นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
04 พฤษภาคม 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7595)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (20121 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   15208   บทความ  
การเกษตร (13808) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (984)
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ สุพรรณบุรี รวมคน รวมพลัง สร้างความยั่งยืน (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:58:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยการบริหารจัดการที่ดี เพิ่มโอกาสในการแข่งขันและมีตลาดรองรับ ซึ่งจะสามารถสร้างความเข้มแข็ง รวมถึงสร้างความยั่งยืนในอาชีพให้กับเกษตรกรไทยได้ในที่สุด

นายวิชาญ เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบนาแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการรวมกลุ่มของชาวนาเพื่อร่วมกันพัฒนากรรมวิธีการปลูกข้าวแบบประณีต(Intensive Farming) ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในเชิงธุรกิจครบวงจร บริหารจัดการโดยคณะกรรมการกลุ่ม มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและสมาชิก ส่วนทางกรมการข้าวให้การสนับสนุนทางวิชาการ ทั้งการจัดประชุมชี้แจงวิธีการดำเนินงาน จัดทำแปลงเรียนรู้ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว วัสดุผลิตปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก สารชีวินทรีย์ เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว รวมถึงมีการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่ สามารถนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับลักษณะสภาพพื้นที่ของตนเองไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

กรมการข้าวได้ดำเนินการส่งเสริมการทำนาในรูปของแปลงใหญ่มาในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรให้การตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับในปี 2559 กรมการข้าวได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่จำนวน 300 แปลง กระจายอยู่ในทุกจังหวัดครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างให้ Single Command ของแต่ละจังหวัด ได้ลงไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ให้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ และได้เข้าร่วมกิจกรรมตามเป้าหมายที่กำหนด

สำหรับวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ คือ เน้นการรวมตัวของเกษตรกรเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญสุดคือ การลดต้นทุนการผลิตของชาวนาให้ได้ เพื่อความอยู่รอดในการทำนาเนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้นั้นราคาไม่สูงเท่าที่ควร ถ้าลงทุนมากกำไรจากการทำนาก็จะน้อยลงไป เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพ กรมการข้าวตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้เข้าไปส่งเสริมให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพนาแปลงใหญ่ ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นต้นแบบหนึ่งที่กรมการข้าวได้เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รวมตัวกันเป็นนาแปลงใหญ่บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ชาวนาในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช มีรายได้ที่ดีขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ชาวนาในพื้นที่ยังได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตจากเดิมที่เคยพึ่งพาแต่ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างเต็มที่เปลี่ยนมาเป็นทำปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี และใช้สารชีวภัณฑ์ในการขับไล่แมลงทดแทนการใช้สารเคมี ช่วยสร้างระบบนิเวศที่ดีให้เกิดขึ้นในแปลงนา อีกทั้งยังสร้างความปลอดภัยให้ทั้งต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

ด้าน นายถาวร คำแผง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลเดิมบาง เล่าว่า ชาวนาในพื้นที่ตำบลเดิมบาง มีการรวมกลุ่มกันมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นการวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุนการทำนา โดยอาศัยวิธีทางธรรมชาติ ใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืช ซึ่งทำให้สามารถผ่านวิกฤติเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ระบาดหนักในช่วงปี 2554 มาได้ พอมาปี 2558 จากนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เกษตรกรจึงรวมตัวกันจำนวน 173 ราย พื้นที่กว่า 5,000 ไร่ รวมกันเป็นกลุ่ม เกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลเดิมบาง เพื่อแก้ปัญหาการผลิตและการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เมื่อรวบรวมสมาชิกได้แล้วจะแบ่งการดูแลเกษตรกรเป็นกลุ่มย่อยโดยมีคณะกรรมการแต่ละกลุ่มดูแล เพื่อให้ง่ายในการติดตามและแจ้งข้อมูลข่าวสาร

ข้อดีของการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ คือได้รับการถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะการทำนาอย่างถูกวิธีและทำพร้อมเพรียงกัน เกิดความสามัคคี และยิ่งมีการรวมกลุ่มก็จะเกิดพลังทำให้สามารถสร้างโอกาสในการต่อรอง เช่น การจ้างรถเกี่ยว รถปักดำ ก็จะได้ราคาที่ถูกลงกว่าการจ้างเป็นรายเดี่ยว หรือแม้กระทั่งโรงสีก็สามารถสร้างอำนาจในด้านราคา ไม่ถูกกดราคาเพราะมีการวางแผนการผลิต การเก็บเกี่ยวเป็นอย่างดี ที่เห็นผลชัดเจนคือ การได้รับการสนับสนุนเครื่องโรยข้าวงอกจากกรมการข้าว สามารถลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่เกษตรกรทำนาหว่านจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ต่ำกว่า 30 กก.ต่อไร่ แต่เครื่องโรยข้าวงอกนี้สามารถลดเมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 8 กก.ต่อไร่ เมื่อใช้เมล็ดพันธุ์อย่างเหมาะสมผนวกกับเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างถูกต้องมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการทำนาลดลงจากปี 2557 ที่ 5,000 บาทต่อไร่ เหลือเพียง 2,900 บาทต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก 700-800 กก.ต่อไร่ เป็น 1,100 กก.ต่อไร่

ผลสำเร็จที่เกิดจากการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ คือเกษตรกรมีรายได้เหลือมากขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเห็นแล้วก็ให้ความสนใจอยากเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งในโอกาสต่อไปก็คงได้ขยายผลเพิ่มพื้นที่ดำเนินการมากขึ้น เพราะเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมากหากชาวนาท่านใดต้องการอยากเข้ามาศึกษาเรียนรู้รูปแบบการทำนาแปลงใหญ่ของตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ประธานถาวร คำแผง โทรศัพท์ 09-4427-8990

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่  4/05/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/214203

 

ดันผลไม้ตะวันออกขึ้นชั้นพรีเมียม สวพ.6เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อส่งออก (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:56:42 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชูชาติ วัฒนวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่าพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่มีศักยภาพได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ แต่ด้วยสภาวการณ์ปัจจุบันที่การแข่งขันทางการค้าเสรีมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ตลาดผลไม้ภายในประชาคมเปิดกว้างสำหรับสินค้าจากประเทศสมาชิก นอกจากนี้ ประเทศผู้นำเข้าส่วนใหญ่ได้นำมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมาใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น มาตรการสุขอนามัย ระบบการรับรองคุณภาพความปลอดภัย ส่งผลให้การผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและปลอดภัยตามความต้องการของตลาดจะมีโอกาสในการแข่งขันสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในระบบปกติ

ดังนั้น จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดในการพัฒนาผลไม้ไทยสู่การเป็นผลไม้พรีเมียม มีระบบการผลิตระดับฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสม GAP และระบบการผลิตของโรงงานคัดบรรจุต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ส่วนผลผลิตที่ได้ต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่สำคัญคือสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำจนกระทั่งส่งออก

ในส่วนของผลไม้ภาคตะวันออกนั้น มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตผลไม้ระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะผลไม้หลัก 5 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะม่วงและกล้วยไข่ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก ให้การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตผลไม้เพื่อการส่งออก ที่กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 ไปถ่ายทอดให้ โดยมีการนำไปรับใช้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเองได้ค่อนข้างดี ตัวอย่างการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผลไม้เพื่อการส่งออก เช่น เทคโนโลยีทำให้ทุเรียนออกดอกติดผลนอกฤดู แต่เดิมทุเรียนจะเก็บเกี่ยวได้ช่วง พ.ค.-ก.ค. ปัจจุบันเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ ก.พ.-ก.ค. ช่วยให้มีระยะเวลาขายเพิ่มขึ้นจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน ทำให้ตลาดขยายได้มากขึ้น หรือเทคโนโลยีทำให้ลำไยออกนอกฤดูที่สามารถสั่งให้เก็บเกี่ยวได้พอดีกับช่วงเทศกาลต่างๆ ที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการได้เลย หรือเทคโนโลยีการจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพ ซึ่งผลไม้ทุกชนิดมีการจัดการใกล้เคียงกัน ในเรื่องของการตัดแต่งผลให้กระจายทั่วทั้งต้นและไว้ผลให้เหมาะสมความสมบูรณ์ของต้น การป้องกันกำจัดโรคและแมลง การใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถส่งออกได้มากขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 4/05/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/214202

 

สศก.ส่งทีมวิจัยวางฐานพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษ‘ไทย-พม่า’ (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:54:31 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวพฤฒ อินทรเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (สศท.2)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าสศท.2 ได้บูรณาการร่วมกับ สศท.1และ สศท.12 ศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการเกษตรจากการเปิดประชาคมอาเซียน กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อศึกษาสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-เมียนมา การบริหารจัดการสินค้าเกษตรนำเข้า เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้ในปี 2558 มูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 68,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 8 เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ส่วนมูลค่าการนำเข้าพบว่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าที่ถูกกฎหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคตคาดว่า แนวโน้มมูลค่านำเข้าอาจลดลงเนื่องจากการค้าสินค้าเกษตรไทย-เมียนมาที่ผ่านด่านแม่สอด มีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ เงื่อนไขกฎระเบียบการนำเข้า-ส่งออกของไทยที่เข้มงวด และความไม่พร้อมของเอกสารการค้าจากประเทศเมียนมา ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการชะลอตัว และอาจลดลงจนปิดกิจการในอนาคตหากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ลูกค้าของผู้ประกอบการหลายรายที่ไม่ได้รับความสะดวกเริ่มหันไปทำการค้ากับผู้ประกอบการ ผ่านด่านชายแดนอื่น เช่น ด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เพราะมีขั้นตอน พิธีการ รวมถึงกฎระเบียบที่ผ่อนปรนมากกว่า ทั้งนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าว จะมีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมให้รอบด้าน และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2559 เพื่อเผยแพร่แก่ผู้สนใจสำหรับใช้ประโยชน์ต่อไป

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 4/05/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/214201

 

ส่องเกษตร : ฟ้าจะผ่าที่เกษตรฯ (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:53:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พายุฤดูร้อนช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้านหนึ่งช่วยให้มีฝนตกลงมาพอดับร้อนและลดแล้งในบางพื้นที่ไปได้บ้าง แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและทรัพย์สินประชาชนไปพอสมควรเหมือนกัน

เมื่อเห็นฝนอีกครั้งหลังห่างหายไปหลายเดือน พี่น้องเกษตรกรคงมีความหวังชุมชื่นขึ้น แต่อย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรไป เพราะฤดูฝนที่แท้จริงยังมาไม่ถึง

ฝนยังอาจทิ้งช่วงไปอีกพัก รวมทั้งช่วงแรกฤดูฝนปีนี้ปริมาณอาจจะยังน้อยอยู่ ถ้าจะปลูกพืชอะไร ก็มีเสียงเตือนให้เน้นพืชใช้น้ำน้อยกันไปก่อน แม้ว่า มีการคาดหมายปีนี้ปรากฏการณ์ ลานิญ่าจะเข้ามาแทนที่เอลนีโญ่ทำให้มีฝนมาก ก็คงจะมาช่วงเดือนกันยา-ตุลาฯโน้น ส่วนตอนนี้ก็ยังคงร้อนและแล้งกันเป็นส่วนใหญ่อยู่

อีกแค่สิบกว่าวัน ก็จะถึงวันสำคัญของพี่น้องเกษตรกร นั่นก็คือ วันพืชมงคล 16 พฤษภาคมนี้ ถ้าช่วงนั้นเริ่มเห็นฝน ก็น่าจะชื่นใจกันบ้าง แต่ดูเหมือนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีกระแสข่าวที่เริ่มหนาหูขึ้นอีกแล้วว่า อาจจะเกิดพายุฟ้าผ่าเปรี้ยงหลังพระราชพิธีแรกนาขวัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งในกระทรวง

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ธีรภัทร ประยูรสิทธิในฐานะปลัดกระทรวงเกษตรฯจะได้ทำหน้าที่เป็น พระยาแรกนา”  แต่ก็เริ่มมีกระแสว่า อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

ที่จริงกระแสข่าวเรื่องจะเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯมีมาเป็นระยะหลายหนแล้ว แต่เที่ยวนี้ ดูเหมือนวี่แว่วจริงจังมากขึ้น ถึงขนาดร่ำลือว่า ขอให้ปลัดฯธีรภัทรได้ทำหน้าที่พระยาแรกนาให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่ตัวเองและครอบครัวให้เรียบร้อยก่อนก็แล้วกัน

สาเหตุที่จะต้องมีการเปลี่ยนตัว ก็เป็นอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอดว่า ปลัดฯธีรภัทรทำงาน ไม่เวิร์กไม่สามารถทำงานในตำแหน่งนี้ได้จริงๆ เพราะทั้งขาดความรู้ความเข้าใจงานในกระทรวงเกษตรฯอย่างเพียงพอ และอาวุโส บารมี ก็ไม่มากพอที่จะสั่งงานอธิบดีระดับเขี้ยวๆในกระทรวงนี้ได้

อย่างที่รู้กันว่า ปลัดฯธีรภัทรย้ายข้ามห้วยมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งเพิ่งเป็นได้ไม่ถึง 2 ปีเลย ว่ากันว่าด้วยเคยช่วยงานด้านป่าไม้ชุมชนเป็นที่เข้าตาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯผู้มากบารมีแห่งรัฐบาลคสช.จึงได้รับการผลักดันมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในขณะที่ตัวรมว.เกษตรฯอย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เองตอนนั้นก็กำลังต้องการเอาคนนอกมาเป็นปลัดกระทรวง เพราะไม่ไว้ใจคนเก่าๆที่ล้วนมีเส้นสายผูกโยงอยู่กับ หลงจู๊แห่งสุพรรณบุรี ที่เพิ่งล่วงลับไป

แต่เมื่อมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 จนถึงบัดนี้กว่า 7 เดือนแล้ว แม้ปลัดฯธีรภัทรจะมีความตั้งใจ แต่ก็ทำงานไม่ได้ จนกลายเป็นว่าตำแหน่งนี้เป็น ทุกขลาภเปล่าๆ เวลาที่ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง บรรดาอธิบดีต่างๆก็หาได้สนใจฟังปลัดฯไม่ เพราะไม่ได้มีความคิดอ่านอะไรมากนัก ด้วยไม่ได้รอบรู้งานเกษตรฯ ได้แต่รับเอาคำสั่งจากรมว.ฉัตรชัยมาสั่งงานอีกที หรือบางทีก็เสนออะไรที่ไม่รู้เรื่อง จนข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็ระอา อีกทั้งอาวุโสก็น้อยกว่าอธิบดีแต่ละคน ทั้งข้ามห้วยมาจากกระทรวงอื่น เลยยิ่งไม่ได้รับการยอมรับใหญ่

นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานในกระทรวงเกษตรฯยังไม่เป็นที่เข้าตาของประชาชนยิ่งโดยเฉพาะในภาวะที่ภาคการเกษตรกำลังเผชิญวิกฤติหนักหนาสาหัสทั้งภัยแล้ง ทั้งราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ถ้าไม่เร่งกระชับ ปรับกระบวนท่าการบริหารงานในกระทรวงใหม่ ไม่เพียงเกษตรกรที่จะยิ่งลำบาก สถานะความนิยมของรัฐบาลก็จะเพิ่มปัญหามากขึ้นได้

ที่นี่ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯขึ้นมาจริงๆอย่างที่มีกระแสข่าว แล้วใครจะมาเป็นแทน

ก็มีเสียงกระซิบว่า ให้จับตาอธิบดีผู้หนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับขั้วอำนาจบุรีรัมย์คอนเนกชั่นให้ดี อธิบดีผู้นี้สมควรได้รับฉายา แมวเก้าชีวิตจริงๆ เพราะรุ่งและร่วงมาหลายที แต่ก็มากฝีมือจนมีสิทธิรุ่งถึงตำแหน่งเบอร์ 1 ของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯได้...อีกไม่นานคงได้รู้กัน

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 4/05/2559 เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/214199

 

เรื่องน่ารู้ : บวบหอม (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:50:24 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

บวบหอมเป็นพืชประเภทไม้เถาล้มลุก ใบเดี่ยวรูปร่างคล้ายกับหัวใจ ดอกมีกลิ่นหอมสีเหลือง ผลบวบเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว ภายในมีเมล็ดและขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด นอกจากการนำผลบวบมารับประทานแล้ว คนไทยทั้งอดีตและปัจจุบันหลายพื้นที่นิยมนำใยบวบที่ตากจนแห้งดีแล้ว มาใช้ขัดผิวกายเพื่อช่วยลดอาการปวดตามเส้นและกระดูก ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น บางพื้นที่ยังใช้ประโยชน์ในการบรรเทาอาการเนื่องจากหวัด ด้วยการนำเถาอ่อนของต้นบวบไปคั้นเอาน้ำ ผสมกับน้ำตาล ใช้ดื่มกินคนไทยในชนบทเมื่ออดีต บางพื้นที่จะนำส่วนใบสดมาคั้นเอาน้ำ นำไปใช้หยอดตาเพื่อรักษาอาการเยื่อตาอักเสบปวดแสบปวดร้อนในดวงตาอีกด้วย.

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 4/05/2559  เว็ปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/395352

 

ครม.เห็นชอบนำเข้า หัวพันธุ์มันฝรั่ง-หัวมันฝรั่งสดแปรรูป (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:48:28 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดหัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดแปรรูปตามความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์เห็นชอบ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอการเปิดตลาดหัวพันธุ์มันฝรั่ง ปี 2559 ไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีร้อยละ 0 ตามข้อผูกพันกำหนดไว้ที่ร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 และเห็นชอบการเปิดตลาดหัวมันฝรั่งสดเพื่อการแปรรูป ปี 2559 ปริมาณในโควตา 45,000 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตา ร้อยละ 125 ทั้งนี้การเปิดตลาดหัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อการแปรรูป ปี 2559 นั้นจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่คณะอนุกรรมการจัดการผลิต และการตลาด กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่งกำหนด ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขไว้ 4 ประเด็น คือ 1. ให้นิติบุคคลเป็นผู้นำเข้า 2. ผู้นำเข้าต้องทำหนังสือรับรองพื้นที่ปลูก ซึ่งมีทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ ราคาขายหัวพันธุ์ และราคารับซื้อผลผลิตมันฝรั่ง โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรอง 3. ให้ผู้นำเข้าจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงานให้แก่เกษตรกรในราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35 บาทและ4. ให้ผู้นำเข้ารับซื้อผลผลิตมันฝรั่งสดจากเกษตรกร ฤดูฝน คือช่วงเดือนกรกฎาคมธันวาคม ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท

และฤดูแล้ง เดือนมกราคมมิถุนายน ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.40 บาท สำหรับการนำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อการแปรรูปภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก(WTO)กำหนดให้นำเข้าช่วงเดือนกรกฎาคมธันวาคม ทั้งนี้ บริษัทที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงเดือนมกราคมมีนาคม 2559 นั้นจะอยู่ในราคากิโลกรัมละ 11.30 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้ การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปในประเทศนั้น ปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ เนื่องจากเกษตรกรต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับมันฝรั่งเป็นพืชที่อ่อนไหวต่อการติดโรคมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีโครงการส่งเสริมปลูกมันฝรั่งพันธุ์โรงงาน มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2557 ที่ผ่านมา โดยจัดทำแปลงต้นแบบให้กับเกษตรกรทั้งหมด 47 แปลง ส่วนในปี 2558 จำนวน 27 แปลงของพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน และตาก

และปี 2559 จำนวน 20 แปลง ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง ตาก สกลนคร และนครพนม เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกมันฝรั่งและการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตจากเดิมไร่ละ 2,700 กิโลกรัม เป็นไร่ละ 3,000-3,200 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งG0(เจนเนอเรชั่นที่ 0)ได้ประมาณ 30,000-40,000 หัว และG1–G3 (เจนเนอเรชั่นที่1-3)ปีละ 50 ตัน เป็นพันธุ์แอตแลนติก และให้ภาคเอกชนรับไปผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งขยายผลต่อไป จากที่เคยนำเข้าในอดีตปีละ 6,000-7,000 ตัน เหลือเพียง 1,421 ตันในปี 2558 นอกจากนี้ เกษตรกรเคยซื้อพันธุ์มันฝรั่งที่นำเข้าจากต่างประเทศจากภาคเอกชนกิโลกรัมละ 35 บาท แต่หากซื้อหัวพันธุ์มันฝรั่งที่ผลิตในประเทศ จะเหลือเพียงกิโลกรัมละ 26 บาทเท่านั้น.

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 4/05/2559  http://www.dailynews.co.th/agriculture/395353

 

สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่น ปี 59 (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 พ.ค. 2559, 7:45:50 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2559 พบว่า หดตัวร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2558โดยสาขาการผลิตที่หดตัว ได้แก่ สาขาพืช สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร ขณะที่สาขาปศุสัตว์ และป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยลบที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปีนี้หดตัว คือ ปรากฏการณ์เอลนินโญที่ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ ก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งในหลายพื้นที่ของประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2559 และปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนหลักต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์น้อยมาก ซึ่งกรมชลประทาน จำเป็นต้องควบคุมและจัดสรรการใช้น้ำ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงการรักษาระบบนิเวศก่อน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกพืชหลายชนิด ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง

และหากพิจารณา เป็นรายสาขา พบว่าสาขาพืชหดตัวร้อยละ 3.2 สาขาปศุสัตว์ขยายตัวร้อยละ2.0 สาขาป่าไม้ขยายตัวร้อยละ 2.2 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี2559คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.82.8โดยสาขาพืช ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.23.2 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.52.5 สาขาประมง ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.51.5 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.31.3 และสาขาป่าไม้ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ2.33.3 โดยปัจจัยบวก คือ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง หรือไม่ปรับขึ้นมากนัก และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย.

 

ที่มาหนังสือพิมพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 4/05/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/395349

 

เรื่องน่ารู้ : มะละกอ (อ่าน 15 ครั้ง)
วันที่: 03 พ.ค. 2559, 7:52:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

มะละกอเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกากลาง เป็นที่นิยมรับประทาน ในบ้านเรา ด้วยการรับประทานสด ๆ หรือนำมาประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เป็นประเภทไม้ล้มลุก หญิงสาวของไทยเมื่อครั้งอดีตจะใช้มะละกอมาช่วยทำให้หน้าใส ด้วยการนำผลสุกผสมกับน้ำผึ้งและนมสด คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่เมื่อเด็ก ๆ โดนเสี้ยนหรือหนามตำแล้วหักคาเนื้อใน จะนำยางมะละกอดิบมาทาบริเวณนั้นแล้วหนามจะหลุดออกมา ส่วนในรายที่เกิดแผลพุพอง อักเสบ ก็จะใช้ใบมะละกอที่แห้งกรอบนำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิจากมะพร้าวห้าวแต่พอเหนียว แล้วนำมาทาแผลวันละ 3 ครั้ง เพื่อลดอาการพุพองและอักเสบ.

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 5/4/2559 http://www.dailynews.co.th/agriculture/395161

 

เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์โคนม อย่างครบวงจร (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 03 พ.ค. 2559, 7:49:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมการผลิตน้ำนมโคในระหว่างการตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์โคนม หนองโพ จำกัด จ.ราชบุรี เมื่อวันก่อนว่า ประเทศไทย มีเกษตรกรเลี้ยงโคนม ประมาณ 17,000 ราย ในจำนวนดังกล่าว ร้อยละ 85 หรือ 14,450 ราย เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนม ในปี พ.ศ. 2559 มีปริมาณการผลิต น้ำนมโคของประเทศวันละ 3,102.76 ตัน ในจำนวนดังกล่าว เป็นน้ำนมจากสหกรณ์โคนมที่รวบรวมจากสมาชิก จำนวน 1,943.83 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.79 ในส่วนของโรงงานแปรรูปของสหกรณ์ก็มีปริมาณน้ำนมดิบแปรรูปในโรงงาน 610.63 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้นำไปผลิตเป็นนมโรงเรียน 528.74 ตันต่อวัน พร้อมกันนี้ทางกรมฯ ยังได้ให้การสนับสนุนให้ฟาร์มโคนมของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์ (GAP) เนื่องจากกรมส่งเสริมสหกรณ์มีกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นเครื่องมือสนับสนุนสหกรณ์ในการปรับปรุงฟาร์มโคนมตามมาตรฐานฟาร์มโคนมและการผลิตน้ำนมดิบและในส่วนของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ของสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้มีการผลิตน้ำนมโคคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยสนับสนุนสหกรณ์ในการปรับปรุงศูนย์รวบรวมน้ำนมโคของสหกรณ์ให้ได้รับการรับรอง GMP ปัจจุบันมีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบได้รับมาตรฐาน GMP แล้ว 116 ศูนย์

ด้านการส่งเสริมการลดต้นทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เนื่องจากฟาร์มเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะอาหารโคนม ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนสูงถึงร้อยละ 70 ปัจจุบันอาหารโคนมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมทำแปลงหญ้า เพื่อเป็นแหล่งอาหารหยาบเลี้ยงโคนมได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้แม่โคมีน้ำนมเพิ่มขึ้นจากการกินอาหารหยาบคุณภาพดี และสนับสนุนสหกรณ์โคนมให้มีการใช้อาหาร TMR ในฟาร์มสมาชิก หากสหกรณ์มีความพร้อมในการตั้งศูนย์ผลิตอาหาร Feed Center ซึ่งส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพน้ำนมโดยตรง พร้อมกันนี้ยังได้น้อมนำพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี มาดำเนินการในการสร้างยุวชนและทายาทการเลี้ยงโคนม โดยการร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จัดฝึกอบรมให้ความรู้ความเข้าใจในรูปแบบการเลี้ยง การให้อาหารโค การดูแลรักษาสุขภาพโคในเบื้องต้น และการรีดนมที่ถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดอบรมแล้ว 4 รุ่น รวม 127 คน ซึ่งคาดว่าทายาทที่ผ่านการอบรมแล้ว จะได้นำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงในฟาร์ม และเป็นกำลังสำคัญพร้อมสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นตามพระราชประสงค์ต่อไป กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมของสมาชิกให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมจัดทำโครงการการพัฒนาการเลี้ยงโคนมทดแทนฝูงของสหกรณ์โคนม ในสหกรณ์ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์โคนมผาตั้ง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์โคนม พิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงโคนมในฟาร์มสมาชิกของสหกรณ์ โดยสหกรณ์สร้างโรงเรือนเลี้ยงลูกโคจนเติบโตเป็นโคสาวท้องแล้วส่งคืนสมาชิก ซึ่งจะเลี้ยงตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์ และสถาบันการศึกษา มาให้คำแนะนำ และดูแลสุขภาพโค ปัจจุบันได้ปรับรูปแบบดำเนินการ ในลักษณะธนาคารโคนมทดแทน เพื่อเป็นแกนนำในการกระจายแม่โคสมบูรณ์พันธุ์ สู่เกษตรกรสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมในชุมชนนั้น ๆ ต่อไปอีกด้วย.

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 3/5/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/395159

จัดระเบียบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สาธารณะ ‘กรมประมง’เปิดขอรับใบอนุญาตชั่วคราวถึง11พค.นี้ (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 03 พ.ค. 2559, 7:46:35 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้ลงนามประกาศกรมประมง ให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 มาติดต่อขอรับใบอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในระหว่างวันที่ 27 เมษายน ถึง 11 พฤษภาคม ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพฯ สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง ศูนย์หรือหน่วยบริหารจัดการด้านการประมง ในเขตพื้นที่ที่ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง 2558 การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีบทลงโทษ คือ ปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท และปรับวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่มีการฝ่าฝืน

การออกประกาศครั้งนี้ เป็นมาตรการเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯมีความผิดในระหว่างที่กรมประมงกำลังเร่งดำเนินการตามบทบัญญัติของ พ.ร.ก.ประมง 2558 ที่มีเป้าหมายให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งการเพาะเลี้ยงในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ ซึ่งหมายถึงที่จับสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล

โดยคำขอรับใบอนุญาตที่ผู้เพาะเลี้ยงฯมายื่นไว้ จะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด เพื่อดำเนินการกำหนดพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป และระหว่างการพิจารณานี้ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่สาธารณสมบัติฯที่มายื่นคำขอรับใบอนุญาตไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด จะยังคงได้รับอนุญาตเบื้องต้นให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไปจนกว่าผลการพิจารณาจะเสร็จสิ้น โดยไม่มีความผิด

อธิบดีกรมประมงได้กล่าวย้ำว่า ใบรับคำขอแบบแสดงความประสงค์ขอรับใบอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ ที่หน่วยงานกรมประมงออกให้ชั่วคราวนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดังกล่าวได้รับการอนุญาตตามกฎหมายแล้ว เพราะยังต้องมีการพิจารณากำหนดพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป และเมื่อมีการกำหนดพื้นที่และแนวทางสำหรับการขอรับใบอนุญาตและการพิจารณาอนุญาตเพื่อให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว กรมประมงจะประกาศขอให้มายื่นคำขอรับใบอนุญาตตามแบบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไปอีกครั้งหนึ่ง

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์ แนวหน้า  ฉบับวันที่ 5/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/214033

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ   สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm