นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
25 มิถุนายน 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7661)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (20357 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th




แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   15404   บทความ  
การเกษตร (14005) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (984)
12345678910...>>
 
บูรณาการสร้างความเข้มแข็ง ให้สหกรณ์มีธรรมาภิบาลที่ดี... (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 24 มิ.ย. 2559, 8:29:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนายประยวน พันธ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การบูรณาการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์มีธรรมาภิบาลที่ดีเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัด ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ณ โรงแรมเมธาวลัย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อวันก่อน ทั้งนี้เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกันหาแนวทางการปฏิบัติงานในการกำกับ แนะนำ ส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักส่งเสริมพัฒนาการบัญชีและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมกันจัดขึ้นโดยมีผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และหัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด พร้อมทั้งผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกว่า 240 คน ทั้งนี้เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ตามแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ พ.ศ. 25592560 ที่ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยในแผนฉบับนี้ ได้กำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ 4 ด้าน คือ ความสามารถในการให้บริการสมาชิก ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ประสิทธิภาพของการบริหารงาน “เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติระหว่างสองหน่วยงานเป็นไปด้วยความราบรื่น คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมบูรณาการ ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การบูรณาการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ มีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น ซึ่งทั้ง 2 กรมจะร่วมกันกำหนดแนวทางในการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง สนับสนุนให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว คล่องตัวและบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปดร.วิณะโรจน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว ทางด้าน นายประยวน รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นนิมิตหมายอันดีที่หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ดูแลสหกรณ์จะได้ร่วมมือกันปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการที่ดี ดำเนินงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้การขับเคลื่อนแผนพัฒนาสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายได้นั้น บุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความพร้อมที่จะทำงานในเชิงบูรณาการร่วมกันเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง รวดเร็ว คล่องตัวและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพนายประยวน รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นข้าราชการของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 120 คน ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์จำนวน 120 คน รวม 240 คน ซึ่งในที่ประชุมได้มีการบรรยายเรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางประชารัฐสู่ความสามัคคีปรองดอง ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำหนดให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และมีการแบ่งกลุ่มเพื่อกำหนดแนวทางการบูรณาการเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์สู่การมีธรรมาภิบาลที่ดีอีกด้วย.

            ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่24/6/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/504545

 

แนะเกษตรกรเตรียมสำรองน้ำด้วย "บ่อจิ๋ว".. (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 24 มิ.ย. 2559, 8:23:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

บ่อจิ๋ว ในไร่นานอกเขตชลประทาน ตามโครงการที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการอยู่นั้น ถือเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ของเกษตรกรที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สามารถช่วยสร้างความชุ่มชื้น และฟื้นคืนชีวิตเกษตรกร ให้สามารถทำการเพาะปลูกสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้  นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ตามที่กรมฯ ได้ดำเนินการโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โดยการขุดสระน้ำในไร่นาขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร หรือที่เรียกว่า บ่อจิ๋วในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิและเกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย 2,500 บาทต่อบ่อ กระจายอยู่ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทาน และในพื้นที่ที่ระบบส่งน้ำไปไม่ถึง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง เพิ่มผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งอยู่เสมอ สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้จัดประชุมชี้แจงสถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ ให้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ผ่านสื่อต่าง ๆ และประสานหน่วยงานในพื้นที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน รวมทั้งสำรวจความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการขุดแหล่งน้ำโดยความสมัครใจ และสถานีพัฒนาที่ดินจะทำการเรียงลำดับความต้องการของเกษตรกรและรวบรวมจัดทำบัญชีไว้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการขุดแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 352,690 บ่อ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 81 ดำเนินการกระจายอยู่ในพื้นที่ของเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่เกษตรกรและในปี 2559ได้ดำเนิน การขุดบ่อจิ๋วตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแล้วเสร็จอีกจำนวน 20,000 บ่อ และยังมีเงินงบประมาณเหลือจ่ายสามารถขุดบ่อจิ๋วให้แก่เกษตรกรที่มีความต้อง การเพิ่มเติมได้อีกจำนวน 1,879 บ่อ ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับในปีงบประมาณ 2560 ได้นำความต้องการของเกษตรกรเสนอตั้งเป็นคำของบประมาณเรียบร้อยแล้ว จำนวน 44,000 บ่อ “ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานเพื่อเกษตรกร บ่อจิ๋วมีความพร้อมแล้วที่จะรองรับน้ำฝนที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงอยากจะฝากถึงเกษตรกรให้เตรียมสำรองเก็บน้ำในช่วงที่ฝนจะตกนี้ไว้ใช้ในการเพาะปลูกครั้งต่อไป และเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน สามารถแจ้งความจำนงได้ที่หมอดินอาสาใกล้บ้าน หรือติดต่อกับสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 หรือสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศนายปราโมทย์กล่าว.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่24/6/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/504550

เลาะรั้วเกษตร : ศพก...กับการลดต้นทุนการผลิต (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 24 มิ.ย. 2559, 8:04:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ช่วงนี้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่างเดินสายเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการการเกษตร ซึ่งใช้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ในจังหวัดต่างๆ เป็นสถานที่จัดงาน เพื่อให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ มาบูรณาการกันให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่างๆ ตามภารกิจของหน่วยงาน เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าสู่ฤดูการเพาะปลูกด้วยความมั่นใจ โดย ดีเดย์ไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย รมว.กษ. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ไปเปิดงานด้วยตนเองงานนี้อธิบดีกรมต่างๆ ต้องไปสิครับ....จะไม่ไปได้อย่างไร....ถ้าไม่ไป..อาจจะถูกให้ไป..(อยู่ที่อื่น)...รัฐมนตรีเองก็ดูจะสนุก ด้วยเหตุที่เป็นทหารช่างมาก่อนจึงขอทดลองคุมเครื่องจักรกลการเกษตรดูบ้าง ภาพที่ท่านทดลองขับรถหยอดข้าว หรือโรยเมล็ดข้าว ก็ดูดีอยู่แต่ไม่เข้ากับเสื้อที่ท่านสวมอยู่สักเท่าไรไม่ทราบว่าทำไมจึงเลือก ศพก.บางไทร อาจจะเพราะใกล้ กทม. รัฐมนตรีมีเวลาน้อย ไม่ต้องเดินทางไกล หรือเพราะ ศพก. นี้ เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านข้าว และพื้นที่ของพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญในภาคกลาง กระทรวงเกษตรฯต้องการจะประกาศว่าเวลานี้จะเข้าสู่ฤดูการทำนาแล้ว เกษตรกรชาวนาควรจะมาอัพเดทข้อมูล หรือเทคโนโลยีในการทำนากันหน่อย นอกจากนี้เป้าหมายที่เกษตรกรเจ้าของพื้นที่ที่ตั้งของ ศพก.แห่งนี้ พยายามจะทำคือการลดต้นทุนการผลิตข้าว จากไร่ละ 5,200 บาท ลงมาเหลือ 2,700 บาท ให้ได้ ตรงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯพอดี

ส่วนในความเป็นจริงจะลดได้หรือไม่ได้นั้น อธิบดีกรมการข้าว อนันต์สุวรรณรัตน์ คงต้องระดมสรรพกำลังนักวิชาการระดับหัวกะทิของกรมการข้าวมาช่วยกันเป็นพี่เลี้ยง เพราะรัฐมนตรีว่าการ ท่านออกปากว่า เป็นเรื่องที่ท้าทาย และทำยากมากอันที่จริงเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตข้าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องคลาสสิกที่มีมานาน ตัวเลขของนักวิชาการกระทรวงเกษตรฯ ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ ตัวเลขของพ่อค้า ตัวเลขของเกษตรกร ไม่เคยตรงกัน ยิ่งถ้าเป็นตัวเลขของเกษตรกรยุคที่มีโครงการรับจำนำข้าวด้วยแล้ว ยิ่งสูงแบบน่าจะเลิกทำนากันไปเลยสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก็ทำเรื่องลดต้นทุนการผลิตข้าว ก่อนหน้านั้นย้อนหลังไปอีกหลายรัฐมนตรีก็ทำเรื่องลดต้นทุนการผลิตข้าว ตำรามี คู่มือมี กรมการข้าวทำมาหลายปีแล้ว แต่ทำไมยังลดไม่ได้เสียที..ทำไมจึงยั่งยืนมาจนถึงยุคนี้ นักวิจัยน่าจะดาหน้ากันลงพื้นที่หาคำตอบมาให้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดเรื่องของงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จัดขึ้นนี้ ถ้าจะคาดหวังว่าให้เกษตรกรมาร่วมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพียงวันเดียว ได้ความรู้ ได้ข้อมูล แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อลดต้นทุนการผลิต อาจจะคาดหวังสูงไปหน่อย เพราะเกษตรกรที่มาร่วมงาน คนในกระทรวงเกษตรฯ รู้ดีว่าเขามากันอย่างไร ชนิดที่สมัครใจมาเอง อยากมาเอง หรือขอมาเอง อย่าได้คาดหวังเด็ดขาด เพราะท่านจะผิดหวังเชื่อว่ากว่า 80% ของเกษตรกรที่มาร่วมงาน ที่หน่วยงานจัด เป็นเกษตรกรที่ ขอให้มาแต่เอาเถอะไม่ว่าเกษตรกรจะมาอย่างไรก็หวังว่าสิ่งที่เขาได้รู้ได้เห็น เขาจะนำกลับไปใช้ ไม่ใช้ทันที ก็อาจจะนึกได้ในภายหลัง แล้วกลับมา ศพก. นี้อีกครั้งงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายไว้ 30 ครั้ง ใน 30 ศพก. ก็ทยอยจัดกันไป พอดีกับฝนที่โปรยปรายลงมาสู่ท้องไร่ท้องนาในช่วงนี้ เป็นสัญญาณว่าฤดูการเพาะปลูกเริ่มต้นแล้วนั้น ก็คาดหวังว่าเกษตรกรที่รอคอยฝนจะได้เริ่มต้นเพาะปลูกกันเสียที หลังจากที่ห่างหายจากไร่นาไปนานเพราะฝนไม่ยอมตก แต่หลายพื้นที่เกษตรกรหว่านข้าว หรือปักดำไปก่อนหน้านี้จนข้าวโตแล้วก็ไม่น้อย โดยเฉพาะในภาคอีสานเป้าหมายของ รมว.กษ. ที่บอกว่า คาดหวังจะให้ศพก. เป็นศูนย์ที่จะให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ และพื้นที่ใกล้เคียง มารับองค์ความรู้ และเข้าใจถึงวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯก็จะลงมาทำงานพร้อมๆ กันประโยคหลังนี่แหละที่เกิดยากที่สุด

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่24/6/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/222186

 

 

เล็งขึ้นทะเบียนGIกาแฟท้องถิ่น กรมวิชาการฯแนะเกษตรกรปรับสายพันธุ์ลดต้นทุน (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 24 มิ.ย. 2559, 7:56:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายจำรอง ดาวเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกว่า 280,000 ไร่ โดยนิยมปลูก 2 สายพันธุ์ คือโรบัสต้า และอาราบิก้า ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกกาแฟมากที่สุดจะเป็นภาคใต้ของประเทศ มีเนื้อที่กว่า 190,000 ไร่ รองลงมาคือ ภาคเหนือ 96,000 ไร่ภาคกลาง 1,600 ไร่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,500 ไร่ ตามลำดับ ปัจจุบันการผลผลิตกาแฟของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากประชาชนเริ่มนิยมในการดื่มกาแฟสดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากปริมาณการเพิ่มขึ้นของร้านกาแฟตามท้องที่ต่างๆนายจำรองกล่าวอีกว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการทำเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มและลดต้นทุนการผลิต กรมวิชาการเกษตร โดยสถาบันวิจัยพืชสวน ได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมปรับปรุงสวนกาแฟเสื่อมโทรม โดยส่งเสริมการใช้กาแฟสายพันธุ์ดี ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรมีกาแฟพันธุ์รับรองอาราบิก้า เชียงใหม่ 80 และกาแฟพันธุ์แนะนำ โรบัสต้าจำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ กาแฟโรบัสต้าชุมพร1 ชุมพร2 ชุมพร3 ชุมพร 84-4 และชุมพร 84-5 โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 2 ชุมพร 84-4 และ ชุมพร 84-5 จะให้ผลผลิตมากกว่า 300 กิโลกรัมต่อไร่ โดยได้ทำการขยายพันธุ์กาแฟดีสู่เกษตรกร พัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตกาแฟ พร้อมกับลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP หรือตามมาตรฐานสากลในการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแรงงาน เช่น Rainforest 4C หรือ Fair trade และปราศจากสารพิษโอคราท็อกซินเอ (Ochratoxin A) ซึ่งเป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ตลอดจนวิจัยพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นขณะนี้กำลังมองแนวทางการสร้างเอกลักษณ์ให้กับกาแฟของแต่ละถิ่น โดยมีแนวคิดการขึ้นทะเบียน GI ของกาแฟในพื้นที่นั้นๆ เช่น กาแฟเขาทะลุ กาแฟห้วยฮ่อม และกาแฟวาวี ซึ่งสามารถยกระดับเป็นกาแฟ GI ได้ นอกจากนี้ตามนโยบายการทำเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ หรือทำเป็นรูปแบบสหกรณ์ กรมได้มองพื้นที่ที่ จ.ชุมพร และเชียงราย เนื่องจากมีการเพาะปลูกในปริมาณมากนายจำรอง กล่าว

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่24/6/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/222189

 

 

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยับ2.57% ‘ข้าวเปลือกเจ้า-ยางพารา-หมู-ไข่ไก่’ขยับถ้วนหน้า (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 24 มิ.ย. 2559, 7:51:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนพฤษภาคม 2559 เพิ่มขึ้น 2.57% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่ผ่านมา สินค้าที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ยางพารา สับปะรดโรงงาน สุกร และไข่ไก่ โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตลดลงจากเดือนที่ผ่านมายางพาราราคาปรับตัวสูงขึ้นตามการปรับตัวของราคาน้ำมันและราคาตลาดล่วงหน้า TOCOM สับปะรดโรงงาน ราคาสูงขึ้นจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศ สุกร และไข่ไก่ ราคาสูงขึ้นเพราะความต้องการในช่วงเปิดเทอม สินค้าที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ลองกอง เงาะ และมังคุด ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤษภาคม 2559 กับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ภาพรวมสูงขึ้น 6.35% สินค้าที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ยางพารา ทุเรียน และปาล์มน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ส่วนสินค้าที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มังคุด ราคาลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งปีที่ผ่านมามังคุดรุ่นแรกแตกใบอ่อน เนื่องจากมีฝนตกในช่วงที่มังคุดกำลังแทงช่อดอก ทั้งนี้ คาดว่าเดือนมิถุนายน 2559 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมาขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤษภาคม 2559 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 17.05% สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ทุเรียน สับปะรดโรงงาน ลองกอง เงาะ มังคุด ลิ้นจี่ ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพียง0.28% สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ลองกอง และมังคุด สำหรับสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพาราทุเรียน สับปะรดโรงงาน เงาะ และลิ้นจี่ ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนนี้คาดว่าดัชนีผลผลิตจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา โดยสินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนนี้ ได้แก่ สับปะรดโรงงาน มังคุด และเงาะ

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่24/6/2559

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/222191

รายงานพิเศษ : เทคโนโลยีการผลิตพริกแบบผสมผสาน ‘ปลอดภัย-ต้นทุนต่ำ’ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 23 มิ.ย. 2559, 8:28:45 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พริก พืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความผูกพันกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก โดยมีการนำมาใช้ประกอบอาหารหลากหลายชนิด ซึ่งการปลูกพริกของเกษตรกรส่วนใหญ่มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีในปริมาณมากเพื่อเพิ่มผลผลิต ฉะนั้นอาจมีสารพิษตกค้างเป็นอันตรายทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ อีกทั้งยังกระทบต่อการส่งออกนางสาวพรทิพย์ แพงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การผลิตพริกสด และพริกเพื่อการบริโภค และการแปรรูปส่งโรงงานอุตสาหกรรมให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรควรมีการวางแผนตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ การเพาะกล้า การย้ายปลูก การดูแลรักษาเรื่อยไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญเกษตรกรควรคำนึงถึงมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยด้วย ซึ่งการปลูกพริกของเกษตรกรจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือการปลูกพริกในฤดูแล้ง(พริกสวน) เป็นการปลูกที่มีการให้น้ำและปุ๋ยค่อนข้างดีเกษตรกรจะเพาะกล้าประมาณกลางเดือนกันยายน ย้ายปลูกในเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์ แหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อำเภอชุมแพ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น และริมแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครพนม และการปลูกพริกในฤดูฝน(พริกไร่) พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นที่ดอนปลูกช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน เก็บเกี่ยวได้ถึงเดือนธันวาคม ทั้งนี้การปลูกช้าหรือเร็วขึ้นกับการตกของฝนในช่วงต้นฤดูด้วย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอจัตุรัส และ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ อำเภอวังสะพุง อำเภอภูหลวง อำเภอผาขาว อำเภอเมือง จังหวัดเลย อำเภอกระนวน อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่นสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ได้ศึกษาเทคโนโลยีการผลิตพริกแบบผสมผสาน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตพริกของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและต้นทุนต่ำ ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา โดยมีการทดสอบกับเกษตรกรนำร่องพื้นที่ตำบลนาดินดำ อำเภอเมือง และตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีเกษตรกรร่วมดำเนินการ 23 รายในปีที่ 2 เพิ่มการทดสอบในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และชัยภูมิ ทำการทดสอบระบบการผลิตพริกแบบผสมผสาน ลดการใช้สารเคมี เน้นการใช้ชีวินทรีย์ เปรียบเทียบกับวิธีเกษตรกร (เคมี) เทคโนโลยีการผลิตแบบผสมผสาน เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน ไถดิน 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งตากดินทิ้งไว้ 7-14 วัน ใส่ปูนขาวอัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที การย้ายกล้า แช่รากด้วยเชื้อไตรโคเดอร์มาสด ถ้าเป็นฤดูฝนกล้าอายุตั้งแต่ 30 วัน หรือขึ้นกับช่วงฝนตกแต่ไม่ควรเกิน 45 วัน ฤดูแล้งกล้าอายุ 30-35 วัน ด้านการใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยหมักแห้งผสมเชื้อไตรโครเดอร์มา อัตรา 150-250 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนออกดอกใส่ปุ๋ยหมักผสมเชื้อไตรโคร เดอร์มาอัตรา 150-250 กิโลกรัม/ไร่ หลังปลูก 15 วันใส่ปุ๋ยเคมีสูตร15-15-15อัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ ทุกๆ 20-30 วัน จำนวน 2-4 ครั้งพ่นสารแคลเซียมไนเตรท อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรช่วงติดผลเล็ก

ส่วนการป้องกันโรคและแมลง โรคพริกที่พบส่วนใหญ่ คือ โรคแอนแทรคโนส (กุ้งแห้ง) ป้องกันได้ด้วยการพ่นแคลเซียมไนเตรทอัตรา 40-60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ระยะติดผลเล็ก 2 ครั้ง หรือเมื่อผลพริกเริ่มแสดงอาการขาดธาตุอาหารรอง เก็บชิ้นส่วนพืชที่ถูกโรคแมลงทำลายไปเผาทิ้ง พ่นแมนโคเซบอัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สลับกับสารโปรคลอราช อัตรา 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ระยะติดผลอ่อน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน จำนวน 2 ครั้ง พ่นหรือรดน้ำหมักปลาหรือหอยอัตรา 30-40 ซีซี/ น้ำ 20 ลิตรทุกๆ 5-7 วัน ระยะติดผล 6-8 ครั้ง ถ้าเป็นโรคเหี่ยว ใช้ปูนขาวปรับสภาพดิน รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักแห้ง

ผสมเชื้อไตรโครเดอร์มา ถอนต้นที่เป็นโรคแล้วเผาทำลายใช้น้ำปูนใสรดหลุมเป็นโรคและต้นใกล้เคียง โรคยอดและดอกเน่า แนะนำให้ตัดชิ้นส่วนที่เป็นโรคออกนอกแปลง ใช้ไอโพรไดโอนอัตรา 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ในช่วงออกดอกและติดผล จำนวน 2-4 ครั้ง บาซิลัส ซับทิลิส 20-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรแมลงศัตรูพริก มีทั้งไรขาว เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยไฟ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแมลงวันเจาะผลพริก ให้ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง จำนวน 40-80 กับดัก/ไร่ และติดกับดักขวดพลาสติกใสเจาะรูโดยใช้เมทิลยูจินอลหยดลงในสำลีใส่ลงขวดเพื่อล่อแมลงวันผลไม้ สำหรับพยากรณ์ก่อนป้องกันกำจัดด้วยวิธีอื่น นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงสุขอนามัยในแปลงปลูกโดยแยกเก็บเกี่ยวผลผลิตดีและผลผลิตเสียที่ถูกหนอนแมลงทำลาย รวมทั้งผลที่เป็นโรคกุ้งแห้ง นำเอาผลผลิตเน่าเสียออกนอกแปลงไปเผาทำลาย และควรดูแปลงให้สะอาด โล่ง โปร่งมีอากาศถ่ายเท

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบทั้งด้านผลผลิตและคุณภาพของพริก ตั้งแต่ปี 2549-2553 พบว่า พริกชี้ฟ้า วิธีเกษตรกรได้ผลผลิต 3.6 ตัน/ไร่ ขณะที่ปลูกตามเทคโนโลยีแบบผสมผสานได้ผลผลิต 4 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้น 11.1% ด้านคุณภาพผลผลิต วิธีเกษตรกร 83.6% วิธีผสมผสาน 98.1% ผลตอบแทนวิธีเกษตรกร 20,293 บาท/ไร่ วิธีผสมผสาน 22,653 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 11.6% ส่วนพริกขี้หนูผลใหญ่ ฤดูแล้ง เดิมเกษตรกรได้ผลผลิต 1.6 ตัน/ไร่ วิธีผสมผสาน ได้ 1.8 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้น 12.5% คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 84.1% เป็น 90.8% ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 15,379 บาท/ไร่ เป็น 17,379 บาท/ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 13.9% ถ้าเป็นฤดูฝน วิธีเกษตรกรได้ผลผลิต 0.8 ตัน/ไร่ วิธีผสมผสานจะได้ผลผลิต 1.1 ตัน/ไร่ คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 36.4% คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 82.4% เป็น 87.3% ขณะที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เกษตรกรได้ 13,139 บาท/ไร่ เพิ่มเป็น 24,235 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้นกว่า 84.5%นางสาวพรทิพย์กล่าวเสริมว่า ผลที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพริกแบบผสมผสาน ทำให้ไม่พบสารพิษตกค้างในผลผลิต เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานขึ้น 8 ครั้ง ต้นทุนด้านสารเคมีลดลงมากกว่า 20% ผลผลิตไม่พบโรคแมลงทำลายมากกว่า 80% ที่สำคัญคือผลผลิตที่ส่งออกไปต่างประเทศไม่พบปัญหาถูกส่งกลับ ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้การยอมรับเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร เกือบ 100% โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีการขยายผลการผลิตพริกซุปเปอร์ฮอทส่งออกประเทศยุโรป แม้ว่าผลผลิตค่อนข้างต่ำกว่าในระยะแรกแต่ผลตอบแทนเริ่มมากขึ้น จากการที่เกษตรกรเริ่มรู้จักการคัดเกรดผลผลิตและสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูงกว่าตลาดท้องถิ่นอย่างน้อยกิโลกรัมละ 2-5 บาทหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิตปัจจุบัน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 สร้างเกษตรกรต้นแบบการผลิตพริกมากว่า 20 ราย เป็นแหล่งศึกษาดูงาน และขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวสู่พื้นที่ต่างๆ ทั้งจังหวัดหนองคาย สกลนคร เลย โดยเฉพาะขอนแก่น และชัยภูมิ มากกว่า 1,000 ราย พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ นอกจากนี้ยังได้ให้การรับรองแปลง GAP กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 884 ราย พื้นที่ 1751.125 ไร่

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่23/6/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/222023

 

 

เรื่องน่ารู้ : เพกา (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 23 มิ.ย. 2559, 8:18:55 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

            เพกาเป็นไม้ยืนต้นและเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย พบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไป และประเทศ ไทยเท่านั้นที่นำเพกามารับประทานเป็นผักประ เภทสมุนไพร มีสรรพคุณ   ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอ  การเสื่อมของเซลล์ช่วยชะลอการเกิดริ้ว    รอยแห่งวัย และชะลอวัย บำรุงและรักษาสายตา คนไทยในชนบทเมื่ออดีตจะใช้เพกามา  แก้และบรรเทาอาการไอ ด้วยการใช้เมล็ดแก่ในฝักประมาณ 1.5–3 กรัม ใส่หม้อเติมน้ำต้มไฟอ่อน ๆ จนเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง นำน้ำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น เป็นต้น

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 23/6/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/504300

 

พัฒนาแอพพลิเคชั่น จัดการดินและปุ๋ยเพื่อลดต้นทุน (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 23 มิ.ย. 2559, 8:16:22 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

            ปัจจุบันการสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็นระบบ  Android และระบบ IOS เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถทำให้เข้าถึงข้อมูล    ต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น กรมพัฒนาที่ดินเล็งเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว จึงได้เร่งพัฒนาโปรแกรมนำเสนอแผนที่ดิน ผ่านแอพพลิเคชั่น ในชื่อ LDD Soil Guide 

              ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่นำเสนอแผนที่ดินผ่านทางโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลการเพาะปลูกที่เป็นประโยชน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น 

            นางสาวเบญจพร ชาครานนท์  รองอธิบดี และโฆษกกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า LDD Soil Guide เป็นแอพพลิเคชั่น ที่กรมพัฒนาที่ดินพัฒนาขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึง และค้นหาข้อมูลในการเพาะปลูก รวมถึงจัดการดินและปุ๋ยภายในแปลงของเกษตรกร โดยข้อมูลความเหมาะสมของพืช จับพิกัดของผู้ใช้งานจากระบบอ้างอิงตำแหน่งบนพื้นที่โลก (GPS) สามารถสืบค้นข้อมูลชุดดินในรูปแบบแผนที่  แสดงผลได้ทั้งแผนที่ฐาน (Base Map)แผนที่ภาพถ่ายออร์โธสี และแผนที่ Google Map 

  ซึ่งจะทำให้สามารถทราบข้อมูลดิน คุณสมบัติดิน ข้อจำกัด และความเหมาะสมของดิน  โดยมีคำแนะนำแนวทางการจัดการดินรวมถึงคำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับพื้นที่นั้น ๆ ให้เหมาะสมกับชนิดพืช และข้อจำกัดต่าง ๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถโหลดแอพพลิเคชั่น LDD Soil Guide โดยเข้าไปที่ Google Play หรือ App Store ใช้คำค้นหา “LDD Soil Guide” หรือ กรมพัฒนาที่ดินทำการติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟนและเปิดใช้งานได้ทันที  

  ส่วนหน้าจอเริ่มใช้งานก็จะเป็นแผนที่ประเทศไทย การดูข้อมูลทำได้โดยกดเลือกตำแหน่งบนแผนที่ ระบบจะแสดงข้อมูลสถานที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด และจุดพิกัด ณ ตำแหน่งที่เลือกไว้ พร้อมทั้งแสดงข้อมูลกลุ่มชุดดินและข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน จากนั้นแตะเลือกข้อมูลกลุ่มชุดดินก็จะเจอกับกล่องเครื่องมือที่แสดงถึง คุณสมบัติ ประโยชน์ ความเหมาะสมพืช และชุดดินในกลุ่ม โดยแสดงถึงข้อมูลดิน ข้อมูลการจัดการดินและปุ๋ย ข้อมูลความเหมาะสมของพืช โดยระบบจะแสดงสัญลักษณ์ เขียว (เหมาะสมมาก) เหลือง (ไม่ค่อยเหมาะสม) และแดง (ไม่เหมาะสม)

             เมื่อคลิกเลือกพืชที่ต้องการ แนวทางข้อมูลในการจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมถึงคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับกลุ่มชุดดิน ค่าวิเคราะห์ดินพื้นฐาน และคำแนะนำปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 

            รองอธิบดี และโฆษกกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการใช้งานนั้นเกษตรกรควรใช้แอพพลิเคชั่น LDD Soil Guide ในการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ก่อน เพื่อให้ทราบคุณสมบัติและลักษณะของดิน พิจารณาความเหมาะสมและข้อจำกัด ตลอดจนแนวทางการจัดการดินและปุ๋ยของดินนั้น ๆ คำแนะนำอาจจะไม่ตรงกับสภาพปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้ที่ดินอย่างเข้มข้นหรือคาดการณ์ว่ามีปุ๋ยตกค้างมาก ก็สามารถเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ได้ และเมื่อได้รับผลวิเคราะห์ดินแล้ว ผลวิเคราะห์นั้นจะมีคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยประกอบมาด้วย ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที 

            ส่วนการดูข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบจะแสดงชนิดพืชและเนื้อที่ที่ปลูกในบริเวณนั้น สามารถนำไปจัดการพื้นที่ในการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้อีกด้วย

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่  23/6/2559  เว็ปที่http://www.dailynews.co.th/agriculture/504301

 

เกษตรฯยกระดับผู้จัดการสหกรณ์ เปิดหลักสูตรปั้น‘Smart Manager’พัฒนาธุรกิจอย่างมืออาชีพ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 23 มิ.ย. 2559, 8:08:48 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดำเนินโครงการ โครงการพัฒนาการจัดการธุรกิจสหกรณ์แบบมืออาชีพเพื่อกำหนดหลักสูตรพัฒนาผู้จัดการสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง โดยคัดเลือกสหกรณ์การเกษตร จังหวัดละ 1 แห่ง มาทำความร่วมมือกับหอการค้าในจังหวัด พัฒนาเรื่องขององค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ โดยมีหอการค้าเข้ามาช่วยในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต การตลาด และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้สหกรณ์มีการพัฒนาอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งทำให้ผู้จัดการและฝ่ายบริหารของสหกรณ์พัฒนาไปสู่การเป็นผู้จัดการมืออาชีพ หรือ การเป็น Smart Managerโดยการอบรมมีเนื้อหาวิชา 8 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.นโยบายประชารัฐกับการส่งเสริมสหกรณ์ 2.ภาวะผู้นำและการพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ จิตวิญญาณการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ 3.นวัตกรรมและการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ 4.การตลาดยุคใหม่สำหรับสหกรณ์ 5.การพัฒนากระบวนการดำเนินงานสหกรณ์ 6.การเงินสำหรับผู้นำสหกรณ์ ทั้งด้านการจัดการการเงิน และเทคนิคการลดต้นทุน 7.ผู้นำสหกรณ์สำหรับยุคโลกาภิวัฒน์ และ 8.กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสร้างเครือข่ายสหกรณ์หลังจากที่ผู้จัดการสหกรณ์เข้าอบรม จะมีเจ้าหน้าที่ลงไปติดตามเพื่อประเมินผลว่า มีการพัฒนาตัวเองอย่างไร ทั้งเรื่องธุรกิจ ความเข้มแข็งขององค์กร การควบคุมภายในการทำธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลเกิดขึ้นระดับไหน และถ้าสหกรณ์ที่ผ่านการอบรมแล้วมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น กรมจะถอดบทเรียนเหล่านี้เป็นโมเดลให้สหกรณ์อื่นๆ เข้ามาเรียนรู้ นอกจากนี้สหกรณ์ควรจะต้องหาความรู้ใหม่ๆหรือวิทยาการใหม่ๆ ในเรื่องของการบริหารองค์กรให้มีความเข้มแข็ง การตลาด แนวโน้มภาคการเกษตรในอนาคต ทั้งลักษณะและรูปแบบสินค้าที่ผลิต และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ การบริหารแบบธรรมาภิบาล จะต้องความโปร่งใส ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องหลักที่จะทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่23/6/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/222018

เดินหน้า‘มันสำปะหลัง’แปลงใหญ่ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 23 มิ.ย. 2559, 8:04:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอาศัยน้ำฝน โดยในปี 2557 ได้รับการสนับสนุนขุดเจาะน้ำบาลเพื่อการเกษตรจากสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล จังหวัดนครราชสีมา สามารถนำน้ำมาใช้เพื่อการปลูกมันสำปะหลังครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่เกษตรกรได้รับประโยชน์ 24 ราย แต่ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 ได้นำองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมาเผยแพร่ อีกทั้งคัดเลือกเกษตรกรขึ้นมา 1 ราย เพื่อทำเป็นแปลงต้นแบบการจัดการน้ำที่เหมาะสม ให้เกษตรกรรายอื่นเข้ามาศึกษาเรียนรู้และได้เข้าถึงเทคโนโลยีของกรมวิชาการ นำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในแปลงต้นแบบจะมีวิธีการบริหารจัดการน้ำ แบ่งเป็น 3 วิธี ได้แก่ 1.การให้น้ำระบบใหม่+คำนวณปริมาณการให้น้ำตามหลักวิชาการ+การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินทางน้ำ 2.ระบบน้ำใหม่+ให้น้ำตามวิธีเกษตรกร+ให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินทางน้ำ 3.ระบบน้ำใหม่+ให้น้ำตามวิธีเกษตรกร+ให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเปรียบเทียบทั้ง 3 วิธีการว่าให้ผลแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และได้เปิดให้เกษตรกรในพื้นที่เข้ามาเรียนรู้แล้ว โดยทางกรมวิชาการเกษตรจะประเมินผลการดำเนินงานในอีก 8 เดือนข้างหน้าคือช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังแล้ว อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าว่าเกษตรกร 23 ราย ในพื้นที่ แปลงใหญ่ 400 ไร่ จะมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 20 ราย ภายในปีที่สองเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ของกรมวิชาการเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามหลักวิชาการได้ดียิ่งขึ้น นำมาสู่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก 6 ตัน เป็น 8-10 ตันต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง 20-30% จากการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการให้ปุ๋ยไปพร้อมกับระบบน้ำจึงช่วยลดต้นทุนและปัญหาแรงงานได้อีกทางหนึ่งซึ่งหลังจากนี้กรมวิชาการจะทำโครงการต่อยอดนำโมเดลรูปแบบมันสำปะหลังแปลงใหญ่ที่หนองบุญมาก ไปขยายผลพื้นที่อื่นต่อไป

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่23/6/2559

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/222020

 

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ  ร้านเกษตรวิรุฬ