นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
29 เมษายน 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6904)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (17676 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   13372   บทความ  
การเกษตร (11967) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
แจก11พันธุ์ข้าวพระราชทาน 3แสนซองงาน“พระราชพิธีพืชมงคล” (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:50:05 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2558 ตรงกับวันที่ 12 - 13 พฤษภาคม โดยในปีนี้กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานในฤดูนาปี 2558 ทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 11 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,695 กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวนาสวน  จำนวน 8 พันธุ์  ได้แก่ 1.ปทุมธานี 1 จำนวน 249 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 2. สังข์หยดพัทลุง จำนวน 83 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550  3.ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 302 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2502  4.กข49 จำนวน 669 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อต้นปี 2556  5.กข41 จำนวน 678 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552  6.กข31 จำนวน 258 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550  7. กข47 จำนวน 118 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553  8.กข6 จำนวน 145 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2520  ส่วน ข้าวไร่  จำนวน 3 พันธุ์  ได้แก่ 1. ดอกพะยอม จำนวน 64 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522  2. ซิวแม่จัน จำนวน 75 ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522  3. ลืมผัว จำนวน 54 กิโลกรัม ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555  ทั้งนี้ กรมการข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก เพื่อใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2558 ได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน โดยเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุในกระบุงเพื่อใช้หว่าน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และแปลงนาสาธิตในพระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา และบรรจุใส่ถุงเงินถุงทอง ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 25 กิโลกรัม กข41 จำนวน 25 กิโลกรัม และพันธุ์ กข49 จำนวน 25 กิโลกรัม

สำหรับพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานคงเหลือ จำนวน 2,520 กิโลกรัม ทางกรมการข้าวได้แบ่งบรรจุในซองพลาสติก จำนวน 360,000 ซอง แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพทางการเกษตรตามประเพณีนิยมต่อไป

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558    http://www.naewna.com/local/155608

พัฒนาแก้มลิง“หนองเลิงเปือย” แก้ปัญหาน้ำกาฬสินธุ์-ขยายพื้นที่เกษตรกว่า7พันไร่ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:48:22 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปฤหัส วงศ์ชัยภูมิ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกาฬสินธุ์  กรมชลประทาน  เปิดเผยว่า   กรมชลประทานได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 103.5 ล้านบาท  ในการดำเนินโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และน้ำท่วมในฤดูฝนให้กับเกษตรกรที่อาศัยอยู่โดยรอบแก้มลิงดังกล่าว โดยจะทำการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำเพิ่มใหม่อีก 2 แห่ง ก่อสร้างอาคารรับน้ำและระบบระบายน้ำ  ก่อสร้างระบบกระจายน้ำพื้นที่ถมดินฝั่งตะวันตกของแก้มลิงฯ ปรับปรุงปลายคลอง LMC โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว และปรับปรุงคลองส่งน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านนาเรียง 1 และ 2 รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำอีกด้ว    นอกจากนี้ในส่วนของกองทัพบกได้ดำเนินการขุดลอกแก้มลิงหนองเลิงเปือยที่ตื้นเขิน เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำจาก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)  เป็น 6.5 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้ได้ขุดลอกไปแล้วประมาณ 740 ไร่ จากทั้งหมด 887 ไร่   ทั้งนี้คาดว่าจะดำเนินแล้วเสร็จทั้งโครงการประมาณเดือนมิถุนายน 2558 นี้  ซึ่งจะทำให้สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้เพิ่มขึ้นอีก 2,000 ไร่ รวมทั้งสิ้นเป็น 7,200 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และ ต.สามัคคี ต.เหล่าอ้อย ต.ร่องคำ อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์  มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 2,000 ครัวเรือน   อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปีงบประมาณ 2557 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปรุงแก้มลิงหนองเลิงเปือย โดยได้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างประตูระบายน้ำขนาด 3 ช่องเพื่อบริหารจัดการน้ำ และก่อสร้างสถานีสูบน้ำ 3 แห่ง สามารถส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ 5,200 ไร่   พร้อมทั้งยังได้การก่อสร้างถนนรอบแก้มลิง เพื่อใช้ลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรและแก้ปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งทางด้านท้ายน้ำของแก้มลิงอีกด้วยแก้มลิงหนองเลิงเปือยมีสถานะตื้นเขินเก็บน้ำได้เพียง 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่เพียงพอกับความต้องการ และในช่วงฤดูฝนน้ำก็ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร กรมชลประทาน กองทัพบก หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จึงได้ร่วมกันการปรับปรุงและขุดลอกแก้มลิงแห่งนี้ และยังได้มีมติจากเวทีประชาคมให้นำดินที่ขุดลอกทั้งหมดมาถมพื้นที่ทำกินเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อถมไปแล้วทำให้พื้นที่สูงขึ้น รับน้ำไม่สะดวก กรมชลประทานจึงได้ของบประมาณ จำนวน 103 ล้านบาทดังกล่าว มาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกาฬสินธุ์ กล่าวในตอนท้าย

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558    http://www.naewna.com/local/155607

สศก.สำรวจลำไย “เชียงใหม่-ลำพูน” ต้นทุนผลิตยังพุ่ง (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:46:43 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายอนุสรณ์ พรชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศก.1) เปิดเผยว่า สศก.1 ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลการผลิต ต้นทุน และผลตอบแทนการผลิตลำไยในฤดูปี 2557 ของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน จ.เชียงใหม่ และ ลำพูน เบื้องต้น พบว่า เกษตรกรยังคงประสบปัญหาด้านการผลิตและการตลาด โดยประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงจากราคาปุ๋ย สารเคมี และค่าแรงงานภาคเกษตร โดยเฉพาะค่าแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ยังสูง ปัญหาภาวะภัยแล้ง/ลำไยขาดน้ำในช่วงการเจริญเติบโต ทำให้ผลผลิตลำไยลูกเล็กลง เกษตรกรต้องสูบน้ำเพื่อบำรุงรักษา รวมทั้งขาดแคลนแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาราคาลำไยตกต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาลำไยในฤดูที่ขายผลผลิตแบบร่วง ซึ่งออกสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม กันยายน และจะกระจุกตัวมากในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ประกอบกับปัญหาเตาอบลำไยเต็ม ทำให้ช่วงดังกล่าวปริมาณผลผลิตลำไยล้นตลาดนายอนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า ผลการวิจัยเรื่องนี้ จะทำให้ทราบถึงต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตลำไยในฤดูปี 2557 ของทั้ง 2 จังหวัด รวมทั้งโครงสร้างการตลาดในปัจจุบันตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค รวมถึงพฤติกรรมการส่งผ่านราคาลำไยในตลาดหนึ่งสู่อีกตลาดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการผลิตต่อไปได้

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558    http://www.naewna.com/local/155606  

แจงสี่เบี้ย : กรมพัฒนาที่ดิน แนะวิธีการจัดการดินเปรี้ยวจัด (2) (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:45:16 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สืบเนื่องจากตอนที่แล้วได้ทิ้งท้ายถึงวิธีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัด โดยปัญหาของดินเปรี้ยวจัด สภาพเนื้อดินจะเป็นดินเหนียว แข็ง แตกระแหง กว้าง และลึก ดินเป็นกรดจัดมากถึงเป็นกรดรุนแรง ขาดธาตุอาหารขาดความสมดุลของธาตุอาหารพืช มีความเป็นพิษจากเหล็กและอะลูมินั่ม ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลไม่ดีต่อพืชในการเจริญเติบโต  ทั้งนี้การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด มีด้วยกันหลายวิธี โดยเบื้องต้นกรมพัฒนาที่ดินได้แนะวิธีการปรับปรุงแก้ไขไว้ดังนี้ คือ การใช้น้ำล้างดิน สำหรับดินที่มีปฏิกิริยาของดินเป็นกรดไม่รุนแรง อาจใช้วิธีการทำให้กรดเจือจางลง โดยการใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดในดิน หรือการขังน้ำไว้นานๆ แล้วระบายออกก่อนปลูกพืช ร่วมกับการเลือกพันธุ์พืชที่ทนต่อดินกรด แล้วใส่วัสดุปูนปรับปรุงแก้ไขความเป็นกรดของดิน อาทิ ปูนมาร์ล ปูนขาว ปูนโดโลไมท์ หินปูนบด เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน รวมถึงการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เกษตรกรควรปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินแล้วสับกลบบำรุงดิน มีการเพิ่มธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยต่างๆในอัตราที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้น้ำหนักชีวภาพ ซุปเปอร์ พด.2 ฉีดพ่น และปลูกพืชทนกรด อย่าง สับปะรด ฝรั่ง ปาล์มน้ำมัน กระท้อน สำหรับพื้นที่ปลูกข้าว ให้เกษตรกรใส่วัสดุปูน อาทิ ปูนมาร์ลโดโลไมท์ 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านในนาในสภาพน้ำขัง ไถหมักไว้ 7 วันก่อนปลูกข้าวและปลูกพืชตระกูลถั่ว ระยะเวลาประมาณ 50-60 วัน แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดหมักไว้อีก 10 วันจึงปลูกข้าว รวมถึงการใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ รองพื้นร่วมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ และแต่งหน้าด้วยปุ๋ยยูเรีย ไร่ละ10 กิโลกรัม ช่วงข้าวตั้งท้อง ควบคู่กับการใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 อัตรา 10 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่น 3 ครั้ง เมื่อข้าวอายุ 30 50 และ 60 วันหลังข้าวเริ่มงอก หรือจะใส่พร้อมปล่อยน้ำเข้านาเลยก็ได้

   ในส่วนการยกร่องปลูกผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น เกษตรกรต้องหว่านปูนปรับปรุงดินในแปลงปลูกพืช หรือปรับปรุงดินในหลุมปลูก หมักไว้ 20 วันก่อนผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์ ควบคู่กับการใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำสำหรับพืชแต่ละชนิด ที่ขาดเสียไม่ได้คือใช้น้ำหมักชีวภาพซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นเป็นครั้งคราวเพื่อพืชผักและผลไม้ให้มีการเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูง

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558      http://www.naewna.com/local/155605

รายงานพิเศษ : หมอดินเมืองพัทลุงท้าพิสูจน์ ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:43:00 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ทุกวันนี้ปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรมากที่สุดคือ ค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมี คิดเป็นต้นทุนมากกว่า 40% ของต้นทุนทั้งหมด และอีก 30% เป็นค่าแรงงาน ถึงแม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาปุ๋ยเคมีก็ยังไม่ได้ปรับลดตามลงไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งศึกษาพิจารณาเรื่องราคาปุ๋ยให้สอดคล้องกับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกมาในทิศทางใดและเมื่อไร ทั้งนี้ เกษตรกรควรต้องพึ่งพาตนเองในการลดต้นทุน ซึ่งแนวทางหนึ่งคือลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีหันมาพึ่งพาปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตได้จากวัสดุเหลือใช้ในไร่นานั่นเอง   นายอำนวย ดำช่วย หมอดินอาสาประจำตำบลหานโพธิ์ อำเภอชัยสน จังหวัดพัทลุง เจ้าของจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดินประจำตำบล กล่าวว่า ตนประกอบอาชีพเกษตร ทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว ไม้ผล พืชผัก โดยอาศัยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นมาใช้เองเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็ทำการเกษตรแบบพึ่งพาแต่ปุ๋ยเคมีมานาน ซึ่งผลปรากฏว่าใช้ไปนานดินเสื่อมโทรม หน้าดินแข็ง มีปัญหาต้นพืชไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ผลผลิตตกต่ำ ที่สำคัญขายผลผลิตได้ก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเพราะต้นทุนสูงมากโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ช่วงนั้นเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน และการใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งพด. ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ก็ทดลองทำการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ของตนเองและผลิตปุ๋ยใช้เองในแปลง ซึ่งการปรับปรุงดินด้วยสารอินทรีย์จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นฟู แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานับว่าคุ้มค่ามา  โดยตนได้ปรับปรุงสูตรปุ๋ยอินทรีย์ให้เหมาะสมกับทุกสภาพดินและพืชทุกชนิด ที่สำคัญยังได้ผสมระหว่างปุ๋ยหมักที่ผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นวัสดุเหลือใช้ในไร่นา หรือที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างมูลสัตว์ ซึ่งที่พัทลุงก็มีมูลโคนมจำนวนมาก ทลายปาล์ม ขี้เถ้ายางพาราซึ่งเป็น โพแทสเซียม สิ่งเหล่านี้หาได้ง่ายในท้องถิ่นก็จะนำมาใช้ได้ทั้งหมด มาผสมกับสารเร่งพด.1 จากนั้นก็นำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งพด. 2 มารดที่กองปุ๋ยหมัก และใส่สารเร่งพด. 3 เพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเข้าไปด้วย จนได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ประหยัดต้นทุนและประหยัดเวลาในการดำเนินการ เพราะถ้าต้องแยกใช้ปุ๋ยหมักครั้งหนึ่งและต้องนำน้ำหมักชีวภาพไปรดที่ต้นพืชอีกครั้งก็เป็นการเสียเวลา และเสียค่าแรงเพิ่มขึ้นซึ่งทุกวันนี้แรงงานก็หายากด้วย ดังนั้นก็ทำให้เสร็จในขั้นตอนเดียวเลย  ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นมาสามารถนำไปใช้กับพืชได้หลากหลายชนิด อย่างที่ใช้กับต้นยางพารา ใช้ปุ๋ยอินทรีย์นี้ไปประมาณ 1 เดือนก็เห็นผลชัดเจนคือค่าเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้งในน้ำยางสด (ค่า DRC) เพิ่มขึ้น โดยถ้าใช้ปุ๋ยเคมีเคยได้ค่า DRC อยู่ที่ไม่เกิน 27-32% ตอนนี้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 44% แต่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องยอมรับว่าต้องใช้ในปริมาณที่มากกว่าปุ๋ยเคมี และที่สำคัญต้องปล่อยสวนให้รกนิดหน่อยอย่าให้โล่งเตียน เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ให้เหมาะสม เมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในดินจะทำให้จุลินทรีย์ขยายอยู่ในดินสร้างอาหารให้กับพืช พืชก็จะเจริญเติบโตดีขึ้นด้วย ส่วนการใช้กับสวนปาล์มน้ำมันนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับตอนใช้สารเคมีจะได้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,500-4,000 กก.ต่อไร่ต่อปี หลังจากใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 6,300 กก.ต่อไร่ต่อปี ที่สำคัญสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากปุ๋ยเคมีจะออกฤทธิ์ในระยะสั้น เวลาใส่ปุ๋ยเคมีก็จะออกดอกตัวเมีย พอไม่ใส่ปุ๋ยก็ออกดอกตัวผู้ แต่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะอยู่ในดินตลอดเวลาพืชได้กินปุ๋ยต่อเนื่องไม่มีช่วงจังหวัดหยุด ทำให้ออกลูกต่อเนื่อง นาข้าวก็เช่นกัน แม้ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าวนั้นถ้ามองแบบผิวเผินอาจจะเห็นว่ารวงข้าวน้อยกว่าตอนใช้ปุ๋ยเคมี แต่ถ้าไปสังเกตดูจะพบเมล็ดข้าวลีบลดลง ก็หมายถึงผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น     แม้ต้นทุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จะสูงกว่าปุ๋ยเคมีเล็กน้อยในช่วงแรกเนื่องจากต้องใช้ปริมาณมากถึงจะเห็นผล แต่ถ้าเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยกก.ซึ่งผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็นับว่าคุ้มค่าและต้นทุนถูกลงมาก ยิ่งไปกว่านั้นปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์เมื่อดินดีปลูกอะไรก็ให้ผลดีหมด อย่างไรก็ตาม แนะนำเกษตรกรให้ลองทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน ท่านใดสนใจก็สามารถเข้ามาเรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ที่จุดเรียนรู้แห่งนี้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 089-8695964 ซึ่งจากประสบการณ์การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองมากว่า 20 ปี ขอยืนยันว่าใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวไม่พึ่งพาเคมีเลยก็สามารถทำให้พืชเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่คุ้มค่าต่อการลงทุนได้นายอำนวย กล่าวทิ้งท้าย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนเพราะมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวชี้นำ ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเกษตรกรก็ต้องหันกลับมาที่การลดต้นทุนการผลิต เพราะเป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับเกษตรกรเอง ยิ่งลดต้นทุนได้มากเท่าไร ส่วนต่างของผลกำไรก็จะเพิ่มขึ้น

 ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558     http://www.naewna.com/local/155604

 

 

ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : ความสำคัญ ลักษณะ และคุณสมบัติของดินทางการเกษตร (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:39:27 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำถาม ดินที่จะใช้ในงานเกษตรกรรมต้องมีลักษณะอย่างไร และในเนื้อดินจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างครับ จำนงค์ ทองคำม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ คำตอบ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ดิน มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช เป็นแหล่งผลิตปัจจัยสี่ของมนุษย์ นับตั้งแต่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สำหรับพืช เป็นที่ยึดเกาะราก ให้ธาตุอาหารพืช ให้น้ำแก่รากพืช ช่วยขจัดของเสีย และเป็นแหล่งจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช สำหรับประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการผลิตที่สำคัญของภาคเกษตร เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ  แต่มนุษย์เองนั่นแหละ เป็นผู้ทำลายดินให้เสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ ดินในแต่ละพื้นที่ ล้วนมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยในการสร้างตัวของดิน การเรียนรู้เพื่อรู้จักดินเบื้องต้น จำเป็นต้องรู้จักลักษณะและสมบัติของดินบางประการเสียก่อน เริ่มจากรู้จัก สีของดิน เนื้อดิน โครงสร้างของดิน ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน และความลึกของดิน เหล่านี้จะช่วยบอกอะไรเราได้บ้าง สีของดิน เป็นลักษณะที่เรามองเห็นได้ชัดเจน เราสามารถประเมินสมบัติบางอย่างได้ เช่น การระบายน้ำของดิน อินทรียวัตถุในดิน และระดับความอุดมสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ดินสีดำ สีน้ำตาลเข้ม หรือสีคล้ำ เป็นดินที่มีอินทรียวัตถุมาก เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินแร่ เป็นดินค่อนข้างดีมีความอุดมสมบูรณ์สูง ดินสีเหลืองหรือสีแดง เป็นดินที่มีแร่เหล็กสูง ระบายน้ำได้ดี ดินสีขาวหรือสีซีด เป็นดินปนทราย มีอินทรียวัตถุต่ำ เนื้อดิน เรารับรู้ได้จากการสัมผัสถึงความหยาบ ความเนียน ความเหนียว สามารถประเมินการอุ้มน้ำได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ดินร่วน ดินทราย และดินเหนียว ดินร่วนเป็นดินที่มีลักษณะค่อนข้างดี แข็งพอประมาณ มีความชื้น ไถพรวนได้ง่าย เหมาะแก่การเพาะปลูก

 โครงสร้างของดิน เป็นการจับตัวของอนุภาคดินด้วยสารเชื่อมต่างๆ เช่น ฮิวมัส ทำให้เกิดเป็นเม็ดดิน และเมื่อรวมกันเป็นกลุ่มโดยยึดต่อกันเป็นรูปร่างและขนาดต่างๆ ช่วยบอกให้เรารู้ถึงการซึมผ่านของน้ำ การอุ้มน้ำ การระบายน้ำ และการถ่ายเทของอากาศ ดินที่มีโครงสร้างดี ต้องมีลักษณะร่วนซุย รากของพืชสามารถซอนไซได้ดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน หรือค่าพีเอช (pH) เป็นค่าที่วัดความเป็นกรดเป็นด่างของดิน บอกเป็นตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 14 ถ้าค่าน้อยกว่า 7 แสดงว่ามีความเป็นกรด และค่าสูงกว่า 7 แสดงว่ามีความเป็นด่าง พืชทั่วไปจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงค่าพีเอช 6 ถึง 7 ความลึกของดิน ในทางการเกษตร แบ่งเป็น 5 ชั้น ได้แก่ ชั้นหินพื้น ชั้นดานแข็ง ชั้นศิลาแรง ชั้นกรวด และชั้นเศษหิน หรือชั้นลูกรังที่หนาแน่นมาก ความลึกความตื้นของดิน มีผลต่อการเลือกชนิดของพืชที่ปลูก การยึดเกาะของราก การทรงตัวของพืช ปริมาณความชื้น ธาตุอาหาร และอุณหภูมิในดิน ลักษณะและสมบัติที่กล่าวมานี้ สามารถตรวจสอบได้เอง เราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบให้ยุ่งยาก อาจต้องเรียนรู้บ้างและทักษะก็จะเกิดขึ้นเอง

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558    http://www.naewna.com/local/155602

ดัชนีราคาและผลผลิตเกษตร เดือน มีนาคม ลดลง (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:36:29 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนมีนาคม 2558 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมปีที่แล้ว (ปี 2557) พบว่า ภาพรวมลดลง ร้อยละ 7.64 โดยสินค้าเกษตรที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ซึ่ง ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับสินค้าที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ราคาสูงขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2558 พบว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตร ลดลง ร้อยละ 3.92 สินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยยางพารา ราคาลดลงตามทิศทางตลาดล่วงหน้า TOCOM และปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับราคาตลาดล่วงหน้ามาเลเซียปรับตัวลดลง ส่วนสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ สับปะรดโรงงาน เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปสับปะรด ทั้งนี้ คาดว่า เดือนเมษายน 2558 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมา ส่วนดัชนีผลผลิตจะใกล้เคียงกับเดือนเมษายน 2557 และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคม 2558 ดัชนีผลผลิตจะลดลงเล็กน้อย โดยสินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนเมษายน 2558 ได้แก่ ข้าวนาปรัง สับปะรดโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ภาคตะวันออกเริ่มออกสู่ตลาด.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558   http://www.dailynews.co.th/agriculture/317308

มันเลือดนก มันพื้นบ้านไทยที่ตลาดกำลังต้องการ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2558, 7:34:30 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

มันพื้นบ้านของไทยมีการปลูกและบริโภคมานานก่อนที่จะรู้จักมันฝรั่ง และมันเทศที่มาจากต่างประเทศเสียอีก และจากที่กระแสผู้บริโภคเริ่มสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดมัน เริ่มหันมาสนใจมันพื้นบ้านของไทยเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน นักวิชาการของไทยหลายสำนักได้ศึกษาสารหลายชนิดที่อยู่ในมันพื้นบ้าน พบว่า มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย โดยเฉพาะสรรพคุณในการรักษาระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือน และยังอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามินซี และกรดโฟลิก ที่ผ่านมามันพื้นบ้านของไทยจะนิยมไปหาและขุดมาจากป่าตามธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาในการหา และขุดขึ้นมา จึงยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของการคิดค้นวิธีการปลูกเชิงพาณิชย์ขึ้นในทุกวันนี้ ซึ่งปรากฏว่ามีเกษตรกรหลายแห่งได้หันมาปลูก และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยเฉพาะมันเลือดนก ซึ่งเป็นมันที่ใช้เวลาปลูกเพียง 7-8 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ นอกจากนี้งานในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในหลายพื้นที่ และหลายหน่วยงานที่น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการ ได้มีการนำมันพื้นบ้านเหล่านี้มาปลูก ทั้งเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืชของไทย และเพื่อการขยายผลสู่การเพาะปลูกของเกษตรกรโดยทั่วไป อย่าง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ปัจจุบันได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของบริเวณ อ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่จัดทำโครงการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เพื่อขยายผลสู่การรับรู้ของสังคมและนำไปขยายผลในผู้คนปลูกในพื้นที่ของตนเองเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเปิดเผยถึงขั้นตอนในการเพาะปลูกมันเลือดนกว่า ในการขยายพันธุ์ จะใช้หัวพันธุ์เล็ก ๆ ที่มีความสมบูรณ์นำไปแช่น้ำประมาณ 15 นาที จากนั้นนำไปแช่ในสารป้องกันและกำจัดแมลง เชื้อราและฮอร์โมนเร่งราก ประมาณ 5 นาที แล้วเอาไปผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นนำไปชำลงถุงชำดำขนาด 3x7 นิ้ว ใช้วัสดุชำเป็น ขี้เถ้าแกลบ ดินร่วน ทรายหยาบ ในสัดส่วน 1:1:1 กลบหัวมันให้มิดหัวพอดีและนำไปไว้ในโรงเรือนที่มีตาข่ายพรางแสงประมาณ 50% รดน้ำวันละครั้ง เช้าหรือเย็นก็ได้ประมาณ 45 วัน จะมียอดนำงอกขึ้นมา ก็สามารถนำไปปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้ได้

 พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 2,000 หลุม โดยใช้ระยะปลูกระหว่างหลุมประมาณ 75 เซนติเมตรและระหว่างแถว 1 เมตร เมื่อนำต้นกล้าลงปลูกแล้วให้กลบดินให้แน่น ใช้ไม้ไผ่ลวกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 นิ้ว ยาว 2-2.5 เมตร ปักข้างหลุมปลูกเพื่อให้มันเลื้อยขึ้นมาการปลูกควรเป็นต้นฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวหัวได้ในเดือนธันวาคม ให้น้ำในช่วงเริ่มปลูก 15 วันแรกให้วันละครั้ง เช้าหรือเย็นก็ได้ วันใดฝนตกไม่ต้องให้ ครบ 15 วัน ให้ 2-3 วัน ต่อครั้ง และสัปดาห์ละครั้งเมื่อ 1 เดือนครึ่งถึง 4 เดือนครึ่ง จากนั้นหยุดให้น้ำจนถึงเวลาเก็บเกี่ยว และตลอดการปลูกไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมี เพราะเป็นพืชกินหัว หากต้องใส่ควรเป็นปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ จะเป็นการดีที่สุด สำหรับตลาดนั้นปัจจุบันมีความต้อง การสูง ส่วนใหญ่จะนำมาบริโภคในรูปแบบมันต้ม หรือนำไปประกอบกับอาหารชนิดอื่น ๆ เช่น ขนม ใส่ในไอศกรีม มันเชื่อม เป็นต้น.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่28 เมษายน 2558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/317310

รายงานพิเศษ : ยึดสหกรณ์คลองจั่นต้นแบบ แก้ปัญหาสหกรณ์ทั่วประเทศ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 27 เม.ย. 2558, 7:34:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

หลังจากที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไม่สามารถให้สมาชิกเบิกถอนเงินได้ตามปกติ ขณะเดียวกันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฟ้องร้องและยึดทรัพย์นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ด้วยข้อหายักยอกทรัพย์ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้พิจารณาถอดถอนคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นชุดที่ 29 ทั้งชุด ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ กระทั่งศาลล้มละลายกลางสั่งให้ตั้ง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูตามที่ร้องขอ เนื่องจากคณะกรรมการดำเนินการและบุคคลากรมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานและดำเนินกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ลูกหนี้ เป็นอย่างดี ตามคุณสมบัติ  พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 90/3 สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นพัฒนามานาน 30 ปี จากสมาชิก 22 คน ในปี 2526 ปัจจุบันมีมากกว่า 50,000 คน ทุนเรือนหุ้นจาก 1,260 บาท เพิ่มเป็นกว่า 4,000 ล้านบาท และทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท แต่การบริหารงานในสหกรณ์ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวและการพัฒนาทางธุรกิจของสหกรณ์เท่าใดนัก ทั้งคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ จึงส่งผลให้สหกรณ์ประสบปัญหาการบริหารงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการบริหารสภาพคล่องและการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการจึงจำเป็นต้องตระหนักกับการบริหารงานเชิงระบบให้มากยิ่งขึ้น สืบเนื่องจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในการบริหารงาน ทำให้ระบบการบริหารจัดการภายในสหกรณ์ด้อยประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ จากสมาชิกและบุคคลภายนอกที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ ส่งผลให้สมาชิกจำนวนมากมายื่นความจำนงขอถอนเงินฝาก และขอลาออกจากการเป็นสมาชิก ทำให้มีผลต่อสหกรณ์

 

สำหรับแผนฟื้นฟูสหกรณ์ มีกรอบระยะเวลาจัดทำแผน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภายใน 3-6 เดือน, ระยะกลาง ภายใน 6-12 เดือน และระยะยาว ภายใน 12-24 เดือน โดยมีเป้าหมายที่จะให้บริการทางการเงินแก่สมาชิกและเครือข่ายสหกรณ์พันธมิตรได้เป็นปกติภายใน 3 เดือนอย่างไรก็ตาม ในรายงานแผนฟื้นฟูได้รวบรวมข้อมูลสมาชิกที่ได้ยื่นความประสงค์ขอถอนเงินฝากและลาออก ดังนี้ การเบิกถอนเงินฝากและเงินค่าหุ้น ซึ่งระบุในแผนฟื้นฟูว่าได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินการในวันที่ 8 สิงหาคม 2556 มีการกำหนดเงื่อนไขดังนี้ เงินฝากออมทรัพย์/ออมทรัพย์พิเศษ เงินฝากต่ำกว่า 200,000-500,000 บาท ให้ถอนได้ร้อยละ 10 ของยอดเงินฝากสุทธิในบัญชีของแต่ละราย  เงินฝากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ให้ถอนได้ร้อยละ 10 ของยอดเงินสุทธิในบัญชีแต่ละราย แต่ไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท อนุญาตให้สมาชิกรายหนึ่งๆ ถอนเงินฝากออมทรัพย์ได้ไม่เกินเดือนละ 2 ครั้งต่อหนึ่งบัญชี เงินค่าหุ้น สมาชิกที่แจ้งขอถอนเงินค่าหุ้น และมีบัญชีเงินฝากกับสหกรณ์ด้วย จะพิจารณาถอนเงินฝากออมทรัพย์ก่อน ให้ปฏิบัติตามเกณฑ์การถอนจนกว่าเงินในบัญชีจะหมด  เมื่อถอนเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์หมด สหกรณ์ อาจจะพิจารณาถอนเงินค่าหุ้นเป็นลำดับต่อไป ซึ่งการพิจารณาให้ถอนเงินค่าหุ้น ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสหกรณ์ข้อที่ 41 และ 42 เป็นสำคัญ นายโอภาส กลั่นบุศน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง (3 สหกรณ์นี้อยู่ในภาคการเกษตร)  สหกรณ์ร้านค้า  สหกรณ์ออมทรัพย์  สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน (4 สหกรณ์นี้อยู่นอกภาคการเกษตร) รวมประมาน 8000 กล่าวสหกรณ์  มีสมาชิกอยู่ 11,200,000 คน   และมีทุนดำเนินงานอยู่ 2.25 ล้านล้านบาท  มีเงินฝากในระบบ  770,000 ล้าน หากย้อนกลับไปดูเครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มีสมาชิกอยู่ประมาน 5หมื่นกว่าคน ความเสียหายประมาณหมื่นกว่าล้าน  และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีอีก 76 สหกรณ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในการที่ไปทำธุรกรรม มีสมาชิกประมาน 3 แสนคน  มีเงินฝากประมาณ 7,700ล้านบาท  แต่ว่าสหกรณ์ 76 แห่งมีเงินฝากจากสมาชิกอยู่ประมาน 80,200 ล้านบาท ก็ประมาน 10%  เพราะฉะนั้นอีกกว่า 8 พันสหกรณ์ก็ไม่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นยืนยันว่าในระบบใหญ่มันยังสามารถเดินไปได้ตามปกติ สหกรณ์ที่เค้าไม่ได้มีข้อผูกพันกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเค้าก็ดำเนินการตามปกติ  ยืนยันว่าระบบสหกรณ์เป็นระบบที่ดี ระบบที่ต้องการช่วยเหลือพี่น้องสมาชิกที่เป็นคนในกลุ่มเดียวกัน ในอาชีพเดียวกันในพื้นที่ ตำบล อำเภอ เดียวกัน ที่มีความเดือดร้อนเหมือนกันมารวมกลุ่มกันตั้งสหกรณ์และก็ดูแลธุรกิจสหกรณ์ร่วมกัน เพราฉะนั้นก็เป็นระบบที่ดีเป็นการช่วยเหลือของประชาชนหรือคนที่มีอาชีพเหล่านั้น แต่มีบางแห่งบ้างที่ระบบมันดี แต่ว่าคนบริหารในระบบ ทำให้ระบบมันเสียหาย อย่างไรก็ตามเป็นหน้าที่ของ กรมส่งเสริมสหกรณ์จำเป็นจะต้องป้องกันสิ่งเหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น คือ ส่งเสริมสหกรณ์ให้มีศักยภาพ  การบังคับใช้กฎหมายนายโอภาส กล่าว การบังคับใช้กฎหมายโดยใช้กลุ่มตรวจการสหกรณ์ก็จะเข้าไปเข้มข้นมากขึ้น สหกรณ์ไหนบ้างที่อาจจะมีปัญหาหรืออาจจะมีการทำผิดระเบียบ ผิดวัตถุประสงค์  ก็จะเข้าไปตรวจมากขึ้น  การเข้าไปเราไม่ได้ไปเพื่อว่าจะไปจับผิด แต่ไปเหมือนพี่เลี้ยงไปคอยดูแลว่าอันไหนที่ไม่เข้าใจหรือผิด ก็จะคอยบอกให้ป้องกัน  ระยะยาวก็คงต้องสอนให้มีธรรมาภิบาล ขณะนี้ได้ร่วมมือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ลงมาจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ดูว่า มาตรการไรบ้างที่จะมาดูแล้วว่าจัดระดับความเสี่ยงสหกรณ์แล้วว่าเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย เพื่อป้องกันไม่ไห้สหกรณ์เหล่านั้นไปลงทุนมากขึ้น ถ้าจะมาลงทุนจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ถ้าสหกรณ์ดีในภาคเกษตรหรืออื่นๆเราก็ต้องสนับสนุนให้เค้าแข็งแรงมากขึ้น ดูแลเรื่องอุปกรณ์เรื่องการสนับสนุนเงินทุน เรื่องวิชาความรู้ เรื่องการสร้างเครือข่ายให้เข้มข้นมากขึ้น อันนี้คือหลักๆ ก็ป้องกัน แก้ไข และก็เฝ้าระวังและก็สนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าอันนี้คือสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นต่อแต่นี้ไป

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่27เมษายน 2558     http://www.naewna.com/local/155421

เกษตรฯเร่งโอนตำบลละล้าน สร้างรายได้สู้แล้ง-ถึงมือชาวบ้านก่อนสิ้นเม.ย. (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 27 เม.ย. 2558, 7:31:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   นายสมปอง อินทร์ทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2558 อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตำบลละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรฯได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อพิจารณาโครงการที่ทุกตำบลในพื้นที่เป้าหมาย ได้เสนอโครงการเข้ามาให้คณะกรรมการพิจารณาหมดแล้ว 6,598 โครงการ งบประมาณ 3,004.513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.48% ขณะนี้คณะกรรมการฯ ระดับกระทรวงได้พิจารณาครบทุกโครงการและดำเนินการเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อทยอยพิจารณาอนุมัติงบประมาณลงสู่พื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้โอนจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดแล้วจำนวน 58 จังหวัด 5,227 โครงการ วงเงิน 2,543.122 ล้านบาท คิดเป็น 84.64% ส่วนงบประมาณที่เหลือประมาณ 461 ล้านบาท คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ และเมื่องบประมาณลงไปถึงมือเกษตรกรแล้ว ทางคณะกรรมการโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าและประเมินผลอย่างใกล้ชิดนายสมปอง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ที่ไม่เสนอโครงการมีทั้งหมด 7 ตำบล ได้แก่ 1.ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร 2. ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร 3. ตำบลสำนักบก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 4. ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 5. ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 6. ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 7. ตำบลท่าตูม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เนื่องจากพบปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร และเกษตรกรในพื้นที่ได้พิจารณาแล้วว่าไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง จึงไม่เสนอโครงการเข้ารับการสนับสนุนตามมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว หลังจากที่คณะกรรมการโครงการฯ ได้เสนอให้ทบทวนหลายครั้งแล้วสำหรับการดำเนินการภายหลังจากที่ได้โอนงบประมาณจนครบแล้ว ในส่วนของการดูแลเกษตรกร จะพิจารณาว่าเป็นโครงการที่มีความต่อเนื่องหรือไม่ หากเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องแล้วรัฐพิจารณาเห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็สามารถขอรับการสนับสนุนหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐต่อได้นายสมปอง กล่าว

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ฉบับวันที่27เมษายน 2558    http://www.naewna.com/local/155420

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm