นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
31 มีนาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6860)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (17506 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   13255   บทความ  
การเกษตร (11849) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
ล้างหนี้เกษตรกร รบ.ไฟเขียว10เงื่อนไข (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 8:06:44 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบยุทธศาสตร์โครงสร้างทางการเกษตร ระยะ 5 ปี (2558-2563) วงเงิน 35,000 ล้านบาท โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 20,000 ล้านบาท และใช้งบกลางประจำปี 2558 วงเงิน 1,800 ล้านบาท เพื่อเน้นช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มผลผลิต เพื่อใช้ในด้านต่างๆโดย นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวว่า งบประมาณส่วนหนึ่ง จะถูกนำไปในการแก้ปัญหายางพาราที่ยังประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยตั้งเป้าหมายลดพื้นที่การปลูกยาง 1-2 ล้านไร่ต่อปี จากปัจจุบันดำเนินการอยู่ 4 แสนไร่ต่อปี เพื่อส่งเสริมให้ชาวสวนยางปลูกปาล์มหรือพืชชนิดอื่นทดแทน โดย ธกส. พร้อมปล่อยเงินกู้การปลูกพืชชนิดอื่น เมื่อลดปริมาณต้นยางจะทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอีก 6 ปีข้างหน้า รวมถึงแผนส่งเสริมนำยางพารามาใช้สร้างถนน สนามกีฬาและอุตสาหกรรมอื่น หรือทดลองใช้ในระบบปศุสัตว์ เพื่อนำยางพาราคาไปใช้ด้านอื่นได้ประมาณ 8 พันตันต่อปี และยังมีนโยบายให้ตลาดกลางของสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) รับซื้อยางแผ่นรมควันในราคานำตลาดจากเกษตรกร แต่ยอมรับว่า ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างทั่วถึง ทำให้ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกร เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตยางรมควัน โดยสามารถช่วยรับซื้อได้เพียง 2 แสนตันจากทั้งหมด 4 ล้านตัน ใช้งบประมาณ10,000 ล้านบาทนายปีติพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้เห็นชอบมาตรการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้สินด้วยการตัดหนี้สูญให้เกษตรกรที่อยู่ในส่วนกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร และอื่นๆอีก 9 กองทุนจำนวนร่วม3หมื่นราย วงเงิน 4,556 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรฯจะเป็นผู้พิจารณาตัวบุคคลที่เป็นไปตามเงื่อนไขของเกณฑ์การจัดเป็นหนี้สูญว่ามีใครบ้าง จากนั้นจะส่งข้อมูลเกษตรกรทั้งหมดไปให้กระทรวงการคลังอนุมัติการตัดหนี้สูญตามกฎหมาย โดย รมว.คลัง สามารถตัดหนี้สูญให้เกษตรกรได้ทันทีในกรณีมีหนี้สินวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่หากมีหนี้สินเกินกว่า 5 ล้านบาท ต้องนำเรื่องเสนอครม.พิจารณาสำหรับเงื่อนไขการตัดหนี้สูญที่วางไว้ 10 ประเภท คือ หนี้ที่เกิดจากโครงการส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของรัฐที่ไม่ประสบความสำเร็จ, หนี้ที่เกิดจากเกษตรกรประสบภัยธรรมชาติ, หนี้ที่เกิดจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, หนี้ที่ขาดอายุความ, หนี้ค้างชำระเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป, หนี้ที่ไม่สามารถติดตามทรัพย์สินเพื่อบังคับคดีได้, หนี้ที่เกษตรกรผู้ยืมเงินเสียชีวิต สาบสูญ หาตัวไม่พบ หรือละทิ้งที่อยู่, หนี้ที่เกษตรกรผู้กู้ยืมเงินชราภาพ ทุพพลภาพ วิกลจริต หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง, หนี้ที่ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินมีรายได้น้อย ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และหนี้ที่มีการกู้ยืมเงินต่ำกว่า 10,000 บาทนอกจากนี้ยังเดินหน้าผลักดันโรดแมปกระทรวงเกษตรฯ 10 โครงการประกอบด้วย โครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว, โครงการปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์, โครงการปรับโครงสร้างการผลิตประมง, โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรด้วยการจำหน่ายหนี้สูญ, การปรับปรุงและออกกฎหมายเพิ่มเติม, โครงการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร, โครงการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษโดยสหกรณ์, โครงการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดปาล์มน้ำมันแบบครบวงจร, โครงการพัฒนาเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจข้าวของสถาบันเกษตรกร และโครงการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพร้อมกันนี้ยังได้สั่งการให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้ทั้งหมดทุกลุ่มทั่วประเทศ เพื่อดูว่าชาวบ้านประกอบอาชีพแต่ละกลุ่มสัดส่วนเท่าใด มีรายได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากพบว่าเกษตรกรมีรายได้จากอาชีพเสริมอื่นสัดส่วนร้อยละ 40-50 ของรายได้ทางการเกษตร เพื่อเป็นข้อมูลให้กับรัฐบาลในการช่วยเหลือของรัฐบาลขณะเดียวกัน ยังเร่งให้เดินหน้าการจดทะเบียนแรงงานประมงที่ผิดกฏหมาย ตามระเบียบของ ไอยูยู รวมถึงให้เรือประมงทุกลำทำสัญญากับแรงงานประมง แต่ยอมรับว่าไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร สำหรับเรื่องนี้จะมีการหารือกันอีกครั้งในวันที่2เมษายนนี้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151674

 

เมืองสมุทรสาครน้อมนำปุ๋ยสูตรพระราชทาน เผยแพร่สู่ประชาชน (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 8:05:00 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2558 กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ โครงการ 60 พรรษา สยามบรมราชกุมารี เขตปฐพี พัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาเขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำต้นแบบในการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน และอีกโครงการคือการน้อมนำปุ๋ยสูตรพระราชทาน ไปเผยแพร่ขยายผลสู่เกษตรกร เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรปรับใช้ในการทำการเกษตรแบบพึ่งตนเอง ทดแทนปุ๋ยเคมีที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสำหรับปุ๋ยสูตรพระราชทาน เป็นสูตรที่พระองค์ท่านได้ศึกษาเรื่องการทำปุ๋ยหมักพร้อมทั้งเขียนด้วยลายพระหัตถ์ อธิบายวิธีการทำอย่างละเอียดว่า ปุ๋ยมีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องทำปุ๋ยหมัก วัสดุที่ใช้ วิธีการที่จะทำให้เป็นปุ๋ยหมักทำอย่างไร จนถึงขั้นตอนการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีได้มากน้อยเพียงไร พระองค์ทรงวาดเป็นการ์ตูนประกอบในสูตรพระราชทานนี้ด้วย โดยความตอนหนึ่งว่า ปุ๋ยหมัก ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต พูดง่ายๆ เราต้องใส่ปุ๋ยไร่ นา สวนของเรา พืชผลจึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ยที่ซื้อตามท้องตลาดแพงเหลือเกินนี่! เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่านายอัมพร พวงพวา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า สำหรับการเผยแพร่ปุ๋ยสูตรพระราชทาน ทางสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร ได้ดำเนินการภายใต้โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรพระราชทาน ปีงบประมาณ 2558 โดยมีเป้าหมาย 100 ตัน แบ่งเป็นการดำเนินการในพื้นที่ของสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จำนวน 50 ตัน และค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ต.สวนหลวง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จำนวน 50 ตัน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเสร็จครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้ 100 ตัน ก็มีการนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรของค่ายกำแพงเพชรอัครโยธินและให้บริการแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียงโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมีพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา และเพื่อเป็นจุดสาธิตเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรพระราชทาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกร เห็นความสำคัญของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เลือกพื้นที่ดำเนินการแห่งหนึ่งในค่ายทหาร เป็นการบูรณาการของหน่วยงานราชการกับค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่มีความต้องการเผยแพร่ความรู้เรื่องการผลิตปุ๋ยสูตรพระราชทานให้กับทหารที่ใกล้ปลดประจำการ จะได้มีแนวทางในการประกอบอาชีพเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้หลังจากจัดทำโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรพระราชทาน ในพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง มีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษาต่างๆ หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อเป็นปุ๋ยสูตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้คนสนใจมากขึ้น ทำให้เชื่อมั่นว่าปุ๋ยสูตรพระราชทานนี้จะเป็นตัวกระตุ้นและผลักดันให้คนหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง อีกทั้งทำให้ทรัพยากรดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151611

ศก.การเกษตรไตรมาสแรกหด สศก.แจงผลกระทบจากภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วง (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:58:40 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2558 มีการหดตัวร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 ปัจจัยลบที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหดตัวในไตรมาสนี้ คือ ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2558 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีน้อย ส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อการเพาะปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งสาขาพืช หดตัวร้อยละ 3.8 จากพืชที่มีผลผลิตลดลงโดยเฉพาะข้าวนาปรัง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นควรให้งดการปลูกข้าวนาปรังในปี 2557/58 จำนวน 7.77 ล้านไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองโดยเด็ดขาด และส่งเสริมให้ปลูกพืชไร่ พืชผักที่ใช้น้ำน้อยแทน ส่วนสาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 2.7 สืบเนื่องจากการงดการส่งน้ำเพื่อการปลูกข้าวนาปรังรอบสอง ทำให้การจ้างบริการเตรียมดินและการให้บริการเกี่ยวนวดข้าวลดลงตามไปด้วยขณะที่สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.6 เนื่องจากการผลิตปศุสัตว์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี มีระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งสภาพอากาศเย็นในช่วงต้นปีทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ น้ำนมดิบมีผลผลิตเพิ่มขึ้น สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 6.5 ผลผลิตประมงทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการเพาะเลี้ยงและการจับตามธรรมชาติ อีกทั้งปัญหาโรคตายด่วนคลี่คลายลงทำให้เกษตรกรผู้ผลิตส่วนใหญ่มีความมั่นใจจึงขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 เนื่องจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส น้ำผึ้งธรรมชาติ ครั่งและถ่านไม้ เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์จากป่ามีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำผึ้งและครั่ง ที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2558 คาดว่าจะหดตัวอยู่ในช่วงร้อยละ (-1.8) – (-0.8) โดยสาขาการผลิตที่หดตัวลง ได้แก่ สาขาพืช และสาขาบริการทางการเกษตร ส่วนสาขาปศุสัตว์ สาขาประมง และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น สำหรับผลผลิตพืชที่ลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดโรงงาน ยางพารา ลำไย มังคุด และเงาะ ขณะที่ผลผลิตปศุสัตว์ทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนการผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง ปรับตัวดีขึ้นจากการดำเนินมาตรการในการแก้ไขปัญหาของกรมประมงร่วมกับภาคเอกชน ทำให้ปัญหาโรคตายด่วนคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม การผลิตทางการเกษตรในช่วงปี 2558 ยังคงมีความเสี่ยงอย่างมากจากภาวะภัยแล้ง รวมถึงปัญหาฝนทิ้งช่วงที่อาจยาวนานไปจนถึงต้นฤดูเพาะปลูกในเดือนพฤษภาคม 2558 ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตสินค้าเกษตรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร รวมทั้งการปรับแผนการผลิตสินค้าเกษตร

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151609

เดินหน้าจัดรูปที่ดินเป้า1.5ล.ไร่ เกษตรกรหนุน-ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:56:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสิริวิชญ์ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบชลประทานระดับไร่นา ด้วยการจัดรูปที่ดินและงานก่อสร้างคัน/คูน้ำ เพราะจะสามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ลดการสูญเสียน้ำ เป็นการใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งลดปัญหาการแย่งน้ำของเกษตรกรได้ โดยในปี 2558 มีแผนที่จะจัดรูปที่ดินให้ได้อีกประมาณ 20,000 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม สกลนคร สุพรรณบุรี และอ่างทองทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมชลประทานสามารถพัฒนาระบบชลประทานระดับไร่นาทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นงานจัดรูปที่ดินประมาณ2 ล้านไร่ และงานก่อสร้างคัน/คูน้ำอีกประมาณ 10 ล้านไร่ ซึ่งประเทศไทยยังมีพื้นที่ๆ เหมาะกับการพัฒนาระบบชลประทานระดับไร่นาอีกประมาณ 1.5 ล้านไร่ แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ทำให้สามารถดำเนินการการจัดรูปที่ดินได้ปีละไม่เกิน 50,000 ไร่เท่านั้นอย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้พัฒนาระบบชลประทานในระดับไร่นาประสบผลสำเร็จหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้มีการสร้างคันคูน้ำและปรับพื้นที่นาให้เกษตรกรจำนวน 1,220 ไร่ เพื่อชักน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนเข้าสู่ทุกแปลงนาอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรได้รับน้ำต้นทุนอย่างทั่วถึง และผลผลิตทางการเกษตรกรเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดค่าไฟฟ้าที่จะต้องสูบน้ำเข้านาตนเอง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยนายจำลอง อ่องอ้น ผู้อำนวยการโครงการปฏิบัติการคันคูน้ำที่ 7 กรมชลประทาน กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ ต.โพธิ์ จะใช้น้ำต้นทุน จากห้วยสำราญ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำมูล ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ โดยได้มีการก่อสร้างถานีสูบน้ำห้วยสำราญเพื่อสูบน้ำเข้าไร่นา แต่ที่ผ่านมาจะมีปัญหา เกษตรกรได้รับน้ำไม่ทั่วถึง ต้องใช้เวลาในการสูบน้ำหลายชั่วโมงจนเกิดการขัดแย้ง แย่งน้ำ ค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำก็สูง เมื่อกรมชลประทานได้เข้ามาปรับพื้นที่นาให้เสมอกันจำนวนทั้งหมด 235 แปลง พร้อมสร้างคลองคู่ขนานต่อจากระบบส่งน้ำหลัก และคูระบายน้ำ ปัญหาดังกล่าวข้างก็หมดไป รวมทั้งยังได้มีการสร้างถนนเพิ่มเติมอีกด้วยตอนนี้ทุกแปลงนามีขอบเขตชัดเจน มีท่อส่งน้ำเข้าทุกแปลง ทำให้ลดระยะเวลาการสูบน้ำ ค่าไฟลดลง และถนนที่สร้างขึ้นก็ช่วยให้เกษตรกรลำเลียงสินค้าเกษตรได้สะดวกมากกว่าเดิม และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นนายจำลองกล่าวนายบุญทัน เขตสกุล อายุ 61 ปี เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ต.โพธิ์ และหัวหน้าคลองส่งน้ำสาย 1 กล่าวว่า ตนมีที่นาจำนวน 5 ไร่ ได้เข้าสู่ระบบการจัดรูปที่ดินซึ่งจะต้องเสียสละที่ดินเกือบ 1 ไร่ เพื่อก่อสร้างคันคูส่งน้ำ ปกติทำนาปีละ 1 ครั้ง ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 800 กิโลกรัม คาดว่าทำนาครั้งหน้าผลผลิตจะเพิ่มเป็นไร่ละ 1,000 กิโลกรัม และอาจจะทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง เพราะเห็นแล้วว่ามีน้ำเข้าแปลงนาทุกแปลงจึงอยากจะให้กรมชลประทานจัดรูปที่ดินเพิ่มเติมให้อีก

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151608

ดินพัทลุงเสื่อมหนัก พด.เร่งเตือนชาวนา รณรงค์งดเผาตอซัง (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:55:02 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวพล อ่อนเรือง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง เปิดเผยว่า ชาวนาในจังหวัดพัทลุงส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในนาข้าว โดยเฉพาะเมื่อมีการปลูกข้าวต่อเนื่องถึงปีละ 3 ครั้ง ไม่มีการพักดินทำให้ต้นข้าวต้องการธาตุอาหารในปริมาณมากขึ้น เกษตรกรจึงมักเลือกใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งผลผลิตให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้น และที่สำคัญยังมีการเผาตอซังข้าวเพื่อความสะดวกรวดเร็วต่อการเตรียมพื้นที่ในการปลูกข้าวฤดูกาลใหม่ ซึ่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้ดินเสื่อมโทรมจากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดินของเกษตรกรในปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 10,000 ตัวอย่าง พบค่าเฉลี่ยอินทรียวัตถุในดินอยู่ที่ร้อยละ 0.8-1.5 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับค่าอินทรียวัตถุที่กำหนดอย่างน้อยต้องร้อยละ 5 ทางสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง จึงเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุด คืองดการเผาตอซังฟางข้าว ร่วมกับการปลูกพืชปุ๋ยสด อีกทั้งนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาทำปุ๋ยหมักกลับไปใช้ในแปลง นอกจากจะใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังลดต้นทุนการผลิต ที่สำคัญทำให้เกษตรกรมีผืนดินทำกินที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้ดีขึ้นนายชวพล กล่าว

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151607

ผลหมาก - เรื่องน่ารู้? (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:53:40 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   หมากออกผลเป็นทะลาย เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มหรือสีแดงแกมส้ม เรียกว่า หมากสุกผลอ่อนมีรสฝาดหวาน สรรพคุณช่วยเจริญอาหาร เปลือกผลบำรุงธาตุ คนไทยในอดีตนิยมนำผลมาใช้แก้โรคเบาหวาน ด้วยการใช้หมากสด 1 ลูก ผ่าเป็น 4 ซีก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือดใช้ดื่มก่อนอาหารครั้งละครึ่งแก้วเช้า กลางวัน และเย็น เมื่อน้ำตาลในเลือดลดลงก็นำมาต้มดื่มแบบวันเว้นวัน ซึ่งหมากมีรสฝาดจะช่วยสมานแผลของผู้เป็นโรคเบาหวานให้หายเร็วขึ้น.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558     http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/311088/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89

ปัญหาเกษตร : ความแตกต่างของดินในแต่ละพื้นที่ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:52:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำถาม ผมเป็นนักศึกษาครับ ผมอยากมีความรู้เรื่องดินครับ และอยากทราบว่า ดินเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดินในแต่ละพื้นที่เหมือนกัน หรือมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

คำตอบ เมื่อพูดถึงดิน คนทั่วไปก็ว่า ดินก็คือ ดินไม่เห็นจะต้องไปเรียนรู้อะไรกันมาก อยากปลูกต้นไม้พันธุ์ดีดีก็ไปหาซื้อมาปลูก รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ก็เติบโตได้ดีแล้ว ความเข้าใจนี้ผิดถนัด ดินแต่ละแห่งแตกต่างกันไป เคยสังเกตไหม บางแห่งปลูกได้ผลดี บางแห่งปลูกไม่ได้ผล ทั้งที่ทำเหมือนกันทุกประการ จึงจำเป็นที่ทุกคนควรจะต้องเรียนรู้เข้าใจดิน ดินบ้านเราขณะนี้ ยังคงมีความเสื่อมโทรมอยู่อีกมาก ท่านรู้หรือไม่ กระบวนการเกิดของดินในธรรมชาติ ต้องใช้เวลาที่ยาวนานมากกว่า 500 ปี กว่าที่จะเป็นดินทุกวันนี้ดิน นักวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติได้ให้ความหมายไว้ว่า ดินคือวัสดุธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการผุพังสลายตัวของหินและแร่ ตลอดจนการสลายตัวของพืชและสัตว์ ผสมคลุกเคล้ากัน โดยได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม สภาพภูมิศาสตร์ สภาพพื้นที่ และระยะเวลาในการพัฒนาการที่แตกต่างกัน เกิดเป็นดินหลากหลายชนิด ปกคลุมพื้นผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวและเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารและน้ำของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดินและบนดินดินเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ภูมิอากาศ วัตถุต้นกำเนิด สภาพพื้นที่ ชีวภาพหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และระยะเวลา ต่างล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดินทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดดินที่มีลักษณะและคุณสมบัติแตกต่างมากมายหลายชนิด เช่น บางแห่งเป็นดินตื้น บางแห่งเป็นดินลึก บางแห่งเป็นดินทราย บางแห่งเป็นดินเหนียว เป็นต้นองค์ประกอบที่สำคัญของดิน ประกอบด้วย ธาตุที่สำคัญ ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น ออกซิเจน ซิลิกอน อะลูมิเนียม เหล็ก แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ผสมผสานกับธาตุอื่นๆ ที่อยู่ในธรรมชาติ จนทำให้เกิดเป็นแร่ชนิดต่างๆ ขึ้นในดินมากมายหลายชนิด และยังประกอบด้วย อินทรียวัตถุ ดินทั่วไปจะมีปริมาณน้อยจะไม่เกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักดิน อินทรียวัตถุเป็นแหล่งอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช และส่วนที่เป็นช่องว่าง ซึ่งเป็นส่วนของน้ำและอากาศ ดินบางชนิดที่พบว่าไม่มีแร่เป็นองค์ประกอบ ดินประเภทนี้ ดินจะเป็นอินทรียวัตถุทั้งหมด เรียกว่า ดินอินทรีย์ความแตกต่างของดิน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนขององค์ประกอบในดินแต่ละชนิด ดินในแต่ละพื้นที่ ล้วนมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยในการสร้างตัวของดิน ซึ่งส่งผลให้ดินมีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกและการจัดการดิน สำหรับดินร่วนที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช จะประกอบด้วยแร่ 45% อินทรียวัตถุ 5% น้ำและอากาศอย่างละ 25% สัดส่วนที่เหมาะสมนี้ ยังคงเป็นความฝันของนักวิชาการ เพราะยังไม่มีในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะไม่เป็นไปตามสัดส่วนนี้ อาจมีมากไปบ้าง น้อยไปบ้าง แตกต่างกันไปตามสภาพการกำเนิดของดิน

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151606

แจงสี่เบี้ย : กรมหมอดินกับความสำเร็จของโครงการชั่งหัวมันฯ (1) (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:51:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ เป็นโครงการในพระราชดำริล่าสุด ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินจากราษฎร บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือ บ้านหนองคอไก่ หมู่ 5 ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยเริ่มแรกซื้อมา 120 ไร่ก่อน และต่อมาซื้อเพิ่มอีกจนกลายเป็น 250 ไร่สำหรับสภาพพื้นที่โครงการโดยทั่วไปในอดีตแม้จะถางป่ายูคาลิปตัสออก และเริ่มปรับสภาพพื้นที่บ้างแล้ว แต่โดยรวมก็ยังถือว่าแห้งแล้งกันดารอยู่มาก ต่อมาส่วนราชการ อาทิ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมพัฒนาดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมพัฒนาที่ดินที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้สามารถปลูกพืชได้เมื่อวันเวลาผ่านไป พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งดังกล่าว หลังจากทำการศึกษาปรับภูมิทัศน์ และปรับปรุงบำรุงดินให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อีกครั้ง ก็กลายเป็นพื้นที่เขียวขจี ชุ่มชื้น เต็มไปด้วยร่มไม้ ใบหญ้าและพืชเศรษฐกิจส่วนเหตุผลที่เรียกโครงการนี้ว่า ชั่งหัวมันนั้น เกิดขึ้นจากเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล ทรงมีพระราชประสงค์ให้นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวายวางไว้บนตาชั่งแบบโบราณ แล้วพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ พอพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวล จึงพบว่า มันเทศที่วางบนตาชั่งมีใบงอกออกมา จึงรับสั่งให้นำหัวมันนั้นไปปลูกใส่กระถางไว้ในวังไกลกังวล แล้วทรงมีพระราชดำรัสให้หาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศทั้งนี้ พระองค์ท่านทรงมองว่าเมื่อทำการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินที่มีอยู่แล้ว แม้จะเป็นดินที่มีสภาพแห้งแล้งเสื่อมโทรม ก็น่าจะปลูกอะไรขึ้นได้ง่ายกว่า ขนาดมันที่ไม่มีดินยังขึ้นได้เลย จะได้เป็นตัวอย่างให้ราษฎรในพื้นที่ได้เห็น ได้ทำงาน ร่วมกันเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองได้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151604

สีคิ้วโมเดล’สู่กำแพงเพชร ขยายผลผลิตมันสำปะหลัง (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 31 มี.ค. 2558, 7:51:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   สีคิ้วโมเดลคือการนำผลงานด้านเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังที่เหมาะสมของกรมวิชาการเกษตรไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นการใช้พันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่ การจัดการดิน การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการระบบน้ำหยด และที่สำคัญคือการอารักขาพืชด้านการป้องกันกำจัดโรคและแมลง โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งสีชมพู นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่าปัจจุบันได้ขยายผลโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง โดยนำรูปแบบของสีคิ้วโมเดล มาสู่จังหวัดกำแพงเพชร เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 600,000 ไร่ เป็นอันดับสองของประเทศรองจากนครราชสีมา โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแป้งที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี ดำเนินการในพื้นที่ 4 ตำบล เกษตรกรเข้าร่วมโครงการทำแปลงต้นแบบ 60 ราย ๆ ละ 5 ไร่ พร้อมกันนี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำแปลงเรียนรู้ 2 แปลง ๆ ละ 20 ไร่ ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังอย่างเหมาะสมครบทั้ง 5 เทคโนโลยีสำหรับค่าเฉลี่ยผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่อำเภอขาณุวรลักษบุรีอยู่ที่ 3 ตันต่อไร่ คาดว่าผลผลิตในปีแรกหลังเข้าร่วมโครงการจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ตัน และจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5-6 ตันในปีต่อ ๆ ไป แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีน้ำหยดจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นที่ 5,000 บาทต่อไร่ การลงทุนอุปกรณ์ใช้ได้ประมาณ 2 ปี หรือคิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นปีละ 2,500 บาท แต่เมื่อเทียบกับผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ด้านนายศรีโพธิ์ ขยันการนาวี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยแก้วสามัคคีธรรม หมู่ 2 ต.วังชะพลู อ.ขาณุวรลักษบุรี ตัวแทนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า เดิมปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิตสูงสุดอยู่ไม่เกิน 3.5 ตันต่อไร่ แต่หลังจากตัดสินใจเข้าร่วมโครงการกับกรมวิชาการเกษตร และปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสมทั้ง 5 เรื่อง สำหรับเรื่องของพันธุ์นั้นกำลังรอดูผลหลังการเก็บเกี่ยวว่าพันธุ์ไหนเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และให้ผลผลิตสูง ส่วนเรื่องการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินนั้น ยอมรับว่าดีมาก เพราะทำให้ไม่สิ้นเปลือง ลดต้นทุนไปได้มาก ส่วนระบบน้ำหยดจะใช้พลังแสงอาทิตย์เป็นตัวปั๊มน้ำ ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี หากเกษตรกรรายอื่นนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมของกรมวิชาการเกษตรไปปรับใช้ นอกจากต้นทุนจะไม่สูงขึ้นแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับก็จะมีมากขึ้นด้วย.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2558    http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/311086/%E2%80%98%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A5%E2%80%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3+%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87

รายงานพิเศษ : “ชลประทานในไร่นา”สืบสานงานตามพระราชดำริ (อ่าน 21 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 8:14:10 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   “…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่  17 มีนาคม 2529     ด้วยตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน  ดำเนินการโดย  สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง   กรมชลประทาน    กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทาง เพื่อการพัฒนาการกระจายน้ำใช้ในการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับ งานพัฒนาระบบชลประทานในไร่นา (On-Farm Irrigation System Development) ประเภทงานจัดรูปที่ดิน (Land Consolidation)มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระจายน้ำให้ถึงแปลงนาของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระตุ้นให้กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เขตจัดรูปที่ดิน ได้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาควบคู่กับการเห็นถึงคุณค่าของน้ำ เกิดการสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเองและระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยประโยชน์ที่ได้รับคือ สามารถส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนเกิดกระบวนการพัฒนาการเกษตร ที่สามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางกล่าสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ได้จัดโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯโดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 3 ปี (พ.ศ.2557 -2559) ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ตำบลท่างาม อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โครงการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โครงการฝายหนองหวาย ตำบลยางน้อย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคามและโครงการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำตำบลรางสาลี่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี    ปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการฯ ในปีแรก สามารถสร้างความตื่นตัวให้กับเกษตรกรในการจัดการ-ดูแลระบบชลประทาน เกิดคณะทำงานและสร้างเครือข่ายการทำงานระดับชุมชน เกิดวิทยากรกระบวนการของชุมชนอีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรในพื้นที่ ให้มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาระบบชลประทานและลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่ร่วมกันสร้างขึ้นตามแนวทางและกระบวนการพัฒนา จากแผนงานของโครงการ ไม่รอให้ภาครัฐเข้ามาดำเนินการให้แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งบรรลุตามเป้าหมายในปีแรกที่วางไว้   จากการดำเนินโครงการฯเกษตรกรในพื้นที่ ได้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำรัส ดังนี    นายอาทิตย์ สุขแจ่ม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่  1 ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์  จ.พิษณุโลก  เล่าว่า การที่อยู่ในพื้นที่ของโครงการ ทำให้เห็นความสำคัญ ถึงคุณค่าของการจัดสรรน้ำตามแนวพระราชดำรัส เพื่อนำมาประโยชน์ทั้งเพื่อการอุปโภค-บริโภค และที่สำคัญคือหากไม่มีการอนุรักษ์น้ำ ก็จะเป็นการละเลยทรัพยากรที่มีคุณค่าให้ทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน     นายณัฐกิตติ์ กองรักษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โพธิ์  อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่เห็นความสำคัญของการจัดการน้ำ มีการจัดทำเป็นประชาคม เพื่อให้ขั้นตอนจัดสรรน้ำ เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดทั้งเพื่อการเกษตรและการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558 http://www.naewna.com/local/151456

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm