นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
09 ธันวาคม 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7957)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (21058 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   15982   บทความ  
การเกษตร (14584) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (984)
12345678910...>>
 
ปรับปรุงดินสวนยางพารา หลังน้ำท่วม.. (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 09 ธ.ค. 2559, 8:09:43 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สถานีพัฒนาที่ดินภูเก็ต จ.ภูเก็ต แนะแนวทางให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ ที่ขณะนี้มีจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกยางพาราว่าในระยะนี้ทางภาคใต้ของประเทศไทยมีฝนตกหนัก ทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางพาราที่เป็นที่ลุ่มต่ำ หรือที่มีการเปลี่ยนจากนาข้าวมาปลูกยางพารา ซึ่งยางพาราเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะต้นยางพาราที่มีอายุหลังการปลูก 2-8 เดือน จะมีความสามารถในการทนน้ำท่วมขังได้ไม่เกิน 15 วันเท่านั้น และถ้าน้ำท่วมนานกว่านี้ต้นยางพาราจะแสดงอาการยอดตายภายใน 7 วัน ส่วนยางพาราที่มีอายุที่น้อยกว่านี้หากถูกน้ำท่วม ใบจะแสดงอาการออกมาให้เห็นทันทีคือจะร่วงและเริ่มตายจากบริเวณส่วนยอดลงมา

 สำหรับพื้นที่ราบลุ่ม หรือพื้นที่นานั้นเป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงหรือระดับน้ำใต้ดินอยู่ใกล้ผิวดินมาก ช่วงน้ำท่วมจะทำให้น้ำบริเวณผิวดินซึมผ่านลงไปได้ยาก ทำให้เกิดการไหลบ่า หรือการขังของน้ำบริเวณผิวหน้าดิน พื้นที่เหล่านี้จะมีการระบายน้ำได้ไม่ดี เมื่อน้ำท่วมขังก็จะทำให้รากของยางพาราขาดก๊าซออกซิเจน ส่งผลกระทบต่อต้นยาง ทำให้ลำต้นแคระแกร็น โคนต้นโต แตกพุ่มเตี้ยและใบเหลืองซีดคล้าย ๆ อาการขาดธาตุไนโตรเจนการจัดการสวนยางที่ปลูกในที่ลุ่มทางเจ้าหน้าที่แนะนำว่า ให้เกษตรกรทำทางระบายน้ำออกจากแปลงให้พ้นระดับรากของต้นยางพารา หรือทำการไถยกร่องตั้งแต่ก่อนทำการปลูกยางพารา เพื่อให้มีร่องน้ำไหลในช่วงนํ้าหลาก และลดสภาพนําท่วมขังภายในพื้นที่สวนยางพาราอย่างไรก็ตามการยกร่องนี้จะช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตในช่วง 3-4 ปีแรก แต่หลังจากนั้นต้นยางจะชะงักการเจริญเติบโตลง ซึ่งการจัดการสวนยางพาราในสภาพพื้นที่เช่นนี้ แม้จะช่วยให้ต้นยางพารารอดตายจากน้ำหลากหรือน้ำท่วมขังลงได้ แต่ต้นยางพาราก็จะแคระแกร็นเจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำ ส่วนเกษตรกรที่พื้นที่ปลูกยางพารามีการท่วมขังของน้ำ เมื่อน้ำลดลงภายใน 15 วัน ให้เกษตรกรตัดส่วนที่ตายออกทันที จะทำให้ยางพาราแตกยอดใหม่ออกมาเร็วขึ้นและเจริญเติบโตได้ในเวลาต่อมาภายหลังน้ำลดสำหรับยางพาราที่อายุมากกว่า 8 เดือนขึ้นไปนั้น จะมีความสามารถในการทนสภาพน้ำท่วมขังได้บ้าง จะไม่ตาย แต่จะล้มง่ายเมื่อลมแรงเนื่องจากพื้นดินอ่อนตัวจากการชุ่มน้ำช่วงน้ำท่วมขัง  ดังนั้นการจัดการดินหลังน้ำท่วมเบื้องต้นในพื้นที่ปลูกยางพาราให้เกษตรกรทำการระบายน้ำออกจากพื้นที่สวนยางพาราอย่างเร่งด่วน และขณะดินชื้นหรือชุ่มน้ำอยู่นั้นห้ามเดินเหยียบย่ำ หรือใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่เพื่อป้องกันดินแน่น เมื่อน้ำออกจากสวนหมดและดินแห้งแล้วให้พรวนดินบริเวณโคนต้นยางพาราที่อายุน้อย เพื่อปรับสภาพทางกายภาพของดิน สำหรับยางพาราที่อายุมาก ไม่ควรพรวนดินใต้โคนต้น เพราะจะทำให้กระทบกระเทือนต่อราก จากนั้นทำการฟื้นฟูคุณสมบัติของดินโดยการใส่ปุ๋ยหมักที่ผสมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ในกรณีที่พื้นที่อยู่ในสภาพน้ำแช่ขังเป็นเวลานานและเสี่ยงต่อการเกิดโรค หากพื้นดินภายหลังน้ำท่วมเกิดสภาพความเป็นกรด ให้ใส่อินทรียวัตถุหรือปูนขาว เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน โดยปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพความรุนแรงของกรดในพื้นนั้นๆ เป็นสำคัญ..

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่9/12/2559

เวปที่มาhttp://www.dailynews.co.th/agriculture/541337

เดินหน้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.. (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 09 ธ.ค. 2559, 8:05:36 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

            ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กปร. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิเศษเพ่อื ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่1/2560 โดยมีคณะกรรมการ กปร. จำนวน 18 ท่านเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ราชเลขาธิการ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก รองราชเลขาธิการโดยมี นายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการกปร. เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยรองเลขาธิการกปร. และที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงาน กปร.และเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกปร. ได้เปิดการประชุมและมอบหมายให้ นายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการ กปร. ในฐานะกรรมการและเลขานุการ นำเสนอรายละเอียดในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย ผลการดำเนินงานตามภารกิจของสำนักงาน กปร.ที่ได้ทำหน้าที่สนองพระราชดำริมาตั้งแต่ปี 2524 และได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลในการประสานงานสนับสนุนการดำเนินงาน ติดตาม ขยายผลและประชาสัมพันธ์แนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 4,685 โครงการในปัจจุบัน ซึ่งในปีงบประมาณ 2559  สำนักงาน กปร. ได้ดำเนินการสนับสนุนการดำเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ และสนองนโยบายของรัฐบาลอีกหลายโครงการมีการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 202 โครงการ ได้แก่ ด้านพัฒนาแหล่งนํ้า ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมอาชีพ ด้านการเกษตร ด้านคมนาคมและสื่อสาร ด้านสาธารณสุข ด้านบูรณาการและอื่น ๆ ทั้งนี้ราษฎร และพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนงบประมาณในครั้งนี้จำนวน 28,867 ครัวเรือน 132 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ 220,175 ไร่ พื้นที่ป่าไม้ได้รับการฟื้นฟูจำนวน 1,637,535 ไร่นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง โดยในปี 2559 มีผู้เข้าศึกษาดูงานทั้งสิ้น 1,400,066 คน และเข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 20,977 คน และที่ประชุมได้พิจารณาถึงการสนับสนุนงบประมาณโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จำนวน 32 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ จำนวน 13 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ถวายฎกีาขอความช่วยเหลือ 2. โครงการพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งเป็นพระราชดำริ โดยตรง จำนวน 2 โครงการ3. โครงการพัฒนาด้านส่งแวดล้อม เป็นพระราชดำริโดยตรง จำนวน 3 โครงการ 4. โครงการพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ เป็นพระราชดำริ โดยตรง จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ 5. โครงการพัฒนาด้านบูรณาการ และอื่นๆ ซึ่งเป็นพระราชดำริโดยตรงจำนวน 13 โครงการการนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาปรับปรุงคำสั่งคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วย แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานสนองพระราชดำริยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประโยขน์สุขให้แก่ประชาชนต่อไป

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่9/12/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/541334

 

เรื่องน่ารู้ : ต้นหวดหม่อน... (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 09 ธ.ค. 2559, 7:59:12 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 ต้นหวดหม่อนเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ขึ้นได้ในทุกสภาพดินที่มีความชื้นปานกลาง อากาศค่อนข้างเย็น และมีแสงแดดแบบเต็มวัน พบได้ตามป่าดงดิบและตามป่าละเมาะ เป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่ชนเผ่าอีก้อ แม้ว มูเซอ และลีซอ จะใช้ใบหรือทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อรักษาไข้มาลาเรีย วัณโรค และแก้พิษ ส่วนชาวม้งจะใช้ใบนำมาตำ หรือนำมาผสมกับใบของสมุนไพรอื่น เช่น ส้มโอ เครือเขาดำ  ท้อมาตำร่วมกัน ห่อผ้ารัดที่ข้อมือด้านหนึ่งและข้อเท้าอีกด้านหนึ่ง เพื่อแก้ไข้มาลาเรียเป็นต้น....

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่9/12/2559

เวที่มาhttp://www.dailynews.co.th/agriculture/541336

แนวทางแก้ โรครากขาวยางพารา... (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 08 ธ.ค. 2559, 8:31:54 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง ได้จัดทำแปลงเรียนรู้โรครากขาวยางพาราขึ้น หลังพบการระบาดในพื้นที่ โดยเติมเชื้อราไตรโคเดอร์มาและสารเคมีกำจัดเชื้อราในทรีทเมนต์ และนำมาทดลองเปรียบเทียบกัน เพื่อศึกษาผลการป้องกันกำจัดโรครากขาวจากยางพารา ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมืองตรัง โดยยางพารามีอายุการปลูก 3 ปี เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้การแก้ปัญหาโรคยางพาราของเกษตรกรในพื้นที่ต่อไปทั้งนี้ โรครากขาว (white root disease) เป็นโรคที่เกิดกับระบบรากของยางพาราในหลายพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อราชั้นสูงจำพวกเห็ด สร้างความเสียหาย โดยเข้าไปทำลายระบบรากทำให้ต้นยางที่เป็นโรคจะยืนต้นตาย และหากปล่อยไว้โดยไม่จัดการจะทำให้มีการแพร่ลุกลามในวงกว้างได้อันจะยังผลให้เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้จากผลผลิตน้ำยาง และไม้ยางมากขึ้นทุกปี

นอกจากนี้จะกระทบต่อแปลงปลูกใหม่ ซึ่งหากต้นยางเป็นโรคอาจจะขยายวงเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวงในอนาคตได้ ข้อมูลจากสำนัก งานเกษตรจังหวัดตรัง ระบุว่า เนื่องจากในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนของพื้นที่ภาคใต้ ทำให้สภาพอากาศในจังหวัดตรังเหมาะสมที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุโรครากขาวในยางพารา เนื่องจากอากาศมีความชื้นจากที่มีฝนตกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากต้นยางพาราเกิดโรคนี้แล้วจะทำให้ยางพารายืนต้นตาย และจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว จนสร้างความเสียหายให้แก่สวนยางพาราในวงกว้าง สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราเฝ้าระวังการแพร่ระบาด โดยให้สังเกตจากยอดพุ่มใบต้นยางพาราว่า หากมีสีเหลืองและใบมีลักษณะงองุ้มลงให้สันนิษฐานเป็นการเบื้องต้นว่าเป็นโรครากขาว ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับยางพาราได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต แต่มักจะพบมากในยางพาราอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในยางที่ปลูกเป็นรอบที่ 2 ซึ่งต้นยางพาราที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการใบเหลืองและร่วง หากขุดดูรากจะพบกลุ่มเส้นใยสีขาวเจริญแตกสาขาปกคลุม และเกาะติดแน่นกับผิวราก และเมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะกลายเป็นเส้นกลมนูนสีเหลืองซีด ส่วนเนื้อไม้ของรากที่เป็นโรค ในระยะแรกมักแข็งกระด้างเป็นสีน้ำตาลซีด แต่เมื่อรุนแรงขึ้นจะกลายเป็นสีครีม ถ้าอยู่ในพื้นที่แฉะรากยางพาราจะอ่อนนิ่ม และมีดอกเห็ดขึ้นที่โคนต้น สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดนั้นสำนักงานเกษตรจังหวัดตรังระบุว่า หากพบต้นยางพาราที่เป็นโรคให้ขุดทำลายเสีย และรักษาต้นข้างเคียง ส่วนยางพาราที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป และเป็นโรค ควรขุดคูล้อมบริเวณต้น ขนาดคูกว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร เพื่อกั้นระหว่างต้นที่เป็นโรค และต้นปกติไม่ให้รากสัมผัสกัน หรือจะป้องกันในระยะยาว โดยการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม และรำ 4-10 กิโลกรัม คนให้เข้ากัน แล้วนำไปหว่านรอบโคน 3-6 กิโลกรัมต่อต้น ปีละ 2 ครั้ง.

 ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่8/12/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/541097

เรื่องน่ารู้ : ต้นสันพร้าหอม.. (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 08 ธ.ค. 2559, 8:28:07 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 ต้นสันพร้าหอมเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนมีอายุได้หลายปี ลำต้นตั้งตรง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการปักชำ เป็นไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนและชุ่มชื้น ความชื้นปานกลาง มีแสงแดดส่องปานกลาง ในทางสมุนไพรไทยตามตำรับยาแก้หวัด จะใช้ทั้งต้นประมาณ 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด พอเดือดหรี่ไฟลง ต้มต่ออีกประมาณ 15 นาที ใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้ววันละ 3 เวลา หรือนำมาบดเป็นผงทำเป็นชาชงดื่ม หรือใช้บดกับน้ำ เติมน้ำผึ้งเล็กน้อยใช้เป็นยาแก้ไอ ช่วยแก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น บางแห่งใช้ขยี้ดมแก้ลมชัก เป็นต้น..

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่8/12/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/541099

บุกตรวจโรงงานฉะเชิงเทรา,ล้างบาง,สารเคมี,ปุ๋ยปลอม (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 08 ธ.ค. 2559, 8:25:10 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจโรงงานผลิตแบ่งบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ ต.คลองเปรง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา หลังได้รับเบาะแสจากการโฆษณาใน Social Media พบว่า โรงงานดังกล่าวในส่วนของการผลิตปุ๋ยไม่ได้ปิดแสดงใบอนุญาตผลิตปุ๋ย ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยไว้ที่โรงงาน และสภาพโรงงานในส่วนของการผลิตสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีขนาดใหญ่มากแต่ไม่ผ่านเกณฑ์โรงงานผลิตทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัยของแรงงานผู้ผลิตและตรวจพบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอยู่ในขั้นตอนการผลิต และที่บรรจุลงภาชนะพร้อมจำหน่ายจำนวนมาก

สารวัตรเกษตรจึงได้เก็บตัวอย่างสินค้าทุกชนิดทั้งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเกล็ด และสารปรับปรุงดินนำส่งวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ เพื่อตรวจปริมาณสารว่าครบถ้วนตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ โดยไม่มีเจ้าของโรงงานมาแสดงตน มีเพียงคนงานที่เฝ้าโรงงานจำนวน 2 คน ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุอันตราย 468 ลิตร อายัดไว้ 348 ลิตร ปุ๋ยเคมี 4,950 กก. วัตถุดิบในการผลิตวัตถุอันตราย 650 กก. จึงเก็บตัวอย่างวัตถุอันตรายจำนวน 9 รายการปุ๋ยเคมี 3 รายการไปตรวจสอบคุณภาพหากผลการวิเคราะห์พบสารเคมี และปุ๋ยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือเอกสารตามกฎหมาย เช่น ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ย ไม่ถูกต้อง กรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อกล่าวโทษร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่8/12/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/247955

 

 

ค้า‘ด่านสะเดา’คึกคัก ยอดแตะ3.6หมื่นล้าน-ยางพาราแชมป์ส่งออก (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 08 ธ.ค. 2559, 8:20:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) ได้ดำเนินการวิจัยแนวทางพัฒนาการเกษตรจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กรณีศึกษา เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา โดยศึกษาสถานการณ์การค้ายางพาราผ่านด่านการค้าชายแดนสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ รวมทั้งศึกษาการบริหารจัดการด้านการส่งออกสินค้ายางพาราในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา เพื่อเสนอแนะแนวทางพัฒนาการเกษตรจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา

สำหรับปี 2558 มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ผ่านด่านพิธีการศุลกากรสะเดา จ.สงขลา มีมูลค่า 36,235 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 18 โดยยางพารามีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดถึงร้อยละ 65 ปริมาณการส่งออกรวม 1,007,126 ตัน มีการส่งออกไปยังประเทศจีน 503,035 ตัน รองลงมาส่งออกไปมาเลเซีย 239,365 ตัน ญี่ปุ่น 62,644 ตัน สหรัฐอเมริกา 19,503 ตัน และประเทศอื่นๆ รวม 53 ประเทศ 182,579 ตัน โดยชนิดของน้ำยางที่ส่งออกแบ่งเป็น น้ำยางร้อยละ 41 ยางแท่งร้อยละ 34 ยางแผ่น ร้อยละ 10 ยางผสม ร้อยละ 13 และยางอื่นๆ ร้อยละ 1ด้านการพัฒนาปรับปรุงในเรื่องพิธีการส่งออก กรมศุลกากรได้พัฒนาจากระบบ Manual มาใช้ระบบ Electronic Data Interchange (EDI) และพัฒนามาใช้ระบบ National single windows (NSW) โดยการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Paperless) มีการเชื่อมโยงข้อมูลแบบไร้เอกสารผ่านระบบ NSW แล้ว 36 หน่วยงาน สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 4 หน่วยงาน คือ การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่า ควรมีการพัฒนาพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและพื้นที่การค้าภายใต้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัยให้มีการพัฒนา เกิดการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่8/12/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/247958

 

 

ระดมไฮเทครื้อฐานข้อมูลเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีปรับปรุงการสำรวจ-วิเคราะห์ทะเบียนเกษตรกร (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 08 ธ.ค. 2559, 8:02:59 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ภาครัฐทราบความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ของการเกษตร สามารถวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาทิศทางการเกษตรของประเทศ ดังนั้นการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรแต่ละปีจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นต้องดำเนินการ แต่เนื่องจากมีพื้นที่การเกษตรกระจายอยู่ทั่วประเทศรวมถึงพื้นที่ทุรกันดาร ทำให้การปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยวิธีการให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเป็นไปได้ยาก กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ปรับปรุงกระบวนการและวิธีการปฏิบัติงาน โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ภูมิสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ ตำบล และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมการปกคลองเพื่อตรวจสอบข้อมูลประชาชน, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อพัฒนาApplication FAARMis ที่ใช้ในการขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร พร้อมทั้งวาดผังแปลงเพาะปลูกผ่านแท็บเลต (Tablet),สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อวาดผังแปลงเพาะปลูกจากภาพถ่ายดาวเทียม ผ่านโปรแกรม GISagro, กรมที่ดิน เพื่อตรวจสอบขอบเขตที่ดินของเอกสารสิทธิประเภทน.ส.4 และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อตรวจสอบขอบเขตที่ดินของเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 เป็นต้นขณะที่ในส่วนของการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำ FARMER MAP ซึ่งเป็นแผนที่แสดงสถานภาพของเกษตรกรด้านต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร ประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนเกษตรกร สมาชิกครัวเรือน การถือครองที่ดิน การประกอบกิจกรรมเกษตร รายได้/หนี้สิน เครื่องจักรกลการเกษตร และแหล่งน้ำและพัฒนาระบบ Bisiness Intelligence (BI) เพื่อแสดงข้อมูล FARMER MAP แบบออนไลน์สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอนางดาเรศร์ กิตติโยภาส ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจแนวทางการปรับปรุงทะเบียนเกษตรปี 2560 รับทราบปัญหาในการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรในปีที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไข และมุ่งสู่การพัฒนาปรับปรุงข้อมูลให้มีความถูกต้องครบถ้วนมากที่สุด

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่8/12/2559

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/247959

 

 

จ.ปราจีน เตรียมพร้อมขับเคลื่อน นโยบายเกษตร ปี 60... (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 07 ธ.ค. 2559, 8:20:02 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานการประชุมนโยบายเร่งด่วนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 ประกอบด้วย การบริหารจัดการน้ำ โครงการตามนโยบายรัฐบาล และการจัดตั้งสหกรณ์ประมง เพื่อก้าวสู่ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรเข้าร่วมประชุม เมื่อวันก่อน

สำหรับกรอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรปี 2560 นั้นคือ “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” โดยการดำเนินโครงการที่เน้นให้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จะให้มีการมีบริหารจัดการแบบธุรกิจเกษตร การบริหารจัดการการเงินและการบัญชีต้นทุน บริหารการตลาดตลอดถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบต่อเนื่องและสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของเกษตรกรเอง ที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีกระบวนการผลิตสะอาดปลอดภัยได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในปีงบประมาณ 2560 จะประกอบด้วยประเด็นสำคัญหลายด้านด้วยกัน ทั้งนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 การบริหารจัดการน้ำในเขตและนอกเขตชลประทาน ตลอดถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งสหกรณ์ประมงในกลุ่มเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประกอบด้วย 5 เรื่องได้แก่ 1) ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) มี  7 ศูนย์ฯ ใน 7 อำเภอ  2) ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 มีแปลงใหญ่ 4 แปลง ได้แก่ แปลงใหญ่มันสำปะหลัง แปลงใหญ่ทุเรียน แปลงใหญ่ข้าว ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง และแปลงใหญ่ข้าว ในเขตพื้นที่ อำเภอศรีมหาโพธิ  3) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) จะให้มีการขับเคลื่อนการปฏิบัติและส่งเสริมในพื้นที่ที่ทำการผลิตไม่เหมาะสม (N) ในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่ไม่เหมาะสมจำนวน 91,998 ไร่ โดยนำร่องปรับเปลี่ยนในพื้นที่ที่ทำการผลิตไม่เหมาะสม (N) ของข้าวในพื้นที่ ต.นาแขม และมันสำปะหลัง ในพื้นที่ ต.หนองกี่ และ ต.แก่งดินสอ 4) การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีแหล่งผลิตอินทรีย์แปลงใหม่ 4 แปลง และแปลงต่ออายุอีก 2 แปลง และ 5) ธนาคารสินค้าเกษตร มีแผน-ผลการดำเนินงาน ปี 2560 ได้แก่ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ธนาคารโคนมทดแทน และธนาคารข้าวสถาบัน เกษตรกร เป็นต้นทั้งนี้การจัดตั้งสหกรณ์ประมง เพื่อพัฒนาอาชีพผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีอีกด้วย.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่7/12/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/540897

เรื่องน่ารู้ : ผักแพว... (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 07 ธ.ค. 2559, 8:16:11 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 ผักแพว เป็นพืชล้มลุก ลำต้นตั้งตรงมีข้อเป็นระยะ ๆ ตามข้อมักมีรากงอกออกมา หรือลำต้นเป็นแบบทอดเลื้อยไปตามพื้นดินและมีรากงอกออกมาตามส่วนที่สัมผัสกับพื้นดินเจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และใช้ลำต้นปักชำ พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย เกิดได้เองตามธรรมชาติ ในทางสมุนไพรมีสรรพคุณช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร รสเผ็ดของผักแพว มีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น บางพื้นที่นิยมนำมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการเป็นหวัด เป็นต้น.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่7/12/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/540898

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ  ร้านเกษตรวิรุฬ