นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
10 กุมภาพันธ์ 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7485)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (19677 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   14862   บทความ  
การเกษตร (13460) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (984)
12345678910...>>
 
เรื่องน่ารู้ : ดอกข้าวโพด (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 10 ก.พ. 2559, 7:59:29 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ดอกข้าวโพดจะออกเป็นช่อ ดอกเพศผู้และเพศเมียจะอยู่ในต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อและออกที่ปลายยอด ส่วนดอกเพศเมียจะอยู่ต่ำถัดลงมาออกระหว่างกาบของใบและลำต้น คนไทยเมื่อก่อนจะนำยอดเกสรเพศเมียและฝอยข้าวโพด ใช้เป็นยาแก้เบาหวาน ด้วยการใช้ยอดเกสรเพศเมียที่ตากแห้งแล้วประมาณ 30 กรัม ต้มน้ำกิน บางพื้นที่ก็ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับไต โดยใช้ยอดเกสรเพศเมียแห้ง 60 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ครั้ง หรือใช้รักษาบาดแผล ด้วยการนำเกสรเพศเมียสด ๆ มาตำจนละเอียดแล้วพอกแผลช่วยให้อาการแผลดีขึ้น เป็นต้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10/02/59 http://www.dailynews.co.th/agriculture/378486

 

เดินหน้าอุตสาหกรรมโคนมยุคใหม่ (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 10 ก.พ. 2559, 7:58:06 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ล่าสุด อ.ส.ค.ได้ระดมทีมจัดทำแผน การตลาดและการขายปี 59 มุ่งขยายตลาดและเพิ่มยอดขายนมไทย-เดนมาร์คสูงขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างประเทศเมียนมาซึ่งกำลังไปได้สวยและได้รับการตอบรับดี พร้อมวางแผนขยายตลาดในเวียดนาม และมาเลเซีย โดยตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 8,482 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแบรนด์ ปี 2560-2564 เพื่อผลักดันให้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์นมแห่งชาติให้ได้ภายใน 6 ปีข้างหน้าอีกด้วย นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผอ.ส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มสินค้านมของ อ.ส.ค.เติบโตอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 นี้ ยอดขายก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 7,900 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของตลาดในประเทศ อยู่ที่ 10% ส่วนยอดขายในต่างประเทศโตขึ้น ประมาณ 20% ซึ่งมีบางประเทศที่โตขึ้นเกือบ 30 % มีตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว การที่ อ.ส.ค.ได้เร่งพัฒนาบุคลากรและระดมทีมตลาดและฝ่ายขายร่วมพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับ อ.ส.ค. สามารถชิงส่วนแบ่งและครองตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าว อย่างไรก็ตาม การที่อุตสาหกรรมโคนมของไทยมีความเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ก็เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย ซึ่งหลังจากพระองค์เสด็จประพาสทวีปยุโรปในปีพุทธศักราช 2503 ทรงสนพระทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมน่าจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศไทย หลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย รัฐบาลเดนมาร์กจึงได้ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเป็นของขวัญแด่ล้นเกล้า ทั้งสองพระองค์ เพื่อให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง ฟาร์มโคนมและ ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์คขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และพระองค์ท่านพร้อมด้วย พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้เสด็จฯ เปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2505 จากนั้นมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้ วันที่ 17 ม.ค. เป็นวันโคนมแห่งชาติจึงถือเป็นวันสำคัญยิ่ง ต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ อ.ส.ค. จึงจัดเทศกาลโคนมแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นการแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศระหว่างวันที่ 27 ม.ค.-2 ก.พ. ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด สืบ สานพระราชปณิธาน อุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่สู่นมแห่งชาติซึ่งภายในงานได้รับความสนใจจากเกษตร กรผู้เลี้ยงโคนมและประชาชนมาร่วมงาน และเข้าร่วมอบรมใน หัวข้อต่าง ๆ เป็นจำนวน มาก

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10/02/59 http://www.dailynews.co.th/agriculture/378483

 

เกษตรฯรุกสางปัญหาประมงIUU วางระบบตรวจสอบย้อนกลับอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์น้ำนำเข้า (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 10 ก.พ. 2559, 7:56:50 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ในภาพรวมขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยประเทศไทยมีการปรับปรุงกฎหมายประมงให้มีความเป็นปัจจุบันและครอบคลุมทั้งในส่วนของเรื่อง IUU การทำประมงนอกน่านน้ำ มีกรอบแผนของการบริหารจัดการประมงทะเลไทยอย่างชัดเจน และมีแผนปฏิบัติการต่างๆ ที่แสดงถึงการต่อต้านการทำประมง IUU เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้ ได้มีการออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 โดยมีกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับ IUU จำนวน 52 ฉบับ

ขณะที่ด้านการพัฒนาระบบและการควบคุม ติดตาม เฝ้าระวังการทำประมง มีการจัดทำแผนการควบคุม ตรวจสอบแห่งชาติ (NPCI) เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการควบคุม และตรวจสอบที่มีความทันสมัย ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นมาตรฐานสากล สำหรับการปฏิบัติงานตรวจสอบทั้งสายการผลิตให้เกิดความเข้มแข็งน่าเชื่อถือ อาทิ ระบบติดตามเรือประมง (VMS) ได้มีการจัดตั้งศูนย์ VMS ที่ส่วนกลางและ 15 ศูนย์ส่วนในภูมิภาค เพื่อการติดตามที่เป็นระบบ โดยได้ออกกฎหมายบังคับใช้ให้เรือประมงไทยติดตั้ง VMS ซึ่งขณะนี้มีเรือประมง > 30 GT ที่ติดตั้ง VMS แล้ว จำนวน 5,250 ลำ (ประกอบด้วย เรือประมง ขนาด >60 GT 2,076 ลำ และ เรือประมง ขนาด 30-60 GT 3,174 ลำโดยมีการเชื่อมโยงข้อมูล VMS ไปยังศูนย์ PIPO และการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ ซึ่งระบบ VMS ของไทย ได้รับการชื่นชมว่าเป็นระบบที่ออกแบบดีมีขีดความสามารถสูง โดยเมื่อวันก่อนเจ้าหน้าที่ EJF ก็ได้เดินทางมาให้คำแนะนำในการวิเคราะห์พฤติกรรมการทำประมง กับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและคาดการณ์สถานการณ์ด้านการประมง อาทิ ระบบเครือข่ายฐานข้อมูลเรือประมงและการทำประมง ระบบ E-license ในการออกใบอนุญาตทำการประมง ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2559 ระบบการตรวจสอบย้อนกลับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากเดิมเราเก็บข้อมูล เช่น logbook MCPD MCTD ฯลฯ เป็นเอกสาร ก็ได้ปรับเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมประมงและกรมศุลกากรในการทำ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมการปฏิบัติตรวจสอบการนำเข้านำผ่าน และการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันสินค้าประมง IUU โดยที่ผ่านมามีการควบคุมการเข้า-ออกท่าของเรือประมง (PIPO) การสร้างผู้สังเกตการณ์บนเรือประมง (Observer onboard) เพื่อตรวจสอบการทำประมงและ แรงงานประมงกลางทะเล และการปรับปรุงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงในประเทศเสร็จแล้ว และเริ่มใช้งานแล้ว โดยขณะนี้กำลังจัดทำระบบต้นแบบการตรวจสอบย้อนกลับอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์น้ำนำเข้าซึ่งคาดว่าจะใช้ได้ในปี 2559 ซึ่งถือเป็นระบบที่เป็นมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังได้มีการประกาศท่าเรือสำหรับเรือประมงต่างประเทศ จำนวน 39 ท่า และแจ้งให้ IOTC ทราบและประกาศให้ประเทศสมาชิกและองค์การอื่นทราบแล้ว โดยมีการจัดทำคู่มือปฏบัติงานในการตรวจสอบทั้งโรงงาน การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การออกใบรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก้ผู้ปฏิบัติงานอย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 10/02/2559  เว็ปที่มา http://www.naewna.com/local/201548

 

คุมเข้มบริหารน้ำเขื่อนสิริกิติ์ งัดทุกมาตรการกำกับ-งดสูบป้อนการเกษตรเด็ดขาด (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 10 ก.พ. 2559, 7:53:57 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสมหวัง ปานสุขสาร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งภายใน จ.อุตรดิตถ์ เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เกษตรกร ซึ่งล่าสุดปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนสิริกิติ์ หลังสิ้นเดือนมกราคม เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 27 ของปริมาณความจุ ถือว่าน้อยมากติดต่อกัน 2 ปีแล้ว

เกษตรกรอาจจะเห็นว่า ในแม่น้ำน่าน ยังมีน้ำอยู่ เนื่องจากมีการระบายน้ำออกจากเขื่อนสิริกิติ์ประมาณวันละ 8 ล้าน ลบ.ม. แต่อาจยังไม่เข้าใจว่า น้ำที่ระบายออกจากเขื่อนนั้น เป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศตลอดลำน้ำ และยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่สามารถสูบขึ้นมาเพื่อทำการเกษตรได้ ซึ่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ลงพื้นที่ชี้แจงให้เกษตรกรได้เข้าใจแล้ว ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีนายสมหวังกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำของ จ.อุตรดิตถ์ช่วงปี 2558/2559 นั้น เนื่องจากปีนี้มีปริมาณฝนตกน้อย ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงทำให้เก็บน้ำไว้ไม่ได้ รวมทั้งพื้นที่ในจังหวัดมีบ่อน้ำ สระน้ำเก็บกักน้ำจำนวนน้อยมาก จะต้องใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนสิริกิติ์ที่ปล่อยลงมาตามลำน้ำน่านด้วยวิธีการสูบเป็นหลัก ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆของไทย ไม่มีน้ำสนับสนุนการปลูกพืชในฤดูแล้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

นายสมหวังกล่าวต่อว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นประธาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตรทั้งจังหวัด ตลอดลำน้ำน่าน 88 สถานี ให้งดสูบน้ำ รวมถึงขอความร่วมมือไปที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นให้ลดการสนับสนุนค่าไฟในการสูบน้ำด้วย เหลือไว้เพียงสถานีสูบน้ำเพื่อการประปาจำนวน 86 สถานี ซึ่งลดการสูบน้ำลงจาก 24 ชั่วโมงเหลือวันละ 12 ชั่วโมง คิดเป็นน้ำปริมาณ 0.4 ล้านลบ.ม./วัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำ 8 มาตรการ ตามมติครม.ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยได้มีการจ้างแรงงานเพื่อมาซ่อมแซมเครื่องมือชลประทานที่ชำรุดอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืองดสูบน้ำ และงดทำนาปรังเป็นอย่างดีเนื่องจากเห็นว่าตัวเลขปริมาณน้ำใช้การดังกล่าวข้างต้นนั้นน้อยจริง ประกอบกับหน้าแล้งที่ติดต่อกันในปี 2557 และ 2558 ทำให้ทุกคนเกรงว่า ถ้าฝนน้อยในปี 2559 อีกครั้งจะทำให้ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ จึงร่วมใจกันประหยัดน้ำนายสมหวัง กล่าว

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 10/02/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/201546

 

สศท.10ส่งทีมเจาะข้อมูลผลิต เพิ่มศักยภาพแข่งขันสับปะรด (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 10 ก.พ. 2559, 7:51:43 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นางรัชนี ปิ่นอยู่ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ส่วนแยกจังหวัดเพชรบุรี (สศท.10)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตสับปะรด ปี 2559 ซึ่งจะลงพื้นที่ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ รวม 104 ราย โดยแบ่งเป็นจังหวัดเพชรบุรี 24 ราย และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 80 ราย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการผลิตแก่เกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชน/โรงงาน ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ และรวมทั้งยังใช้ประโยชน์เพื่อศึกษาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการตลาด

สำหรับผลการสำรวจ ในปี 2558 พบว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเนื้อที่การเพาะปลูกมากที่สุดจำนวน 191,565 ไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3,846กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 10.24 บาท/กก. ส่วนจังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่การเพาะปลูก จำนวน 32,510 ไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3,218 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ย 9.66 บาท/กก. โดยต้นทุนการผลิตในปี 2558 อยู่ที่กิโลกรัมละ 3.56 บาท หรือ 18,970 บาท/ไร่

ทั้งนี้ การลงพื้นที่เพื่อสำรวจช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สศท.10 ส่วนแยกจังหวัดเพชรบุรี จึงขอความร่วมมือเกษตรกรทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามแก่เจ้าหน้าที่อย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ซึ่งคาดว่า ผลสำรวจจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคมนี้ และหากเกษตรกรที่สนใจอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการผลสำรวจย้อนหลังในพื้นที่ช่วงปีที่ผ่านมา สามารถติดต่อได้ที่ สศท.10 ส่วนแยกจังหวัดเพชรบุรี 0-3246-3353 ในวันและเวลาราชการ

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 10/02/2559  เว็ปที่มา http://www.naewna.com/local/201540

 

ส่องเกษตร : จับตาระวัง...ทุนจีน (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 10 ก.พ. 2559, 7:49:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

???? ???? ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ....คงยังไม่ช้าไปที่จะขออวยพรอวยชัยในช่วงของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ซึ่งตามธรรมเนียมนิยมของคนจีนคำอวยพรส่วนใหญ่ มักจะมุ่งไปที่เรื่องขอให้ร่ำรวย มั่งมีศรีสุข มีความเจริญรุ่งเรือง โชคดี มีโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ฯลฯ ก็ขอส่งต่อพรดีๆเหล่านี้แก่ผู้อ่านแนวหน้าทุกๆท่านครับ

ในบรรยากาศตรุษจีนแบบนี้ก็ขอเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับ จีนสักหน่อยทั้งเรื่อง คนและ ทุนจากประเทศจีนที่กำลังมีบทบาทและความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมากทั้งในแง่บวกและลบ

ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาหนักช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะ 2-3 ปีหลังที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญอย่างการส่งออกเกิดอาการเครื่องชำรุดตามภาวการณ์ที่ประเทศต่างๆทั่วโลกต่างบาดเจ็บสาหัสกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ...ก็ได้คนที่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนนี่แหละหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยปีละหลายล้านคน ซึ่งล่าสุดว่ากันว่าเกือบ 10 ล้านคนต่อปีแล้ว มาช่วยกันจับจ่าย สร้างรายได้ให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว กลายเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจไทยอย่างสำคัญ

นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวเมืองไทยมากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนเลยทีเดียว ด้วยปัจจัยที่เอื้อในหลายๆ ด้าน ไม่เพียงเพราะไทยมีแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่หลากหลายสวยงาม ค่าใช้จ่ายการมาเที่ยวก็ไม่แพง อาหารการกินถูกปากถูกใจโดยเฉพาะผลไม้ไทยรสชาติสดอร่อยขึ้นชื่อ ฯลฯ นอกจากนั้นในเมืองไทยเองก็มีคนจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไม่รู้สึกแปลกแยก ประกอบกับคนไทยที่ทำงานด้านบริการท่องเที่ยวก็มีอัธยาศัยดี เป็นต้น

แต่เพราะการบูมมากของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเมืองไทยนี่เอง ทำให้ทุนจากประเทศจีน ก็แห่ตามเข้ามาหาผลประโยชน์ ด้วยเงินที่หนากว่ามาเปิดกิจการทัวร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากจีนเอง ตลอดจนทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวครบวงจร ทั้งโรงแรม รีสอร์ตอพาตเม้นท์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯโดยอาศัยคนไทยเป็น นอมินีจนมีเสียงโอดครวญจากธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นของไทยดังขึ้นเรื่อยๆว่า กำลังถูกทุนจีนเข้ามากินรวบธุรกิจท่องเที่ยวของไทยหมด โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา

ไม่เพียงแต่ธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังถูกกินรวบตอนนี้มีข่าวว่า การค้าส่งออกผลไม้ไทยไม่ว่าจะเป็นทุเรียน,มังคุด,ลำไย ซึ่งเป็นที่นิยมทานของคนจีนมาก มีความต้องการซื้อสูงในประเทศจีน ก็กำลังถูกทุนจีนบุกเข้ามาฮุบ

โดยในจังหวัดสำคัญที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้ เช่น ที่ชุมพร มีข่าวว่า นายทุนจีนรายใหญ่ๆได้เข้ามาเปิดธุรกิจรับซื้อทุเรียน ด้วยการร่วมกับคนไทยในพื้นที่ก่อสร้างโกดังขนาดใหญ่หรือล้งราว 100-200 แห่ง กระจายไปทั่วจังหวัด เพื่อรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง สำหรับส่งออกไปจีน โดยไม่ผ่านตลาดกลางผลไม้เหมือนที่ผ่านมา

ล้งของนายทุนจีนนี้ จะมีการเข้าไปรับซื้อทุเรียนแบบเหมาสวนหลายๆสวนเลยทีเดียว ทำให้พ่อค้าไทยโดยหอการค้าจังหวัดชุมพร ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมาดูแลแก้ไข หวั่นจะถูกทุนจีนเข้ามาแย่งอาชีพไปหมด รวมทั้งที่น่าห่วงคือ ถ้าทุนจีนเหล่านี้ยึดตลาดไปหมดต่อไปก็อาจมีการกดราคารับซื้อทุเรียนจากชาวสวนได้ ซึ่งเรื่องนี้ชาวสวนเองก็จี้ให้รัฐบาลช่วยดูแลป้องกันด้วย

เรื่องของทุนจีนนี้ จึงกำลังกลายเป็นปัญหาที่น่ากลัวไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่เงินที่หนากว่า แต่ที่น่าห่วงคือ เรื่องของการทำธุรกิจที่มีคุณธรรมเพียงใดหรือไม่ ถ้าอาศัยความได้เปรียบที่มีอำนาจทุนเหนือกว่า เข้ามากลืนกินทำตัวเหมือนตั๊กแตนทำลายพืชไร่ ก็เลวร้ายยิ่ง

หรือแม้แต่กับผู้นำประเทศของจีนในเวลานี้ แม้จะยังคงนโยบายเป็นมิตรที่ดีกับประเทศไทย แต่เรื่องผลประโยชน์การค้า ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ในอดีตรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน เคยใช้นโยบายช่วยเหลือเกื้อกูล เช่น ยอมเสียเปรียบ รับซื้อสินค้าเกษตรจากไทยด้วยดี มายุคนี้ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว

ฉะนั้น เรื่องของ ทุนจีนจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องดูแล เฝ้าระวังป้องกันให้ดีเพื่อปกป้องธุรกิจไทยและปกป้องเกษตรกรไทย ด้วย

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 10/02/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/201537

 

รายงานพิเศษ : เปิดตัว‘เศรษฐกิจการเกษตรอาสา’ เสริมแนวรุกศูนย์เรียนรู้ของกระทรวงเกษตรฯ 882 ศูนย์ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 09 ก.พ. 2559, 8:48:16 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เกษตรกรส่วนใหญ่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมีจุดอ่อนด้านการตลาด ส่งผลให้การผลิตสินค้าอาจไม่ตรงกับความต้องการหรือผลิตออกมามากจนล้นตลาด กระทบต่อราคาจำหน่ายผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอยู่เป็นประจำ

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรที่สำคัญหลายด้าน เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของเกษตรกร โดยเฉพาะการตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศจำนวน 882 ศูนย์ ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือเรื่องการตลาด เพราะถ้าเกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกมาแต่ไม่มีตลาด ไม่รู้ว่าจะขายที่ไหน หรือขายราคาเท่าไร ก็ไม่สามารถตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม

ดังนั้น สศก. ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ดูแลด้านเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ จึงได้วางแนวทางขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านเศรษฐกิจการเกษตร ขึ้นมา โดยริเริ่มจัดตั้ง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. ขึ้นมาประจำศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ซึ่ง ศกอ.ที่คัดเลือกมานี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ที่ตั้งศูนย์เรียนรู้ (ศพก.) มีความรู้ด้านการเกษตรรวมถึงด้านเศรษฐกิจการเกษตรขั้นพื้นฐาน มีจิตอาสาที่สละเวลาให้กับส่วนร่วมได้ และสามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสื่อสารได้ ซึ่งขณะนี้คัดเลือกเกษตรกรที่จะมาเป็นเศรษฐกิจการเกษตรอาสา ได้ครบทั้ง 882 รายแล้ว

สำหรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาความรู้ ศกอ. เน้นเรื่องการได้มาของข้อมูล การใช้ประโยชน์ข้อมูล การรายงานราคาสินค้าเกษตร การรายงานสถานการณ์การผลิตในท้องถิ่น การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต วิเคราะห์ราคาสินค้าและการตลาด รวมถึงวิเคราะห์อุปสงค์-อุปทานสินค้าเกษตร ทั้งนี้ สศก.มีความคาดหวังว่า ศกอ. จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือสนับสนุนงานตามภารกิจของสศก. ตลอดจนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ในฐานะเป็นผู้ช่วยถ่ายทอดความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ได้เรียนรู้ในเรื่องราคาสินค้าเกษตรในท้องถิ่นของตน สำหรับประกอบการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าชนิดไหนเมื่อไร ขายที่ไหน หรือขายเท่าไร คือจะเน้นการตลาดนำการผลิต สามารถสนองนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ศกอ.จะมีความพร้อมสามารถเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนงานศูนย์เรียนรู้ ทั้ง 882 ศูนย์ได้ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป อย่างไรก็ดี สศก.จะส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 คอยติดตามและให้คำปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง พร้อมกันนี้ก็จะมีการประเมินผลงานทั้งระหว่างการทำงานและหลังเสร็จสิ้นการทำงานคือสิ้นสุดปีงบประมาณ เพื่อคัดเลือก ศกอ.ดีเด่นระดับต่างๆ เพื่อมอบเหรียญ/โล่เชิดชูเกียรติและอาจมีแนวทางในการคัดเลือก ศกอ.ดีเด่นเพื่อไปศึกษาดูงาน

ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรของต่างประเทศกลับมาปรับใช้พัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในโอกาสต่อไป

การฝึกอบรมเกษตรกรที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะได้รับความรู้เรื่องการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง หรือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ แต่ยังไม่เคยมีการอบรมด้านเศรษฐกิจการเกษตรเป็นหลัก ฉะนั้น การริเริ่มโครงการเศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ.ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือต้องการให้เกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเป็น ศกอ. มีความรู้ที่มุ่งเน้นไปการตลาดเป็นสำคัญ สามารถมองสภาวะเศรษฐกิจในท้องถิ่นถึงระดับภาคว่ามีทิศทางเป็นแบบใด และ ศกอ.เองก็จะได้ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรในการถ่ายทอดความรู้นั้นผ่านศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ถ้าเกษตรกรทั้งหมดสามารถมองภาพการผลิตโดยดูที่การตลาด จนมาสู่การผลิตและการขายได้ ก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้า สร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศนายคมสัน กล่าวย้ำ

ที่มา หนังสือพิมพ์ แนวหน้า ฉบับวันที่ 09/02/59 http://www.naewna.com/local/201405

‘บิ๊กฉัตร’ลุยติดตามรับซื้อยาง ชาวสวนตรังขายแล้ว8หมื่นกก. (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 09 ก.พ. 2559, 8:46:42 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่อ.วังวิเศษ จ.ตรัง เพื่อติดตามการรับซื้อยางโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โดยเยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อยางตามโครงการฯ ณ จุดรับซื้อยางสหกรณ์กองทุนสวนยางหนองคล้า จำกัด ตั้งแต่การลงทะเบียน การตรวจสอบสิทธิ์ การชั่งน้ำหนักยาง และการหาค่า DRC จนถึงกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควัน ก่อนเดินทางต่อไปยังสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านคลองโตนพัฒนา เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการอัดก้อนยางแผ่นรมควันเป็นยางลูกขุนซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP

นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จังหวัดตรังมีจำนวนเกษตรกรที่ปลูกยางทั้งหมด 66,938 ราย รวมเนื้อที่ 1,550,154 ไร่ โดยมีเนื้อที่เปิดกรีด 1,321,658 ไร่ ปริมาณผลผลิตทั้งหมด 303,981 ตัน สำหรับการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โดยมีจุดรับซื้อยางในโครงการฯ จำนวน 36 จุด กระจายครอบคลุมทุกอำเภอของจังหวัดตรัง ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ มีปริมาณยางที่รับซื้อทั้งหมด 81,988.17 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 3,478,279.14 บาท แบ่งเป็น ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 จำนวน 11,592 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 14.14 และน้ำยางสด(DRC) จำนวน 70,396.17 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 85.86 ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรประสบในขณะดำเนินการนั้น กยท.ได้รับทราบแล้ว และพร้อมจะเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว

ที่มา หนังสือพิมพ์ แนวหน้า ฉบับวันที่ 09/02/59 http://www.naewna.com/local/201402

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : การจัดการความเสื่อมโทรมของดินและน้ำ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 09 ก.พ. 2559, 8:45:13 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำตอบ การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีพืช จะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความเสื่อมโทรมของดินและน้ำ ดำเนินการโดยใช้พืชที่ปลูก ให้สามารถอำนวยประโยชน์ด้านอนุรักษ์ ป้องกัน ปรับปรุง ฟื้นฟู และบำรุงรักษาทรัพยากรดินและน้ำ ให้อยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์ สามารถดำเนินการผลิตทางการเกษตรได้อย่างดี อันได้แก่ 1) การปลูกพืชสลับเป็นแถบ คือ การปลูกพืช ชนิดต่างๆ เป็นแถบ หรือเป็นแนวกว้างๆ สลับกันไป โดยขวางการปลูกพืชตามแนวระดับ 2) การปลูกพืชสลับเป็นแถบ 3) การปลูกพืชหมุนเวียน 4) การปลูกพืชแซม 5) การปลูกพืชเหลื่อมฤดู และ 6) การปลูกหญ้าแฝก เป็นต้น

การปลูกพืชตามแนวระดับ เป็นการปลูกพืช ขนานกันไปตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ นิยมทำกันบนพื้นที่ที่มีความลาดเท 2-8 เปอร์เซ็นต์ สภาพความลาดเทสม่ำเสมอ และมีระยะของความลาดเทไม่เกิน 100 เมตร ความสำคัญของการปลูกพืชตามแนวระดับนี้ คือ ร่องที่เกิดขึ้นจากการไถพรวนดินและปลูกพืช จะทำหน้าที่เหมือนเขื่อนสกัดกั้น และลดความเร็วของน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดินโดยตรง ประสิทธิภาพของการปลูกพืชตามแนวระดับ ขึ้นอยู่กับชนิดและสภาพของดิน ความลาดเท การใช้ที่ดิน ปริมาณน้ำฝน และภูมิอากาศของพื้นที่นั้นๆ วิธีนี้จะประกอบด้วย แถบพืชที่ปลูกช่วงอนุรักษ์ดิน เช่น หญ้าแฝก และพืชคลุมดิน กับแถบพืชไร่ หรือการปลูกพืชสลับระหว่างแถบ พืชที่ปลูกระยะกว้างหรือห่าง การปลูกพืชในระบบนี้ จะช่วยให้น้ำที่ไหลบ่ามาถึง

แถบพืชคลุมจะถูกดูดซับไวด้วยพืชคลุมนั้นๆ และอีกหลายส่วนจะถูกแถบของพืชเป็นแนวสกัดกั้นและรับแรงปะทะเอาไว้ ทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลง วิธีนี้เหมาะในสภาพพื้นที่ที่มีความลาดเท 6-15 เปอร์เซ็นต์ และแถบพืชที่ปลูกมีความกว้างระหว่าง 10-25 เมตร

การปลูกพืชหมุนเวียน เป็นการปลูกพืชสองชนิดหมุนเวียนกัน หรือมากกว่า ลงบนพื้นที่เดียวกัน โดยมีการจัดลำดับพืชที่ปลูกอย่างมีระบบ ทั้งชนิดพันธุ์ และจัดเวลาที่ปลูกที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลดี ทั้งด้านผลผลิตและการอนุรักษ์ดินและน้ำ ด้วยระบบการปลูกนี้ พืชหมุนเวียนจะให้ได้ผลดีนั้น ควรใช้เศษพืชหรือปุ๋ยคอกปกคลุมดินด้วย มีการเพิ่มจำนวนครั้งในการปลูกพืชคลุมดิน เพื่อให้ดินได้รับการปกคลุมอยู่ตลอด หรือทำการเพิ่มจำนวนครั้งการปลูกพืชหลายชนิดติดต่อกันใน 1 ปี

การปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป บนพื้นที่ในเวลาเดียวกัน โดยทำการปลูกพืชที่สองแซมลงไประหว่างแถวพืชหลัก การคัดเลือกชนิดพืชเพื่อปลูกเป็นพืชแซม พืชหลักกับพืชแซมควรมีระบบรากที่หยั่งลึกในดินต่างระดับกัน พืชหลักกับพืชแซมควรมีอายุแตกต่างกัน พืชแซมต้องไม่เป็นที่พักอาศัยของโรคแมลงศัตรูพืชหลัก เป็นพืชที่ให้ประโยชนกับพืชหลัก เป็นพืชที่ตลาดต้องการและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่น

การปลูกพืชเหลื่อมฤดู เป็นการปลูกพืชต่อเนื่องคาบเกี่ยวกัน โดยการปลูกพืชที่สองระหว่างแถว ของพืชแรกในขณะที่พืชแรกให้ผลผลิตแล้วแต่ยังไม่แก่เต็มที่ การคัดเลือกพืชเพื่อปลูกพืชเหลื่อมฤดู ควรเป็นพืชอายุสั้น ทนทานต่อร่มเงา ไม่ต้องการไถพรวนหรือเตรียมดินขณะปลูก ควรเป็นพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน

การปลูกหญ้าแฝก หญ้าแฝกเป็นพืชตระกูลหญ้า ขึ้นเป็นกอหนาแน่น มีจำนวนรากมาก รากจะประสานติดต่อกันอย่างหนาแน่น เสมือนม่าน หรือกำแพงใต้ดิน สามารถเก็บกักน้ำและความชื้นได้ และไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ควรปลูกเป็นแถวตามระดับขวางความลาดเทในช่วงต้นฤดูฝน โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้นหรือกอ ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตามแนวตั้ง หญ้าแฝกจะเจริญเติบโตชิดกัน ภายใน 4-6 เดือน ในพื้นที่แห้งแล้ง ควรมีการตัดใบหญ้าแฝกให้เหลือความสูง ประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อเร่งให้มีการแตกกอเร็วขึ้น

ประโยชน์ของการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีพืชนั้น จะช่วยควบคุมการระเหยน้ำจากผิวดิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ

อุ้มน้ำของดิน ช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน ช่วยในการระบายน้ำในดิน ช่วยลดแรงปะทะของหน้าดินกับเม็ดฝน และช่วยปรับปรุงสภาพความร่วนซุยของดินอีกด้วย

ที่มา หนังสือพิมพ์ แนวหน้า ฉบับวันที่ 09/02/59 http://www.naewna.com/local/201401

มะอึก - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 09 ก.พ. 2559, 8:41:51 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

มะอึกมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกส่วนของต้นมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วนซุย น้ำปานกลาง แข็งแรงทนทานต่อโรคแมลงและดินฟ้าอากาศ เป็นพืชที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร ช่วยลดไข้ แก้อาการไอ ในแถบภาคใต้หลายแห่งเมื่ออดีตจะใช้มะอึกช่วยแก้อาการปวดฟันด้วยการใช้เมล็ด นำมาเผาแล้วสูดดมควันเข้าไป หรือเอาขนของผลมะอึกมาทอดกับไข่รับประทานเพื่อช่วยขับพยาธิในลำไส้ หรือนำใบมาตำให้ละเอียดใช้เป็นยาพอก แก้อาการคัน ผดผื่นตามร่างกาย เป็นต้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 09/02/59 http://www.dailynews.co.th/agriculture/378274

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm