นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
26 พฤษภาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6957)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (17850 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   13495   บทความ  
การเกษตร (12091) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
กษ.เอาใจรากหญ้าดีเดย์แผนชำระหนี้ เร่งจำหน่ายหนี้สูญกว่า3หมื่นราย (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:50:32 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

24 พ.ค.58 นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคเกษตรทั้งระบบมีมูลหนี้กว่า 1.2 ล้านๆ บาท โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม เช่นกลุ่มลูกหนี้กระทรวงเกษตรฯ กลุ่มลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กลุ่มลูกหนี้ ที่ขึ้นทะเบียนหนี้ไว้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และกลุ่มลูกหนี้หน่วยงานอื่นๆ เช่น กยส.โดยในส่วนกลุ่มลูกหนี้ที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนหนี้(ทะเบียนเกษตรกร) ไว้กับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ได้มีการตรวจสอบข้อมูลหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ในเบื้องต้นแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ ธ.ก.ส. ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้นำข้อมูลหนี้ดังกล่าวมาจัดทำแผนการชำระหนี้แทนเกษตรกร ไว้รองรับการใช้งบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจ จำนวน 3 พัน ล้านบาท เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหานี้สินเกษตรกร นายอำนวย กล่าวต่อไปว่าตามหลักการแผนการชำระหนี้แทนเกษตรกร โดยให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนวงเงิน 3 พันล้านบาท แบ่งเป็น ระยะที่ 1.ภายในเดือนมิ.ย.58 ชำระหนี้แทนเกษตรกรร้อยละ 35  2.ภายในเดือน ส.ค. 58 ชำระหนี้แทนร้อยละ 35  3.ภายในเดือนก.ย. 58 ชำระหนี้แทนร้อยละ 30 โดยให้ศูนย์ประสานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ติดตามและตรวจสอบข้อมูลหนี้กับสถาบันการเงินที่ยังไม่ส่งข้อมูล เร่งรัดให้ส่งภายในวันที่ 29 พ.ค. และให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ ชะลอการดำเนินการทางกฎหมายทุกกรณีกับเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ออกไปจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จ ส่วนที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีรายชื่อในโครงการปรับโครงสร้างหนี้และพื้นฟูอาชีพเกษตรกร ตามมติครม.7 เม.ย. 53 จำนวน 1,780 ราย ยังมีเกษตรกรที่ได้สิทธิจำหน่ายหนี้สูญตามมติครม. 31 มี.ค. 58 อีก จำนวน 28,000 ราย

ทั้งนี้ ได้จัดตั้งศูนย์ประสานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรและแต่งตั้งคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้เกิดความรวดเร็ว โดยมีรมช.เกษตรฯเป็นประธานกรรมการ เพื่อเร่งรัด ติดตามผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558     http://www.naewna.com/local/159642

ปั้มแผนเพิ่มกระบือไทย4.5หมื่นตัว หวั่นสูญพันธุ์คาด5ปีเหลือ6แสนตัว (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:48:57 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

24 พ.ค. 58 นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสั่งการให้กรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินตามแผนโครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตกระบือภายใน 5 ปี เป็น 4.5 หมื่นตัว ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนแม่กระบือพันธุ์ดีปีละ 10% และเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 1 แสนบาทต่อรายต่อปี โดยเน้นปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งปีแรกเพิ่มปริมาณแม่กระบือเป้าหมายจำนวน 2.5 หมื่นตัว เกษตรกร 5 พันรายและเครือข่ายเกษตรกรอีก 500 กลุ่ม สนับสนุนการปลูกพืชอาหารสัตว์กว่า 5 พันไร่ และผสมเทียมกระบือด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีอีกกว่า 2 หมื่นตัว จำเป็นต้องเร่งอนุรักษ์พันธุ์กระบือให้คงอยู่คู่ระบบไร่นาไทย และขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้น และมุ่งเลี้ยงกระบือเนื้อเพื่อการพาณิชย์ด้วย กระบือไทยมีแนวโน้มลดลงจากปี 47 ที่มีมากถึง 149 ล้านตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ 3.7 แสนราย แต่ในปี 57 ลดเหลือ 8.4 แสนตัว เกษตรกร 1.8 แสนราย เฉลี่ยลดลงปีละ 5.6 % คาดอีก 5 ปีข้างหน้าจะเหลือกระบือไทย 6 แสนตัว รวมทั้งประเทศจีนและเวียดนาม มีความต้องการกระบือมีชีวิตไปจำนวนมากในแต่ละปีมีมูลค่าส่งออกเกือบ 1 พันล้าน เพื่อไปบริโภคและทำพันธุ์ยิ่งทำให้มีปริมาณลดลงอย่างมาก" นายปีติพงศ์ กล่าว

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558     http://www.naewna.com/local/159637

รายงานพิเศษ : สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินนั้นสามารถตรวจสอบได้ (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:47:24 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ซึ่งความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือ พีเอช เป็นสมบัติทางเคมีที่มีการตรวจวัด ทดสอบอยู่เสมอแทบทุกครั้งที่มีการวิเคราะห์ดิน เป็นสมบัติของดินที่เปรียบเสมือนอุณหภูมิในร่างกายของคน เพราะค่าพีเอชจะมีบทบาทหรือความสัมพันธ์กับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช การเจริญเติบโตของพืช  ปริมาณ กิจกรรมและประเภทของจุลินทรีย์ในดิน ปกติการตรวจวิเคราะห์ค่าพีเอชจะทำในห้องปฏิบัติการโดยการวัดด้วยเครื่อง  pH meter ที่เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งมีขั้นตอนกระบวนการและอุปกรณ์ที่ใช้เฉพาะในการตรวจวิเคราะห์ดิน การประยุกต์ใช้ชุดตรวจสอบภาคสนามแทนวิธีในห้องปฏิบัติการ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว จึงมีความจำเป็น โดยในเรื่องนี้ นางกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะโฆษกกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน ทีมวิจัย ดร.อรทัย ศุกรียพงศ์ ผอ.สำนักวิทยาศาสตร์เพื่ อการพัฒนาที่ดิน นายรัตนชาติ ช่วยบุดดา และนางสาวจุฑารัตน์ คำนึงกิจ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ได้พัฒนาและประดิษฐ์ชุดตรวจสอบความเป็นกรด-ด่างภาคสนามขึ้น โดยได้พัฒนาต่อยอดจากสูตรเดิม (กระเป๋าสีน้ำตาล) เพื่อให้การอ่านสีของค่าพีเอชจากน้ำยาทดสอบที่ทำปฏิกิริยากับดินมีความชัดเจนขึ้น โดยการนำผงที่มีคุณสมบัติดูดซับสีมาใช้ให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบสีกับแผ่นเทียบสีมาตรฐาน ทำให้การอ่านค่าพีเอชมีความถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนักวิชาการเกษตรหรือผู้สนใจในการนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงฟื้นฟูทรัพยากรดินได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และที่สำคัญเกษตรกรหรือหมอดินอาสาไม่ต้องส่งดินไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

สำหรับชุดตรวจสอบภาคสนาม LDD pH Test Kit ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์ คือ 1.น้ำยาทดสอบ 2.แผ่นเทียบสีมาตรฐาน 3.ผงทำให้เกิดสี (สวด.04) 4. ถาดหลุม และ 5. ช้อนคนดิน โดยอุปกรณ์เหล่านี้ จะถูกบรรจุอยู่ในกระเป๋าขนาดกะทัดรัด สามารถพกพาไปใช้งานในภาคสนามได้อย่างสะดวก ใช้งานง่าย วิธีวิเคราะห์ไม่ซับซ้อน นักวิชาการ เกษตรกรหรือหมอดินอาสา สามารถตรวจสอบดินได้เองในเบื้องต้นและทราบผลภายใน 3 นาที เป็นชุดอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ ราคาจึงไม่แพง เมื่อเปรียบเทียบกับของนำเข้าจากต่างประเทศ นางกุลรัศมิ์ กล่าวต่ออีกว่า ชุดตรวจสอบภาคสนาม ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ที่พัฒนาขึ้นนี้ ทุกคน สามารถตรวจวิเคราะห์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชำนาญการ เพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ยุ่งยาก นักวิชาการและนักวิจัยจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบสภาพความเป็นกรดเป็นด่างในพื้นที่แปลงทดลองได้ทันที และที่สำคัญนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินหรือสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน สามารถใช้ในการประเมินหรือคัดกรองพื้นที่ของเกษตรกรที่ร้องขอวัสดุปรับปรุงดิน เช่น ปูน ชนิดต่างๆ กรณีที่มีคำร้องขอเป็นจำนวนมาก เป็นต้น จุดเรียนรู้หรือศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร ควรมีชุดตรวจสอบภาคสนาม ความเป็น กรดเป็นด่างของดินไว้ประจำศูนย์ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอช เมื่อมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการต่างๆ หรือใช้ในการสาธิต/แนะนำการตรวจสอบดินให้กับเกษตรกรหรือผู้สนใจที่มาเยี่ยมชม เรียนรู้ภายในศูนย์ฯ นอกจากนี้ หมอดินอาสาระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ควรมีชุดตรวจสอบภาคสนาม ความเป็นกรดเป็นด่างของดินไว้ประจำตัว เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ในการตรวจสอบดินเมื่อออกพื้นที่ให้คำแนะนำ/การจัดการดิน/ปรับปรุงดินให้กับสมาชิกในพื้นที่ของตนเอง นักสำรวจดิน กรมพัฒนาที่ดิน สามารถนำชุดตรวจสอบที่พัฒนาขึ้นนี้ใช้แทนชุดตรวจสอบเดิม (ชุดน้ำยา Troug) ที่เคยใช้ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศได้

ซึ่งจะทำให้กรม ประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ได้ นับว่าชุดตรวจสอบความเป็นกรด-ด่างภาคสนาม

เป็นนวัตกรรมใหม่ของกรมพัฒนาที่ดินที่ประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558    http://www.naewna.com/local/159612

สศก.ชี้เงินสะพัดตำบลละล้าน (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:45:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

บรรเทาปัญหาภัยแล้ง หรือโครงการตำบลละ 1 ล้านบาท ที่คณะกรรมการบริหารโครงการพิจารณาผ่านความเห็นชอบแล้วจำนวน 6,598 โครงการ จาก 3,044 ตำบล ใน 58 จังหวัด งบประมาณ 3,004.513 ล้านบาท คิดเป็น 98.48% ของวงเงินเป้าหมายที่ 3,051 ล้านบาท โดยการประเมินผลโครงการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 โดยใช้รูปแบบการประเมินผลอย่างเร่งด่วน (Rapid Rural Appraisal–RRA) ซึ่งประกอบด้วยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทุกจังหวัด รวม 281 ราย สุ่มสัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มเกษตรกรที่เสนอโครงการของชุมชน และเกษตรกรที่เป็นแรงงานในโครงการ เป็นจำนวนตัวอย่าง รวม 534 ราย ผลการประเมินพบว่า โครงการของชุมชน 52% เป็นโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น การจัดทำแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร การสร้างลานตากผลผลิตทางการเกษตร การสร้างโรงเรือนเพื่อเก็บผลผลิต อีก 26% เป็นโครงการพัฒนาต่อยอดกิจกรรมที่มีอยู่เดิมในชุมชน และ 22% เป็นโครงการปรับปรุงฟื้นฟูโครงการเดิม เช่น การขุดลอกคลองหรือซ่อมแซมฝาย ขณะที่ผู้นำกลุ่ม/โครงการ 85% มีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้ชุมชนสามารถจัดทำโครงการได้ตามความต้องการและสอดคล้องกับปัญหาของชุมชน ทั้งนี้ ในด้านการได้รับโอนงบประมาณ กลุ่ม/โครงการ 89% ได้รับการโอนงบประมาณเข้าบัญชี อีก 11% อยู่ระหว่างดำเนินการ และมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปดำเนินการแล้ว 45% ในส่วนของความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการของชุมชน คิดเป็น 75% ที่มีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงการเตรียมการเช่น การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และเตรียมสถานที่ มีเพียง 8% ที่ดำเนินการได้เร็วกว่าแผนการที่ตั้งไว้ ส่วนอีก 17% ที่ล่าช้ากว่าแผนเพราะติดช่วงวันหยุดยาวเทศกาลต่างๆ ประกอบกับงบประมาณพึ่งโอนมาถึงกลุ่มและอยู่ระหว่างการรับสมัครแรงงาน สำหรับด้านแรงงานพบว่ามีการจัดจ้างแรงงาน โดย 98% เป็นการใช้แรงงานในชุมชนหรือตำบล อีก 2% มีการใช้แรงงา นอกชุมชนบางส่วนที่เป็นช่างฝีมือ หรือชำนาญการเฉพาะที่ชุมชนไม่มี ซึ่งมีการจ้างงานตั้งแต่จำนวน 10-700 คนต่อโครงการขึ้นอยู่กับกิจกรรมของโครงการ อัตราค่าจ้างแรงงานทั่วไป 250-300 บาทต่อวัน แต่ถ้าเป็นแรงงานฝีมือเฉพาะค่าจ้างอยู่ที่ 500 บาทต่อวันหรือจ้างเหมาจ่ายเป็นชิ้นงาน แรงงานได้รับการว่าจ้างเฉลี่ย 10 วันต่อราย

รายได้ที่รับจากโครงการดังกล่าวเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อราย ส่งผลให้แรงงาน 76% มีความพึงพอใจอย่างมาก เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มในช่วงฤดูแล้ง

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558    http://www.naewna.com/local/159610

เกษตรบูรณาการ : ปัญหาที่ยังรอความกระจ่าง (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:43:33 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ยังคงไม่มีความกระจ่าง เรื่องของมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราของกระทรวงเกษตรฯในฤดูกาลที่ผ่านมา ที่ทางรัฐบาลมอบหมายให้ นายอำนวย ปะติเส มานั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหาราคายาง จากการที่มีการทุ่มเงินงบประมาณ ที่เป็นภาษีประชาชนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในมาตรการแก้ปัญหาราคายาง ในโครงการมูลภัณฑ์กันชน แท้จริงแล้วใครได้ประโยชน์ เพราะถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบว่า มันคืออะไรกันแน่ เพราะเกษตรกรเอง บอกชัดเจนว่าไม่ถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง  โดยกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ทางกรรมาธิการเกษตรฯ ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงหลายครั้ง พร้อมขอดูสัญญาซื้อขายยางที่ทางรัฐบาลชุดนี้ลงนามสัญญาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557 ที่ขายยางเก่าจำนวน 2.1 แสนตัน และผนวกด้วยยางที่ซื้อใหม่ในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมาอีก 2 แสนตัน ในรัฐบาลชุดนี้ และล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกรรมาธิการก็ได้ขอให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องยางพาราของกระทรวงเกษตรฯ ไปชี้แจง อีกครั้งใน 3 ประเด็น โดยประเด็นที่ 1.รายละเอียดการซื้อขายต่อกันอย่างไร พร้อมขอดูสัญญา 2.ให้มีการชี้แจงกรณีว่าทำไมขายยางให้กับเอกชนจีนราคาต่ำกว่าสัญญา เพราะตามสัญญาลงนามซื้อขายในราคากิโลกรัมละ 63 บาท แต่มีการซื้อขายจริงในราคาที่ 44 บาท  และ 3. มีข้อมูลว่ามีการลงนามในสัญญาว่าเอกชนจีนจะต้องรับยางจากไทยเดือนละ 2 หมื่นตัน เรื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ลงนามสัญญาไปแล้ว ทั้งหมดเกิดจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พบว่า การส่งออกยางพาราในสต๊อกของรัฐบาลทั้งหมด ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2557 ถึงวันนี้ มีการส่งออกจริงไม่ถึง 2 พันตัน แต่แปลกกระทรวงเกษตรฯ ไม่ยกเลิกสัญญาทั้งที่เอกชนจีนที่ลงนามสัญญา ไม่ปฏิบัติตามสัญญารวมทั้งไม่มีการปรับใดๆ จึงน่าจะมีความไม่ชอบมาพากล และไม่มีคำตอบที่กระจ่างใดๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น ล่าสุด กรรมาธิการเกษตรฯมีมติที่จะทำหนังสือไปถึง นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ เพื่อขอดูสัญญา และขอความกระจ่างในเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะถือว่ามความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับการขายยางครั้งนี้ เพราะกลุ่มเอกชนที่กระทรวงเกษตรฯ ลงนามซื้อขายยาง มันคือเอกชนกลุ่มเดียวกันกับขบวนการจีทูจีเก๊ เรื่องทุจริตข้าวที่ ป.ป.ช. เพิ่งตัดสินที่ผ่านมา  และชั่งเป็นเรื่องแปลกของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 2/58 รัฐบาล เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลับบอกว่ากระทรวงเกษตรฯ โดย อำนวย ปะติเสไปทำสัญญาขายยางพารากับจีน 4 แสนตันแล้ว คาดระบายสต๊อกยางได้หมดใน 1 ปี พร้อมยืนยันไม่มีปัญหากดดันราคายางมันคือ อะไร เพราะวันนี้ยางเดิมที่ทำสัญญาซื้อขายไปนานกว่า 7 เดือน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า หรือว่าเป็นสัญญาใหม่ ที่ พี่นวยเพิ่งไปลงนามสัญญาอีกครั้งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แล้วสัญญาเก่าหายไปไหน ยังไงช่วยแจงสังคมให้เกษตรกรชาวสวนยางทราบที จะได้วางแผนถูกว่าจะทำอย่างไร หรือให้ทำได้แค่ทำใจ เหมือนที่ผ่านมา เพราะวันนี้ไม่มีความกระจ่างใดๆแม้แต่เรื่องสต๊อกยางที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้ จนมีกระแสแว่วว่า ท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์ไม่พอใจอย่างมากในการแก้ปัญหาเรื่องยาง หรือนี่คือส่วนหนึ่งของที่มากระแสข่าวการโยกย้ายครั้งใหญ่ของข้าราชการระดับอธิบดีที่ผ่านมาด้วย  มาถึงวันนี้ต้องบอกว่าปัญหาเรื่องของยางยังไม่มีความกระจ่างใดๆ และยังมีแนวโน้มจะมีปัญหาต่อไป ในเรื่องของราคา เพราะราคาที่มันสูงขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรการใดๆของรัฐบาล เพียงแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลก มีสูงขึ้นราคายางเลยขึ้นตามก็เท่านั้น เรื่องของยางวันนี้ต้องเปิดใจยอมรับความจริงและเดินหน้าแก้ปัญหาให้ถูกทางและที่สำคัญ คนที่รู้เรื่องยางว่าควรจะเป็นอย่างไร น่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์เพราะอย่างน้อยท่านก็อยู่ในกระทรวงเกษตรฯมาหลายปี ก่อนที่จะกลับมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯในวันนี้ ขอสักครั้ง อย่าคิดว่ามอบงานไปแล้ว เพราะสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นเกษตรกรไทยก็จะจำชื่อของท่านมากกว่าคนอื่น

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558    http://www.naewna.com/local/159608

‘หมอดิน’ชูลุ่มน้ำคลองกก ต้นแบบพัฒนาที่ดินพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:42:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 เปิดเผยว่า เขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำคลองกก ลุ่มน้ำสาขาทะเลหลวง ลุ่มน้ำหลักทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา เป็น 1 ใน 5 เขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12

ที่เข้าร่วมโครงการ 60 พรรษา สยามบรมราชกุมารี 60 เขตปฐพี พัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษาในปี 2558 ซึ่งสาเหตุที่คัดเลือกเขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำคลองกกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่มีปัญหาดินเป็นดินเปรี้ยวจัด มีเนื้อที่ 25,940 ไร่ หรือร้อยละ 62.68 ของพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ทั้งหมด 41,388 ไร่ มีน้ำท่วมขังยาวนานในช่วงฤดูฝน เนื่องจากสภาพเป็นพื้นที่ราบเรียบ พอฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกพืชเพราะอยู่นอกเขตชลประทาน ดังนั้น การดำเนินงานภายใต้โครงการ 60 เขตปฐพี พัฒนาอย่างยั่งยืน ของเขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำคลองกก จะดำเนินการในพื้นที่บ้านคูวาตะวันออก หมู่ 4 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา พื้นที่ 7,060 ไร่ โดยได้กำหนดแผนการดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2558-2560 ประกอบด้วย งานปรับปรุงคุณภาพดิน แบ่งเป็นปรับปรุงดินเปรี้ยว ดินเค็มภาคใต้ โดยการใช้หินปูนฝุ่น ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยพืชสด ฟื้นฟูและป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งจะรณรงค์ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำพื้นที่ลุ่ม-ดอน ขุดคูยกร่องทำทางลำเลียง ควบคู่กับรณรงค์ไถกลบตอซังเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า เขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ำ นับเป็นกิจกรรมหลักของกรมพัฒนาที่ดินที่มุ่งนำกิจกรรมต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดินเข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาพื้นที่ดินที่มีปัญหาให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง รวมถึงปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน ซึ่งจะช่วยฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ช่วยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้หลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรลงได้ด้วย

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558   http://www.naewna.com/local/159606

ส่งผู้นำเยาวชนเกษตรฝึกงานประเทศญี่ปุ่น | เดลินิวส์ (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:36:57 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เกษตรกรญี่ปุ่น ว่าเป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักการเกษตรต่างประเทศ ทำการคัดเลือกเยาวชนเกษตรเพื่อส่งไปฝึกงานด้านการเกษตรในฟาร์มเกษตรกรญี่ปุ่น เป็นเวลา 11 เดือน ซึ่งในปี 2558 มีเยาวชนเข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อม จำนวน 15 คน ประกอบด้วย เยาวชนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร 5 คน กรมส่งเสริมสหกรณ์ 2 คน กรมปศุสัตว์ 2 คน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 4 คน และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) 2 คน โดยมอบให้ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตร จังหวัดกาญจนบุรี จัดฝึกอบรมเตรียมความพร้อมก่อนไปฝึกงาน โดยเตรียมความพร้อมทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในแบบญี่ปุ่น ตลอดจนฝึกวินัย และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี ฝึกปฏิบัติในศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตร จังหวัดกาญจนบุรี และฝึกงานในฟาร์มรุ่นพี่ที่เคยผ่านการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว ด้านนายวีระศักดิ์ สุขทอง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตร จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 15 คน ประกอบด้วย นายศุภชัย วรัญญูรัฐ นายสรนนท์ กาญจนพรหม นายสรวิศ เปรมมณี นายพีรพัฒน์ ปลั่งกลาง นายมนตรี สุริยะจันทร์ นายสมศักดิ์ ร่มพนาธรรม นายวิชาญ ชาญฉลาด นายสุวรรณ กุลพรสิริปรีชา นายนิรันดร์ เป็นพิมาย นายปฏิพล ท่ออิ นายอาทิตย์ ศรีมหาวาส นายวิชากร สร้อยนาค นางสาวอิศราภรณ์ สาระพันธ์ นางสาวสุนารี สำราญเนตร และนางสาวจตุพร แก้วสระแสน.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558      http://www.dailynews.co.th/agriculture/323325

 

 

ความคืบหน้าแก้ไขปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:35:30 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานเร่งรัด ติดตาม การแก้ไขปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านคดีพอสมควร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้าไปช่วยเหลือให้คำแนะนำและติดตามความเคลื่อนไหวของการดำเนินคดีฟ้องร้องค่าเสียหายจากผู้ที่กระทำทุจริตและก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ โดยแยกเป็นคดีแพ่ง จำนวน 5 คดี ทุนทรัพย์ทั้งหมด 16,041 ล้านบาท และคดีอาญาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ จำนวน 4 คดี ความก้าวหน้าในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้สหกรณ์ฟื้นฟูกิจการ โดยให้สหกรณ์เป็นผู้ทำแผน ได้มีการประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาและให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ภายใน 30 วัน มีผลการดำเนินการตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการ คือ 1) มีผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวน 17,885 ราย มูลหนี้ 2.04 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขยายเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ ถึงวันที่ 8 มิ.ย. 58 นี้ และ 2) ผู้ทำแผนอยู่ระหว่างคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาผู้จัดทำแผนและบริหารแผนฟื้นฟูกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และกรอบระยะเวลาการดำเนินการทั้งนี้มีกำหนดทำแผนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ก.ค. 58 และขยายได้ไม่เกินวันที่ 7 ก.ย. 58 สำหรับการเยียวยาสมาชิกในระหว่างการจัดทำแผน ซึ่งคณะผู้จัดทำแผนได้ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ในการเยียวยาความเดือดร้อนให้แก่สมาชิก คือ 1) การให้เงินกู้เพื่อเยียวยาสมาชิกตามโครงการพิเศษ และ 2) การจ่ายคืนเงินฝากแก่เจ้าหนี้ที่มีเงินฝากไม่เกินรายละ 10,000 บาท จำนวน 29,919 ราย เป็นเงิน 42 ล้านบาทเศษ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การจ่ายเงินกู้ให้สมาชิกเป็นการประกอบธุรกิจปกติของสหกรณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของสหกรณ์ และไม่อนุญาตให้จ่ายคืนเงินฝากให้แก่สมาชิก แต่ให้ผู้จัดทำแผนบรรจุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ได้ โดยสหกรณ์กำหนดหลักเกณฑ์ให้สมาชิกกู้ ได้แก่ 1) กู้ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินกู้รวมค่าหุ้น แต่ไม่เกิน 50,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 5 เดือน 2) อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี และ 3) งวดชำระหนี้ 12 งวด โดยชำระทุกเดือน ซึ่งเดือนที่ 1-3 ชำระเฉพาะดอกเบี้ย โดยได้มีการจ่ายเงินกู้ให้สมาชิกแล้ว เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 164 ราย เป็นเงิน 1,640,000 บาท และในครั้งที่ 2 ได้เปิดรับคำขอกู้ในระหว่างวันที่ 715 พ.ค. 58 คาดว่าจะจ่ายให้สมาชิกได้ในวันที่ 25 พ.ค. 58 นี้ ทั้งนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัด ติดตามการแก้ไขปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เพื่อให้การเร่งรัด ติดตาม การแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะทำงาน โดยมีอำนาจหน้าที่ 1. เร่งรัด ติดตาม การแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ 2. รายงานผลการดำเนินงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบเป็นระยะ และ 3. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558      

 

 

เรือกระด้ง - เรื่องน่ารู้ | เดลินิวส์ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:34:12 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เรือกระด้งเวียดนาม เป็นเรือรูปร่างแบบกระด้งสานด้วยไม้ไผ่ ใช้น้ำมันสนเคลือบทั้งภายนอกและภายใน ชาวเวียดนามใช้ขนถ่ายสิ่งของจากเรือใหญ่กลางทะเลเข้าฝั่ง และชาวประมงชายฝั่งจะใช้ออกทะเลทำประมงชายฝั่ง เป็นเรือที่สามารถรับน้ำหนักได้นับ 1,000 กิโลกรัม เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554 ที่ผ่านมา ทางประเทศเวียดนามได้นำเรือกระด้งส่งมาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพื่อใช้ขนส่งสิ่งของนับร้อยลำ.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558      http://www.dailynews.co.th/agriculture/323010

 

 

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ อบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชันโรง | เดลินิวส์ (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 25 พ.ค. 2558, 7:32:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เมื่อวันก่อนที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี นายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชันโรง โดยมีเกษตรกรขยายผลในพื้นที่ อ.มะขาม และ อ.เมืองจันทบุรี เข้ารับการอบรม การอบรมครั้งนี้เป็นไปตามแนวทางการขยายผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ สู่การปฏิบัติของราษฎรในพื้นที่ โดยพื้นที่ จ.จันทบุรี อาชีพราษฎรส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรเพาะปลูกพืชให้ผลชนิดต่าง ๆ ซึ่งพืชเหล่านั้นจะต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสรเพื่อการออกผลผลิต ซึ่งในหมู่แมลงที่ทำหน้าที่ผสมเกสรได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือชันโรง ซึ่งชันโรงนับเป็นแมลงจำพวกผึ้งที่ไม่มีเหล็กในมีความสัมพันธ์และวิวัฒนาการที่ใกล้ชิดกับผึ้งพันธุ์ ผึ้งหึ่ง และผึ้งกล้วยไม้ ปัจจุบันทั่วโลกพบชันโรงประมาณ 500 ชนิด โดยพบมากในเขตร้อนตลอดจนบริเวณใกล้เคียงที่ติดกับเขตร้อน ในประเทศไทยมีประมาณ 30 ชนิด โดยแพร่กระจายพันธุ์ทั่วทุกภาคของประเทศ จัดเป็นแมลงสังคมชั้นสูง ภายในรังประกอบด้วยวรรณะ 3 วรรณะ คือ นางพญา เพศผู้ และชันโรงงาน โดยในแต่ละวรรณะจะทำหน้าที่ภายในรังแตกต่างกันไป โดยนางพญาจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้และชันโรงงาน ใน 1 รวงรัง จะมีนางพญา 2 ตัวหรือมากกว่า ทำหน้าที่ในการวางไข่และดูแลชันโรงทุกตัวในรังให้อยู่ในความเรียบร้อย ส่วนเพศผู้จะทำหน้าที่ในการผสมพันธุ์เพียงอย่างเดียว สำหรับชันโรงงานจะทำหน้าที่ซ่อมแซมรัง ทำความสะอาดและเป็นพี่เลี้ยงช่วยนางพญาดูแลตัวอ่อน ตลอดจนหาอาหารเลี้ยงสมาชิกภายในรัง โดยการออกเก็บละอองเกสรและน้ำหวานของดอกไม้ ละอองเกสรที่ได้จากดอกไม้จะเป็นแหล่งโปรตีน ส่วนแหล่งของพลังงานจะได้จากคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลที่มีในน้ำหวานของดอกไม้ สารที่นำมาใช้สร้างรังของชันโรง คือ ซีรูเมน ซึ่งเกิดจากส่วนผสมของไขผึ้งและยางไม้ ส่วนห้องของตัวอ่อจะถูกห่อหุ้มด้วยผนังที่ทำจากไขและโพรโพลิส บริเวณพื้นที่สะสมอาหารจะประกอบไปด้วย ถ้วยน้ำผึ้ง และถ้วยเกสร ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ได้มากมาย อาทิ ในทางการแพทย์ มีการนำมาสกัดสารที่ต่อต้านเชื้อรา แบคทีเรีย เป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคมนุษย์และสัตว์ ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ใช้ผสมเป็นยารักษาโรคทางหู คอ จมูก และโรคผิวหนัง ด้านการประทินโฉมมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอาง เพื่อรักษาโรคผิวหนังและเสริมสร้างเซลล์ผิวที่เกิดจากการกระทบกระเทือน ในทางเทคโนโลยีการอาหาร มีการนำชันผึ้งมาเป็นส่วนผสมในการถนอมอาหาร ยับยั้งการหมักบูดที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียในอาหาร นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในทางโภชนาการอาหารสัตว์โดยนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ได้อีกด้วย และในการฝึกอบรมการแปรรูปชันโรงของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ครั้งนี้ นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เอื้อให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถเพิ่มช่องทางการทำการผลิตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างครบวงจร ด้วยการเพาะเลี้ยงชันโรงจะช่วยเกษตรกรในการผสมเกสรไม้ผล และนำผลผลิตส่วนต่างๆ ของชันโรงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว และน้ำหวานเพื่อการบริโภคอีกด้วย.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25พฤษภาคม 2558      http://www.dailynews.co.th/agriculture/323012

 

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm