป ซึ่งข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ส่วนใหญ่ได้มาจากการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการทดลองของชมรมฯเอง และสมาชิกชมรมฯบางท่านที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลเข้ามา ว่าใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วดี ได้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ฉบับนี้เลยหยิบเรื่องของ"สเม็คโตไทต์"กับการสร้างไรแดงในบ่ออนุบาลเพื่อใช้เลี้ยงลูกปลาวัยอ่อน 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปสเม็ค ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปเลี้ยงปลาไรแดง

จัดการกับ”หนอนชอนใบ”ที่กำลังระบาดในมะนาว ในตอนนี้ด้วยวิธีชีวภาพ (อ่าน 80 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2558, 7:53:47 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
BT.gifในตอนที่แล้วได้แนะนำแนวทางการป้องกันหนอนชอนใบมะนาวโดยการเน้นไปที่ต้นเหตุของหนอนชอนใบ นั้นก็คือผีเสื้อกลางคืนโดยการใช้ ผงสมุนไพร ไทเกอร์เฮิร์บฉีดป้องกันส่งกลิ่นเหม็นขับไล่ไม่ให้ผีเสื้อกลางคืนเข้ามาวางไข่ทำให้เกิดหนอนในสวนมะนาว กันแล้ว สำหรับบทความตอนนี้จะพูดถึงตอนที่หนอนชอนใบระบาดแล้ว ควรหมั่นสำรวจตรวจตราต้นและใบของมะนาวในของท่านว่ามีลักษณะอาการที่แสดงให้เห็นถึงการระบาดหนอนชอนใบ เช่น สังเกตไปที่บนใบมะนาวมีเส้นคดเคี้ยวไปมามั้ย ใบแสดงอาการหงิกงอหรือไม่  มีใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ และใบไม่มีการเจริญเติบโต ถ้าเริ่มมีอาการต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว แสดงว่า ต้นมะนาวของท่านกำลังประสบปัญหาหนอนชอนใบเข้าแล้ว

แนวทางจัดการเมื่อพบลักษณะอาการ หรือพบการระบาดของหนอนชอนใบแล้ว ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ จะใช้ชีวินทรีย์ บีทีชีวภาพ ซึ่งเป็นชีวินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์ โดยตรงกับหนอนเกือบทุกชนิด เป็นตัวจัดการกับหนอนชอนใบมะนาว หลักการทำงานขอเชื้อบีทีชีวภาพ เมื่อหนอนกินสปอร์ของเชื้อบีทีชีวภาพซึมเข้าไปสู่กระเพาะของหนอน เมื่อโปรตีนถูกย่อยจะมีสภาพเป็นพิษทำลายผนังกระเพาะอาหารของหนอน ผนังเซลล์ถูกทำลายเกิดเป็นรู อาหารของเหลวและน้ำย่อยไหลเข้าสู่ลำตัวหนอนทำให้หนอนตายในที่สุด แต่เกษตรบางรายที่เป็นคอยาเคมีฆ่าแมลงก็ยังมีข้อสงสัยว่า กว่าที่หนอนจะตายต้องใช้เวลา 3-4 วันช่วงระหว่างที่รอหนอนตายมันก็กินใบมะนาวจนเสียหายไปเยอะแล้ว ซึ่งความเข้าใจแบบนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ หลังจากที่หนอนกินเชื้อบีทีเข้าไปแล้วจะค่อยๆแสดงอาการป่วย เหมือนกับคนที่เวลาป่วยไม่อยากกินอะไรทั้งนั้นอยากจะนอนอย่างเดียว หนอนที่เริ่มป่วยการกินอาหาร การทำลายจะหยุด stop ทันทีแต่แค่ยังไม่ตายให้เห็นให้เกษตรกรชื่นใจก็เท่านั้นเอง

วิธีการใช้ เชื้อบีทีชีวภาพนั้น กรณีที่ใช้เลย(ไม่ต้องหมัก) ให้ใช้อัตรา เชื้อบีทีชีวภาพ 50-100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หรือจะหมักขยายเชื้อด้วยวิธีต่างๆก็ได้(สูตรหมักดูที่ข้างกระป๋อง)ฉีดพ่นทุก 3 วันในกรณีที่หนอนระบาดอย่างรุนแรง หรือถ้าใช้ป้องกันก็ฉีดพ่นทุก 7 วัน เพื่อให้เชื้อบีทีค่อยเป็นเสมือนทหารตะเวนชายแดน  ค่อยเฝ้าต้นหรือใบมะนาวไว้ไม่ให้หนอนมารบกวนได้ เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องหนอนชอนใบมะนาว ของท่านๆก็จะไม่มีมารบกวนอีกแล้ว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือติดต่อสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้ที่เบอร์ 02-9861680-2

 

                     เขียนและรายงานโดย :

นายจตุโชค จันทรภูมี (นักวิชาการ)

           

 

 

มะนาวใบเหลืองเพราะรากไม่กินปุ๋ย (อ่าน 107 ครั้ง)
วันที่: 17 ก.ค. 2558, 7:59:31 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปไตรโค

เมื่อพูดถึงอาการใบเหลืองของพืช ก็มักจะมีนานาทัศนคติที่กูรูผู้หลาย
ท่านมักจะออกมาแสดงความคิดเห็นตามกระทู้หรือเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเป็นโรคนั้น โรคนี้ มีเชื้อรา ปัญหามาจากการเป็นโรคใบไหม้ ใบด่าง ใบดำ ใบห่อ ใบเหี่ยว ใบเฉา (Plant Diseases) คละเคล้ากันไปในหลายสาเหตุ จนทำให้ผู้ที่สอบถามอาจจะเข้าใจผิดคิดไปเองว่า  ใบเหลืองที่เกิดกับพืชของตนเองนั้น คงจะมีแต่เพียงปัญหาเรื่องของเชื้อราโรคพืชแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  จึงมุ่งไปแต่เรื่องการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรา ฆ่าเชื้อโรค (Fungicide) เสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าบังเอิญรักษาได้ตรงโรคก็โชคดีไป แต่ถ้าฉีดไปแล้วสักรอบสองรอบแล้วอาการไม่ดีขึ้น  พี่น้องเกษตรกรคงจะเริ่มปวดหัวกันขึ้นมาบ้างล่ะไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกเป็นจำนวนมาก

อาการและพฤติกรรมในลักษณะนี้ ใช่ว่าจะเกิดแต่พืชทั่วไปนะครับ แม้แต่พืชยอดฮิตอยู่ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน มีอาการแบบนี้ได้เหมือนกัน แต่ก็อยากจะให้ท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรกรพึงตระหนักอาการหรือสาเหตุอย่างอื่นเข้ามาวิเคราะห์ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือเรื่องของการขาดแร่ธาตุและสารอาหาร (Symptom) ซึ่งก็เกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดความรู้ความเข้าใจในการให้แร่ธาตุและสารอาหาร เกษตรกรบางท่านอาจจะให้แต่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15, บ้างก็ให้แต่พืชเชิงเดี่ยว 46-0-0, 21-0-0, 15-0-0 ฯลฯ ซึ่งมะนาวก็จะได้รับแต่ธาตุอาหารหลัก (N P K) ประกอบกับดินที่ผ่านการเพาะปลูกมาเป็นระยะเวลายาวนาน จึงทำให้ธาตุรอง ธาตุเสริม และธาตุพิเศษ นั้นไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ของพืชแต่ละชนิดรวมทั้งมะนาว จึงทำให้ใบแสดงอาการขาดธาตุได้


ป้องกันผีเสื้อกลางคืนที่เป็นต้นเหตุของหนอนชอนใบมะนาว (อ่าน 83 ครั้ง)
วันที่: 15 ก.ค. 2558, 7:54:02 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
Tiger-Herb.gifในช่วงระยะเวลา ปีถึงสองปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามะนาวเป็นพืชที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก สาเหตุส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะราคาของมะนาวที่ดึงดูดให้คนหันมาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ราคาในท้องตลาดดี-ดีมากทั้งปียิ่งในช่วงหน้าแล้ง(มีนาคม-เมษายน) มะนาวจะราคาสูงที่สุด ผู้ใดสามารถ บังคับให้มะนาวออกได้ในช่วงนี้ก็รับทรัพย์กันไปถ้วนหน้า แต่ราคาผลผลิตของมะนาวที่สูงต้องแลกมาด้วยความยากลำบากในการดูแล ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆหมูๆ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ถ้าไม่เซียนจริงๆปลูกมะนาวไม่ได้ ซึ่งก็เป็นคำกล่าวที่น่าจะจริง สั่งเหตุจากผู้ที่เริ่มปลูกมะนาวใหม่ๆยังไม่มีความรู้เรื่องการดูแลมะนาว เช่นเรื่องโรคและแมลงของมะนาว ว่ามีอะไรบ้าง วิธีแก้ปัญหาต้องทำยังไง ทำให้มะนาวไม่เจริญเติบโตจนอาจถึงตายได้

            ก่อนอื่นเรามาทราบถึงสาเหตุของหนอนชอนใบกันก่อน หนอนชอนใบ จะทำความเสียหายให้กับมะนาวในระยะแตก ใบอ่อน โดยจะชอนไชกัดกินอยู่ระหว่างผิวใบด้านหน้าและหลังใบ จะมอง เห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ และใบไม่เจริญเติบโต ต้นมะนาวจะแคระแกร็น จะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน สาเหตุของหนอนชอนใบมาจากผีเสื้อกลางคืนเข้ามาวางไข่ แล้วไข่ฟักเป็นตัวหนอนค่อยกัดกินใบของมะนาว

            แนวทางการป้องกันในแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษ จะเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการจัดการกับตัวผีเสื้อกลางคืนเป็นหลัก เพราะแนวคิดของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษคิดว่า ถ้าไม่มีผีเสื้อกลางคืนมาไข่แล้วจะมีหนอนหนอนใบเกิดขึ้นได้เยี่ยงไร(ทานผู้อ่านคิดว่าจริงมั้ยครับ?) โดยวิธีการป้องกันผีเสื้อกลางคืนไม่ให้เข้ามานั้นทางผู้เขียนแนะนำให้ใช้ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ ไทเกอร์เฮิร์บ ซึ่งผงสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์บ เป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมผงสมุนไพรที่มีสรรพคุณที่มีกลิ่นเหม็นกลิ่นฉุนเกือบ 10 ชนิดมาผสมรวมกัน มีคุณสมบัติในเรื่องการส่งกลิ่นเหม็น เมื่อเราฉีดผงสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์บไปในต้นมะนาวแล้วจะทำให้มะนาวมีกลิ่นฉุนของสมุนไพรที่ผีเสื้อกลางคืนไม่ชอบและไม่เข้ามาวางไข่ในต้นหรือแปลงมะนาวของเราๆท่าน เมื่อไม่มีผีเสื้อกลางคืนเข้ามา ก็ไม่มีหนอน ถูกต้องมั้ยครับ

วิธีใช้ไทเกอร์เฮิร์บในการป้องกันผีเสื้อกลางคืน

น้ำ                                                        20        ลิตร

ไทเกอร์เฮิร์บ                                        50        กรัม

ม้อยเจอร์แพล้นท์(สารจับใบ)              20        ซีซี

ฉีดพ่นให้เปียกชุ่มโชกทั่วทั้งต้นมะนาว (ในกรณีที่มีฝนตกหลังจากฉีดควรฉีดใหม่ในวันต่อไป) ระยะเวลาการฉีดพ่นป้องกันทุก 3-7 วันครั้ง เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องหนอนช่อนใบก็จะเบาลงไปได้เกือบ 70-80% เลยทีเดียว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือติดต่อไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ที่เบอร์ 02-9861680-2 ได้ทุกวัน

 

                                                                                                  เขียนและรายงานโดย

  นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

 

ป้องกันกำจัดแคงเกอร์มะนาว ด้วยจุลินทรย์พลายแก้ว (อ่าน 78 ครั้ง)
วันที่: 03 ก.ค. 2558, 7:26:55 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บีเอสพลายแก้ว ช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมามีเกษตรกรที่ปลูกมะนาวโทรเข้ามาปรึกษากับทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์และวิธีป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวที่มักจะระบาดอย่างมากในช่วงถดูฝนค่อนข้างมาก ทางผู้เขียนเลยนำข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวมาบอกเล่าให้พี่น้องเกษตรกรได้ทราบกัน ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนพันธุ์ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษน่าจะพอทราบว่าต้องใช้จุลินทรีย์ที่ชื่อว่า บีเอสพลายแก้ว ในการป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์นี้ แต่ทางผู้เขียนขอนำมาบอกกล่าวอีกซักครั้งเพื่อเป็นการทวนความจำของท่านที่ทราบวิธีป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์แล้ว และเป็นข้อมูลให้กับท่านที่ยังไม่ทราบวีธีแก้โรคแคงเกอร์มะนาวแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้รู้โดยทั่วถึงกัน

โรคแคงเกอร์เป็นโรคที่ถ้าปลูกมะนาวแล้วเกษตรกรทุกคนต้องประสบพบเจอกับโรคนี้ สาเหตุของโรคเกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv.citri ( Hasse )Dye.  ลักษณะอาการ ใบของมะนาวจะแสดงอาการจุดนูนสีน้ำตาลเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยวงเหลือง พบทั้งสองด้านของใบ จุดเกิดกระจัดกระจายหรืออาจรวมกันทำให้เป็นแผลกว้าง

อาการที่ผลจะเห็นจุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางจุดมักแตกเป็นแอ่ง จุดแคงเกอร์บนผลที่เป็นโรคมากจะเชื่อมตัวกันเป็นแผลกว้างบนผล เชื้อแบคทีเรียจะเข้าทำลายที่ใบ กิ่งและลำต้นตามลำดับ

วิธีการป้องกันกำจัดส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกมะนาวจะใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มทองแดง เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือไม่ก็ สเตรปโตมัยซินซัลเฟต ฉีดพ่น แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล ในทางกลับกัน คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ และ สเตรปโตมัยซินซัลเฟต ยังทำให้ต้นมะนาวโทรมลงกว่าเดิมและสารเคมียังตกค้างภายในดิน ทำให้ต้นมะนาวขาดภูมคุ้มกันทำให้โรคแคงเกอร์กลับมาระบาดอีก

วิธีการรักษาโรคเเคงเกอร์แบบฉบับชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะใช้วิธีชีวภาพ  โดยการใช้จุลินทรีย์ที่ชื่อว่า บีเอสพลายแก้ว วิธีการใช้ก็สามารถใช้ได้หลายรูกแบบแล้วแต่ความสะดวกของท่านเกษตรกรเอง วิธีที่1 ใช้จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้ว ในปริมาณ 5 กรัม หมักกับน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล โดยทำการเฉาะผลมะพร้าวอ่อนทำเป็นฝาแง้มเปิด หยอดเชื้อลงไปแล้วหมักทิ้งไว้ให้ได้ 24 ชั่วโมงและไม่เกิน 48 ชั่วโมง หลังจากหมักได้ที่แล้วนำมาผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน ในช่วงระยะเวลาแดดอ่อน หรือจะใช้ นมยูเฮชที รสหวาน 1 กล่อง หรือ นมถั่วเหลือง (แลคตาซอย, ไวตามิ้ลท์) 1 กล่อง นำมาเทใส่ถุงร้อน นำหนังยางมาผูกทำเป็นหูไว้ข้างหนึ่ง หยอดเชื้อลงไป 5 กรัม แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่มทิ้งไว้โดยใช้ระยะเวลาเท่ากันกับวิธีหมักกับวิธีที่ 1 หลังจากหมักได้ที่แล้วก็นำมาผสมกับ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นได้เหมือนกัน หรือเกษตรกรที่ปลูกเยอะฉีดยาที่ใช้น้ำเป็น 1000-2000 ลิตร ก็ใช้วิธีหมักสูตรไข่ไก่ก็ได้ คือนำไข่ไก่ 5 ฟอง มาตอกลงในน้ำ 20 ลิตร คนให้ไข่แตกแล้วใส่เชื้อบีเอสพลายแก้วลงไป 5-10 กรัม จากนั้นใช้เครื่องตีออกซิเจนมาจุ่มหรือหย่อนทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นนำมาที่หมักไปขยายกับน้ำอีก 80 ลิตร รวมเป็น 100 ลิตรแล้วนำไปฉีดพ่น(ถ้าใช้น้ำมากกว่านี้ก็ใช้การเทียบอัตรากันเอาเองนะครับ สำหรับการฉีดถ้าโรคแคงเกอร์ระบาดอย่างรุนแรงให้ฉีดทุกๆ 3 วัน กรณีฉีดป้องกันให้ฉีดทุก 7-10 วัน(ถ้ามีฝนตกในวันที่ฉีดให้ทำการฉีดใหม่ในวันถัดไป)

วิธีการป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวด้วยจุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษนี้ค่อนข้างได้ผลดีเยี่ยมจากการเก็บข้อมูลจากสมาชิกของทางชมรมฯที่ปลูกมะนาวอยู่ เช่นสมาชิกทางแถบ อำเภอทางยาง จังหวัดเพชรบุรี ที่เป็นแหล่งปลูกมะนาวอันดับต้นๆของเมืองไทย สมาชิกทางอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตรก็ได้ผลเป็นที่หน้าพอใจ นี่ยังไม่รวมอีกหลายแหล่งที่ใช้วิธีนี้แล้วได้ผลทั้งที่ สุพรรณบุรี ลพบุรี ทางภาคอีสานก็เยอะ ถ้ายังไงเกษตรกรที่ปลูกมะนาวแล้วมีปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์อยู่ในเวลานี้ก็ลองนำวิธีแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษไปแก้ปัญหาของท่านดูแล้วกันนะครับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.085-9205846 (ผู้เขียน) หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2

 

เขียนและรายงานโดย

นายจตุโชค จันทรภูมี  

แก้ปัญหามะนาวขาดน้ำยืนต้นตายด้วย”โพลิเมอร์” (อ่าน 64 ครั้ง)
วันที่: 17 มิ.ย. 2558, 7:32:24 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษโพลิเมอร์สารอุ้มน้ำย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา .......สวัสดีท่านสมาชิกชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งขาประจำและขาจร ที่มีใจรักในเกษตรปลอดสารพิษทุกๆท่านครับ เปิดหัวมาด้วยบทเพลงฝนเดือนหก บทเพลงอัมตะของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ ย่างเข้าส่เดือนมิถุนายน (เดือน6 ตามปฏิทินสากล) ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว แต่ทว่าจากการสอบถามกับเกษตรกรทั่วทั้งประเทศไทย ได้ยินเป
นเสียงเดียวกันว่าช่วงนี้ ยังแล้งอยู่เลย ฝนไม่ตก อากาศร้อนเท่าเดือนเมษายนเลย น้ำจะทำการเกษตร ทำนาก็ไม่มี ปกติช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงทำนาปีของชาวนา เขตภาคเหนือ ภาคอีสาน แต่จากการที่สอบถามกับเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ดังกล่าว กลับพบว่า ข้าวที่หว่านไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนยืนต้นตายหมดแล้วเพราะขาดน้ำมาเลี้ยง น้ำในคลองก็ไม่มี แต่ก็มีเกษตรกรอีกไม่น้อยที่ยังรอน้ำเพื่อทำการเพาะปลูกพืชต่างๆอยู่ แต่การทำเกษตรในปีนี้ถือได้ว่าเสียงมาก เพราะฝนฟ้าไม่เป็นใจ ตกมาครั้งหนึ่งแล้วก็เว้นช่วงไปเป็นเดือน การที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานเช่นนี้อาจส่งผลให้พืชที่ปลูกไปแล้วไม่มีน้ำเพียงพออาจส่งผลให้พืชนั้นแล้งตายได้ สำหรับพืชตระกูลไม้ยืนต้นที่เกษตรพืชนิยมปลูกมากที่สุดในปีนี้คงหนี้ไม่พ้น มะนาว ซึ่งมะนาวเป็นพืชดาวรุ่งที่คนหันมาปลูกกันมากเพราะราคาดี ดูแลดีๆอาจฟลุ๊คเป็นเศรษฐีได้เลยภายในปีเดียว ทำให้คนหันมาปลูกมะนาวมากในระยะ 1-2 ปีนี้ แต่ปัญหาเรื่องฝนทิ้งช่วงอาจส่งผลกระทบสำหรับผู้ที่ปลูกมะนาวแล้วต้องใช้น้ำฝนช่วย อาจทำให้มะนาวขาดน้ำแล้วตายได้ เสียหายต้องหากิ่งกิ่งพันธุ์มาปลูกซ่อมใหม่ ซึ่งกิ่งพันธุ์มะนาวในทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะถูก ต้นพันธุ์ 1 ต้นเป็นร้อยบาท
ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษจึงขอแนะนำวิธีการที่ช่วยให้มะนาวที่ปลูกแล้วมีปัญหาเรื่องน้ำ ด้วยการใช้ โพลิเมอร์ (สารอุ้มน้ำ) ในการช่วยให้มะนาวมีน้ำใช้ช่วงที่ฝนทิ้งช่วง สำหรับวิธีการใช้โพลิเมอร์สำหรับผู้ที่ยังไม่ปลูกหรือกำลังจะปลูกมะนาว ให้นำโพลิเมอร์ไปแช่น้ำ ในอัตราโพลิเมอร์ 1 กระป๋อง(500กรัม) น้ำ 100 ลิตร ดดยแช่ทิ้งค้างคืนไว้เลย พอเช้าน้ำที่ใช้แช่โพลิเมอร์จะกลายเป็นวุ้นหรือเจล เสร็จแล้วให้ตักโพลิแมอร์ 1 กิโลกรัม/ลิตร ที่แช่น้ำแล้วไปรองก้นหลุมมะนาวก่อนปลูก วิธีการนี้จะช่วยให้มะนาวมีน้ำสำรองไว้ในหลุม ในช่วงที่มีฝนตกหรือมีความชื้นในดินมะนาวจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโพลิเมอร์เลย แต่ถ้าช่วงแล้งความชื้นในดินไม่มี มะนาวก็จะมาดูบน้ำหรือความชื้นจากตัวโพลิเมอร์ที่เราใส่รองก้นหลุมไว้ ทำให้มะนาวที่เจอฝนทิ้งช่วงมีน้ำใช้ตลอด ส่วนมะนาวที่ปลูกไปแล้วก็สามารถนำโพลิเมอร์ไปใช้ได้เหมือนกันโดยสามารถขุดหลุมข้างๆต้นมะนาวแล้วฝังโพลิเมอร์ไว้ได้เหมือนกัน เดียวรากของมะนาวจะมาใช้น้ำจากโพลิเมอร์ที่เราขุดหลุมฝังไว้ ประทังชีวิตให้ผ่านช่วงที่ฝนทิ้งช่วงได้ครับ.....
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 

      เขียนและรายงานโดย
นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

ฝนหลงฤดูหมั่นตรวจดูโรคจากราฉวยโอกาส (อ่าน 74 ครั้ง)
วันที่: 20 พ.ค. 2558, 7:55:52 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
 Fungus-Clear.gif

ในระยะนี้ถ้าสังเกตให้ดีหรือติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาก็จะทราบสถานการณ์ลมฟ้าอากาศว่าจะยังมีลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดพาเอาไอน้ำความชุ่มชื้นจากท้องทะเลฝั่งอันดามัน ผันขึ้นมาเป็นน้ำฝนฉ่ำโปรยปรายไปทั่ว ถึงจะมีความถี่ที่ห่างแตกต่างจากฤดูฝนในช่วงปรกติ แต่ก็เป็นน้ำฝนที่สามารถจะทำนำอันตรายให้แก่ต้นพืชได้ในคราวเดียวไปพร้อมๆกับการให้ความชะอุ่มชุ่มชื้นแก่ผืนดิน 

เนื่องด้วยว่าฝนแรกจากความความร้อนแล้ง ฝนหลงฤดูที่ตกแบบไม่พึ่งพิงอิงกฎเกณฑ์ธรรมชาตินั้น สามารถที่จะชะล้างนำพาเอาละอองของเชื้อโรคในอากาศที่เราเรียกกันว่าสปอร์ จากเดิมที่ปลิวละลิ่วล่องลอยด้วยอาศัยน้ำหนักที่เบาจากสัดส่วนที่เล็กเพียง 2-4 ไมครอน  เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่เกิดจากน้ำฝนมีมากเข้าจนซึมซาบเข้าไปในสปอร์ ทำให้สปอร์หน่วงหนักตกหล่นลงมาสู่ผิวใบพืชและโคนต้น ถ้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปตามธรรมชาติแบบนั้น สปอร์ของเชื้อโรคก็จะเจริญเติบโตงอกงามและเข้าทำลายพืชในจุดต่างๆ ตามสภาพที่เขาได้ไปตกหรือสัมผัสอยู่

การเตรียมการดูแลแก้ไขปัญหาด้วยการหมักเชื้อจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าในอัตรา 1 กิโลกรัม กับ รำละเอียด 10 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันครั้งที่หนึ่ง แล้วค่อยนำไปผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอีก 40 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันครั้งที่สอง พรมด้วยน้ำสะอาดพอชุ่ม ๆ หมักทิ้งไว้ใต้ร่มไม้หรือใช้แผ่นแสลนด์คลุมไว้สัก 3 – 4 วัน แล้วนำมาใส่สุมรุมไว้ใต้โคนต้น ก็จะช่วยทำให้สปอร์ที่ตกหล่นลงมาไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตและทำอันตรายรากพืชได้ จะถูกเชื้อไตรโคเดอร์ม่าคอยปกป้อง ทำลาย แย่งอาหาร แย่งที่อยู่อาศัย และเข้าทำลายเชื้อโรคฉวยโอกาสเหล่านี้

ในกรณีที่ที่สปอร์ของเชื้อโรคตกค้างอยู่บนใบ นั้นให้ใช้วิธีการล้างใบทำลายสปอร์จากสารสกัดเปลืองมังคุด โดยนำเปลือกมังคุดผึ่งลมตากแห้ง 200 กรัม หมักกับเหล้าขาว  หรือ แอลกอฮอล์ล้างแผล 70 %  500 ซี.ซี.  หมักทิ้งไว้ 7 แล้วนำมาใช้ครั้ง 2 ซี.ซี. หรือจะเสริมร่วมไปกับ ฟังกัสเคลียร์ (ซิลิสิค ทองแดง แมงกานีส จุลสี ทำหน้าที่ทำลายสปอร์ให้แตกหัก) อีก 2 กรัมพร้อมกับน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นไปในคราวเดียว ถ้าพบในระยะที่เชื้อโรคเริ่มระบาดแล้ว อันนี้จะมัวแต่ล้างใบทำลายสปอร์อยู่ไม่ได้ ต้องรีบใช้จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้ว และไตรโคเดอร์ม่ารีบนำมาฉีดพ่นเพื่อรักษาให้หายทันต่อสถานการณ์

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

 

บริหารฟาร์ม เพิ่มผลผลิตเห็ด โดยการกระตุ้นด้วยแร่ธาตุฯ (อ่าน 122 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2558, 7:26:25 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์

การเพาะเห็ดเป็นอาชีพที่วิวัฒนาการมาช้านานไม่น้อยกว่า 60 ปี ส่วนหนึ่งจะอาศัยการศึกษาวิจัย ค้นคว้าในตำรา Internet ทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นก็เผยแพร่สู่เกษตรกรหรือผู้สนใจ ในลักษณะเป็นอาชีพเสริมกระทั่งพัฒนาเป็นอาชีพหลัก บ้างก็อยู่...บ้างก็ล้มเนื่องจากขาดการนำความรู้ความเข้าใจ เทคโนโลยี และประสบการณ์ในการบริหารฟาร์ม ผู้ที่ต้องการเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จควรอ่านและพิจารณาบทความด้านล่างต่อไปนี้ว่า... ดูแลรักษาอย่างไร? เริ่มตั้งแต่บ่มเชื้อ เปิดดอก ให้น้ำ เก็บดอก และข้อมูลที่ควรต้องทราบว่าสภาพแวดล้อมใดเหมาะสม เริ่มตั้งแต่... ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดเป็นด่างของวัสดุและน้ำ ตลอดจนระยะการเจริญเติบโตของเห็ดแต่ละชนิด ฯลฯ

คุณเรืองเดช บัวแย้ม ผู้เพาะเห็ดย่านบางพลี สมุทรปราการ ซึ่งเดิมทีเป็นพนักงานบริษัท โดยอาศัยวันหยุดหางานอดิเรกทำ และงานอดิเรกที่ว่าก็คือ... เพาะเห็ดขายเนื่องจากมองว่าอาชีพเห็ดน่าจะไปได้ไกลและยั่งยืนกว่า เพราะครอบครัวทุกครอบครัวต้องไปจ่ายตลาดทุกวัน และสิ่งที่ซื้อมาประกอบอาหารแทบทุกครั้งก็ไม่พ้นเห็ด  หลังจากนั้นไม่นาน...คุณเรืองเดช บัวแย้ม ได้จัดการทำโรงเรือนเห็ดขนาดเล็กขึ้นมา 1โรง ตามด้วยการสั่งชื้อก้อนเห็ดขอนขาว ขอนดำ นางฟ้าภูฐาน มาทดลองเพาะ ผลปรากฏว่า... ช่วงแรกๆเห็ดก็ออกดอกดีปกติ ให้หลังมาไม่นานเห็ดเริ่มออกดอกน้อยลงๆไม่สม่ำเสมอ จึงได้ตัดสินใจทดลองใช้แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ดของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โดยใช้แร่ธาตุฯ 60 กรัม (2-3 ช้อนแกง) ต่อน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นเป็นฝอยบางๆ ผ่านหน้าก้อนเห็ด 3-5 วัน/ครั้ง ไม่นานเห็ดเริ่มออกดอกรอบใหม่ให้เห็น ที่สำคัญเห็ดออกดอกพร้อมเพียงกันทุกก้อน ไม่มีก้อนไหนที่อู้งานไม่ยอมออก และดอกที่ออกมาก็มีขนาดใหญ่ หนา อวบ เป็นที่พึงพอใจต่อผู้บริโภคในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

นี่แค่ก้อนเห็ด 500 ก้อนเท่านั้นสามารถเก็บผลผลิตได้วันละ 5-6 กิโลกรัม คุณเรืองเดช ภูมิใจเป็นที่สุดและอดใจไม่ไหวจึงได้โทรศัพท์มารายงานผลว่า... หลังจากใช้แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ดแล้วได้ผลดีเกินคาด ผมก็อดใจไม่ไหวเหมือนกันที่จะเล่าต่อให้เพื่อนๆสมาชิกได้ทราบและทดลองนำไปใช้ เห็นไหมล่ะครับว่า...ทุกวันนี้เห็ดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คนไทยชอบรับประทานมากขึ้นทุกวันๆ จากที่เคยคิดแค่ว่าจะเพาะเห็ดเป็นงานอดิเรกไม่แน่ว่าต่อไปภาคหน้า คุณเรืองเดช อาจเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด ก็เป็นได้ใครจะรู้.! และนี้คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่เกิดจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ผู้เพาะเห็ดพึงระลึก หรือคำนึงถึงก่อนทำการเพาะเห็ด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ใช้หลักบริหารจัดการเหมือนกัน ผู้เพาะเห็ดท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษโทร. 02-9861680 -2

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

ป้องกันกำจัดปลวกในไร่อ้อยด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพปลอดสารพิษ (อ่าน 77 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2558, 7:52:17 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์

ในครั้งที่แล้วได้แนะนำการปลูกอ้อยกับเกษตรกรในยามที่พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆราคาตกต่ำแล้ว วันนี้ขอพูดถึงเรื่องโรคและแมลงของอ้อยกันบ้าง แมลงศัตรูอ้อยที่จะกล่าวในวันนี้ก็คือ ปลวก เกษตรกรบางท่านอาจจะสงสัยว่าปลวกเป็นแมลงศัตรูของอ้อยด้วยหรือ..... ปลวกถือเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งของอ้อย แต่จะระบาดเป็นบางพื้นที่ แต่ถ้าเจอแล้วก็ถือเป็นปัญหาที่หนักและแก้ยากเช่นกัน ปลวกเป็นแมลงที่เข้าทำลายอ้อยเป็นครั้งคราวในแหล่งปลูกอ้อยทั่วประเทศ แต่อ้อยจะเป็นพืชที่ปลวกชอบเข้าทำลายมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ การเข้าทำลายของปลวกในแหล่งที่มีการระบาดอยู่เสมอมักทำให้ผลผลิตของอ้อยลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การระบาดเข้าทำลายอ้อยรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งติดต่อกันนาน ๆ ซึ่งมีผลทำให้อ้อยที่ถูกทำลายแห้งตายไปทั้งกอ ปลวกสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะของการเจริญเติบโตของอ้อย โดยเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ท่อนพันธุ์อ้อยตอนปลูก โดยกัดเข้าไปกัดกินอยู่ภายในท่อนพันธุ์ จากด้านหนึ่งจนอาจทะลุอีกด้านหนึ่งเป็นรูกลวง ซึ่งมีผลทำให้อ้อยไม่งอกและแห้งตายไป เกษตรกรจะต้องปลูกอ้อยซ่อมใหม่หรือต้องปลูกใหม่ทั้งแปลง เมื่ออ้อยโตมีลำแล้วปลวกก็กัดเปลือกอ้อยเข้าไปตรงระดับต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อย เข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อยโดยทำเป็นโพรงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โพรงที่เนื้ออ้อยถูกกัดกินไปแล้ว ปลวกก็นำดินไปบรรจุแทนที่เมื่อเข้าทำลายมาก ๆ จะพบลำต้นอ้อยหักล้มลง

            วิธีการป้องกันกำจัดแบบปลอดสารพิษ เมื่อเรารู้ว่าพื้นที่ปบลูกอ้อยของเราเป็นพื้นที่ๆมีปลวกอาศัยอยู่ ให้ทำการไถพรวนดินหลายๆครั้งในช่วงที่เตรียมดินปลูกเพื่อให้นกให้มดช่วยกินปลวกที่ถูกไถพรวนขึ้นมา และใช้จุลินทรีย์กำจัดปลวกเมธาไรเซียมหว่านหรือผสมน้ำฉีดพ่น (อัตราน้ำ 20 ลิตร + เมธาไรเซียม 50 กรัม) ตอนที่พรวนดินเพื่อให้เชื้อเมธาไรเซียม ลงไปในดินที่ปลวกอาศัยอยู่ ให้จิลินทรีย์เมธาไรเซียม ลงไปจัดการกับปลวกทั้งหลายที่อยู่ในดิน ตั้งแต่ก่อนปลูกอ้อยเลย เป็นการป้องกันกำจัดตั้งแต่แรกเริ่ม และควรฉีดพ่นจุลินทรีย์กำจัดปลวกเมธาไรเซียม เป็นประจำทุกเดือนเพื่อป้องกันปลวกกลับมาทำลายอ้อยอีก

            ในกรณีที่พบหรือมีจอมปลวกในแปลงปลูกอ้อย ให้นำเมธาไรเซียม 50 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร รดหรือราดไปในรังหรือจอมปลวกเลย โดยก่อนราดรด ให้ใช้ไม้ผ่หรือเหล็กแหลมแทงหรือแยง ลงไปในจอมปลวกก่อน เพราะในจอมปลวก 1 จอมจะมีห้องอยู่เป็นหลายสิบห้องเลย ใช้ไม้แทงให้ทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงห้องของจอมปลวก จากนั้นค่อยราดรด เมธาไรเซียมลงไป วิธีนี้จะช่วยถอนรากถอนโคนปลวกในไร่อ้อยได้ แต่อย่าลืมว่าปีหน้าฟ้าใหม่มีแมลงเม่ามาก็จะมีปลวกตามมาด้วย เราควรจะใช้วิธีที่กล่าวมาข้างต้นในทุกครั้งที่มีการปลูกอ้อยครั้งต่อไป

            สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2

 

เขียนและรายงานโดย

นายจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน)

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm