นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
03 กรกฎาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7050)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18182 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์   จำนวน:   146   บทความ  
จุลินทรีย์ (147)
12345678910...>>
 
แก้ปัญหามะนาวขาดน้ำยืนต้นตายด้วย”โพลิเมอร์” (อ่าน 45 ครั้ง)
วันที่: 17 มิ.ย. 2558, 7:32:24 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษโพลิเมอร์สารอุ้มน้ำย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา .......สวัสดีท่านสมาชิกชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งขาประจำและขาจร ที่มีใจรักในเกษตรปลอดสารพิษทุกๆท่านครับ เปิดหัวมาด้วยบทเพลงฝนเดือนหก บทเพลงอัมตะของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ ย่างเข้าส่เดือนมิถุนายน (เดือน6 ตามปฏิทินสากล) ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว แต่ทว่าจากการสอบถามกับเกษตรกรทั่วทั้งประเทศไทย ได้ยินเป
นเสียงเดียวกันว่าช่วงนี้ ยังแล้งอยู่เลย ฝนไม่ตก อากาศร้อนเท่าเดือนเมษายนเลย น้ำจะทำการเกษตร ทำนาก็ไม่มี ปกติช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงทำนาปีของชาวนา เขตภาคเหนือ ภาคอีสาน แต่จากการที่สอบถามกับเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ดังกล่าว กลับพบว่า ข้าวที่หว่านไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนยืนต้นตายหมดแล้วเพราะขาดน้ำมาเลี้ยง น้ำในคลองก็ไม่มี แต่ก็มีเกษตรกรอีกไม่น้อยที่ยังรอน้ำเพื่อทำการเพาะปลูกพืชต่างๆอยู่ แต่การทำเกษตรในปีนี้ถือได้ว่าเสียงมาก เพราะฝนฟ้าไม่เป็นใจ ตกมาครั้งหนึ่งแล้วก็เว้นช่วงไปเป็นเดือน การที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานเช่นนี้อาจส่งผลให้พืชที่ปลูกไปแล้วไม่มีน้ำเพียงพออาจส่งผลให้พืชนั้นแล้งตายได้ สำหรับพืชตระกูลไม้ยืนต้นที่เกษตรพืชนิยมปลูกมากที่สุดในปีนี้คงหนี้ไม่พ้น มะนาว ซึ่งมะนาวเป็นพืชดาวรุ่งที่คนหันมาปลูกกันมากเพราะราคาดี ดูแลดีๆอาจฟลุ๊คเป็นเศรษฐีได้เลยภายในปีเดียว ทำให้คนหันมาปลูกมะนาวมากในระยะ 1-2 ปีนี้ แต่ปัญหาเรื่องฝนทิ้งช่วงอาจส่งผลกระทบสำหรับผู้ที่ปลูกมะนาวแล้วต้องใช้น้ำฝนช่วย อาจทำให้มะนาวขาดน้ำแล้วตายได้ เสียหายต้องหากิ่งกิ่งพันธุ์มาปลูกซ่อมใหม่ ซึ่งกิ่งพันธุ์มะนาวในทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะถูก ต้นพันธุ์ 1 ต้นเป็นร้อยบาท
ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษจึงขอแนะนำวิธีการที่ช่วยให้มะนาวที่ปลูกแล้วมีปัญหาเรื่องน้ำ ด้วยการใช้ โพลิเมอร์ (สารอุ้มน้ำ) ในการช่วยให้มะนาวมีน้ำใช้ช่วงที่ฝนทิ้งช่วง สำหรับวิธีการใช้โพลิเมอร์สำหรับผู้ที่ยังไม่ปลูกหรือกำลังจะปลูกมะนาว ให้นำโพลิเมอร์ไปแช่น้ำ ในอัตราโพลิเมอร์ 1 กระป๋อง(500กรัม) น้ำ 100 ลิตร ดดยแช่ทิ้งค้างคืนไว้เลย พอเช้าน้ำที่ใช้แช่โพลิเมอร์จะกลายเป็นวุ้นหรือเจล เสร็จแล้วให้ตักโพลิแมอร์ 1 กิโลกรัม/ลิตร ที่แช่น้ำแล้วไปรองก้นหลุมมะนาวก่อนปลูก วิธีการนี้จะช่วยให้มะนาวมีน้ำสำรองไว้ในหลุม ในช่วงที่มีฝนตกหรือมีความชื้นในดินมะนาวจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโพลิเมอร์เลย แต่ถ้าช่วงแล้งความชื้นในดินไม่มี มะนาวก็จะมาดูบน้ำหรือความชื้นจากตัวโพลิเมอร์ที่เราใส่รองก้นหลุมไว้ ทำให้มะนาวที่เจอฝนทิ้งช่วงมีน้ำใช้ตลอด ส่วนมะนาวที่ปลูกไปแล้วก็สามารถนำโพลิเมอร์ไปใช้ได้เหมือนกันโดยสามารถขุดหลุมข้างๆต้นมะนาวแล้วฝังโพลิเมอร์ไว้ได้เหมือนกัน เดียวรากของมะนาวจะมาใช้น้ำจากโพลิเมอร์ที่เราขุดหลุมฝังไว้ ประทังชีวิตให้ผ่านช่วงที่ฝนทิ้งช่วงได้ครับ.....
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 

      เขียนและรายงานโดย
นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

ฝนหลงฤดูหมั่นตรวจดูโรคจากราฉวยโอกาส (อ่าน 61 ครั้ง)
วันที่: 20 พ.ค. 2558, 7:55:52 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
 Fungus-Clear.gif

ในระยะนี้ถ้าสังเกตให้ดีหรือติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาก็จะทราบสถานการณ์ลมฟ้าอากาศว่าจะยังมีลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดพาเอาไอน้ำความชุ่มชื้นจากท้องทะเลฝั่งอันดามัน ผันขึ้นมาเป็นน้ำฝนฉ่ำโปรยปรายไปทั่ว ถึงจะมีความถี่ที่ห่างแตกต่างจากฤดูฝนในช่วงปรกติ แต่ก็เป็นน้ำฝนที่สามารถจะทำนำอันตรายให้แก่ต้นพืชได้ในคราวเดียวไปพร้อมๆกับการให้ความชะอุ่มชุ่มชื้นแก่ผืนดิน 

เนื่องด้วยว่าฝนแรกจากความความร้อนแล้ง ฝนหลงฤดูที่ตกแบบไม่พึ่งพิงอิงกฎเกณฑ์ธรรมชาตินั้น สามารถที่จะชะล้างนำพาเอาละอองของเชื้อโรคในอากาศที่เราเรียกกันว่าสปอร์ จากเดิมที่ปลิวละลิ่วล่องลอยด้วยอาศัยน้ำหนักที่เบาจากสัดส่วนที่เล็กเพียง 2-4 ไมครอน  เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่เกิดจากน้ำฝนมีมากเข้าจนซึมซาบเข้าไปในสปอร์ ทำให้สปอร์หน่วงหนักตกหล่นลงมาสู่ผิวใบพืชและโคนต้น ถ้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปตามธรรมชาติแบบนั้น สปอร์ของเชื้อโรคก็จะเจริญเติบโตงอกงามและเข้าทำลายพืชในจุดต่างๆ ตามสภาพที่เขาได้ไปตกหรือสัมผัสอยู่

การเตรียมการดูแลแก้ไขปัญหาด้วยการหมักเชื้อจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าในอัตรา 1 กิโลกรัม กับ รำละเอียด 10 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันครั้งที่หนึ่ง แล้วค่อยนำไปผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอีก 40 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันครั้งที่สอง พรมด้วยน้ำสะอาดพอชุ่ม ๆ หมักทิ้งไว้ใต้ร่มไม้หรือใช้แผ่นแสลนด์คลุมไว้สัก 3 – 4 วัน แล้วนำมาใส่สุมรุมไว้ใต้โคนต้น ก็จะช่วยทำให้สปอร์ที่ตกหล่นลงมาไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตและทำอันตรายรากพืชได้ จะถูกเชื้อไตรโคเดอร์ม่าคอยปกป้อง ทำลาย แย่งอาหาร แย่งที่อยู่อาศัย และเข้าทำลายเชื้อโรคฉวยโอกาสเหล่านี้

ในกรณีที่ที่สปอร์ของเชื้อโรคตกค้างอยู่บนใบ นั้นให้ใช้วิธีการล้างใบทำลายสปอร์จากสารสกัดเปลืองมังคุด โดยนำเปลือกมังคุดผึ่งลมตากแห้ง 200 กรัม หมักกับเหล้าขาว  หรือ แอลกอฮอล์ล้างแผล 70 %  500 ซี.ซี.  หมักทิ้งไว้ 7 แล้วนำมาใช้ครั้ง 2 ซี.ซี. หรือจะเสริมร่วมไปกับ ฟังกัสเคลียร์ (ซิลิสิค ทองแดง แมงกานีส จุลสี ทำหน้าที่ทำลายสปอร์ให้แตกหัก) อีก 2 กรัมพร้อมกับน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นไปในคราวเดียว ถ้าพบในระยะที่เชื้อโรคเริ่มระบาดแล้ว อันนี้จะมัวแต่ล้างใบทำลายสปอร์อยู่ไม่ได้ ต้องรีบใช้จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้ว และไตรโคเดอร์ม่ารีบนำมาฉีดพ่นเพื่อรักษาให้หายทันต่อสถานการณ์

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

 

บริหารฟาร์ม เพิ่มผลผลิตเห็ด โดยการกระตุ้นด้วยแร่ธาตุฯ (อ่าน 110 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2558, 7:26:25 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์

การเพาะเห็ดเป็นอาชีพที่วิวัฒนาการมาช้านานไม่น้อยกว่า 60 ปี ส่วนหนึ่งจะอาศัยการศึกษาวิจัย ค้นคว้าในตำรา Internet ทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นก็เผยแพร่สู่เกษตรกรหรือผู้สนใจ ในลักษณะเป็นอาชีพเสริมกระทั่งพัฒนาเป็นอาชีพหลัก บ้างก็อยู่...บ้างก็ล้มเนื่องจากขาดการนำความรู้ความเข้าใจ เทคโนโลยี และประสบการณ์ในการบริหารฟาร์ม ผู้ที่ต้องการเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จควรอ่านและพิจารณาบทความด้านล่างต่อไปนี้ว่า... ดูแลรักษาอย่างไร? เริ่มตั้งแต่บ่มเชื้อ เปิดดอก ให้น้ำ เก็บดอก และข้อมูลที่ควรต้องทราบว่าสภาพแวดล้อมใดเหมาะสม เริ่มตั้งแต่... ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดเป็นด่างของวัสดุและน้ำ ตลอดจนระยะการเจริญเติบโตของเห็ดแต่ละชนิด ฯลฯ

คุณเรืองเดช บัวแย้ม ผู้เพาะเห็ดย่านบางพลี สมุทรปราการ ซึ่งเดิมทีเป็นพนักงานบริษัท โดยอาศัยวันหยุดหางานอดิเรกทำ และงานอดิเรกที่ว่าก็คือ... เพาะเห็ดขายเนื่องจากมองว่าอาชีพเห็ดน่าจะไปได้ไกลและยั่งยืนกว่า เพราะครอบครัวทุกครอบครัวต้องไปจ่ายตลาดทุกวัน และสิ่งที่ซื้อมาประกอบอาหารแทบทุกครั้งก็ไม่พ้นเห็ด  หลังจากนั้นไม่นาน...คุณเรืองเดช บัวแย้ม ได้จัดการทำโรงเรือนเห็ดขนาดเล็กขึ้นมา 1โรง ตามด้วยการสั่งชื้อก้อนเห็ดขอนขาว ขอนดำ นางฟ้าภูฐาน มาทดลองเพาะ ผลปรากฏว่า... ช่วงแรกๆเห็ดก็ออกดอกดีปกติ ให้หลังมาไม่นานเห็ดเริ่มออกดอกน้อยลงๆไม่สม่ำเสมอ จึงได้ตัดสินใจทดลองใช้แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ดของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โดยใช้แร่ธาตุฯ 60 กรัม (2-3 ช้อนแกง) ต่อน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นเป็นฝอยบางๆ ผ่านหน้าก้อนเห็ด 3-5 วัน/ครั้ง ไม่นานเห็ดเริ่มออกดอกรอบใหม่ให้เห็น ที่สำคัญเห็ดออกดอกพร้อมเพียงกันทุกก้อน ไม่มีก้อนไหนที่อู้งานไม่ยอมออก และดอกที่ออกมาก็มีขนาดใหญ่ หนา อวบ เป็นที่พึงพอใจต่อผู้บริโภคในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

นี่แค่ก้อนเห็ด 500 ก้อนเท่านั้นสามารถเก็บผลผลิตได้วันละ 5-6 กิโลกรัม คุณเรืองเดช ภูมิใจเป็นที่สุดและอดใจไม่ไหวจึงได้โทรศัพท์มารายงานผลว่า... หลังจากใช้แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ดแล้วได้ผลดีเกินคาด ผมก็อดใจไม่ไหวเหมือนกันที่จะเล่าต่อให้เพื่อนๆสมาชิกได้ทราบและทดลองนำไปใช้ เห็นไหมล่ะครับว่า...ทุกวันนี้เห็ดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คนไทยชอบรับประทานมากขึ้นทุกวันๆ จากที่เคยคิดแค่ว่าจะเพาะเห็ดเป็นงานอดิเรกไม่แน่ว่าต่อไปภาคหน้า คุณเรืองเดช อาจเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด ก็เป็นได้ใครจะรู้.! และนี้คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่เกิดจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ผู้เพาะเห็ดพึงระลึก หรือคำนึงถึงก่อนทำการเพาะเห็ด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ใช้หลักบริหารจัดการเหมือนกัน ผู้เพาะเห็ดท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษโทร. 02-9861680 -2

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

ป้องกันกำจัดปลวกในไร่อ้อยด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพปลอดสารพิษ (อ่าน 64 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2558, 7:52:17 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์

ในครั้งที่แล้วได้แนะนำการปลูกอ้อยกับเกษตรกรในยามที่พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆราคาตกต่ำแล้ว วันนี้ขอพูดถึงเรื่องโรคและแมลงของอ้อยกันบ้าง แมลงศัตรูอ้อยที่จะกล่าวในวันนี้ก็คือ ปลวก เกษตรกรบางท่านอาจจะสงสัยว่าปลวกเป็นแมลงศัตรูของอ้อยด้วยหรือ..... ปลวกถือเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งของอ้อย แต่จะระบาดเป็นบางพื้นที่ แต่ถ้าเจอแล้วก็ถือเป็นปัญหาที่หนักและแก้ยากเช่นกัน ปลวกเป็นแมลงที่เข้าทำลายอ้อยเป็นครั้งคราวในแหล่งปลูกอ้อยทั่วประเทศ แต่อ้อยจะเป็นพืชที่ปลวกชอบเข้าทำลายมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ การเข้าทำลายของปลวกในแหล่งที่มีการระบาดอยู่เสมอมักทำให้ผลผลิตของอ้อยลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การระบาดเข้าทำลายอ้อยรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งติดต่อกันนาน ๆ ซึ่งมีผลทำให้อ้อยที่ถูกทำลายแห้งตายไปทั้งกอ ปลวกสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะของการเจริญเติบโตของอ้อย โดยเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ท่อนพันธุ์อ้อยตอนปลูก โดยกัดเข้าไปกัดกินอยู่ภายในท่อนพันธุ์ จากด้านหนึ่งจนอาจทะลุอีกด้านหนึ่งเป็นรูกลวง ซึ่งมีผลทำให้อ้อยไม่งอกและแห้งตายไป เกษตรกรจะต้องปลูกอ้อยซ่อมใหม่หรือต้องปลูกใหม่ทั้งแปลง เมื่ออ้อยโตมีลำแล้วปลวกก็กัดเปลือกอ้อยเข้าไปตรงระดับต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อย เข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อยโดยทำเป็นโพรงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โพรงที่เนื้ออ้อยถูกกัดกินไปแล้ว ปลวกก็นำดินไปบรรจุแทนที่เมื่อเข้าทำลายมาก ๆ จะพบลำต้นอ้อยหักล้มลง

            วิธีการป้องกันกำจัดแบบปลอดสารพิษ เมื่อเรารู้ว่าพื้นที่ปบลูกอ้อยของเราเป็นพื้นที่ๆมีปลวกอาศัยอยู่ ให้ทำการไถพรวนดินหลายๆครั้งในช่วงที่เตรียมดินปลูกเพื่อให้นกให้มดช่วยกินปลวกที่ถูกไถพรวนขึ้นมา และใช้จุลินทรีย์กำจัดปลวกเมธาไรเซียมหว่านหรือผสมน้ำฉีดพ่น (อัตราน้ำ 20 ลิตร + เมธาไรเซียม 50 กรัม) ตอนที่พรวนดินเพื่อให้เชื้อเมธาไรเซียม ลงไปในดินที่ปลวกอาศัยอยู่ ให้จิลินทรีย์เมธาไรเซียม ลงไปจัดการกับปลวกทั้งหลายที่อยู่ในดิน ตั้งแต่ก่อนปลูกอ้อยเลย เป็นการป้องกันกำจัดตั้งแต่แรกเริ่ม และควรฉีดพ่นจุลินทรีย์กำจัดปลวกเมธาไรเซียม เป็นประจำทุกเดือนเพื่อป้องกันปลวกกลับมาทำลายอ้อยอีก

            ในกรณีที่พบหรือมีจอมปลวกในแปลงปลูกอ้อย ให้นำเมธาไรเซียม 50 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร รดหรือราดไปในรังหรือจอมปลวกเลย โดยก่อนราดรด ให้ใช้ไม้ผ่หรือเหล็กแหลมแทงหรือแยง ลงไปในจอมปลวกก่อน เพราะในจอมปลวก 1 จอมจะมีห้องอยู่เป็นหลายสิบห้องเลย ใช้ไม้แทงให้ทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงห้องของจอมปลวก จากนั้นค่อยราดรด เมธาไรเซียมลงไป วิธีนี้จะช่วยถอนรากถอนโคนปลวกในไร่อ้อยได้ แต่อย่าลืมว่าปีหน้าฟ้าใหม่มีแมลงเม่ามาก็จะมีปลวกตามมาด้วย เราควรจะใช้วิธีที่กล่าวมาข้างต้นในทุกครั้งที่มีการปลูกอ้อยครั้งต่อไป

            สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2

 

เขียนและรายงานโดย

นายจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน)

 

แมลงหวี่ แมลงรำคาญรบกวนดอกเห็ด (อ่าน 91 ครั้ง)
วันที่: 16 เม.ย. 2558, 7:42:57 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บีเอสพลายแก้ว เห็ดผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บีเอสพลายแก้ว เห็ดผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไทเกอร์เฮิร์บ

เห็ดคือแหล่งอาหารที่สำคัญในอนาคตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกที่รุนแรง ฉับไว และยากที่จะควบคุม ทำให้พืชผลทางการเกษตรหลายชนิดผลิตยากขึ้น ไม่เพียงพอกับความต้องการ ประชากรกว่าพันล้านคนต้องขาดสารอาหาร เห็ดเป็นอาหารที่สามารถแทนพืชได้อย่างสมบูรณ์ และง่ายในการผลิตภายใต้สภาวะอากาศเช่นนี้ ควบคุมดูแลก็ง่าย ไม่ต้องใช้เคมี พื้นที่น้อย ต้นทุนไม่สูง ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนหรือปุ๋ยใดๆ เร่งการเจริญเติบโต นอกจากเป็นอาหารแล้วเห็ดยังเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย

ปัญหาการหนอนแมลงหวี่ แมลงวันเข้าทำลายมักเกิดขึ้นหลังเปิดดอกเห็ด ซึ่งจะมีทั้งหนอนขนาดเล็กสีน้ำตาล จนถึงขนาดใหญ่เท่าหัวไม้ขีด กัดกินทำลายเส้นใยทำให้ก้อนเห็ดเน่าเสีย ทำให้อายุเก็บเกี่ยวสั้นลง นอกจากนั้นตัวเต็มวัยยังสร้างความรำคาญแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงเรือนเห็ด ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ไม่ควรแก้ปัญหาโดยการฉีดพ่นสารเคมี เพราะเห็ดเจริญเติบโตไว ต้องเก็บจำหน่ายทุกวัน หากฉีดพ่นสารเคมีจะส่งผลทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายได้  ผู้เพาะเห็ดที่มีคุณธรรมจะไม่ใช้สารเคมีในการแก้ปัญหาที่ว่านี้ แต่จะเน้นการจัดการฟาร์มให้สะอาด ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก และกำจัดก้อนเชื้อเห็ดที่มีตัวหนอนทำลายไม่ให้มีการแพร่ระบาดต่อ ส่วนการควบคุมป้องกันนั้นต้องคอยหมั่นตรวจดูความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับเห็ดอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นการป้องกันมากกว่าการกำจัด ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการดังต่อไปนี้

1. ทำความสะอาดโรงเรือนเพาะหรือหากเป็นโรงเรือนเก่าที่เคยเพาะเห็ดมาแล้วควรว่างเว้น พักทำความสะอาด กำจัดแมลง ไรและเชื้อรา

2. คัดเลือกเชื้อพันธุ์เห็ดหรือก้อนเชื้อเห็ดจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดทำลายของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน  หากไม่ทราบแหล่งที่มาของถุงก้อนเชื้อเห็ด ในขณะที่เส้นใยเห็ดเดินมากกว่า 25 % หรือก่อนเปิดดอกควรฉีดพ่น ด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์ป ซึ่งมีขมิ้นชัน,ฟ้าทะลายโจร,ตะไคร้หอมเป็นส่วนผสม ในอัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ตรงก้อนและบริเวณรอบๆ ที่บ่มก้อนเชื้อ

3.ก่อนนำเข้าเปิดดอกในโรงเรือนควรคัดทิ้งถุงก้อนเชื้อเห็ดที่แสดงอาการเข้าทำลายของแมลง โรค เชื้อราและไร หรือหากไม่แน่ใจควรแยกกองไว้ต่างหาก

4. ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองจำนวน 8-10 จุดต่อโรงเรือน แขวนสูงจากพื้นโรงเรือน 1.50 -1.80 เมตร ซึ่งไม่ขวางหรือเกะกะการเข้าปฏิบัติงานและควรเปลี่ยนกับดักกาวเหนียว เมื่อพบว่ามีตัวแมลงมาติดจนเต็มหรือประมาณ 45-60 วันครั้ง

5. ช่วงเปิดดอกหากพบมีการระบาดของหนอนรุนแรงให้ใช้เชื้อบีทีชีวภาพ หมักขยายเชื้อด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน (วิธีตามฉลากข้างกระป๋อง) นาน 24 -48ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วทั้งก้อนแต่ไม่แฉะเกินไป 1-2 วันครั้ง ติดต่อกัน 3ครั้ง จะช่วยลดปัญหาได้ถึง 80 -90 % ลดความเสียหายของผลผลิตได้เป็นอย่างดี

6.ช่วงเก็บดอกหากพบแมลงวันบินไป-มามากผิดปกติ ให้ฉีดพ่นด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์ปรอบๆ โรงเรือนเว้นระยะประมาณ 4-5 วันครั้ง และเพิ่มจำนวนกับดักกาวเหนียวเหลืองเป็น 16 -20 จุดต่อโรงเรือน และควรแขวนไว้ใกล้ๆ มุมอับ เนื่องจากตัวเต็มวัยของแมลงวันชอบเกาะอยู่ที่มุมอับของโรงเรือน

7.เมื่อสิ้นสุดการเก็บดอกเห็ดแล้ว ถุงก้อนเชื้อเห็ดที่พบการทำลายของหนอนแมลงวันควรทำการฝังหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง เชื้อโรคและไรศัตรูเห็ด ไมให้แพร่กระจายเข้าสู่โรงเรือนเพาะเห็ดข้างเคียงต่อไป

8.การพักโรงเรือนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในระหว่างพักโรงเรือน เปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 5-7 วัน จากนั้นทำความสะอาดด้วยน้ำยาเดทตอลอัตรา 2-3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร หรือผงซักฟอก เมื่อแห้งแล้วจึงปิดโรงเรือน 7-10 วัน แล้วฉีดพ่นด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์ปร่วมกับบีเอสพลายแก้ว (กำจัดรา)และบาซิลลัสไมโตฟากัส (กำจัดไรเห็ด) ให้ทั่วทั้งโรงเรือน 3-5 วันครั้ง ติดต่อกัน 2 ครั้ง ก่อนจะนำก้อนเชื้อเห็ดรุ่นใหม่เข้าเปิดดอกต่อไป

เกษตรกรท่านใดที่กำลังเพาะเห็ดอยู่ แล้วมีปัญหาแมลงวันหรือแมลงหวี่รบกวน แล้วแก้ปัญหาไม่ตก สามารถโทรศัพท์ปรึกษาสอบถามได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680 -2)

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

เมลาโนสในมะนาวป้องกันได้รู้ยัง? ตอน.ใบซีดเหลืองคล้ายขาดธาตุ ขอบใบแห้งกรอบเหมือนโดนสารเคมี? (อ่าน 109 ครั้ง)
วันที่: 03 เม.ย. 2558, 8:10:03 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พลายแก้วผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ซิลิโคเทรซ

   ผู้ที่ปลูกมะนาวไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ก็ไม่ควรมองข้ามเมลาโนสหรือราน้ำหมากสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใบและผลมะนาวเสียหาย ถ้าเกิดที่ผลจะทำให้สีผิวของเปลือกจากที่เคยเขียวมันเงา ก็จะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงด้านคล้ายๆกับว่าโดนไฟไหม้ ในทางกลับกันหากเป็นที่ใบ ใบก็จะซีดเหลือง แคระแกรนไม่โต หากปล่อยทิ้งไว้ขอบใบ ยอดอ่อนหรือส่วนที่อ่อนก็จะไหม้กรอบเหมือนโดนเคมีหรือแสงแดดเผา อาการข้างต้นพบเจอการระบาดได้ในมะนาวทุกชนิด ไม่ว่าปลูกระยะชิด หรือแบบธรรมดาทั่วไป เริ่มจากใบเป็นจุดด่างๆหรือกระที่บริเวณผิวใบ มีคราบคล้ายๆน้ำหมากเป็นจุดๆสีน้ำตาลบริเวณใต้ใบ ถ้าเป็นใบกลางแก่กลางอ่อนหรือใบเพสลาด ใบจะซีดเหลือง ขอบใบ หรือยอดอ่อนไหม้เหมือนไฟเผาหรือโดนความร้อน ซึ่งจะพบระบาดช่วงหน้าร้อนประมาณมีนา-เมษา โดยเฉพาะใบอ่อนที่อยู่ใกล้โคนต้น ใต้ร่มเงาที่แสงแดดส่องไม่ถึง ปกติจะเป็นมากช่วงใบเพสลาดจนถึงใบแก่ ส่วนใบอ่อนมีบ้างแต่จะไม่ค่อยพบระบาดมากเท่าใดนักเกษตรกรที่ปลูกมะนาวหลายท่านโทรศัพท์มาบ่นให้ผู้เขียนฟังอยู่บ่อยๆ ว่าที่สวนก็เป็นโรคนี้เหมือนกัน ยิ่งไว้ยิ่งเสียหายยิ่งลุกลามไม่รู้จะแก้ยังไงดีแล้ว วันดีคืนดีใบก็ซีดเหลืองทั้งสวน เหมือนกับว่ามะนาวจะขาดสังกะสี(ซิงค์) หรือไม่ก็ขาดแมกนีเซียม เพราะจะซีดเหลืองมาก ถ้าลงยอดอ่อนเมื่อไร ใบก็จะไหม้ แห้งกรอบ เหมือนโดนไฟไหม้ หรือสารเคมีชนิดที่เข็มข้นมากๆ เมลาโนสหรือราน้ำหมากเกิดจากเชื้อรา Cercospora citri ระบาดมากช่วงแล้งโดยเฉพาะเดือนมีนา-เมษา และจะพบระบาดที่ใบมากกว่าผล ถ้ารุนแรงมากๆอาจทำให้กิ่งแห้งตายได้เช่นเดียวกัน ส่วนการป้องกันเริ่มจากตัดแต่งกิ่ง หรือทรงพุ่มไม่ให้รกทึบ แสงแดดสามารถส่องผ่านได้ถึง ต่อจากนั้นก็ฉีดพ่นด้วยพลายแก้ว 100 กรัม (5ช้อนแกง) ร่วมหรือสลับกับซิลิโคเทรซ 10 กรัม + ซิงค์คีเลท 25 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร บวกกับฉีดพ่นอาหารจานด่วนสูตรชมรมฯ (ยูเรีย 20 กรัม +ไข่ 1 ฟอง + โพแทสเซียมฮิวเมท 10 กรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตร) ทุกๆ 7 วัน/ครั้ง ที่สำคัญก่อนผสมยา หรือฮอร์โมนทุกครั้งควรปรับสภาพน้ำเสริมซิลิก้าเพิ่มความแข็งด้วยซิลิซิคแอซิค แค่นี้เมลาโนสหรือราน้ำหมากก็ค่อยๆยุบลงลดลงแล้วค่อยๆหายไป ใบและผลรุ่นใหม่ๆที่ออกตามมาก็จะสวยมันวาวขึ้นเงาเหมือนธรรมชาติ สอบถามข้อมูลวิชาการได้ที่ 02-9861680-2 ส่วนท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อสั่งซื้อได้ที่เบอร์ Hotline สายด่วน 084-555-4205 -9

 

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

มลาโนสในมะนาวป้องกันได้รู้ยัง? ตอน ผิวเปลือกผลไหม้ไม่มีเงา (อ่าน 98 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 8:10:53 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พลายแก้วผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคแคงเกอร์กับซิงคีเลทผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคแคงเกอร์กับซิลิโคเทรซ    

เมลาโนสในมะนาวป้องกันได้รู้ยัง? ตอน ผิวเปลือกผลไหม้ไม่มีเงาผู้ที่ปลูกมะนาวไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ก็ไม่ควรมองข้ามเมลาโนสหรือราน้ำหมากสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใบและผลมะนาวเสียหาย ถ้าเกิดที่ผลจะทำให้สีผิวของเปลือกจากที่เคยเขียวมันเงา ก็จะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงด้านคล้ายๆกับว่าโดนไฟไหม้ แล้วค่อยๆขยายลุกลามจาก 1 ลูก 2 ลูก 3 ลูก เพิ่มขึ้นออกไปเรื่อยๆจนระบาดทั้งสวน เมลาโนสหรือราน้ำหมากมักพบระบาดในมะนาวแป้นพิจิตร1 ที่ปลูกระยะชิด เริ่มจากใบเป็นจุดด่างๆหรือกระที่บริเวณผิวใบ มีคราบคล้ายๆน้ำหมากเป็นจุดๆสีน้ำตาลบริเวณใต้ใบ พบระบาดช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน โดยเฉพาะใบหรือผลที่อยู่ใกล้โคนต้นและแสงแดดส่องไม่ถึง ปกติจะเป็นเฉพาะใบเพสลาดจนถึงใบแก่ ใบอ่อนจะไม่ค่อยพบระบาดเท่าใดนัก เกษตรกรที่ปลูกแป้นพิจิตร1หลายต่อหลายท่านต่างก็บ่นให้ผู้เขียนฟังอยู่บ่อยๆ ว่าที่สวนก็เป็นเหมือนกัน ยิ่งไว้ยิ่งเสียหายยิ่งลุกลามไม่รู้จะแก้ยังไงแล้ว อีกอย่างผิวที่ผลก็ไม่นูน หรือตกสะเก็ดเหมือนแคงเกอร์ เนื้อและน้ำข้างในก็ดีเป็นปกติ ต่างแค่ผิวเปลือกของผลจะไหม้ ไม่สวย ไม่ได้ราคาชนิดที่ว่าแม่ค้าไม่หันมองเลยก็แล้วกัน เมลาโนสหรือราน้ำหมากเกิดจากเชื้อรา Cercospora citri ระบาดมากช่วงแล้ง หรือช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน ซึ่งจะพบที่ใบมากกว่าผล ถ้าอาการรุนแรงมากๆ ก็อาจทำให้กิ่งแห้งตายได้เช่นเดียวกัน ส่วนการป้องกันเริ่มจากตัดแต่งกิ่ง หรือทรงพุ่มไม่ให้รกทึบ แสงแดดสามารถส่องผ่านได้ถึง ต่อจากนั้นก็ฉีดพ่นด้วยพลายแก้ว 100 กรัม (5ช้อนแกง) ร่วมหรือสลับกับซิลิโคเทรซ 10 กรัม + ซิงค์คีเลท 25 กรัม ในอัตราน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 5-7 วัน/ครั้ง ที่สำคัญก่อนผสมยา หรือฮอร์โมนทุกครั้งให้ปรับสภาพน้ำ เสริมซิลิก้า เพิ่มความแข็ง ด้วยซิลิซิคแอซิค เท่านี้เมลาโนสหรือราน้ำหมากก็ค่อยๆลดลงแล้วหายไป รุ่นใหม่ๆที่ออกตามมาผลก็จะเต่ง ผิวก็จะสวยมันวาวขึ้นเงาเหมือนธรรมชาติ สอบถามข้อมูลวิชาการได้ที่ 02-9861680-2 ส่วนท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อสั่งซื้อได้ที่เบอร์ Hotline สายด่วน 084-555-4205 -9

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

" ไตรโคเดอร์ม่า”จุลินทรีย์ยับยั้งโรครากเน่าโคนเน่ามะนาว (อ่าน 203 ครั้ง)
วันที่: 24 มี.ค. 2558, 8:14:09 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
Tricoderma_Bottle2012.gifTricoderma_Bag.gif
วิธีป้องกันกำจัด เพลี้ยไฟไรแดงในพืชตระกูลพริก แบบปลอดสารพิษ (อ่าน 148 ครั้ง)
วันที่: 23 มี.ค. 2558, 7:57:21 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทริปโตฝาจผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ม้อยเจอร์แพล้น

สวัสดีครับพี่ๆน้องๆชาวเกษตรปลอดสารพิษทุกๆท่านครับ ก็ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์เต็มทีแล้วเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของปี ชาวเกษตรหรือเกษตรกรที่มีอาชีพเพาะปลูกพืชจะทราบดีว่า ช่วงฤดูร้อนที่อากาศแห้งแล้ง จะเป็นฤดูที่มีแมลงศัตรูพืชชนิดหนึ่งระบาด นั่นก็คือเพลี้ยไฟ และพืชที่พบการระบาดของเพลี้ยไฟมากที่สุดก็คือพริก วันนี้ผู้เขียนจะนำคำถามที่พบบ่อยมากทีเดียวในช่วงนี้ นั่นก็คือเรื่องเพลี้ยไฟไรแดงที่ทำการระบาดในแปลงปลูกพริกของเกษตรกรหลายๆท่าน ซึ่งการทำลายของเพลี้ยไฟไรแดงนั่นผู้เพาะปลูกพริกก็คงจะทราบกันพอสมควรทีเดียว วันนี้ทางด้านผู้เขียนจะมาเขียนถึงการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟไรแดงและไรขาวให้ทราบกันอีกครั้งเพื่อเป็นความรู้ให้เกษตรกรรายใหม่หรือมือใหม่ที่จะปลูกพริกได้ทราบ คือเพลี้ยไฟจะดูดน้ำเลี้ยงจากใบพริก โดยเฉพาะส่วนใบอ่อนและตาดอก ทำให้ใบพริกหงิกงอ ย่น ขอบใบห่อขึ้นใบเล็กลง ผิวใบมีจุดสีน้ำตาล  ใบเหลืองแข็ง กรอบ ใบอ่อนจะหลุดร่วงได้ง่ายและออกเป็นกระจุก ทำให้ยอดหงิกไม่ผลิดอกออกผล จะระบาดมากในสภาพแห้งแล้ง  สาเหตุสำคัญที่ทำให้พริกใบหงิกได้แก่ แมลงศัตรูสองชนิดคือ เพลี้ยไฟและไรแดงและไรขาว ซึ่งอาจเข้าทำลายพร้อม ๆ กันก็ได้หรือสลับกันเข้าทำลาย โดยปกติจะพบว่า ถ้าเพลี้ยไฟระบาดมาก จะมีไรแดงและไรขาวน้อยและถ้าพบไรแดงและไรขาวมากเพลี้ยไฟจะระบาดน้อย

ส่วนแนวทางการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟไรแดงและไรขาวแบบฉบับชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะใช้จุลินทรีย์ทริปโตฝาจ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ทำลายเพลี้ยโดยตรง ร่วมกับ สารสกัดสมุนไพรแพล้นท์เซฟ ฉีดพ่นช่วงเย็นแดดอ่อน โดยถ้ามีการระบาดมากให้ฉีดทุกๆ3วันครั้ง ถ้าไม่ระบาดมากให้ฉีดทุกๆ7วัน จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกนั้นหมดปัญหาเกี่ยวกับโรคใบหงิกเนื่องจากเพลี้ยไฟไรแดงและไรขาวได้ แต่เนื่องด้วยสมัยนี้มีสารเคมีที่กำจัดเพลี้ยไฟไรแดงและไรขาวนั้นมากมายหลายยี่ห้อให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกนั้นฉีดได้ตามสบายแต่เกษตรกรผู้ปลูกนั้นก็จะได้รับสารพิษติดตัวไปด้วยเท่านั้นเอง ส่วนชมรมเกษตรปลอดสารพิษนั้นมุ่งให้เกษตรกรปลอดภัยและได้ผลการใช้ที่ดีและได้ผลเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกนั้นได้ลดต้นทุนและสุขภาพดีเหมือนเดิม                            

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 ได้ทุกวัน

 

        เขียนและรายงานโดย

  นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)

สูตรการทำจุลินทรีย์สัตว์สี่กระเพาะ (ขี้วัว, ขี้ควาย) (อ่าน 137 ครั้ง)
วันที่: 11 มี.ค. 2558, 8:13:23 น.
หมวดหมู่: คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์  หมวดหมู่ย่อย:  จุลินทรีย์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จุลินทรีย์หน่อกล้วยชมรมเกษตรปลอดสาร             
สืบเนื่องด้วยเมืองไทยเป็นเมืองร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดที่โดดเด่นในการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ในแต่ละสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์ทางด้านอุตสาหกรรม จุลินทรีย์ทางด้านอาหาร จุลินทรีย์ด้านเกษตร ฯลฯ โดยเฉพาะจุลินทรีย์ทางด้านเกษตรนั้นสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์โรคพืช จุลินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโรคและศัตรูพืช แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงประโยชน์ของจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง(สัตว์ที่มีกระเพาะสี่ห้อง) หรือชาวบ้านเรียกสัตว์สี่กระเพาะ อย่างเช่นวัว ควาย แพะ แกะ และกวาง เมื่อกินอาหารไปแล้ว คือ หญ้า ตอซัง ฟางข้าว คายออกมาเคี้ยวอย่างช้า ๆ อีกครั้งในเวลากลางคืน ก่อนจะถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้องจะแบ่งออกเป็น 4 ห้อง คือ Rumen (ผ้าขี้ริ้ว), Reticulum (รังผึ้ง), Omasum (สามสิบกลีบ) และ Abomasum (กระเพาะแท้ หรือกระเพาะจริง) กระเพาะสามห้องแรกมีคุณสมบัติของจุลินทรีย์และน้ำย่อยชนิดพิเศษ สามารถย่อยสลายเศษหญ้า ตอซัง ฟางข้าว ให้เปื่อย ยุ่ย เป็นผุยผงเมื่อขับถ่ายออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยกเว้นกระเพาะสุดท้ายคือกระเพาะแท้ ร่างกายสัตว์จะขับเอ็นไซม์มาช่วยย่อยเอง จึงได้นำเอาประโยชน์หรือคุณลักษณะเด่นตรงนี้มาปรับใช้ให้เกษตรกรมีจุลินทรีย์ชนิดพิเศษที่ช่วยในการย่อยสลายเศษอินทรีย์วัตถุชนิดต่างๆ ให้มีโมเลกุลที่เล็กเปื่อยยุ่ยกลายเป็นปุ๋ยนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในกรณีหมักตอซังฟางข้าว ย่อยสลายกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ

วิธีทำ

1. มูลสัตว์สัดจากสัตว์สี่กระเพาะ (วัว, ควาย, แพะ,แกะและกวาง)         กิโลกรัม

   (ถ้าเป็นมูลสัตว์แห้งให้ใช้ 1 กระสอบปุ๋ย  หรือประมาณ 15 กิโลกรัม)

2. น้ำสะอาด                                                                                       20   ลิตร

3. กากน้ำตาล                                                                                      10  ลิตร

4. ไคโตซาน MT (อาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ถ้ามีเชื้อจะโตเร็ว)     5   ลิตร

(นำกากน้ำตาลมาละลายในน้ำ 20 ลิตร กวนละลายให้เข้ากัน แล้วจึงนำมูลสัตว์ (สด/แห้ง) มาใส่และก้วนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 7 วัน)  

หมายเหตุ : สามารถใช้งานได้เหมือนกับจุลินทรีย์อีเอ็ม หรือจุลินทรีย์หน่อกล้วย ในด้านการย่อยสลายเศษซากอินทรีย์วัตถุ            

                  

            มนตรี   บุญจรัส                                                                                           

        ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

         www.thaigreenagro.com

 

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm