นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
02 กรกฎาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7046)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18170 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   13740   บทความ  
การเกษตร (12337) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์แม่สอดและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว เชื่อมโยงตลาดซื้อขายข้าวโพด (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:21:28 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเน้นให้สหกรณ์เป็นผู้ซื้อรายใหญ่และสามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ พร้อมทั้งให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์กับสหกรณ์เพื่อสร้างเครือข่ายด้านการผลิตและการตลาดสินค้าคุณภาพ ราคายุติธรรมโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางและเสริมสร้างระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ส่งเสริมให้ดำเนินการนโยบายรัฐบาลในลักษณะของการบริหารจัดการพืชแปลงใหญ่ โดยนำร่องดำเนินการในพื้นที่ของนิคมสหกรณ์แม่สอด เนื่องจากมีระบบการทำงานของสหกรณ์ที่เข้มแข็งอีกทั้งสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียวกันคือข้าวโพด

โอภาส  กลั่นบุศย์

นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์แม่สอดเป็นพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดตาก จึงมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้สมาชิกนิคมสหกรณ์แม่สอดสามารถลดต้นทุนการผลิต ปรับกระบวนการผลิตให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่งเสริมการตลาดด้วยวิธีการสหกรณ์ และสนับสนุนให้เกษตรกรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ดีได้อย่างไร กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำเอาความรู้ทั้งภาควิชาการและปฏิบัติตามที่เกษตรกรร้องขอเข้ามา เพื่อนำไปปรับกระบวนการผลิตข้าวโพดในรูปแบบการดำเนินโครงการบริหารจัดการพืชแปลงใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการวิเคราะห์ดิน การจัดการแปลงปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และระบบการตลาดด้วยวิธีการสหกรณ์

การปรับโครงสร้างบริหารจัดการแปลงใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด เบื้องต้นมีพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 8,000 ไร่ มีสมาชิกสหกรณ์ 400 ราย ซึ่งจะมีการส่งเสริมในเรื่องขององค์ความรู้ เงินทุนหมุนเวียนที่ผ่านระบบสหกรณ์ ปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ดีที่สหกรณ์เลือกใช้ การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องในระยะเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้บริหารในเรื่องของการตลาดล่วงหน้า โดยอาศัยการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้ใช้ เพื่อหาตลาดล่วงหน้าเพื่อรองรับผลผลิตของผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อปลูกพืชแล้วจะมีตลาดรับรองผลผลิตอย่างแน่นอน

นายโอภาส กล่าวเสริมว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จาก 669 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 900 กิโลกรัมต่อไร่ และผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1,800 ตัน คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดถึง 25,000 ตันในปีนี้ และโครงการปรับโครงสร้างการผลิตแปลงใหญ่ ก็จะทำให้เกิดมูลค่าเรื่องของการซื้อขายระหว่างสหกรณ์กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น สมาชิกจะมีรายได้ที่มั่นคง มีอาชีพที่ยั่งยืน และสหกรณ์จะเข้มแข็ง อีกทั้งจะใช้พื้นที่ของนิคมสหกรณ์แม่สอดเป็นต้นแบบเพื่อให้สหกรณ์ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือสหกรณ์ที่สนใจเข้ามาศึกษาต่อไป

นายสันติ วิโรจน์บริสุทธิ์ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว กล่าวว่า สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้วมีการจัดตั้งโรงงานอาหารสัตว์เพื่อผลิตอาหารสำเร็จรูป เพื่อช่วยเหลือและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรรายย่อย โดยมีข้าวโพด เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ทำให้ทางสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่จำเป็นจะต้องหาแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งได้ตกลงการทำ

MOU ระหว่างนิคมสหกรณ์แม่สอดและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างสหกรณ์โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งนี้ก็เป็นเป้าหมายของทางรัฐบาลที่ส่งเสริม อีกทั้งการเชื่อมโยงนี้จะสามารถช่วยให้สมาชิกของสหกรณ์ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรทั้ง 2 ฝ่ายได้อย่างยั่งยืน

เบื้องต้นการทำ MOU ระหว่างนิคมสหกรณ์แม่สอดและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้วในการซื้อขายข้าวโพดนั้นมีปริมาณ 500 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 9 บาท 40 สตางค์ ซึ่งเป็นราคาที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงร่วมกันโดยคัดจากคุณภาพการผลิตตั้งแต่กระบวนการเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว อีกทั้งได้เห็นกระบวนการผลิตทั้งหมดจึงมั่นใจว่าข้าวโพดที่ได้มานั้นมีคุณภาพตามที่ต้องการ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166133

 

 

 

 

4 หน่วยเชื่อมข้อมูลแผ่นดินไหว กรมชลย้ำเขื่อนทุกแห่งแข็งแรง-ปลอดภัย (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:18:25 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานด้านแผ่นดินไหวกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลแผ่นดินไหวระหว่างกัน ทั้งข้อมูลทางด้านวิชาการ ปฏิบัติการ เพื่อจะนำข้อมูลหรือเทคนิคต่างๆ ไปประมวลผล และนำมาใช้ติดตามเฝ้าระวังการเกิดแผ่นดินไหวและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และในอนาคตจะได้มีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการให้บริการข้อมูลสารสนเทศด้านแผ่นดินไหวที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดสู่สาธารณชนเป็นลำดับต่อไป

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลความแข็งแรงและความมั่นคงของอ่างเก็บน้ำ จึงคิดว่าข้อมูลหรือสถิติเกี่ยวกับลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวที่เราได้ทำการศึกษามาโดยตลอด รวมทั้งเทคนิคต่างๆ ที่ได้นำไปใช้งานจริงจะสามารถนำไปเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน ทำให้ได้ข้อมูลอย่างรอบด้าน อย่างละเอียดมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นการเฝ้าระวังภัยแผ่นดินไหวและผลกระทบให้กับประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนได้ทราบก็จะเป็นการสร้างความพร้อมให้เกิดความเข้าใจปรากฏการณ์แผ่นดินไหวมากขึ้นไม่เกิดความตื่นตระหนกว่าที่ร้อยตรี ไพเจนกล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อไปว่า เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำทุกแห่งต้องมีการตรวจสอบความมั่นคงให้ได้ตามค่ามาตรฐานความปลอดภัยโดยวิศวกรและเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญงานอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากความแข็งแรงและมั่นคงของเขื่อนไม่ได้ถูกกำหนดจากการไหวตัวของแผ่นดินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตามสถิติที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเกิดแผ่นดินไหวที่สามารถวัดค่าแรงสั่นสะเทือนได้ขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ ในขณะที่โครงสร้างของเขื่อนเก็บกักน้ำทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จะถูกออกแบบมาให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ขนาด 7 ตามมาตราริกเตอร์

ถึงกระนั้นกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจ เรามีการกำหนดมาตรการเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดความเสียหายที่อาจมีผลกระทบกับความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อน ซึ่งหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์หรือนำไปต่อยอดในการป้องกันภัยแผ่นดินไหวได้

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ในอนาคตการออกแบบและก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำอาจจะต้องเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้นด้วยการพิจารณาใช้วิธีการคำนวณออกแบบที่มีความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม และปรับเปลี่ยนค่าสัมประสิทธิ์แผ่นดินไหวในการคำนวณออกแบบเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้ว รวมทั้งมีระบบเตือนภัยที่ไวต่อความสั่นสะเทือนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166130

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานด้านแผ่นดินไหวกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลแผ่นดินไหวระหว่างกัน ทั้งข้อมูลทางด้านวิชาการ ปฏิบัติการ เพื่อจะนำข้อมูลหรือเทคนิคต่างๆ ไปประมวลผล และนำมาใช้ติดตามเฝ้าระวังการเกิดแผ่นดินไหวและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และในอนาคตจะได้มีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการให้บริการข้อมูลสารสนเทศด้านแผ่นดินไหวที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดสู่สาธารณชนเป็นลำดับต่อไป

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลความแข็งแรงและความมั่นคงของอ่างเก็บน้ำ จึงคิดว่าข้อมูลหรือสถิติเกี่ยวกับลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวที่เราได้ทำการศึกษามาโดยตลอด รวมทั้งเทคนิคต่างๆ ที่ได้นำไปใช้งานจริงจะสามารถนำไปเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน ทำให้ได้ข้อมูลอย่างรอบด้าน อย่างละเอียดมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นการเฝ้าระวังภัยแผ่นดินไหวและผลกระทบให้กับประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนได้ทราบก็จะเป็นการสร้างความพร้อมให้เกิดความเข้าใจปรากฏการณ์แผ่นดินไหวมากขึ้นไม่เกิดความตื่นตระหนกว่าที่ร้อยตรี ไพเจนกล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อไปว่า เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำทุกแห่งต้องมีการตรวจสอบความมั่นคงให้ได้ตามค่ามาตรฐานความปลอดภัยโดยวิศวกรและเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญงานอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากความแข็งแรงและมั่นคงของเขื่อนไม่ได้ถูกกำหนดจากการไหวตัวของแผ่นดินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตามสถิติที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเกิดแผ่นดินไหวที่สามารถวัดค่าแรงสั่นสะเทือนได้ขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ ในขณะที่โครงสร้างของเขื่อนเก็บกักน้ำทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จะถูกออกแบบมาให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ขนาด 7 ตามมาตราริกเตอร์

ถึงกระนั้นกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจ เรามีการกำหนดมาตรการเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดความเสียหายที่อาจมีผลกระทบกับความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อน ซึ่งหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์หรือนำไปต่อยอดในการป้องกันภัยแผ่นดินไหวได้

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ในอนาคตการออกแบบและก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำอาจจะต้องเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้นด้วยการพิจารณาใช้วิธีการคำนวณออกแบบที่มีความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม และปรับเปลี่ยนค่าสัมประสิทธิ์แผ่นดินไหวในการคำนวณออกแบบเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้ว รวมทั้งมีระบบเตือนภัยที่ไวต่อความสั่นสะเทือนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166130

 

 

 

  

 

 

 

จัดงาน‘ภูมิปัญญาไทยเกษตร’ (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:15:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน ภูมิปัญญาเก่าใหม่ ไทยเกษตรเพื่อมุ่งเพิ่มทักษะ เทคนิควิธีทำเกษตร เน้นการเรียนรู้ภูมิปัญญาทั้งเก่าและใหม่ เพื่อพัฒนาต่อยอดจนสามารถพึ่งตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำเสนอจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา อาทิ ฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กว่า 10 ปี จาก แชมเปญ เอ็กซ์ อดีตนางแบบและนักแสดงชื่อดังของเมืองไทยที่ผันตัวเองเป็นเกษตรกร ทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากไร่วันจันทร์เพ็ญ (ยิ้ม) จ.สระแก้ว, พบปราชญ์เกษตรของแผ่นดินคนล่าสุด ปี 2558 ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง จ.ระยอง นำเสนอ ทำเกษตรอย่างไรให้พอเพียงจากวิถีการผลิตที่ลงทุนสูง ขาดทุนล่มจม ปรับตัวปรับใจใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจนประสบความสำเร็จ, การถ่ายทอดประสบการณ์ของ นายสถาพร ฉายะโอภาส แห่งฟาร์มไส้เดือนมิตรใหม่ฟาร์ม สายไหม กรุงเทพฯ จากที่เลี้ยงไส้เดือนเป็นงานอดิเรกจนปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ยังนำเสนอเทคนิคการปลูกและดูแลรักษาไผ่สร้างรายได้ เทคนิคการแปรรูปและการตลาด โซลาร์เซลล์สำหรับสูบน้ำและผลิตไฟฟ้า เตรียมรับปัญหาสภาวะฝนแล้ง โดย อ.ธนภพ เกียรติฉวีพรรณ ปราชญ์ชาวบ้านนักประดิษฐ์และพัฒนาประยุกต์ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เป็นพลังงานทดแทนอย่างหลากหลาย ชมนิทรรศการภูมิปัญญาเกษตรของคนรุ่นใหม่ ช็อป ของกิน ของใช้ อาหารพื้นบ้าน จากเกษตรอินทรีย์แท้ๆ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166128

 

 

 

ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:13:05 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สำหรับการประชุมกลุ่มสมาชิกสหกรณ์นั้น ถือเป็นรากแก้วที่สหกรณ์ใช้ในการสื่อสารสองทางกับสมาชิก เพื่อให้ทราบความจำเป็นพื้นฐานในเรื่องต่างๆ และถูกสนองความต้องการภายใต้การบริหารจัดการของสหกรณ์ ดังนั้นสหกรณ์จึงกำหนดให้มีการประชุมกลุ่มสมาชิกอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยกระตุ้นให้สมาชิกปฏิบัติหน้าที่ในการมาร่วมประชุมกลุ่ม และได้รับสิทธิประโยชน์จากการเข้าร่วมประชุมกลุ่ม ตัวอย่างเช่น สมาชิกจะได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยธรรมชาติตามอัตราที่สหกรณ์กำหนด เมื่อสมาชิกและคู่สมรสเจ็บป่วยจะได้รับความช่วยเหลือตามอัตราที่สหกรณ์กำหนด บุตรสมาชิกมีสิทธิ์ที่จะได้รับการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีมาตรการต่างๆ ที่สหกรณ์นำมาใช้ในการกระตุ้นให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมกลุ่ม ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆที่มวลสมาชิกเห็นชอบ

เมื่อพูดถึงความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จึงหมายถึง หัวใจของความเป็นสหกรณ์ ที่ประกอบด้วยสมาชิก คณะกรรมการดำเนินการ และฝ่ายจัดการที่ทุกคนทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจ รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลและขับเคลื่อนสหกรณ์แห่งนี้ให้เดินไปสู่เป้าหมายที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิกทุกคน เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิก และชุมชนเป็นที่ตั้ง

กว่า 70 ปี ที่สหกรณ์ได้ดำเนินกิจการผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านความสำเร็จ และอุปสรรคต่างๆ นานา จากสมาชิกรุ่นหนึ่งสู่สมาชิกอีกรุ่น แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิก คณะกรรมการดำเนินการ และฝ่ายจัดการ คือรากฐานสำคัญของความเข้มแข้งในการพึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่จะทำให้สหกรณ์แห่งนี้ข้ามผ่านสิ่งต่างๆ มาจนถึงวันนี้ จนพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ เหมือนไทรงามแห่งพิมาย ที่ได้ผ่านวิกฤติมาหลายร้อยปี และจะยังยืนหยัดสร้างรากฐาน เพื่อขยายกิ่งก้านสาขา เปรียบเสมือนดังสมาชิกรุ่นต่อๆ ไป ของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166127

 

 

แจงสี่เบี้ย : กรมพัฒนาที่ดินกับการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ(8) (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:09:57 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

การผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 เป็นจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดสารออกฤทธิ์โดยกระบวนการหมักพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ เพื่อผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ประกอบด้วย ยีสต์ Saccharomyces sp. แบคทีเรียผลิตกรดอะซิติก Gluconobacter oxydans และ แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก Lactobcillus fermentum

สารสกัดที่ได้จากการหมักพืชสมุนไพร โดยกิจกรรมจุลินทรีย์ ประกอบด้วย สารออกฤทธิ์ และสารไล่แมลงที่อยู่ในพืชสมุนไพร รวมทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด เพื่อใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

การผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ชนิดพืชสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลง โดยสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพควบคุมเพลี้ยแป้ง และเพลี้ยอ่อน ได้แก่ ยาสูบ(ยาเส้น) ดีปลี รากหางไหล หัวกลอย และพริก ส่วนสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพควบคุมหนอนกระทู้ผัก และหนอนใยผัก ได้แก่ เหง้าว่านน้ำ เหง้าขมิ้น เมล็ดมันแกว และเหง้าหนอนตายหยาก ส่วนวิธีการทำนั้น คือ สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็ก ทุบหรือตำให้แตก จากนั้นนำพืชสมุนไพรและรำข้าวละเอียดใส่ลงในถังหมัก ละลายกากน้ำตาลในน้ำ แล้วใส่สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที เทสารละลายใส่ลงในถังหมักคลุกเคล้าและคนให้เข้ากัน ปิดฝาถังไม่ต้องแน่น ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม และคนทุกวันใช้ระยะเวลาในการหมัก 21 วัน เมื่อทำการหมักได้ที่แล้ว จะสังเกตได้ว่าฝ้าจุลินทรีย์ลดลง ไม่มีฟองก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์หรือมีน้อยลง กลิ่นแอลกอฮอล์ลดลงสารละลายมีสภาพเป็นกรด pH ระหว่าง 3-4 และได้กลิ่นเปรี้ยว

 

สำหรับอัตราและวิธีการใช้นั้น ต้องเจือจางสารควบคุมแมลงศัตรูพืช : น้ำ เท่ากับ 1:100 ฉีดพ่นทุกๆ 3-5 วัน และฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการระบาดของหนอนและเพลี้ย ควรฉีดพ่นช่วงตัวอ่อน หรือช่วงที่เพลี้ยยังไม่เกิดแป้ง ใส่สารจับใบ เช่น น้ำยาล้างจาน 10 มิลลิลิตร ลงในสารควบคุมแมลงศัตรูพืช 10 ลิตร พืชผัก พืชไร่ และไม้ดอก ฉีดพ่นสารควบคุมแมลงศัตรูพืชที่เจือจางแล้ว อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ ส่วนไม้ผล ฉีดพ่นสารควบคุมแมลงศัตรูพืชที่เจือจางแล้วอัตรา 100 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นที่ใบ ลำต้น หรือบริเวณที่มีหนอนหรือเพลี้ยอาศัยอยู่

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166125

 

 

ส่องเกษตร : ถึงเวลาต้องปฏิรูประบบน้ำ (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:07:16 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวอีกครั้ง ออกคำสั่งเด้ง71 ข้าราชการระดับสูงลงมาถึงระดับกลาง และผู้บริหารราชการปกครองส่วนท้องถิ่นที่พัวพันคดีทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับการสอบสวนของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดอยู่

นับเป็น ลอตที่ 2หรือรุ่นที่ 2ที่ข้าราชการโดนคำสั่งเชือดมาตรา 44 ตามนโยบายจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาดของรัฐบาล คสช. โดยลอตแรกหรือรุ่น 1 โดนไปก่อนหน้านี้มี 45 คน รวม 2 รุ่นก็เป็น 115 คน ทั้งที่บวกตัวเลขได้ 116 แต่เพราะรุ่น 2 มีซ้ำกับรุ่นแรก 1 คนคือ นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่คำสั่งแรก โดนแค่ให้ไปช่วยราชการประจำกระทรวง แต่คำสั่งหน 2 นี้ ให้ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี จึงหลุดจากตำแหน่งเดิมโดยเด็ดขาด

ในรุ่น 2 นี้มี 2 ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดนเด้งเข้ากรุประจำสำนักงานปลัดกระทรวงฯด้วยคือ นายสมพร

ดำนุ้ย ผอ.โครงการชลประทานอุดรธานีและนายยุทธนา นวมะชิติ ผอ.โครงการชลประทานสตูล เมื่อรวมกับรุ่น 1 ที่โดน

คำสั่งแบบเดียวกันไปก่อนหน้านี้ 2 คนคือ นายปัญญา ศิลปะ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา และนายอุดร ชมาฤกษ์ เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็น 4 คนแล้ว

ข่าวว่าลอตที่ 3 หรือรุ่นที่ 3 ที่กำลังอยู่ระหว่างกลั่นกรอง เตรียมออกคำสั่งหัวหน้าคสช.อีกในเร็วๆนี้ ยังไม่รู้จะมีข้าราชการกระทรวงเกษตรฯโดนอีกกี่คน แต่ใครที่รู้ตัวเองดีว่า เข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องคดีทุจริตคอร์รัปชั่น จน ถูกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นป.ป.ช.,ป.ป.ท.,DSI และ สตง.ทำการสอบสวนความผิดอยู่ ก็คงใจตุ๊มๆต้อมๆกันเป็นแถว....ซึ่งแบบนี้น่าที่จะสมน้ำหน้า มากกว่าที่จะเห็นใจ และหวังว่า การเอาจริงของรัฐบาลครั้งนี้ จะสร้างความเข็ดขยาด ไม่ใช่คิดจะโกงกันง่ายๆเหมือนในอดีตอีก

พักเรื่องฟันข้าราชการพัวพันทุจริตแค่นี้ก่อน ขอไปว่าเรื่องมหากาพย์ วิกฤติภัยแล้งอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ตอนนี้ได้กลายเป็น วิกฤติแห่งชาติที่มีผลกระทบไปถึงทุกองคาพยพของสังคมไทยทุกภาคส่วนไปแล้ว

แน่นอนด้านการเกษตรชัดเจนว่า จีดีพีภาคเกษตร ผลผลิตพืชผลหลักๆจะลดต่ำลงมาก กระทบต่อเนื่องไปถึงเรื่องการค้าการส่งออกสินค้าเกษตร ยาวไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้พืชผลเกษตรเป็นวัตถุดิบ แล้วเมื่อภาคเกษตรรายได้หดหาย ก็ส่งผลหนักให้ขาดกำลังซื้อกระทบไปถึงธุรกิจทุกตัวขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ต้องเร่งตุนน้ำไว้รองรับ ธุรกิจท่องเที่ยวก็พลอยมีผลกระทบขาดน้ำ การประปาฯเองก็เป็นห่วงน้ำดิบจะไม่พอใช้ทำน้ำประปา เพื่อการอุปโภคบริโภค กระทั่งกระแสในโลกโซเชียลเตือนให้แต่ละบ้าน ตุนหรือสำรองน้ำกินน้ำใช้กันให้ดี เป็นต้น เรียกได้ว่าเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทุกภาคส่วน

ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานต้องตกเป็นจำเลยสำคัญที่ถูกด่าหนักว่า บริหารจัดการในเขื่อนแบบไร้สติ นับตั้งแต่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยระบายน้ำในเขื่อนออกไปมากเกินไป ทำให้ต้องเจอภัยแล้งที่รุนแรงขนาดหนักในปีนี้ จนอธิบดีกรมชลประทาน-เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ต้องออกมาแฉว่า การพร่องน้ำ 4 เขื่อนใหญ่ไปมาก เพราะถูกบังคับสั่งการจากอำนาจการเมืองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้เร่งระบายน้ำเขื่อนออก ด้วยหวั่นจะเจอน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 แม้กรมชล

จะทัดทานเพื่อต้องการรักษาน้ำต้นทุนไว้ ก็ทานไม่อยู่

 

ดังนั้น ผมอยากสรุปว่า การบริหารจัดการน้ำแบบขาดสติจนเกิดภัยแล้งหนักเวลานี้ หรือ แม้กระทั่งน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ก็เป็นเพราะการปล่อยให้อำนาจการเมืองที่ยึดเอาแต่ประโยชน์ตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงหลักวิชาการที่ถูกต้อง เข้ามาแทรกแซง สั่งการบริหารจัดการน้ำได้นั่นเอง

ปัญหาน้ำ ไม่ว่าน้ำแล้งหรือน้ำท่วมจะยิ่งกลายเป็นปัญหาร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพเต็มที่ แม้แต่ฝืมือกรมชลประทานเอง ก็ยังใช่ว่า จะไว้วางใจได้ ทั้งหมด ยิ่งปล่อยให้มีอำนาจการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ ก็มีแต่จะนำพาวิกฤติให้สาหัสขึ้นทุกที

คงถึงเวลาที่ต้องพูดเรื่อง ปฏิรูประบบน้ำให้จริงจังเสียที ให้มีหน่วยงานหรือองค์กรอิสระที่ประกอบด้วยคนเก่ง มีความรู้

ความสามารถบริหารจัดการน้ำแท้จริง มาทำงานนี้อย่างอิสระ ไม่ปล่อยให้อำนาจการเมืองใดๆมาแทรกแซงได้ เหมือนประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องนี้เช่น เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

ก็ต้องฝากรัฐบาล คสช.พิจารณาด้วย ถ้าไม่ริ่เริ่มปฏิรูปตอนนี้ อนาคตยิ่งมืดมนแน่

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166123

 

ส่องเกษตร : ถึงเวลาต้องปฏิรูประบบน้ำ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 8:07:10 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวอีกครั้ง ออกคำสั่งเด้ง71 ข้าราชการระดับสูงลงมาถึงระดับกลาง และผู้บริหารราชการปกครองส่วนท้องถิ่นที่พัวพันคดีทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับการสอบสวนของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดอยู่

นับเป็น ลอตที่ 2หรือรุ่นที่ 2ที่ข้าราชการโดนคำสั่งเชือดมาตรา 44 ตามนโยบายจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาดของรัฐบาล คสช. โดยลอตแรกหรือรุ่น 1 โดนไปก่อนหน้านี้มี 45 คน รวม 2 รุ่นก็เป็น 115 คน ทั้งที่บวกตัวเลขได้ 116 แต่เพราะรุ่น 2 มีซ้ำกับรุ่นแรก 1 คนคือ นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่คำสั่งแรก โดนแค่ให้ไปช่วยราชการประจำกระทรวง แต่คำสั่งหน 2 นี้ ให้ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี จึงหลุดจากตำแหน่งเดิมโดยเด็ดขาด

ในรุ่น 2 นี้มี 2 ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดนเด้งเข้ากรุประจำสำนักงานปลัดกระทรวงฯด้วยคือ นายสมพร

ดำนุ้ย ผอ.โครงการชลประทานอุดรธานีและนายยุทธนา นวมะชิติ ผอ.โครงการชลประทานสตูล เมื่อรวมกับรุ่น 1 ที่โดน

คำสั่งแบบเดียวกันไปก่อนหน้านี้ 2 คนคือ นายปัญญา ศิลปะ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา และนายอุดร ชมาฤกษ์ เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็น 4 คนแล้ว

ข่าวว่าลอตที่ 3 หรือรุ่นที่ 3 ที่กำลังอยู่ระหว่างกลั่นกรอง เตรียมออกคำสั่งหัวหน้าคสช.อีกในเร็วๆนี้ ยังไม่รู้จะมีข้าราชการกระทรวงเกษตรฯโดนอีกกี่คน แต่ใครที่รู้ตัวเองดีว่า เข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องคดีทุจริตคอร์รัปชั่น จน ถูกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นป.ป.ช.,ป.ป.ท.,DSI และ สตง.ทำการสอบสวนความผิดอยู่ ก็คงใจตุ๊มๆต้อมๆกันเป็นแถว....ซึ่งแบบนี้น่าที่จะสมน้ำหน้า มากกว่าที่จะเห็นใจ และหวังว่า การเอาจริงของรัฐบาลครั้งนี้ จะสร้างความเข็ดขยาด ไม่ใช่คิดจะโกงกันง่ายๆเหมือนในอดีตอีก

พักเรื่องฟันข้าราชการพัวพันทุจริตแค่นี้ก่อน ขอไปว่าเรื่องมหากาพย์ วิกฤติภัยแล้งอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ตอนนี้ได้กลายเป็น วิกฤติแห่งชาติที่มีผลกระทบไปถึงทุกองคาพยพของสังคมไทยทุกภาคส่วนไปแล้ว

แน่นอนด้านการเกษตรชัดเจนว่า จีดีพีภาคเกษตร ผลผลิตพืชผลหลักๆจะลดต่ำลงมาก กระทบต่อเนื่องไปถึงเรื่องการค้าการส่งออกสินค้าเกษตร ยาวไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้พืชผลเกษตรเป็นวัตถุดิบ แล้วเมื่อภาคเกษตรรายได้หดหาย ก็ส่งผลหนักให้ขาดกำลังซื้อกระทบไปถึงธุรกิจทุกตัวขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ต้องเร่งตุนน้ำไว้รองรับ ธุรกิจท่องเที่ยวก็พลอยมีผลกระทบขาดน้ำ การประปาฯเองก็เป็นห่วงน้ำดิบจะไม่พอใช้ทำน้ำประปา เพื่อการอุปโภคบริโภค กระทั่งกระแสในโลกโซเชียลเตือนให้แต่ละบ้าน ตุนหรือสำรองน้ำกินน้ำใช้กันให้ดี เป็นต้น เรียกได้ว่าเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทุกภาคส่วน

ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานต้องตกเป็นจำเลยสำคัญที่ถูกด่าหนักว่า บริหารจัดการในเขื่อนแบบไร้สติ นับตั้งแต่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยระบายน้ำในเขื่อนออกไปมากเกินไป ทำให้ต้องเจอภัยแล้งที่รุนแรงขนาดหนักในปีนี้ จนอธิบดีกรมชลประทาน-เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ต้องออกมาแฉว่า การพร่องน้ำ 4 เขื่อนใหญ่ไปมาก เพราะถูกบังคับสั่งการจากอำนาจการเมืองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้เร่งระบายน้ำเขื่อนออก ด้วยหวั่นจะเจอน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 แม้กรมชล

จะทัดทานเพื่อต้องการรักษาน้ำต้นทุนไว้ ก็ทานไม่อยู่

 

ดังนั้น ผมอยากสรุปว่า การบริหารจัดการน้ำแบบขาดสติจนเกิดภัยแล้งหนักเวลานี้ หรือ แม้กระทั่งน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ก็เป็นเพราะการปล่อยให้อำนาจการเมืองที่ยึดเอาแต่ประโยชน์ตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงหลักวิชาการที่ถูกต้อง เข้ามาแทรกแซง สั่งการบริหารจัดการน้ำได้นั่นเอง

ปัญหาน้ำ ไม่ว่าน้ำแล้งหรือน้ำท่วมจะยิ่งกลายเป็นปัญหาร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพเต็มที่ แม้แต่ฝืมือกรมชลประทานเอง ก็ยังใช่ว่า จะไว้วางใจได้ ทั้งหมด ยิ่งปล่อยให้มีอำนาจการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ ก็มีแต่จะนำพาวิกฤติให้สาหัสขึ้นทุกที

คงถึงเวลาที่ต้องพูดเรื่อง ปฏิรูประบบน้ำให้จริงจังเสียที ให้มีหน่วยงานหรือองค์กรอิสระที่ประกอบด้วยคนเก่ง มีความรู้

ความสามารถบริหารจัดการน้ำแท้จริง มาทำงานนี้อย่างอิสระ ไม่ปล่อยให้อำนาจการเมืองใดๆมาแทรกแซงได้ เหมือนประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องนี้เช่น เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

ก็ต้องฝากรัฐบาล คสช.พิจารณาด้วย ถ้าไม่ริ่เริ่มปฏิรูปตอนนี้ อนาคตยิ่งมืดมนแน่

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.naewna.com/local/166123

 

ศูนย์ศึกษาฯ ภูพาน แม่แบบการบริหารจัดการน้ำ (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 7:59:12 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาสมาคมส่งเสริมการพัฒนาลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน ได้นำคณะทำงานลุ่มน้ำพุง ในสังกัดกรมทรัพยากรน้ำ และสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง คณะกรรมการลุ่มน้ำตอน แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันพร้อมทั้งได้ทัศนศึกษาดูงานในพื้นที่ ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยคณะจาก สปป.ลาว มี ท่านวอ วรสาร นำคณะ โดยในพื้นที่ของประเทศไทย คณะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โดยมี ดร.ศิรวิชญ์ เรืองสุข ที่ปรึกษาศูนย์ฯ ให้การต้อนรับและนำชมกิจกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ และผลประโยชน์จากความสำเร็จที่ได้จากการบริหารจัดการน้ำด้านต่าง ๆ อาทิ 1.กิจกรรมประมง 2. กิจกรรมเกษตรผสมผสาน 3. กิจกรรมปรับปรุงบำรุงดิน 4. กิจกรรมเพาะเห็ด 5. กิจกรรมพืชสวน 6. กิจกรรมปศุสัตว์ 7. กิจกรรมอุตสาหกรรมในครอบครัวและ 8. กิจกรรมแปรรูปอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ภาคอีสานของไทยจะมีสภาพของภูมิประเทศที่ไม่แตกต่างจาก สปป.ลาว โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ศึกษาทดลอง ตลอดถึงการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ อันได้แก่ การพัฒนาป่าไม้ การเกษตร ในด้านต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยพิจารณาจากภูมิสังคมและภูมิประเทศเป็นสำคัญ รวมทั้งการดำเนินงานด้านเกษตรอุตสาหกรรมสำหรับเป็นตัวอย่างสำหรับราษฎรในพื้นที่จักได้นำไปปฏิบัติใช้ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองได้ของประชาชนในพื้นที่ต่อไป พร้อมทั้งได้พระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ตาดไฮใหญ่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ฯ ที่มีพื้นที่โครงการประมาณ 1,800 ไร่ให้สามารถมีน้ำใช้ทำการศึกษาและทดลองได้ตลอดทั้งปีอย่างเป็นระบบ อันเป็นที่มาของแนวทางในการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ทั้งการระบายน้ำในช่วงน้ำมาก และการจัดสรรน้ำในช่วงน้ำน้อยเช่นฤดูแล้ง เป็นต้น ที่สำคัญเพื่อเป็นพื้นที่ตัวแทนของภูมิภาคทั้งหมด ในการศึกษาพัฒนาเพื่อหาข้อยุติในการแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ ด้วยพื้นที่นี้มีลักษณะสภาพธรรมชาติแวดล้อม และวงจรชีวภาพที่คล้ายคลึงกับภูมิภาคโดยทั่วไปของภาคอีสาน ดังนั้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นแบบจำลองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นพื้นที่ส่วนย่อที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหา และศึกษาวิธีการพัฒนาของภูมิภาคนี้ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ก็ได้ให้ความสนใจเดินทางมาศึกษาเพื่อนำแนวทางไปปฏิบัติใช้ในประเทศของตนเองอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/agriculture/331688

มะม่วงบ้าน - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 7:55:53 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

มะม่วงบ้าน - เรื่องน่ารู้ | เดลินิวส์

?มะม่วงบ้าน เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาออกไปรอบต้น ผลบริโภคได้ทั้ง ผลอ่อน ผลแก่ และผลสุก บางพื้นที่นิยมใช้ปรุงรสแทนมะนาว หรือเป็นยำมะม่วง น้ำพริกมะม่วง ผลสุก มีรสหวาน รับประทานเป็นผลไม้ ยอดอ่อนและใบอ่อน รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกหรือนำไปยำ คนไทยเมื่ออดีตจะนำผลสดมากินเป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียนวิงเวียน แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย ส่วนเมล็ดจะนำมาต้มเอาน้ำกินถ่ายพยาธิตัวกลม แก้ท้องร่วง แก้บิดเรื้อรัง แก้ริดสีดวงทวาร ตกขาว ตกเลือด และท้องอืด เป็นต้น.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/agriculture/331689

ไตรมาสแรกของปี 2558 สหกรณ์ไทย ขยายตัว 1.08% (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ค. 2558, 7:52:26 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?จากรายงานผลของนักวิชาการสถิติชำนาญการ กลุ่มงานระบบวิเคราะห์และวัดผลทางการเงิน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ระบุถึง สถานการณ์ทางการค้าและการเงินของขบวน การสหกรณ์ไทยว่าในไตรมาสแรกของปี 2558 ภาพรวมเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทย ขยายตัวอยู่ที่ 1.08% สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 1.55% และทำกำไรเพิ่มขึ้น 4.47% โดยมีสมาชิกที่มีการก่อหนี้พร้อมกับการออมเงินในอัตราที่ใกล้เคียงกัน คาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 2/2558 เศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น สำหรับเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยโดยรวมฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ขยายตัวอยู่ที่ 1.08% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้วขยายตัว 0.58% โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจการให้บริการส่งเสริมการเกษตร และธุรกิจการรับฝากเงินที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลิตผลยังคงหดตัว เนื่องมาจากปัญหาภัยแล้งประกอบกับราคาพืชผลการเกษตรไม่ดีนัก อย่างไรก็ดีธุรกิจโดยรวมยังคงทำรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น จากการรวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา พบว่าสหกรณ์ไทยทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 11,110 แห่ง ประกอบด้วย 1) กลุ่มสหกรณ์ ภาคการเกษตร 3,837 แห่ง 2) กลุ่มสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 3,129 แห่ง และ 3) กลุ่มเกษตรกร 4,144 แห่ง มีสมาชิกผู้รับบริการรวมทั้งสิ้น 12.35 ล้านคน คิดเป็น 18.97% ของประชากรไทยทั้งประเทศ (ณ 31 มีนาคม 2558 ประชากรไทยทั้งประเทศ 65 ล้านคนเศษ) มีเงินทุนดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 2.43 ล้านล้านบาท โดย ภาคการเกษตรมีทุนกว่า 2.22 แสนล้านบาท ประกอบธุรกิจลงทุน 5 ธุรกิจ มีปริมาณธุรกิจรวม 3.24 แสนล้านบาท โดยธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลิตผลมีปริมาณสูงสุดจำนวน 8.87 หมื่นล้านบาท (27.42%) หรือ คิดเฉลี่ย 13,253 บาทต่อคน รองลงมา ธุรกิจสินเชื่อ (26.68%) ธุรกิจรับฝากเงิน (22.29%) ธุรกิจจัดหาสินค้า มาจำหน่าย (23.44%) และธุรกิจให้บริการส่งเสริมการเกษตร (0.17%) ตามลำดับ ธุรกิจโดยรวมหดตัวร้อยละ 0.14 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว มีรายได้รวมทั้งสิ้นกว่า 1.90 แสนล้านบาท ขยายตัว 0.04% ส่วนค่าใช้จ่าย รวม 1.85 แสนล้านบาท ขยายตัว 0.05% คิดเป็น 97.64% ของรายได้รวมทั้งสิ้น และมีกำไรสุทธิโดยรวม 4,471.03 ล้านบาท หดตัว 0.61% ทั้งนี้ สมาชิกมีเงินออมเฉลี่ย 15,601 บาทต่อคน ขยายตัว 0.12% ขณะที่ หนี้สินเฉลี่ย 21,710 บาทต่อคน ขยายตัว 0.23% โดยหนี้สินเฉลี่ยคิดเป็น 1.39 เท่าของเงินออมเฉลี่ย กลุ่มเกษตรกร มีทุนดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 3,645.83 ล้านบาท ประกอบธุรกิจลงทุน 5 ธุรกิจคล้ายกับ ภาคเกษตร ธุรกิจโดยรวมขยายตัว 0.38% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจการให้เงินกู้ยืมขยายตัว 0.53% และธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลิตผลขยายตัว 0.87% พบว่า ธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลิตผล มีปริมาณสูงสุดจำนวน 7,068 ล้านบาท (69.24%) หรือคิดเฉลี่ย 12,438 บาทต่อคน รองลงมาคือ ธุรกิจสินเชื่อ (17.56%) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (10.60%) และอื่น ๆ (2.60%) ตามลำดับ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 8,673.39 ล้านบาท หดตัว 3.13% ส่วนค่าใช้จ่ายรวม 8,547.02 ล้านบาท หดตัว 3.18% มีกำไรสุทธิรวม 126.37 ล้านบาท ขยายตัว 0.29% ส่วนสมาชิกมีเงินออมเฉลี่ย 1,753 บาทต่อคน หดตัว 1.13% และมีหนี้สินเฉลี่ย 3,659 บาทต่อคน ขยายตัว 0.50% โดยที่หนี้สินเฉลี่ยคิดเป็น 2.08 เท่าของเงินออมเฉลี่ย สัดส่วนค่อนข้างสูง.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/agriculture/331687

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm