นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
03 มีนาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6806)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (17322 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   13130   บทความ  
การเกษตร (11724) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
‘ฝนหลวง’เริ่มบินปฏิบัติการ บุรีรัมย์แล้งหนักควายขาดน้ำ (อ่าน 26 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:38:05 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

จากสภาพปัญหาภัยแล้งที่เริ่มรุนแรงขยายวงกว้างไปหลายจังหวัด และนำไปสู่ปัญหามลพิษทั้งหมอกควันและไฟป่าตามมา ทำให้หลายหน่วยงานเริ่มวางแนวทางรับมือและแก้ปัญหาโดยนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดยุทธการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2558 ที่สนามบินเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างจริงจังกษ.ลุยทำฝนหลวงสู้ภัยแล้งนายปีติพงศ์ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดทำแผนป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร อีกทั้ง เป็นการเติมน้ำในเขื่อนให้มีเพียงพอสำหรับปล่อยน้ำให้ประชาชนได้ใช้บริโภคและทำการเกษตรได้ตลอดปี พร้อมทั้งเหลือเป็นน้ำต้นทุนในปีหน้าเชียงใหม่กลายเป็นเมืองในหมอกส่วนที่จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้มีหมอกควันจากอำเภอรอบนอกลอยเข้าสู่ตัวเมืองตัวเมืองเชียงใหม่มากขึ้น ทำให้บรรยากาศทั่วเมืองปกคลุมไปด้วยหมอกควัน ทัศนะวิสัยการมองเห็นของผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ดีเท่าที่ควร สามารถมองเห็นได้ไกลเพียง 50 เมตรเท่านั้น ขณะที่สำนักงานสารธารณะสุขจังหวัดเชียงใหม่ออกมาเตือนประชาชน ให้ใส่หน้ากากอนามัยปิดจมูก ป้องกันมลพิษหมอกควันที่ลอยมาตามอากาศ ขณะเดียวกัน บริเวณสนามบินเชียงใหม่เจ้าหน้าที่เพิ่มแสงสว่างตามรันเวย์มากขึ้นกว่าปกติอีกเท่าตัว เพื่อให้นักบินมองเห็นรันเวย์ได้ชัดเจนเช่นเดิมบุรีรัมย์แห้งจัดวัวควายขาดน้ำ-หญ้าส่วนที่จ.บุรีรัมย์ สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อโค กระบือของชาวบ้านในต.บ้านบัว อ.เมือง ขาดแคลนหญ้า และน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอด ทำให้ชาวบ้านต้องนำโค กระบือออกไปหากินตามทุ่งนาไกลจากหมู่บ้านหลายกิโลเมตร โดยนางบัวไข ปะโลมรัมย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือกล่าวว่า จภัยแล้งในต.บ้านบัว ทำให้วัวควายของตนกว่า 20 ตัว ได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่มีหญ้าสดให้กิน ต้องหาหญ้าแห้งฟางข้าวที่เหลือตามท้องนา และใบไม้ใบหญ้าตามริมคันคลองและข้างถนนเป็นอาหารไปพลาง อีกทั้ง แหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอด ทำให้วัวควายที่เลี้ยงไว้หงุดหงิดง่าย ไม่มีน้ำกินและไม่มีน้ำให้เล่นคลายร้อน คาดว่าปีนี้ภัยแล้งจะรุนแรงกว่าทุกปีไฟป่าสุไหงโก-ลกยังน่าห่วงมีความคืบหน้าเหตุไฟไหม้ป่า ซึ่งเป็นสวนยางพาราสวนผลไม้และสวนปาล์มของชาวบ้าน บริเวณบ้านโต๊ะลือเบ ม.5 ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ต่อเนื่องมานาน 8 วัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง และส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน 4 อำเภอคือ สุไหงโก-ลก แว้ง สุไหงปาดี และตากใบ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการลงพื้นที่สำรวจบริเวณจุดเพลิงไหม้ พบต้นเพลิงซึ่งอยู่ใต้ดินยังคงคุกกรุ่นอยู่ มีพื้นที่ถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ และจากสภาพพื้นที่ดังกล่าวยังพบว่าแนวร่องน้ำที่ชาวบ้านขุดดินขึ้นไปถมในการปลูกพืชต่างๆนั้นแห้งขอด ทำให้ต้นเพลิงที่อยู่ชั้นใต้ดินลุกลามกินพื้นที่ไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเกิดลมแรง ทำให้ไฟลุกขึ้นมาอีก และควันไฟได้แพร่กระจายสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ จากการประเมินยังพบว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้ยังคงจะลุกลามไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่ท่าว่าจะมอดลงหากฝนไม่ตกลงมา ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัย ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะรถไม่สามารถแล่นถึงจุดเกิดเหตุ ทำได้เพียงใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก สูบน้ำภายในร่องสวนอีกผืนหนึ่ง เข้ามาดับไฟเพียงพื้นที่จำกัดเท่านั้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/147293

‘ทุ่งเมืองเพีย’บทสรุปความสำเร็จ’ การแก้ปัญหาดินเค็มแบบบูรณาการ (อ่าน 26 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:28:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

แม้ว่าปัญหาดินเค็มหลายคนอาจมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ แต่ความจริงแล้วมันส่งผลกระทบกับการใช้ประโยชน์ที่ดินของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมาก เนื่องจากการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็มที่ขาดการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวน้อยไม่คุ้มค่ากับการลงทุนนางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่าปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่ โดนเปลี่ยนแปลงไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นมากขึ้น ทั้งการนำพื้นที่ไปปลูกสร้างทำธุรกิจหรือทำระบบอุตสาหกรรมต่างๆ ฉะนั้น พื้นที่ปลูกข้าวจึงลดน้อยลง และเมื่อพื้นที่ทำการเกษตรที่มีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว ยังมาประสบปัญหาเกี่ยวกับดินเค็มอีก ยิ่งส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ผืนนั้นปลูกข้าวเพื่อเป็นแหล่งรายได้เลี้ยงชีพของเขากรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พื้นที่ทุ่งเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาดินเค็มและเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ใช้พื้นที่ในการปลูกข้าว ฉะนั้น กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 จึงได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรให้เขาสามารถผลิตข้าวได้ดีขึ้นในพื้นที่ดินเค็ม ซึ่งได้แบ่งพื้นที่ดินเค็มของทุ่งเมืองเพียออกเป็น 4 ระดับ ระดับแรกคือพื้นที่เนินสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพของการแพร่กระจายดินเค็ม ระดับเลยจากเนินลงมาจะเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าเชิงเนิน จะแบ่งเป็นดินเค็มปานกลางถึงระดับดินเค็มน้อย และระดับสุดท้ายเป็นพื้นที่ลุ่มซึ่งเป็นพื้นที่ดินเค็มจัด ทั้งนี้ พื้นที่ทั้ง 4 ระดับ จะมีพื้นที่ลุ่มที่เป็นดินเค็มจัดและเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าว จึงนับเป็นพื้นที่ปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปดำเนินการมากที่สุดวิธีการที่เข้าไปพัฒนาพื้นที่ เริ่มจากถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรว่าถ้าปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็มต้องมีการล้างเกลือ โดยอาศัยน้ำฝนเป็นตัวล้างเกลือ ซึ่งต้องให้น้ำฝนแช่อยู่ในพื้นที่สัก 2-3 วันจนน้ำเป็นสีน้ำตาล แล้วจึงปล่อยน้ำออกไปตามทางลำรางระบายน้ำที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาจัดรูปแปลงนา เกลือและน้ำเกลือจะออกไปตามทางไปรวมกันที่เก็บส่วนกลาง เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปแหล่งอื่น ทำอย่างนี้ไปจนถึงฝนตกครั้งที่ 3-4 ก็ไม่ต้องขังน้ำ ทำการไถและปลูกข้าวได้ตามปกติ นอกจากการล้างเกลือแล้ว ยังแนะนำให้เกษตรกรใช้อินทรียวัตถุ เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ร่วมกับการปลูกพืชปุ๋ยสด คือโสนอัฟริกัน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัมต่อไร่ ไปหว่านปลูกเหมือนพืชปกติ พอครบอายุ 100-120 วัน ก็ไถกลบกลายเป็นปุ๋ย เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ เนื่องจากการดินมีอินทรียวัตถุจากโสนอัฟริกัน รวมทั้งจากแกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่เกษตรกรใช้จะช่วยซับน้ำในดินให้มีความชื้นตลอดเวลา เพราะตราบใดที่ดินมีความชื้นความเค็มก็จะไม่ขึ้นมา เป็นการตัดวงจรท่อเล็กๆ ที่เป็นตัวนำเกลือขึ้นมาบนผิวดิน ทำให้ข้างบนจะไม่มีคราบเกลือ ก็สามารถปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ ได้ตามปกติ ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องทำ 2 วิธีร่วมกันทั้งการล้างเกลือและการเพิ่มอินทรียวัตถุเมื่อกรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปพัฒนาพื้นที่ดินที่มีปัญหาแล้ว ก็ต้องให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ฉะนั้นการแก้ปัญหาดินเค็มให้เกษตรกรปลูกข้าวได้อย่างเดียวคงไม่สามารถให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวตลอดเวลา เพราะการปลูกข้าวที่ต้องอาศัยน้ำฝนทำให้มีช่องว่างของรายได้ ดังนั้น กรมจึงไปขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ได้แก่ บริษัท SCG ที่มีการพัฒนาเรื่องไม้ยูคาลิปตัสทนเค็ม ให้มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกบนคันนา เกษตรกรจะได้มีรายได้เสริมจากการตัดไม้ยูคาลิปตัสขาย โดยสามารถขายได้ตั้งแต่อายุประมาณ 1-2 ปี เป็นไม้ค้ำยันได้ราคา 40-50 บาทต่อท่อน หรือถ้ารอให้ครบอายุ 3.5-4 ปี ทางบริษัท SCG ก็มารับซื้อไปเข้าโรงงานกระดาษในราคาประกันที่ทำสัญญากันไว้ส่วนผลผลิตข้าวที่เกษตรกรผลิตได้ ถ้าเอาไปขายในตลาดทั่วไปก็ได้ราคา 8-10 บาทต่อกิโลกรัมข้าวเปลือก ดังนั้นต้องเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกร ซึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็เข้ามาช่วยเรื่องการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร การสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้ง ทำให้ปัจจุบันผลผลิตข้าวจากทุ่งเมืองเพีย เป็นข้าวกล้องดินเค็มที่มีคุณภาพอยู่ในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศสะดวกต่อการขนส่งและสามารถเก็บไว้บริโภคได้นานขึ้น จำหน่ายได้ในราคา 60 บาทต่อ 1 ถุงๆ ละ1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้และพึงพอใจทุกวันนี้ เกษตรกรมีความภูมิใจและมีความมั่นใจในอาชีพว่าต่อไปนี้สามารถปลูกข้าวได้ในพื้นที่ดินเค็ม เพราะเขาก็มีข้าวไว้กิน และเหลือเพียงพอที่จะนำผลผลิตที่มีคุณภาพไปขายสร้างรายได้ ขณะเดียวกันก็มีรายได้จากการขายไม้ยูคาลิปตัสอีกทางหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถอยู่ได้โดยพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเองในกลุ่ม ซึ่งความเข้มแข็งและยั่งยืนของเกษตรกรนี่เอง เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการที่กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ตั้งเป้าไว้ อย่างไรก็ตามผลจากการดำเนินงานทำให้ได้รับรางวัลบูรณาการภาครัฐดีเด่น ที่เสมือนเป็นการการันตีตอกย้ำความสำเร็จของทุ่งเมืองเพียว่า สิ่งที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการไปทั้งหมดนั้น เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ให้การยอมรับและผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่ที่เกษตรกรอย่างแท้จริงนางปราณี กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/147239

 

เร่งคลอดยุทธศาสตร์วิจัยเกษตร เพิ่มศักยภาพ23สินค้ารองรับตลาดโลก (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:24:25 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯและคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์การวิจัยด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการงานวิจัยร่วมกันภายในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งการดำเนินงานต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (2555-2559) นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ 8 (2555-2559) และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยแบ่งประเภทสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 23 ชนิด ได้แก่ สินค้าพืช สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ และ 2.กลุ่มสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในการพัฒนาทางการค้า จำนวน 13 ชนิด ได้แก่ สินค้าพืช สินค้าประมง สินค้าปศุสัตว์ และสินค้าหม่อนไหมนายชวลิต กล่าวต่อว่า การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว มี 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1.การวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก 2.การวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.การวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน และ 4.การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและอาหารเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังได้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรวิจัยด้านการเกษตร เน้นการพัฒนานักวิจัยในลักษณะต่อยอด สนับสนุนทุนการพัฒนาบุคลากรวิจัยในหลายประเภท เช่น ทุนศึกษาต่อ ทุนฝึกอบรมและปฏิบัติงานวิจัย และทุนการนำเสนอผลงานวิจัยต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งแผนพัฒนาบุคลากรวิจัยด้านการเกษตร มีแนวทาง 3 ด้าน คือ 1.ผู้นำการวิจัยด้านการจัดการการผลิตผลทางการเกษตร 2.ผู้นำการวิจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสถาบันเกษตรกร และ 3.ผู้นำการวิจัยด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายเป็นผู้นำการเกษตรของประเทศภายใน 5 ปี และเป็นผู้นำการเกษตรของอาเซียนภายใน 10 ปี

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/147234

ปัญหาเกษตร : ทางเลือกการใช้ประโยชน์ที่ดินเหมืองแร่ร้าง (อ่าน 28 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:21:25 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำถาม ที่ดินของผมเคยทำเหมืองแร่ ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว ผมจะปรับปรุงที่ดินนี้เพื่อทำการเกษตรได้อย่างไร ประมวล ชมพู่ทอง อ.เมือง จ.ระนอง

คำตอบ การปรับปรุงดินที่ผ่านการทำเหมืองแร่ หมายถึง ดินที่อยู่ในพื้นที่ที่ผ่านขบวนการทำเหมืองแร่มาแล้ว ดินเดิมถูกแปรสภาพโดยการขุด ฉีด สูบ และแยกแร่ กลายเป็นดินทรายหนามาก ซึ่งเรียกว่า มูลทราย มีสภาพพื้นที่เป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ กองกรวด กองหิน และขุมเหมืองเป็นหย่อมๆ กระจายทั่วพื้นที่ ดินเหมืองแร่ร้าง เป็นดินไม่มีโครงสร้าง และอัดตัวกันแน่น จึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ และมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยมาก

วิธีสังเกตพื้นที่ดินเหมืองแร่ เป็นพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่ เนื้อดินเป็นดินทราย หรือดินทรายปนก้อนกรวด ไม่มีแร่ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช มีพื้นที่ไม่ราบเรียบ มีกองหิน เนินทราย สระน้ำ และขุมเหมืองกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ไม่มีต้นไม้ขึ้นในส่วนที่เป็นดินทรายจัด แต่มีวัชพืชขึ้นบ้าง ส่วนที่เป็นดินตะกอนมีหญ้าชันกาดและอื่นๆ

การใช้ประโยชน์ที่ดินเหมืองแร่ร้าง ที่ถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เช่น ฟื้นฟูพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เช่น การปศุสัตว์ การประมง การเพาะปลูก พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม เช่น การตั้งโรงงานผลิตคอนกรีต ขุดทรายขายเพื่อการก่อสร้าง พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรือชุมชน

การปรับปรุงดินเหมืองแร่ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร นักวิชาการเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำแนวทางการปรับปรุง และทางเลือกในการใช้ประโยชน์พื้นที่ ดังนี้

1.การปรับพื้นที่ ควรปรับให้เรียบ และมีความสม่ำเสมอ

2.การปรับปรุงดิน

- ปรับปรุงดินเฉพาะหลุมที่จะปลูกพืช เช่น ไม้ผล ให้ปรับปรุงดินหลุมปลูกด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี

- การขุดหลุมดิน และเอาหน้าดินจากบริเวณอื่นมาใส่

- ปูพื้นผิวหน้าดินใหม่ ด้วยหน้าดินจากดินบริเวณอื่น

3.การปลูกพืช ควรเลือกปลูกไม้โตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส กระถินเทพา สนทะเล หรือมะม่วงหิมพานต์ ควบคู่กับหญ้ากินนี หรือหญ้าซิกแนล ผสมถั่วฮามาต้า หรือถั่วเซนโตรซิม่า

4.การปศุสัตว์ สร้างทุ่งหญ้าผสมถั่ว เช่น หญ้ากินนี หรือหญ้าซิกแนล ผสมถั่วฮามาต้า หรือถั่วเซนโตซิม่า

5.การประมง ควรเลี้ยงปลาที่หาได้ง่าย โตเร็ว ทนทานโรค เนื้อมีรสชาติดี และเป็นที่นิยมบริโภค เช่น ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาแรด ปลาหมอตาล ปลาไน ปลานิล ปลาจีน ปลาหมอเทศ และปลาตะเพียนขาว ในกรณีพื้นที่ใกล้ทะเล ควรเลี้ยงปลาน้ำกร่อย เช่น ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก และปลากะพงขาว

6.การปลูกพืชเศรษฐกิจ ควรเลือกปลูกพืชที่ขึ้นได้ดีในพื้นที่ หรือให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง เช่น มะม่วงหิมพานต์ สับปะรด พืชผัก และพืชสวน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/147233

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลาร่วมรับเสด็จ (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:16:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการการแสดงผลงานนักเรียนในโครงการตามพระราชดำริฯ จังหวัดสงขลา ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านชายควน ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งสบายใจ ตำบลทุ่งหมอ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และทอดพระเนตรกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์นักเรียน โดยมี นายคารณ พวงมณี ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์เขตตรวจที่ 6, 8 นายเสน่ห์ สภาพันธ์ สหกรณ์จังหวัดสงขลา และคณะบุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา ร่วมรับเสด็จฯ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558การนี้ ทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 และทอดพระเนตรการเรียนการสอน  ปัจจุบันมีนักเรียน 92 คน ทั้งไทยพุทธและอิสลามเรียนร่วมกัน จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาโรงเรียนได้รับรางวัลโครงการส่งเสริมสหกรณ์นักเรียนดีเด่นระดับจังหวัด จากสหกรณ์จังหวัดสงขลาและรางวัลโครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา การแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคใต้ ครั้งที่ 63 จังหวัดพัทลุง และครั้งที่ 64 ที่จังหวัดกระบี่ อีกทั้งยังได้รับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาองค์การมหาชน รอบ 3 ด้านการจัดการศึกษาครู นักเรียน และชุมชน ซึ่งกิจกรรมของโรงเรียนได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดีมีวิทยากรในชุมชนมาช่วยฝึกสอนวิชาชีพเสริม การแปรรูป ถนอมอาหาร และทำขนมแก่นักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ รวมทั้งการทำผ้ามัดย้อมจากเปลือกไม้ สีธรรมชาติที่หาได้จากท้องถิ่น ให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการใช้สีธรรมชาติ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/304803/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%

B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%

94%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%

B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88

‘งาช้างแดง’มะม่วงที่ผลใหญ่และยาว (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:13:30 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ปัจจุบันชาวสวนมะม่วงไทยเกือบทั้งหมดได้ปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองมากที่สุด เนื่องจากเป็นมะม่วงที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการทั้งในรูปผลสดฟรีซดรายและแช่แข็ง มีการส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น, สาธารณรัฐประชาชนจีน, มาเลเซีย และบางประเทศในยุโรป มีชาวสวนมะม่วงบางรายเท่านั้นที่ปลูกมะม่วงอาร์ทูอีทู ซึ่งเป็นพันธุ์จากออสเตรเลีย และขายผลผลิตได้ราคาดี เพื่อส่งออกไปยังมาเลเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีนและน่าจะขายได้ราคาดีไปอีกหลายปี ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยมีเกษตรกรเลิกปลูกส้มสายน้ำผึ้งเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงพันธุ์จินหวงหรือพันธุ์นวลคำ ซึ่งเป็นพันธุ์มะม่วงจากไต้หวันกันมากขึ้น เพราะมีขนาดผลใหญ่มากและถ้าห่อผลด้วยถุงคาร์บอนจะช่วยทำให้เมื่อผลแก่มีผลสีเหลืองทองสวยงาม ในขณะที่ไต้หวันก็ปลูกมะม่วงพันธุ์จินหวงกันมากแต่ยังน้อยกว่าพันธุ์อ้ายเหวินหรือพันธุ์เออร์วิน ไต้หวันยังมีพันธุ์มะม่วงลูกผสมที่น่าสนใจอีกหลายสายพันธุ์ที่สามารถนำมาพัฒนาและปลูกได้ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชาวสวนมะม่วงไทยในเรื่องการตลาดที่มีการแข่งขันกันมากในอนาคตได้เมื่อกลางปี 2557 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่มะม่วงไต้หวันกำลังถึงฤดูเก็บเกี่ยว มะม่วงไต้หวันจะแก่และเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม มีแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนันมีการปลูกมะม่วงพันธุ์ งาช้างแดงซึ่งมีขนาดผลใหญ่และยาว วัดความยาวผลได้ถึง 25 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม เนื้อสุกมีรสชาติหวานหอม เนื้อหนา เมล็ดลีบบาง เพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น ปัจจุบันมีการนำมะม่วงพันธุ์นี้มาปลูกในประเทศไทยบ้างแล้ว จัดเป็นมะม่วงต่างประเทศที่มีขนาดผลใหญ่และยาว และจัดเป็นมะม่วงที่มีเปอร์เซ็นต์เนื้อสูงอีกสายพันธุ์หนึ่งมะม่วงพันธุ์งาช้างแดงเมื่อผลสุกรสชาติหวานหอม ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ ที่สำคัญปริมาณเนื้อมากกว่า 90% และเมล็ดลีบเล็ก ผลใหญ่และยาว เทียบขนาดได้พอ ๆ กับขวดน้ำดื่ม ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร เนื้อสุกมีรสชาติหวานหอม มีสีเหลือง เนื้อละเอียดเนียนหนา เมล็ดลีบบางเพียง 1 เซนติเมตร น้ำหนักของเมล็ดไม่ถึง 100 กรัม มีเฉพาะเนื้อมากกว่า 1 กิโลกรัมและคาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/304802/%E2%80%98%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%

94%E0%B8%87%E2%80%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%

A5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7

 

ประสบความสำเร็จนำเข้าสินค้าเกษตร (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:10:06 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสบความสำเร็จนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามนโยบายของรัฐบาล โดยขบวนการสหกรณ์ เผยไม่กระทบการผลิตภาคการเกษตรภายในประเทศด้วยอยู่นอกฤดูการผลิต แถมมีตลาดรองรับชัดเจนทั้งในและต่างประเทศนายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานปล่อยขบวนรถข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นําเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามนโยบายของรัฐบาล จากประเทศเมียนมาร์ ณ จุดผ่อนปรนการนำเข้าท่าศาลา ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ. ตาก ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจโดยเครือข่ายสหกรณ์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดตาก ว่าโครงการนี้เป็นการดำเนินงานสนองนโยบายรัฐบาลในการใช้วิธีการสหกรณ์เข้ามาแก้ปัญหาการลักลอบนําเข้าสินค้าเกษตรบริเวณแนวชายแดน และแก้ปัญหาสินค้าเกษตรขาดตลาดในช่วงนอกฤดูการผลิตภายในประเทศโครงการแก้ไขปัญหาสินค้าทางการเกษตรบริเวณแนวชายแดนโดยวิธีสหกรณ์นั้น เป็นนโยบายของ คสช. ที่เริ่มตั้งแต่เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและเป็นนโยบายต่อเนื่องของรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรบริเวณแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เป็นการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งของไทยและระหว่างประเทศ ภายใต้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น รัฐบาลต้องการให้ประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงได้มอบให้ขบวนการสหกรณ์ในพื้นที่บริเวณชายแดนที่เกี่ยวข้องได้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนและนำเข้าสินค้าเกษตรต่าง ๆกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ดำเนินการหารือกับส่วนงานและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดถึงส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าเกษตรบริเวณชายแดน จนประสบความสำเร็จ และสามารถนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศไทยได้โดยขบวนการสหกรณ์ ในครั้งนี้ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของโครงการฯทั้งนี้ ขอขอบคุณขบวนการสหกรณ์ในอำเภอแม่สอด ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ฝ่ายมั่นคง กระทรวงพาณิชย์กรมศุลกากร ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนกระทั่งโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ ทำให้สหกรณ์สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างถูกกฎหมายเป็นไปตามข้อกำหนดเขตการค้าเสรีอาเซียน กติกาโลก กติกาอาฟตาและเป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ให้นำข้าวโพดเข้าได้ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงแม้ว่าในครั้งนี้จำนวนที่นำเข้าจะไม่มากนักแต่ก็เป็นการเรียนรู้ว่า การนำเข้าโดยขบวนการสหกรณ์ในพื้นที่บริเวณพรมแดนนั้นสามารถทำได้ ก่อนที่จะขยายไปยังจุดผ่านแดนอื่น ๆ ต่อไป คิดว่านี้คือความก้าวหน้าและเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของการนำเข้าสินค้าเกษตรบริเวณชายแดนระหว่างประเทศของไทยกับประเทศเพื่อบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นายโอภาสกล่าวอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาจากประเทศเมียนมาร์ในครั้งนี้ดำเนินการโดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด สหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด สหกรณ์การเกษตรพบพระ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด จ.ตาก นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากจังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมาร์ จำนวน 20,000 ตัน ซึ่งได้มีการนำเข้าข้าวโพดรอบแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 1,000 ตัน มูลค่า 8 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตข้าวโพดที่นำเข้าจากประเทศเมียนมาร์ สหกรณ์จะนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงคุณภาพโดยการกำจัดสิ่งเจือปนออก แล้วนำเข้าโรงอบเพื่อลดความชื้น ให้ได้มาตรฐานความชื้น 15% ก่อนส่งขายต่อไปยังประเทศจีนปริมาณ 50% ของผลผลิตทั้งหมดส่วนที่เหลือสหกรณ์จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์จำหน่ายภายในประเทศ โดยส่งขายให้กับเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ครั้งละประมาณ 100 ตัน ทั้งนี้ สหกรณ์ได้จดทะเบียนกับกรมการค้า กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร เพื่อขอนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.อาหารสัตว์ ซึ่งการนำเข้าจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและราคาผลผลิตภายในประเทศ เนื่องจากไม่ตรงกับช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมให้การสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจซื้อขายผลผลิตการเกษตรให้แก่สหกรณ์ ทั้งการรวบรวมผลผลิต การแปรรูป การเก็บรักษา การขนส่งสินค้าและการเชื่อมโยงกับตลาด ซึ่งผลสำเร็จในการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรเชิงรุก หรือสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ก่อนที่จะขยายผลไปยังสินค้าเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ ถั่วเขียวและพริก ในอนาคตอันใกล้นี้นายโอภาส กล่าวจากนั้นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะ พร้อมผู้แทนฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่นคงจากประเทศเมียนมาร์ร่วมเป็นสักขีพยานในการตรวจเยี่ยมขบวนการขนถ่ายสินค้าการเกษตรข้ามแม่น้ำเมย กระบวนการตรวจสอบคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากกรมวิชาการเกษตร ก่อนนําไปเก็บที่คลังสินค้าเกษตรของสหกรณ์เพื่อปรับปรงคุณภาพและส่งจําหน่ายในตลาดปลายทางต่อไป. 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/304798/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%

B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%

E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3

เห็ดหอม - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 03 มี.ค. 2558, 8:07:22 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เห็ดหอมมีคุณค่าสารอาหารและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี จนได้ชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ กินได้ทั้งดอกสดและดอกแห้ง ชาวจีนนิยมเห็ดหอมเนื้อหนาเก็บในฤดูหนาว ที่เรียกว่า ตังโกว แต่เห็ดหอมสดที่ผลิตได้ในไทยจะมีดอกบาง เนื้อไม่แน่น ไม่เหมาะที่จะทำเป็นเห็ดหอมแห้ง เห็ดหอมสด 100 กรัม ให้พลังงาน 26.61 กิโลแคลอรี โปรตีน 2.19 กรัม ซึ่งมีกรดอะมิโนอยู่ 21 ชนิด ที่โดดเด่นคือ กรดกลูตามิกที่เป็นผงชูรสตามธรรมชาติ มีอยู่สูงถึง 355 มิลลิกรัม มีคุณค่าในการ กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ ยับยั้ง หรือป้องกันการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็งได้ดี. 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/304800/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1+%E0%B9%80%E0%

B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%

E0%B9%89

‘ฝนหลวง’เตรียมแผนเข้มข้น ปฏิบัตการสู้ภัยแล้งช่วยเหลือประชาชน (อ่าน 30 ครั้ง)
วันที่: 02 มี.ค. 2558, 8:47:31 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

  ชัดเจนแล้วว่า สถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเวลานี้อยู่ในสถานะเกินระดับ วิกฤติไปแล้ว โดยบางพื้นที่ต้องประสบปัญหาถึงขั้นรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งแม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามอย่างยิ่งในการออกมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา เช่น การขอความร่วมมือชาวนางดการปลูกข้าวนาปรัง หรือแม้กระทั่งการเตรียมรถน้ำออกให้การช่วยเหลือประชาชนแต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับความหนักหน่วงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเผชิญกับความแห้งแล้งแสนสาหัสสักปานใด แต่คนไทยทุกคนก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่าจะสามารถฝ่าฟันปัญหาไปได้โดยอาศัยพระบารมีจากแนวพระราชดำริ ฝนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเอาไว้เพื่อช่วยเหลือพสกนิกร โดยปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ขันติยานันท์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมาตั้งแต่ช่วงปลายฤดูฝนปี 2557 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพราะมีฝนตกลงมาน้อย ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงและก่อความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตรอย่างกว้างขวางทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยขยายเวลาฤดูปฏิบัติการในปี 2557 จากเดิมที่ต้องสิ้นสุดในเดือนตุลาคมมาเป็นเดือนพฤศจิกายน เพื่อเร่งเติมน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ ซึ่งจากการปฏิบัติการได้ผลค่อนข้างดี คือ สามารถทำให้เกิดฝนได้ทุกครั้งที่ขึ้นบินปฏิบัติการ แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความชื้นน้อยไม่เอื้อต่อการขึ้นบินปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง กระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสภาพอากาศไม่มีความชื้นมากพอที่จะก่อเมฆฝนขึ้นมาได้ จึงได้สิ้นสุดการปฏิบัติการอย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงฯยังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนตลอดเวลา โดยหลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ทุกหน่วยกลับที่ตั้ง เราก็มีการซ่อมบำรุงเครื่องบิน ฝึกอบรมนักบิน นักวิชาการ และเตรียมความพร้อมของศูนย์ปฏิบัติการประจำภาคต่างๆ ให้สามารถขึ้นบินได้ทันทีที่ต้องออกปฏิบัติการ นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯยังได้ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วขึ้นซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมา 2 หน่วย ประจำอยู่ที่จ.พิษณุโลก และ จ.นครสวรรค์ เพื่อช่วงชิงสภาพอากาศขึ้นบินปฏิบัติการในจังหวะที่อากาศมีความชื้นเข้ามา หรือหากมีพื้นที่ไหนต้องการฝนและมีสภาพอากาศเหมาะสมก็สามารถส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปช่วยเหลือได้ทันที ก่อนที่จะมีการเปิดฤดูปฏิบัติการปกติอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2558นายวราวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2558 จะมีการส่งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้งหมดออกประจำปฏิบัติการตามภาคต่างๆ ประกอบด้วย ภาคเหนือหน่วยปฏิบัติการตั้งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก และตาก ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ลพบุรี และกาญจนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก จ.ระยอง จันทบุรีและสระแก้ว ภาคใต้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) สุราษฎร์ธานี

โดยขณะนี้หน่วยปฏิบัติการทั้งหมด มีความพร้อมที่จะขึ้นบินแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนได้ทันที!เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ ที่จะออกปฏิบัติการขึ้นบินเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยขณะนี้เรามีเครื่องบินที่ส่งเข้าร่วมปฏิบัติการ 21 เครื่อง และกองทัพอากาศส่งมาช่วยเหลืออีก 28 เครื่อง ซึ่งเพียงพอสำหรับการขึ้นบินปฏิบัติการสร้างฝนหลวงในทั่วประเทศ ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการทุกภาคก็ได้เตรียมอุปกรณ์ สารทำฝนหลวง รวมทั้งบุคลากรไว้อย่างพร้อมมูลเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นแล้วกรมฝนหลวงฯ ยังเตรียมตั้งวอร์รูมขึ้นมาในส่วนกลาง เพื่อเป็นตัวประสานเชื่อมโยงปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการทั้ง 5 ภาค โดยข้อมูลข่าวสารต่างๆ จะถูกส่งมาที่ส่วนกลางเพื่อทำการประเมิน วิเคราะห์ และกำหนดเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ ส่งให้หน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขหรือปรับเกณฑ์การขึ้นบิน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวต่อว่า กรมฝนหลวงฯเตรียมจัดพิธีเปิด ยุทธการฝนหลวงกู้ภัยแล้งอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม ณ สนามบินนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ โดยได้รับเกียรติจาก นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งนี้ภายในงาน นอกจากจะมีพิธีทางศาสนา รวมทั้งการให้โอวาทเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแล้วยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การจัดนิทรรศการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การจัดแสดงการบินหมู่ของเครื่องบินชุดปฏิบัติการฝนหลวง การแสดงการโดดร่ม การตรวจแถวชุดปฏิบัติการฝนหลวง และอาสาสมัครฝนหลวง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า จะได้รับการช่วยเหลือและดูแลอย่างเต็มความสามารถของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครฝนหลวงทุกคนโดยหลังจากเสร็จพิธีแล้ว ฝูงบินฝนหลวงจะถูกส่งไปประจำการและออกปฏิบัติการสร้างฝนหลวงสู้ภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศทันที!!อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ย้ำด้วยว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งต่อไปอีกอย่างน้อยประมาณ 2 เดือน ดังนั้นจึงอยากขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการจัดหาอุปกรณ์หรือวิธีการเพื่อเก็บกักน้ำฝนทุกเม็ดที่จะตกลงมาต่อจากนี้ไปไว้สำหรับอุปโภค บริโภคให้ได้มากที่สุดที่สำคัญไม่ต้องห่วงว่า ฝนที่เกิดจากการทำฝนหลวงจะมีพิษภัยใดๆ เพราะกรมฝนหลวงฯมีนักวิชาการ นักวิจัย คอยติดตามตรวจสอบคุณภาพของฝนที่ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ และไม่เคยตรวจพบว่า ฝนที่เกิดจากปฏิบัติการฝนหลวง จะมีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือสิ่งมีชีวิตเจือปนอยู่ ดังนั้นประชาชนจึงสามารถเก็บไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคได้อย่างสบายใจนี่คือความมั่นใจที่กรมฝนหลวงฯสามารถให้ความมั่นใจแก่ประชาชนในการต่อสู้ภัยแล้งไปด้วยกัน! 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/147087

พื้นที่เคลื่อนโรดแมปภาคเกษตร (อ่าน 31 ครั้ง)
วันที่: 02 มี.ค. 2558, 8:42:26 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมสัมมนาเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจนโยบายและแนวทางการดำเนินงานในโครงการสำคัญๆ ของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งกำชับเรื่องประสานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะงานที่หน่วยงานระดับพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นและเห็นผลชัดเจนใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การลดต้นทุนการผลิต 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะสินค้าข้าว 3.การเพิ่มรายได้เกษตรกรและการจัดการผลผลิตของเกษตรกร ในด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่สินค้าเกษตร และ 4.การจัดการเรื่ององค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตของเกษตรกร ซึ่งงานทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมายังขาดการวิเคราะห์ วางแผน เชื่อมโยงกับงบประมาณท้องถิ่น และการประเมินผลการดำเนินงานให้เห็นเป็นรูปธรรมเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ต้องเร่งวางกลยุทธ์การทำงานให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ตามโรดแมปของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4 แผนงาน คือ แผนปรับโครงสร้างและพัฒนาการผลิต แผนเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ แผนเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำ ดิน และที่ดิน และแผนแก้ไขปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งแผนงานเหล่านี้จะต้องทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่นายปีติพงศ์ กล่าวทั้งนี้ โรดแมปในด้านการผลิตสินค้า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากต้องรอข้อมูลการผลิตปี 2558/2559 ซึ่งในเดือนเมษายน จะเรียกประชุมเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอีกครั้ง เพื่อหารือแผนบริหารจัดการผลผลิตการเกษตรปี 2558/2559 โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว มัน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ซึ่งสามารถแบ่งสัดส่วนการบริโภคทั้งในกลุ่มอาหาร อาหารสัตว์ และกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมกันวางแผนในการสร้างสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการในตลาด ซึ่งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจะต้องเป็นกลไกสำคัญในการวิเคราะห์ วางแผนยุทธศาสตร์การดำเนินการระดับพื้นที่ รวมถึงเชื่อมโยงงบประมาณของท้องถิ่นที่ขณะนี้หันมาสนใจภาคการเกษตรมากขึ้น โดยจะดำเนินการภายใต้ คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/147086

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm