นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
21 ตุลาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6553)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16308 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   12268   บทความ  
การเกษตร (10863) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (982)
12345678910...>>
 
เกษตรบูรณาการ : มโนสำนึกของข้าราชการรุ่นพี่ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:38:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

  ทันทีที่มีการแต่งตั้ง ครม. ประยุทธ์1” ที่หวังตามคาดว่าจะให้ท่านรัฐมนตรีนำทับเดินหน้า แก้ปัญหาประเทศชาติสู่ความสงบ โดยตั้งเป้าลดความขัดแย้ง สลายขั้วอำนาจเก่าทางการเมือง และเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องของคนในสังคม

การเดินหน้าแก้ปัญหาตามแนวทางรัฐบาล บุคคลที่ถูกเลือก เข้ามานั่งในตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี จึงหนีไม่พ้น คนเดิมที่เคยนั่งในแต่ละกระทรวง เพราะท่านนายกฯ ทึกทักเข้าใจเอาว่า เขาเหล่านั้นน่าจะเข้าใจปัญหาในบ้านเก่าของตนเอง และน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่น โดยเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด เหมือนว่าจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี เพราะคนที่รู้ปัญหาและน่าจะแก้ปัญหาได้ดีงานนี้ ท่าน นายกฯประยุทธ์ จึงกล้าที่จะประกาศ ชัดเจนว่าทันทีที่มีการแต่งตั้ง รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ การเดินหน้าแก้ปัญหาทุกกระทรวงต้องเดินหน้า ตามที่ประกาศแถลงการณ์เอาไว้ต่อรัฐสภาฯ

ที่สำคัญไปกว่านั้น เมื่อครบ 3 เดือน ทุกกระทรวงจะต้องมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเป็นของขวัญ ให้กับคนไทยทั้งประเทศ และอาจเป็นของขวัญปีใหม่อันใกล้ที่กำลังคืบคลานเข้ามาอีกไม่กี่วัน กระทรวงเกษตรฯมี นายปีติพงศ์? พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตข้าราชการเก่า กระทรวงเกษตรฯ ที่น่าจะทราบและรู้ปัญหา มาดูแล แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเวลา ผันผ่านไป หลังจากที่จากกระทรวงไปกว่า 10 ปี มาถึงวันนี้ต้องบอกว่าเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน การคิดแบบเก่า คงเดินหน้าลำบาก การที่บอกว่าเป็น อดีตคนกระทรวงเกษตรฯ จะทราบปัญหาดีกว่า น่าจะคิดผิด

เพราะวันนี้ การเดินหน้าแก้ปัญหาภาคการเกษตร ท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์ ชักจะสะดุดทุกเส้นทาง เมื่อท่านเลือกที่จะนำอดีตข้าราชการ ซึ่งเป็นลูกน้อง คนเก่าแก่ มาเป็นที่ปรึกษา ที่สำคัญมักจะคิดไปในทางเดียวกัน ตามแนวทางเมื่อ 10 ปีก่อน มาคิดแก้ปัญหาในปี 2014 หรือปีไทย พ.ศ.2557 ที่บ้านเมืองพัฒนาไปไกล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายทีเดียว เพราะท่านๆที่ปรึกษา ก็มีคนดี และหัวก้าวไกลทันโลกและมีข้าราชการหัวก้าวไกลหลายท่านที่รู้ปัญหา เพียงแต่ท่าน รัฐมนตรี” จะรับฟังหรือไม่เท่านั้น

แต่ที่แน่ๆ วันนี้ มีเสียงโอดโอยจากข้าราชการและท่านผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯหลายคน โดยเฉพาะ ท่านอธิบดีกรมต่างๆ ออกอาการท้อถอยกับท่านที่ปรึกษาบางคน ที่เมื่อครั้งเป็นข้าราชการบ่นเบื่อกับการถูกบีบ และล้วงลูกจากท่านๆที่ปรึกษาและนักการเมืองแต่พอมาเป็นที่ปรึกษาเสียเอง กับมีพฤติกรรมเหมือนท่านๆ ที่ปรึกษานักการเมืองเดิมๆ บีบข้าราชการรุ่นน้องให้ทำตาม งานนี้ต้องถามถึงมโนสำนึก ของข้าราชการรุ่นพี่ที่เป็นที่ปรึกษาว่าพอหรือยัง แล้วไม่ไหร่จะช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติเสียที และที่ร้ายไปกว่านั้น ยังมีคำสั่งที่สร้างความชอบธรรมให้ท่านๆที่ปรึกษาที่ลงนาม โดยรัฐมนตรี คนที่ชื่อ ปีติพงศ์” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ยื่นดาบให้ท่านๆที่ปรึกษา ตามคำสั่งเลขที่ 923/2557 ตั้งคณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติงาน ให้สามารถมีอำนาจเรียกเอกสารและข้อมูลหรือเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลหรือจัดส่งเอกสาร พร้อมกับสามารถตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานได้ด้วย

ทิ้งท้ายวันนี้ คงต้องบอกว่าจากนี้ไป การเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องของกระทรวงเกษตรฯคงเป็นไปได้ยาก เพราะปัญหาภายในเองยังแก้ไม่ตก หลายเรื่องยังผิดฝาผิดตัว ผิดทิศผิดทาง นั่นไม่รวมถึงเรื่องปากท้องและสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ที่กระทรวงจะเอามาเป็นผลงาน ยังถูกแย่งซีนจาก รองนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ ปรีดิยาธร เทวกุล ทำเรื่องแจกเงินชาวนา อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท แถมยังเรื่องการเดินหน้า ช่วยเหลือชาวสวนยาง ที่เขากำลังแย่งซีนด้วยซ้ำ ถึงวันนี้ต้องยอมรับกระทรวงเกษตรฯ เป็นได้แค่ไม้ประดับ ที่เขาขอข้อมูลอ้างอิงตัวเลขเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ประกอบการทำโครงการเท่านั้น แล้วผลงาน 3 เดือนกระทรวงเกษตรฯ จะมีอะไรล่ะครับเจ้านาย อยากรู้จริงๆ นอกจากลิงแก้แห...

หมิงเทียน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126777

 

เกษตรฯพุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพข้าว วาง3แนวทางผลักดัน-ย้ำเลิกเน้นปริมาณ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:34:07 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่าข้าวที่ขายไม่ได้ราคาคือข้าวที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวให้เกิดความยั่งยืนได้นั้นประเทศไทยต้องเป็นผู้นำในการผลิตข้าวให้มีคุณภาพมากกว่าการเน้นปริมาณการผลิต ซึ่งแนวทางการดำเนินการในเรื่องพัฒนาคุณภาพการผลิตข้าวมี 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าวคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยนำเอางานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาดำเนินการให้มากขึ้นทั้งในเรื่องพันธุ์ข้าว การผลิตและการเก็บเกี่ยวทำอย่างไรไม่ให้ข้าวมีความชื้นสูง ใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ใช้ข้าวพันธุ์ผสมเพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพไปถึงผู้บริโภค รวมไปถึงการวิจัยในการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 2.การส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีความเหมาะสมตามสภาพภูมิศาสตร์หรือข้าว GI ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของการผลิตข้าวของพื้นที่นั้นๆ ได้ เช่น ในเรื่องกลิ่น ความหอมของข้าว และรสชาด เป็นต้น 3.การพัฒนาสินค้าข้าวที่เป็นกลุ่มนิชมาร์เก็ตให้มีเพิ่มมากขึ้น อาทิ ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวที่บริโภคแล้วไม่อ้วน หรือข้าวออร์แกนิค ให้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการทั้ง 3 แนวทาง ผู้เกี่ยวข้องตลอดเส้นทางห่วงโซ่การผลิตต้องคำนึงถึงเกษตรกรหรือชาวนาผู้ปลูกข้าวต้องอยู่ได้ด้วย ซึ่งกระบวนการในการผลักดันให้ทั้ง 3 แนวทางในการพัฒนาคุณภาพข้าวให้เกิดขึ้นได้นั้น มีแนวความคิดว่าควรจะดูตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต พันธุ์ข้าว ปัจจัยการผลิตให้ได้คุณภาพ ไม่มีการปลอมปนเน้นการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นทั้งในด้านนวัตกรรมการผลิต และการทำวิจัยในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกัน ในเรื่องของการส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตให้แก่เกษตรกรนอกจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ต้องเข้าไปดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกตามแบบเดิมๆ ให้เกิดความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อสร้างความเข้มแข็งในเรื่องการตลาด ซึ่งยังมีข้อจำกัดทั้งอัตรากำลังคนและงบประมาณแล้ว  มีแนวความคิดว่าภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการสามารถเข้ามาดำเนินการเพื่อร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าวของไทยได้อีกทางหนึ่ง โดยรัฐอาจจะมีมาตรการจูงใจในเรื่องการลดภาษี หากบริษัทห้างร้านใดเข้าไปให้ความช่วยเหลือหรือพัฒนาเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ก็จะเป็นการประหยัดงบประมาณของประเทศได้อีกทางหนึ่ง และยังจะเป็นช่องทางให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching ได้ในอนาคต

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126778

ขยายผลงาน“ชลประทานท้องถิ่น” กรมชลย้ำช่วยลดแย่งน้ำ-ตอบโจทย์ปัญหาชุมชน (อ่าน 14 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:29:50 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยว่า  กรมชลประทาน ให้ความสำคัญกับงานชลประทานท้องถิ่น (ชปท.) มากขึ้น เพราะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นทิศทางใหม่ของการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำที่เปลี่ยนผู้ใช้น้ำจากผู้รอรับผลเพียงอย่างเดียว ไปเป็นผู้คิด วิเคราะห์ วางแผน และจัดการปัญหาด้วยตนเอง โดยมีกรมชลประทานเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุน

ทั้งนี้จากการดำเนินงาน ชปท. ในพื้นที่โครงการนำร่อง และโครงการต่อเนื่องกว่า 20 แห่ง พบว่า ผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่มีศักยภาพในการทำงานสูง เพียงแต่ไม่มีการดึงออกมาใช้ และเคยชินกับการรอให้ภาครัฐเป็นผู้แก้ปัญหาเรื่องน้ำให้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ใช้เม็ดเงินเพียงอย่างเดียวและจะสูงมาก แตกต่างจากงาน ชปท.ที่ใช้เงินไม่มากนัก เช่น โครงการ ชปท. นำร่องครั้งแรกเมื่อปี 2549 ที่ดำเนินการกับกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบ้านใหม่ หมู่ 6 ต.วัดขวาง อ.โพทะเล จ.พิจิตร เขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าบัว ซึ่งที่ผ่านมามีความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำตลอดเวลา เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวปลายคลองประมาณ 3,500 ไร่ ไม่ค่อยได้รับน้ำ ผลผลิตได้รับความเสียหายกรมชลประทานได้นำแนวทาง ชปท.เข้าไปแก้ปัญหาเมื่อปี 2549 ด้วยการเปิดเวทีสาธารณะให้ผู้มีปัญหาการใช้น้ำตั้งแต่ต้นคลอง-ปลายคลองเข้ามาพูดคุย รับรู้ปัญหาซึ่งกันและกัน พร้อมค้นหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในที่สุดก็จะได้แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและทุกฝ่ายพึงพอใจ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมชลประทานคอยเป็นที่ปรึกษา และใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี ปัญหาดังกล่าวก็หมดไปนายสุจินต์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองในการแก้ไขปัญหาได้ มีการขุดลอกตะกอนในคลอง คูระบาย กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอื่นๆ กันเอง เกิดทีมชลประทานท้องถิ่นที่คอยบริหารจัดการแหล่งน้ำ พื้นที่ปลูกข้าวตั้งแต่ต้นคลองจนถึงปลายคลองไม่ประสบปัญหาแย่งน้ำกันอีกต่อไป ซึ่งกรมชลประทานจะขยายผลของโครงการ ชปท.ไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126779

เกษตรฯขับเคลื่อน หลัก“ศก.พอเพียง” เพิ่มศักยภาพงาน (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:22:22 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยน้อมนำกระแสรับสั่งและพระราชดำริของทุกพระองค์มายึดเป็นหลักในการพัฒนาแผนงานหรือโครงการ ประกอบด้วย 1.บูรณาการการผลิตเชิงพื้นที่ (AREA) 2.เน้นการสร้างกลุ่ม วิสาหกิจชุมช สหกรณ์ เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป การตลาด และแหล่งทุน3.สร้างแหล่งผลิตอาหารชุมชน (Food Bank) ลดรายจ่าย4.พัฒนาสื่อการเรียน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตร และ 5.ระดมพลังและสร้างเครือข่ายชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้ดำเนินงานโครงการของหน่วยงานในสังกัด ภายใต้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ 1.โครงการเพิ่มรายได้เกษตรกรด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน และโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน 2.โครงการเพิ่มรายได้ชาวนาด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ และ3.โครงการเพิ่มรายได้ประมงด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126780

กรมส่งเสริมฯเช็คผลกระทบแล้ง เตือนเกษตรกรงดนาปรังเด็ดขาด (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:21:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่14 ตุลาคม เห็นชอบให้งดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด หากเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทานพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง จะไม่ได้รับการช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติด้านการเกษตร แต่ได้มีโครงการที่ช่วยเหลือเกษตรกรทั้งในและนอกเขตชลประทานที่ได้รับผลกระทบจาก  ภัยแล้ง ปี 2557/58  ไว้ 2 มาตรการด้วยกัน คือ 1) มาตรการหลัก เป็นการจ้างแรงงานในครัวเรือนเกษตรกรซ่อมคูคลองที่ใช้ในการส่งน้ำในพื้นที่ ซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน  2) มาตรการเสริม ได้แก่การส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ ด้านประมง การฝึกอาชีพในภาคการเกษตร การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว การฝึกอาชีพนอกภาคการเกษตร และการสนับสนุนพืชปุ๋ยสด เกษตรกรสามารถเลือกมาตรการช่วยเหลือตามความสมัครใจ  โดยเกษตรกรมีสิทธิที่จะเลือกมาตรการหลักและมาตรการเสริมเพิ่มเติมได้ หรือจะไม่เลือกมาตรการหลัก ก็ยังมีสิทธิ์เลือกมาตรการเสริมได้ ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการเสริมเกษตรกรสามารถเลือกได้เพียงมาตรการเดียว เพื่อกระจายสิทธิไปให้เกษตรกรรายอื่นอย่างเป็นธรรม

กรมส่งเสริมการเกษตร ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งดังกล่าว จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเร่งตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบอย่างเร่งด่วนและรายงานให้กรมฯทราบเป็นระยะ พร้อมกับประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อหารือการทำงาน และวางแผนการดำเนินตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2557/58 ตามมติคณะรัฐมนตรีต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องงดทำนาปรัง เนื่องจากการขาดแคลนน้ำ และให้ติดตามการประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับขั้นตอนและแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรเอง

 ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126781

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!! สารสกัดสะเดากำจัดแมลงศัตรูพืชได้จริงหรือ? (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:19:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 กระแสเกษตรกรอินทรีย์ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ภายในจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช. ) และรัฐบาล มีนโยบายให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี  และลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช   โดยให้ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ แทนการใช้ปุ๋ยเคมี  และใช้สารสกัดจากธรรมชาติแทนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ทำให้สารสกัดจาก  "สะเดา"   มีการพูดถึงอีกครั้ง   แต่ก็มีข้อสงสัยว่า  สารสกัดสะเดา จะใช้กำจัดศัตรูพืชได้จริงหรือ?
สะเดา ( Neem plant)  เป็นพืชคุ้นชื่อของคนไทย  จนคิดว่าเป็นพืชพื้นเมืองของไทย   แต่จริงๆแล้วสะเดาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Azadirachta indica    มีประโยชน์นอกจากจะใช้ประโยชน์ด้านอาหารแล้ว สารสกัดจากสะเดายังมีฤทธิ์เป็นสารฆ่าแมลงอีกด้วย
ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีเกษตรกรนำเอาสารสกัดสะเดามาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชต่างๆ
   มีทั้งประสบผลสำเร็จสามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้นๆได้  และไม่ล้มเลวหันกลับไปใช้สารเคมีอีกครั้ง  นั้นก็เป็นเพราะเกษตรกรไม่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจก่อน ที่จะนำไปใช้  เมื่อใช้ไม่ถูกต้อง หรือสกัดไม่ถูกวิธี  ประสิทธิภาพในการป้องกัน และกำจัดแมลงของสารสกัดสะเดาก็ด้อยลงไปด้วย 
นายวสันต์ มงคลลาภกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วสันต์โปรดักส์ จำกัด  ผู้ผลิตและจำหน่ายสารสกัดจากสะเดา "นีม เพาเวอร์"  กล่าวว่า การใช้สารสกัดสะเดามากำจัดแมลงศัตรูพืชนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้มานาน จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า เพราะสามารถกำจัดแมลงได้ดี โดยเฉพาะแมลงที่กินพืช ทั้งนี้เนื่องจากในสะเดานั้นมีสารกลุ่ม อะซาไดแรกติน ซึ่งมีผลออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบต่อมไร้ ท่อ หรือระบบฮอร์โมนของแมลง รวมทั้ง ยับยั้งการกินอาหารของแมลง สามารถขับไล่แมลงได้ และไม่พบสารตกค้าง มีความปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม การใช้สารสกัดจากสะเดากำจัดแมลงศัตรูพืชให้เกิดประสิทธิภาพนั้น มีปัจจัยมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มจากสารสกัดจากสะเดาต้องมีคุณภาพด้วย
    สารสกัดจากสะเดาที่เกษตรกรนำมาใช้ไม่ว่าจะซื้อมาหรือผลิตขึ้นใช้เอง จะต้องมีสารออกฤทธิ์ที่มีชื่อว่า อะซาไดแรกติน(Azadirachtin)  ในสัดส่วนที่ไม่ต่ำกว่า 0.1% และผลหรือเมล็ดของสะเดาที่นำมาใช้สกัดจะต้องไม่ขึ้นรา และไม่ควรเก็บไว้เกินกว่า 1 ปี โดยนำมาบดให้ละเอียดและนำไปแช่น้ำ (1กก./100 ลิตร)  หากเกษตรกรทำใช้เองจะต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง               
นอกจากนี้ชนิดของแมลงศัตรูพืชเกษตรกรจะต้องให้ความสำคัญเช่นกัน  โดยเป็นกลุ่มที่สารสกัดสะเดาให้ผลเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ หนอนชอนใบหนอนกระทู้ หนอนหลอดหอม หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนบุ้ง หนอนแก้วส้ม หนอนหัวกะโหลก  เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ เป็นต้น   ส่วนหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะต้นกล้าถั่ว หนอนเจาะดอกกล้วยไม้ หนอนเจาะยอดคะน้า หนอนเจาะถั่วฝักยาว หนอนเจาะมะเขือ แมลงวันทอง เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ไรแดง  สารสกัดสะเดาใช้ได้ผลปานกลางจำเป็นต้องใช้เวลาในการพ่นนานกว่ากลุ่มแรก  สำหรับแมลงศัตรูพืชที่สารสกัดสะเดาไม่สามารถออกฤทธิ์กำจัดได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืชทุกชนิด  ดังนั้นควรจะกำจัดก่อนที่จะช่วงตัวเต็มวัย
วิธีการพ่นสารสะเดาควรผสมน้ำที่มีค่าความเป็นกรดอ่อนๆหรือเป็นกลาง เพื่อให้กำจัดแมลงนั้นๆ ให้ผลเต็มประสิทธิภาพ
  อย่างไรก็ตามการพ่นสารสกัดสะเดาให้ได้ผลดี ควรจะพ่นเพื่อเป็นการป้องกันมากกว่าการกำจัด โดยระยะเหมาะสมที่สุดคือ การเริ่มพ่นเมื่อหนอนออกจากไข่  และไม่ควรปล่อยให้แมลงศัตรูพืชมีจำนวนมากจนถึงขั้นที่ยากแก่การควบคุม
ระยะเวลาการพ่นสารสกัดสะเดาก็มีผลต่อการกำจัดแมลงศัตรูพืชเช่นกัน เนื่องจากคุณสมบัติของสารสกัดสะเดาที่ออกฤทธิ์เป็นสารไล่แมลง ดังนั้นการพ่นในระยะเริ่มแรกจะเป็นการไล่แมลงออกจากแปลงพืชผัก และควรจะพ่นสารนี้ในช่วงเย็น เนื่องจากแมลงส่วนใหญ่จะออกกัดกินพืชผักในเวลาเย็น นอกจากนั้น สารสกัดสะเดาที่พ่นใหม่ๆ ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนจากแสงแดด ทำให้แมลงได้รับสารนี้ได้มากขึ้นด้วย
อาจจะมีคำถามว่า หากมีการใช้สารสกัดสะเดาในปริมาณที่มากจะลดต้นทุนการผลิตได้อย่างไร และเมื่อเทียบกับการใช้สารเคมีแล้วต้นทุนต่ำหรือสูงกว่า
?
อาจารย์พนา  จันทร์ศิริ  อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี และที่ปรึกษาบริษัท วสันต์โปรดักส์ จำกัด  ซึ่งได้ศึกษา ค้นคว้า และทดลองเกี่ยวกับการใช้สารสกัดสะเดา กล่าวว่า   หากเกษตรกรผลิตสารสกัดสะเดาใช้เองต้นทุนจะถูกกว่าสารเคมี แต่ถ้าซื้อสารสกัดสะเดามาใช้นั้น  ราคาจะใกล้เคียงหรือถูกกว่าสารเคมีจำกัดแมลงศัตรูพืชเล็กน้อย  แต่ถ้าใช้ในระยะยาวแล้วจะถูกและคุ้มค่ากว่า ทั้งต้นทุนการผลิตก็จะลดลง  ที่สำคัญคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้นด้วย
การใช้สารกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สกัดจากธรรมชาติ อย่างเช่นสะเดา จะไม่ได้ให้ผลเร็ว ทันใจเหมือนดั่งสารเคมี ทำให้เกษตรกรบางรายด่วนสรุปว่าสารสกัดสะเดาใช้ไม่ได้ผล ไม่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรจะต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า การพ่นสารสกัดสะเดาเพียง
 1-2 ครั้ง ยังไม่สามารถเห็นประสิทธิภาพของการป้องกันและกำจัดแมลงได้ชัดเจน ควรอดทนพ่นต่อให้มากกว่า 3  ครั้งขึ้นไป โดยเว้นระยะ การพ่นห่างกันทุก 5-7 วันต่อครั้งในช่วงเดือนแรก เนื่องจากแมลงศัตรูพืชที่กำลังระบาดอยู่ในแปลงพืชนั้น จะประกอบไปด้วยแมลงหลายระยะ เริ่มตั้งแต่ระยะไข่ จะถึงแม่ผีเสื้อตัวเต็มวัย  ต่อในเดือนที่สอง ให้พ้น 10 วันต่อครั้ง เดือนที่สาม 15 วันพ่นครั้ง  และพ่นไปเรื่อยๆ ติดต่อกันประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ระยะการพ่นก็จะเหลือเฉลี่ยประมาณ 10 กว่าครั้งต่อปีเท่านั้น
จากการค้นคว้า และทดลองในแปลงของเกษตรกรพบว่าในระยะยาวนั้น สารสกัดสะเดาจะเป็นผลดีในแง่การประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน และที่สำคัญคือ ไม่มีสารพิษตกค้างในพืชผักและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นับเป็นการถนอมชีวิตของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค และที่สำคัญสารสกัดสะเดายังไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศวิทยาอีกด้วย” อาจารย์พนา กล่าวยืนยัน
ขณะที่
 นายสุทัศน์  เซ็นเสถียร  เกษตรกร จังหวัดสระบุรี ผู้ใช้สารสกัดสะเดาในสวนลำไย และมะม่วงกว่า 30 ไร่ กล่าวว่า  ผมได้ใช้สารสกัดสะเดาในการป้องกันจำกัดศัตรูพืชมาโดยตลอด  ไม่ใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมี เป็นสวนเกษตรอินทรีย์  ผลผลิตสวยงามไม่ต่างจากสวนที่ใช้สารเคมี  แต่ไม่มีสารตกค้าง  สามารถอยู่ในสวนได้ทั้งวันไม่เป็นอันตราย และที่สำคัญ หน่วยงานราชการเคยมีการประชุมสัมมนาเกษตรกรที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้มีการตรวจเลือดเกษตรกรที่ร่วมประชุมกว่า 500 คน   ผมเป็น 1 ในไม่ถึง 50 คนที่ไม่มีสารพิษตกค้างในเลือด ที่เหลือมีสารพิษตกค้างในเลือดทั้งหมด   ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า สารสกัดสะเดาปลอดภัยต่อร่างกาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ
อย่างไรก็ตามการผลิตสารสกัดสะเดาให้มีคุณภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
  อาจจะยุ่งยากสำหรับเกษตร  แต่การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สารสกัดสะเดาก็ใช่ว่าจะได้มาตรฐานทุกรายหรือทุกยี่ห้อ  ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตสารสกัดสะเดาเชิงพาณิชย์ในประเทศประมาณ 4 บริษัท  เกษตรกรควรจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับทะเบียน "วัตถุมีพิษ"  หรือ ที่เกษตรกรมักจะเรียกว่า "ทะเบียนยาจากกรมวิชาการเกษตรเท่านั้นเพราะคุณภาพจะได้มาตรฐานเหมือนกันทุกขวด
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่
 20 ตุลาคม 2557
http://www.naewna.com/local/126783

เดินหน้าใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก - เกษตรนวัตกรรม (อ่าน 34 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:15:26 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


?เดินหน้าใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก - เกษตรนวัตกรรม?

อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 2/2557 เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานในปีงบ ประมาณ 2558 และปรับปรุงคณะกรรมการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ (สำนักงาน กปร.) นางสุวรรณา พาศิริ รองเลขาธิการ กปร. พร้อมด้วยผู้บริหาร และนักวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

นางสุวรรณา พาศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกฯ ครั้งนี้ ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2557 ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ปัญหาเรื่องดินถล่ม ซึ่งดำเนินการใน 2 พื้นที่ คือ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.นครศรี ธรรมราช และโครงการศึกษาการขยายพันธุ์หญ้าแฝกโดยเมล็ด เพื่อลดปัญหาการขนส่งหญ้าแฝกในพื้นที่กันดาร ซึ่งหากใช้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ซึ่งโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการกรมพัฒนาที่ดินร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วยกันทำ เมื่อได้ผลสรุปแล้วก็จะขยายผลสืบต่อไป

สำหรับการสัมมนาหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 6 ในปี 2558 ที่ประเทศเวียดนามนั้น ที่ประชุมได้ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมเดินทางไปประชุมได้เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า ส่วนการนำเสนอผลงานจะสนับสนุนนักวิชาการไปนำเสนอผลงาน 10 ผลงาน เป็นอย่างน้อย และให้ส่งผลงานเข้าร่วมชิงรางวัล จำนวน 2 รางวัล คือ รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว The King of Thailand Vetiver Awards และ The Vetiver Network International Awards ซึ่งทุกหน่วยงานสามารถส่งได้ทั้ง 2 รางวัล

ทางด้านนายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า มีหลายหน่วยงานที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนาหญ้าแฝกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีหน่วยงานกลางที่จะรวบรวมว่ามีการปลูกที่ไหน และอย่างไร ซึ่งไม่มีระบบการติดตาม กรมพัฒนาที่ดินจึงได้พัฒนาโปรแกรมสำหรับการติดตามการปลูกหญ้าแฝกขึ้นเรียกว่า ระบบ VGT (Vetiver grass tracking) ซึ่งโปรแกรมนี้สามารถคีย์ข้อมูล การดำเนินการเรื่องหญ้าแฝกเข้าไปได้ ระบบจะรวบรวมข้อมูลไว้ในโปรแกรม แล้วจะทราบได้ว่ามีการปลูกที่ไหน ปลูกจำนวนเท่าไหร่ ปลูกเมื่อไหร่ ระบบการปลูกเป็นอย่างไร โดยจะแยกออกเป็นแต่ละภาค ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงตำบล โดยใช้แผนที่อัตราส่วน 1 : 50,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งระบบนี้จะทำให้สะดวกและง่ายในการติดตามและประมวลผล ในโครงการการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี 19 หน่วยงานที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่การประมวลผลของระบบนี้แล้ว

หน่วยงานที่สนใจ และต้องการดูว่ามีการปลูกหญ้าแฝกที่ไหน มีปริมาณเท่าไหร่ด้วยวิธีการอย่างไร ในตอนนี้สามารถเข้าดูได้ในเว็บไซต์ ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ http://www.ldd.go.th/.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/274973/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9D%E0%B8%81+-+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1

ทิศทางเกษตรไทย ประสานพลัง(วิจัย)เพื่ออนาคต (อ่าน 28 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:14:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?ทิศทางเกษตรไทย ประสานพลัง(วิจัย)เพื่ออนาคต?

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา ทิศทางเกษตรไทย ประสานพลัง (วิจัย) เพื่ออนาคตจัดโดยสถาบันคลังสมองของชาติ และ สกว. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันก่อน ภายในงานมีนักวิจัยและผู้สนใจได้รับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสนอข้อคิดเห็นเพื่อหาแนวทางการปฏิรูปและเชื่อมต่องานวิจัยให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญของประเทศต่อไป

ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวระหว่างการ บรรยายพิเศษยุทธศาสตร์ สกว. และความคาดหวัง ว่านักวิจัยต้องช่วยพิจารณาโครงการที่ทำอยู่ว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ได้หรือไม่อย่างไร ถ้าไม่อยู่ในข่ายเหล่านี้ก็จะต้องปรับทิศทางการวิจัยและการใช้ประโยชน์ให้สอด คล้องกับยุทธศาสตร์ของ สกว. ทั้งนี้ในปี 2558 ฝ่ายเกษตร สกว. ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเพิ่มขึ้นจากรัฐบาล จึงหวังว่านักวิจัยจะช่วยกันแสดงวิสัยทัศน์เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน และมีงานวิจัยที่มีศักยภาพเพื่อแก้ปัญหาภาคเกษตรของไทยได้

ทางด้าน รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ กล่าวว่า เกษตรกรของไทยเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียนมีสินค้าหลากหลายครอบคลุมทั้งอาหาร อุตสาหกรรม และพลังงาน เกษตรและอุตสาหกรรมไทย จึงเป็นต้นแบบของประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นผลจากการทุ่มเทศึกษาและประสานพลังขับเคลื่อนงานวิจัย ความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ภาคมหาวิทยาลัย รัฐ เอกชนและเกษตรกร

ด้าน ศ.ดร.อัมมาร์ สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายเกษตรกรรม-เกษตรกร ในการเสวนา ทิศทางเกษตรไทย โจทย์ที่ท้าทายว่าอยากให้ปรับความสมดุลของภาคเกษตรมาสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีกระบวนการกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรทั้งองคาพยพของรัฐไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และเกษตร กรรมจะเจริญรุ่งเรืองได้ภาครัฐต้องส่งเสริมการสร้างศักยภาพของภาคเกษตร การวิจัยและพัฒนาต้องให้มีผลต่อภาคเกษตรกรรมมากขึ้น เพื่อให้มีความแข็งแกร่งเชิงเศรษฐกิจที่ให้ประโยชน์ต่อเกษตรกร ตลอดถึงร้านค้าต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตรด้วย.

ที่มา : หนังสทอพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/274975/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2+%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%28%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%29%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95

หญ้าหนวดปลาดุก - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 42 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:12:30 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?หญ้าหนวดปลาดุก - เรื่องน่ารู้?

หญ้าหนวดปลาดุกหรือหนวดแมว หรือ หญ้าน้ำ มีลักษณะใบแตกขึ้นเป็นกอ แบน และบอบบางคล้ายพัด ลำต้นอาจมีลักษณะกลมหรือเป็นสามเหลี่ยมไม่มีข้อปล้อง ใบไม่แยกเป็นก้านใบและแผ่นใบ ใบแหลมแผ่นใบเล็กและยาว วิธีป้องกันกำจัดหากเกิดขึ้นในนาข้าวทำได้ด้วยการล่อให้งอกโดยการปล่อยน้ำเข้านาแล้วขังไว้ 3 วัน ระบายน้ำออก ทิ้งไว้ในสภาพดินชื้น 1-2 สัปดาห์ หนวดปลาดุกจะงอกขึ้นมาจำนวนมาก ก็ทำการไถกลบทำลายจากนั้นเตรียมดินเอาน้ำเข้านาแล้วหว่านข้าว เมื่อข้าวงอกแล้ว 7 วัน ให้ขังน้ำลึกประมาณ 2 เซนติเมตร จะสามารถควบคุมไม่ให้หญ้าหนวดปลาดุกงอกขึ้นมาได้ (ข้อมูลจากกรมการข้าว).

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20  ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/274976/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%81+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89


เดินหน้าฉลากคาร์บอนสินค้าข้าว (อ่าน 30 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:10:38 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เดินหน้าฉลากคาร์บอนสินค้าข้าว?

นายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 3 จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า จากที่ ได้ดำเนินงานโครงการเมืองเกษตรสีเขียวพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรจดทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์กับองค์การบริหารจัดการก๊าชเรือนกระจกภายหลังเข้าร่วมโครงการนั้น

จากการทำการศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์เกษตร ชนิดข้าวขาวดอกมะลิ 105 อ.สระใคร จ.หนองคาย เพื่อออกฉลากฯ พบว่าประสบความสำเร็จและสามารถนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลวัฏจักรคาร์บอนในสินค้าข้าวของจังหวัดหนองคายได้

และจากผลการประเมินการจัดทำโครงการฯ เมื่อปลายเดือนกันยายน 2557 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแกรนด์ พาราไดซ์ อ.เมือง จ.หนองคาย พบว่า เกษตรกรต้องการให้มีการส่งเสริมการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของปีถัดไปในสินค้าข้าวทุกสายพันธุ์ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 71 รองลงมา คือ ข้าวโพดหวาน ร้อยละ 10 ส่วนพืชอื่น ๆ ได้แก่ อ้อย ยางพารา และสับปะรด ร้อยละ 19 ทั้งนี้เนื่องจากผลผลิตที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์เกษตรตลาดต่างประเทศให้การยอมรับทำให้สินค้ามีตลาดและราคาเพิ่มมากขึ้น.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/274977/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm