นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
25 กรกฎาคม 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7722)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (20480 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th



แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   15505   บทความ  
การเกษตร (14106) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (984)
12345678910...>>
 
.ตรวจสภาพถนนมหาจักรีดำเนิน และถนนเทพรัตนวิถี ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย... (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2559, 8:00:29 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

             นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วยนายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการ กปร. ผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. เดินทางไปติดตามและรับฟังรายงานสภาพถนนมหาจักรีดำเนิน และถนนเทพรัตนวิถี ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันก่อน   ซึ่งถนนทั้ง 2 สายนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางสายบ้านจะตี-ผาจี ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้สำนักงาน กปร. ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ โดยมีกองพลพัฒนาที่ 3 เป็นหน่วยงานหลักในการปรับปรุง และเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังถนนบ้านผาจี-จะตี-บ้านป่าซางแสนสุดแดน ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวงเพื่อทรงเปิดป้ายชื่อถนนและพระราชทานนามถนนว่า มหาจักรีดำเนินและพระราชทานนามถนนบ้านพญาไพรลิทู่-โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันบ้านปางมะหันว่า เทพรัตนวิถี” ปัจจุบัน ถนนทั้งสองสาย ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยใช้เวลาก่อสร้าง 6 เดือน สามารถใช้เป็นเส้นทางสำคัญในการคมนาคมของราษฎรตำบลเทอดไทยในพื้นที่ 10 หมู่บ้าน ซึ่งมีประชากรประมาณ 5,645 คน ทั้งยังเป็นเส้นทางในการขนส่งผลผลิตและเมล็ดชาน้ำมัน เพื่อส่งไปแปรรูปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาน้ำมันและพืชน้ำมัน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำฝนที่เริ่มตกลงมาช่วงกลางเดือนพฤษภาคม  2559 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน  พร้อมกับมีรายงานจากองค์การบริหารส่วนตำบลเทอดไทยเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะ ทำลายไหล่ทางบางช่วงเสียหาย ในโอกาสนี้  องคมนตรีและคณะ จึงได้เดินทางมาตรวจสอบสภาพของถนนทั้ง 2 แห่ง เพื่อจะได้เร่งพิจารณาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันซ่อมแซมและแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายมากขึ้นอีกเพื่อให้สามารถใช้งานได้ตามพระราชประสงค์ต่อไปสำหรับการปลูกต้นชาน้ำมันในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ปี 2548 โดยการนำเมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนของต้นชาน้ำมัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาทดลองปลูก ในพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 500 เมตร ในจังหวัดเชียงราย  แล้วส่งไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและ พืชน้ำมัน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย  ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชา และพืชน้ำมัน น้ำมันชาเป็นที่รู้จักในประเทศจีนมานานกว่า 1,000 ปีแล้ว มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่า เป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้น้ำมันชายังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูง เช่น วิตามินอี และสารคาเทชิน ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น และมีจุดเดือดเป็นควันสูงมากกว่า 250 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการผัด ทอด หรือใช้เป็นส่วนผสมของน้ำสลัด หรือซอสหมักเนื้อสัตว์ เป็นต้น.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22/7/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/510505

 

สหกรณ์ตรัง แปรรูป เพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน... (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2559, 7:56:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

    ในปัจจุบันพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในจังหวัดตรัง ได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ใช้พื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ต้องขายผลผลิตปาล์มน้ำมันผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่จุดรับซื้อของเอกชน   ซึ่งราคาจะถูกกำหนดโดยพ่อค้าเจ้าของลานเทปาล์ม ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบในเรื่องราคา  เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรปาล์มน้ำมันทางสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านไชยภักดี  จำกัด โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรัง จึงได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยจัดทำโครงการพัฒนากระบวนการแปรรูปปาล์มน้ำมันและการใช้ประโยชน์จากกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างครบวงจร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมาของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ในโครงการเพิ่มคุณภาพและแปรรูปวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์ม โดยให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรังดำเนินการ ซึ่งได้ดำเนินการ ณ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านไชยภักดี จำกัด หมู่ 2 ตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง  เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มน้ำมันของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ตลอดถึงอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ส่งผลให้ได้มีการเพิ่มมูลค่าและผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพสูง สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ขายผลผลิตในราคาที่ยุติธรรม เกิดการเรียนรู้ในด้านการบริหารจัดการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในระดับชุมชน และความรับผิดชอบต่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  โดยการจัดสร้างโรงงานแปรรูปปาล์มน้ำมันขึ้น และได้เริ่มดำเนินการสกัดน้ำมันปาล์มตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา และส่งขาย จำนวน 180 ตัน  เป็นจำนวน 2 ครั้ง ในราคากิโลกรัมละ 29 บาท และ 33 บาทตามลำดับ เป็นเงิน 5,629,340 บาท ให้กับบริษัทที่ผลิตน้ำมันปาล์มผ่านกรรมวิธีโดยตรง   และยังได้รับผลพลอยได้จากการผลิตอีกด้วยคือเมล็ดปาล์ม ซึ่งทางสหกรณ์ได้ขายในกิโลกรัมละ 17 บาท เมล็ดนัท ขายกิโลกรัมละ 4.50 บาท กากใยปาล์ม (ขี้เค้ก) ขายในกิโลกรัมละ  2.70  บาท และทะลายปาล์มเปล่า ขายในกิโลกรัมละ 0.35 สตางค์ โดยทั้งหมดรวมเป็นเงิน 1,242,524 บาท เป็นรายได้จากกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันทั้งระบบ  จึงทำให้สหกรณ์สามารถรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกรสมาชิกได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดโดยทั่วไปประมาณกิโลกรัมละ 0.50 บาท  ส่วนผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมันปาล์มอื่น ๆ เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุจากการแปรรูปปาล์มน้ำมัน ซึ่งทางสหกรณ์ได้เข้าร่วมโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากผล พลอยได้ในการผลิตปาล์มน้ำมันกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณและงานด้านวิชาการจากโครงการไอแทป (iTAP) อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อให้สหกรณ์สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ และขอรับอนุญาตผลิตจากกรมวิชาการเกษตร นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและการเพาะปลูกพืชอื่น ๆ ในการนำปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพจากกระบวนการแปรรูปปาล์มน้ำมันไปใช้   และได้มีการเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาโดยนายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในพิธี. 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22/7/2559

เวปที่มาhttp://www.dailynews.co.th/agriculture/510507

เรื่องน่ารู้ :  ถั่วลันเตา... (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2559, 7:52:46 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

             ถั่วลันเตามีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตอนกลาง และอินเดีย ขณะที่นักวิชาการให้การยอมรับว่าสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในแถบชายแดนไทยพม่า ชื่อของถั่วลันเตามาจากภาษาจีนที่เรียกว่า ห่อหลั่นเตาในทางสมุนไพร หลายประเทศนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคเบาหวานในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน  เป็นผักที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด อุดมไปด้วยวิตามินบี วิตามินบี 12 และสารเลซิทิน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท จึงช่วยป้องกันอาการขี้หลงขี้ลืมได้ คนไทยเมื่อก่อนจะนำมารักษาโรคหัวใจ ด้วยการใช้ฝักถั่วลันเตาล้างน้ำสะอาด นำไปคั้นเอาแต่น้ำประมาณหนึ่งแก้ว ใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและเย็น....

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22/7/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/510503

เลาะรั้วเกษตร : สปก.ยุคคสช. (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2559, 7:49:51 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เรื่องราวของการครอบครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. นี้ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นมานานหลายสิบปี อาจจะเรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 นั่นเลยทีเดียว แรกๆ เกษตรกรผู้ครอบครองโดยถูกต้องตามกฎหมายอาจจะอยากขายที่ดิน เพราะที่ดินผืนนั้นทำการเกษตรได้ไม่ดีนัก จึงขายไปเสียหรือไม่ บรรดานายทุนทั้งหลายก็ไปหลอกลงวง โน้มน้าวเกษตรกรเจ้าของที่ดินในพื้นที่นั้นหลายๆ รายให้ขายที่ดินนั้นให้กับตน รวมแล้วเป็นพื้นที่ผืนใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่นั้นๆ แสวงหาผลประโยชน์ในทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกรรมโดยตรงปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. สั่งสมมานาน ผ่านเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มาหลายท่าน บางท่านอยู่ในตำแหน่งหลายปี แต่บางท่านอยู่ในตำแหน่งเพียง 1-2 ปี เพียงเพื่อรอที่จะก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในระดับกระทรวงต่อไป ถ้าจะย้อนกลับไปในอดีตก็จะพบว่าปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายท่าน ก้าวมาจากเลขาธิการ และรองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เช่น อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมพร พิรุณสาร อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจรรวมทั้งอดีตรองปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวงในปัจจุบัน ที่ผ่านการเป็นผู้บริหารระดับสูงของ ส.ป.ก. มาแล้วแบบผ่านๆ อย่าง อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ สุทธิพร จีระพันธุ อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลอดประสพ สุรัสวดี และ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะในยุคที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ มีกระแสข่าวว่า คสช. จะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดการกับปัญหา ส.ป.ก. อย่างเด็ดขาด แต่ในยุคของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ไม่ปรากฏข่าวคราวของที่ดิน ส.ป.ก. สักเท่าไร จนกระทั่ง เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็น ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. เริ่มมีการกล่าวถึงอย่างจริงจังเริ่มจากกกระแสข่าวว่า จะแต่งตั้ง วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2558 มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. แต่ปรากฏว่า กลับมีคำสั่งย้าย นายวีระชัยมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแทน อันเป็นเหตุให้ วีระชัยลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558 จนกระทั่งวันที่ 17 มีนาคม 2558 ครม. แต่งตั้งสรรเสริญ อัจจุตมานัส ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแทนเลขาธิการสรรเสริญ มีดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิติศาสตรมหาบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเคยเป็น 1 ในกรรมการเตรียมการโครงการแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้ง ที่โด่งดังของ ป.ป.ช.เดือนกรกฎาคม 2559 มีข่าวของ ส.ป.ก. ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เกือบทุกวัน เป็นข่าวที่ ส.ป.ก. จัดการกับนายทุนผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เรื่องการกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พื้นที่เป้าหมายที่ว่านี้ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป ใน 19 จังหวัดงานนี้ กำหนดให้วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นวัน kick off ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยให้บิ๊กฉัตรเอาป้ายคำบังคับคดีไปติดที่ประตู ที่ดินแปลงหมายเลข 8069 เนื้อที่ประมาณ 535 ไร่ ของ พล.ต.ต.ชาลี เภกะนันทน์ ซึ่งไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีการฟ้องขับไล่ตั้งแต่ปี 2552 ศาลฎีกามีคำพิพากษา เมื่อ 16 เมษายน 2558 ให้จำเลยออกไปจากพื้นที่ แต่จำเลยเพิกเฉย จึงพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ขนย้ายวัสดุต่างๆ ออกไป และทำที่ดินให้กกลับสู่สภาพเดิมนี่เป็นเพียง 1 ใน 130 แปลง ของอำเภอปากช่อง อำเภอเดียว ยังมีอีก 19 จังหวัด ไม่ทราบว่าอีกกี่แสนแปลง พื้นที่กี่ล้านไร่ เห็นทีบิ๊กฉัตรจะต้องต่ออายุราชการให้ท่านเลขาฯ สรรเสริญ เสียละกระมัง เพราะอีก 2 เดือน ท่านจะเกษียณอายุแล้ว ทำไม่ทันแน่

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่22/7/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/226690

 

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรพร้าว จ.เชียงใหม่ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาอาชีพ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2559, 7:46:12 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด จ.เชียงใหม่ เป็นสหกรณ์การเกษตรอีกแห่งที่เน้นการทำงานเพื่อส่งเสริมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก โดยช่วยเหลือกันและกันตามหลักสหกรณ์ โดยจุดเด่นของสหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ขยาย ภายใต้การส่งเสริม กำกับดูแล ของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของสหกรณ์ และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ขาวดอกมะลิ 105 และ กข. 6 จำหน่ายให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต และยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวหอมมะลิแบบครบวงจร โดยสหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกที่เข้าร่วมทุกเมล็ดในราคาท้องตลาด แต่ถ้ากรณีราคาท้องตลาดต่ำกว่าราคาประกัน สหกรณ์รับซื้อในราคาประกันขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ทำให้สมาชิกมีรายได้จากการขายข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรมนอกจากนี้ สหกรณ์ยังขยายผลเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร ประชาชนทั่วไป และสมาชิก ศึกษาหาความรู้การทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ในโครงการต่างๆ เช่น โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ในระดับฟาร์ม ร่วมกับกรมการข้าว โครงการยกระดับการจัดการโรงสีข้าวตามมาตรฐานต่างๆ เพื่อรองรับ AEC มาตรฐาน GMP CODEX สนับสนุนโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ขณะเดียวกัน สหกรณ์ยังพัฒนาคุณภาพการผลิตมุ่งสู่มาตรฐานสากล ISO 22000 ด้วยการเข้าร่วมโครงการพัฒนาและวิจัย การประเมินการสูญเสียเชิงปริมาณและคุณภาพของข้าวเปลือกขณะเก็บรักษาร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโครงการอื่นๆ ของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกไปพร้อมกัน สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้หน่วยงานราชาการมีการทำงานในรูปแบบประชารัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นต่อไป

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่22/7/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/226691

 

 

รายงานพิเศษ : ถั่วลิสง พันธุ์‘ขอนแก่น6’ พืชหลังนาสร้างรายได้ในเขตชลประทาน (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ค. 2559, 7:43:17 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

แม้ว่าตอนนี้จะเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาสามารถปลูกข้าวได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชหลังนาอย่างถั่วลิสงก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะชาวนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สามารถปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง อีกทั้งพืชตระกูลถั่วคือปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินชั้นดีช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยในการปลูกข้าวฤดูถัดไป ที่สำคัญเป็นพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่านายประหยัด ยุพิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ถั่วลิสงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในท้องถิ่น เกษตรกรมีการผลิตขายทั้งฝักสดและฝักแห้ง พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ไทนาน 9 และ พันธุ์ขอนแก่น 6 ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2553 มีพื้นที่เพาะปลูกถั่วลิสงทั้งจังหวัด 3,207 ไร่ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ในช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวไปแล้ว แต่ปัญหาของเกษตรกรที่ปลูกถั่วลิสงส่วนใหญ่คือเมล็ดลีบ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร จึงได้เข้าไปพัฒนาการผลิตถั่วลิสงในเขตชลประทาน ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรโดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ด้านงานผลิตพันธุ์พืชและปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 คุณภาพดี โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่เป้าหมายหลักคืออำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่า ปี 2557 พื้นที่ปลูก 72 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 136 กก./ไร่ ปี 2558 พื้นที่ปลูก 73 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 266 กก./ไร่ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 10,640 บาทต่อไร่ และปี 2559 พื้นที่ปลูก 80 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 309 กก./ไร่เกษตรมีรายได้เฉลี่ย 12,360 บาทต่อไร่ผลจากการเข้าไปส่งเสริมการผลิตพันธุ์ เกษตรกรให้การตอบรับในพันธุ์ขอนแก่น 6 ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ค่อนข้างสูง เมล็ดมีคุณภาพดี แต่เมื่อเกษตรกรยังใช้วิธีการผลิตแบบเดิมโดยไม่ใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำและยังพบปัญหาเมล็ดลีบเหมือนเดิม ฉะนั้น งานส่วนที่ 2 จึงเป็นด้านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนางสาวพิกุล ซุนพุ่ม นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เป็นผู้รับผิดชอบด้านงานวิจัยและพัฒนา กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้นตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ เมล็ดลีบ และปัญหาโรคแมลงเข้าทำลายผลผลิต รวมไปจนถึงวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป โดยได้เข้าไปทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงฝักสดพื้นที่ ตำบลชะโนด อำเภอดงหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายจากพื้นที่รับน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยชะโนด ปริมาตรสามารถบรรจุน้ำได้ 18.40 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทาน 16,000 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร 3,460 ไร่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรมีความพร้อม อีกทั้งมีต้นทุนน้ำเพียงพอแต่ยังขาดความรู้ในการผลิตที่ถูกต้อง เหมาะสม ดินที่ปลูกเสื่อมคุณภาพ จำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหาร อินทรียวัตถุ และปรับสภาพความเป็นกรดด่าง ปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตทั้งข้าวและพืชหลังนาต่อไร่ให้สูงขึ้น

การทดสอบใช้กระบวนการเกษตรกรมีส่วนร่วม เกษตรกรเป็นผู้ปฏิบัติใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกรที่ปฏิบัติอยู่เดิม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมทดสอบปี 2557 จำนวน 5 ราย ปี 2558 เพิ่มเป็น 10 ราย พื้นที่ดำเนินการ 10 ไร่ สำหรับวิธีทดสอบการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ ผสมผสานกัน เน้นการเพิ่มผลผลิตตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) มีรายละเอียดดังนี้ขั้นตอนเตรียมดินทั้งสองกรรมวิธีเหมือนกันคือ ไถตากดิน 7-10 วัน และไถพรวนอีก 1 ครั้งยกร่องปลูก สันร่องปลูกกว้าง 50-60 ซม. สูง 20-25 ซม. ปลูก 2 แถว/สันร่อง ระยะต้น 25-30 ซม. จำนวน 3-4 เมล็ด/หลุม แตกต่างกันตรงวิธีทดสอบใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูก ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กก./ไร่ หลังปลูก 30-40 วัน ช่วงถั่วออกดอกโรยยิปซั่ม อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูโรคตามความจำเป็น ส่วนวิธีเกษตรกรนั้น จะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21, 15-15-15, 16-16-8 และ 18-46-0 อัตรา 25-50 กก./ไร่ หลังปลูก 30-40 วัน และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูตามความจำเป็นผลการทดสอบพบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของกรรมวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีของเกษตรกรทั้ง 2 ปี โดยปีแรก ผลผลิตฝักสดกรรมวิธีเกษตรกรอยู่ระหว่าง 400-800 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนกรรมวิธีทดสอบ อยู่ระหว่าง 510-767 กิโลกรัม/ไร่ พบการระบาดของโรค แมลงในเกษตรกรบางราย สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุนของกรรมวิธีทดสอบและวิธีเกษตรกรมีค่า 2.66 และ 2.74 ตามลำดับ ในปี 2558 ผลผลิตเฉลี่ยและต้นทุนของกรรมวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีของเกษตรกร โดยกรรมวิธีทดสอบมีผลผลิตเฉลี่ย 721 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,565 บาท/ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 12,257 บาท/ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 8,694 บาท/ไร่ ส่วนวิธีเกษตรกร ผลผลิตเฉลี่ย 653 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,109 บาท/ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 11,101 บาท/ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 7,989 บาท/ไร่การทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงฝักสดในฤดูแล้งพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยใช้กระบวนการเกษตรกรมีส่วนร่วม เกษตรกรเป็นผู้ปฏิบัติใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ที่มีอยู่ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกรที่ปฏิบัติอยู่เดิม สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญในการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้ง คือ ผลผลิตต่ำ เมล็ดลีบ และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยใช้แปลงทดสอบเป็นจุดสาธิต ทำให้เกิดการยอมรับของเกษตรกรข้างเคียง และกลุ่มผู้ปลูกถั่วลิสงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อนำไปปฏิบัติและปรับใช้กับสภาพการผลิตของตนเองเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ต่อไปถึงแม้เกษตรกร จะให้การยอมรับในเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงของกรมวิชาการเกษตร เพราะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เช่น ยิปซั่ม ไรโซเบียม เพราะหาซื้อได้ยากในพื้นที่ เกษตรกรจึงไม่นำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร จึงได้แนะนำให้เกษตรกรปรับใช้ปัจจัยการผลิตที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อย่างใช้ปูนขาวในตั้งแต่ช่วงการเตรียมดินแทนการใช้ยิปซั่ม หรือการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อสั่งซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสหกรณ์การเกษตร แต่ที่สำคัญคือการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง และการแปรรูปผลผลิต เป็นการพึ่งตนเองลดการพึ่งพาภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสในการต่อรอง เกิดความมั่นคงทางรายได้ และอาชีพในที่สุดนางสาวพิกุล กล่าวย้ำ

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่22/7/2559

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/226693

 

นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ "บัวบาทยาตรา".. (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 21 ก.ค. 2559, 8:04:06 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

             สำนักงาน กปร.  ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเนื่องในโอกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 โดยนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาตลอด 7 ทศวรรษการพัฒนา และหลักการทรงงาน 23 ประการ มาจัดแสดงภายในงาน นิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ  บัวบาทยาตรา”  ด้วยรัฐบาลโดยสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการ  ปลูกไทย...ในแบบพ่อซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 4 กิจกรรม ได้แก่  1. การจัดนิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ บัวบาทยาตรา”  2. การจัดทำละครเวทีเฉลิมพระเกียรติ เสียงแห่งความจงรักภักดี : Sounds of Love”  3. การจัดทำละครโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติ ค่าของแผ่นดิน Pride and Dignity of Thais”  และ  4. กิจกรรมเยาวชนอาเซียนเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระยุคลบาท  สำหรับการจัดนิทรรศการสัญจรเฉลิม พระเกียรติ  บัวบาทยาตรา”  ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นกิจกรรมแรกของโครงการ ปลูกไทย...ในแบบพ่อ”  เนื้อหาของนิทรรศการเป็นการนำเสนอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ เชื่อมโยงกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมทั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายปวัตร์  นวะมะรัตน ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงาน กปร. เปิดเผยว่า ในส่วน ของงานนิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติ  บัวบาทยาตรา”  นั้น  ได้นำเสนอในเรื่องหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน 23 ประการ  และ 7 ทศวรรษ ในการพัฒนาของพระองค์ ซึ่งเป็น 7 ทศวรรษที่พระองค์ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกร  โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคียงข้างเสด็จพระราชดำเนินเข้าถึงทุกปัญหา  พระราชทานโครงการต่าง ๆ   เพื่อช่วยเหลือ นำมาซึ่งความสุขของประชาชนในทุกมิติ  ที่ผู้เข้าร่วมชมจะได้มีส่วนร่วมในการเดินทางผ่านช่วงเวลา 7 ทศวรรษของการทรงงาน เพื่อพสกนิกรของพระองค์ จนเป็นผลแห่งความสุขของประชาชน ดังเช่น  การพึ่งตนเอง ระเบิดจากข้างใน ทำตามลำดับขั้น  ภูมิสังคม  ทำให้ง่าย  ประหยัด เรียบง่าย ประโยชน์ส่วนรวม พอเพียง  รู้รักสามัคคี  เป็นต้น  รวมถึงการทรงงานสานต่อพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใน 4 มิติ คือด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และสามารถน้อมนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้และสานต่อพระราชดำริให้บังเกิดความมั่นคงต่อไปนอกจากนี้ก็ยังมี นิทรรศการพระราชสัมพันธไมตรี การมีสัมพันธไมตรีระหว่างบุคคลก็เพื่อใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขในลักษณะที่เป็นครอบครัวเดียวกัน หมู่บ้านเดียว กันมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันและหมู่บ้านใกล้เคียง ประเทศแต่ละประเทศก็เช่นเดียวกันอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกันก็ต้องมีความไว้วางใจ มีไมตรีต่อกันและเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความผาสุกและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม และความเจริญ ความสุขของไทยในปัจจุบันมีรากฐานมาจากการเจริญพระราชสัมพันธ ไมตรี ของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ได้ทรงปฏิบัติมาทุกรัชกาล ตลอดจน  กิจกรรมชุมชนต้นแบบแห่งความดีซึ่งเป็นชุมชนที่น้อมนำแนวพระราช ดำริไปปฏิบัติ เกิดเป็นความผาสุกอย่างยั่งยืนของชุมชน และ ปณิธานความดี ปีมหามงคล ทำดี เริ่มได้ ที่ใจเราการตั้งปณิธานความดี ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย  ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดจัดสัญจรไปในพื้นที่ต่าง ๆ 4  ครั้ง  โดย ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในพื้นที่ภาคกลางและพื้นที่ภาคตะวันออก  ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี  ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา  ในการนี้  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง หน่วยงานภาครัฐ ทูตานุทูต หัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาค ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม การนี้มีประชาชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมชื่นชมนิทรรศการในครั้งนี้ กว่า 8,000 คน สำหรับ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร  จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2559  ครั้งที่ 3 พื้นที่ภาคใต้ จัดที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 14-16 ตุลาคม 2559    และ ครั้งที่ 4 พื้นที่ภาคเหนือ  ณ  ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่   28-30 ตุลาคม 2559 นี้.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่21/7/2559

เวปที่มาhttp://www.dailynews.co.th/agriculture/510275

เรื่องน่ารู้ : กระบก... (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 21 ก.ค. 2559, 7:59:18 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

            กระบกเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ  เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทุกชนิด ในที่กลางแจ้ง และต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด  มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าหญ้า เมล็ดกระบก เป็นรูปไข่ เนื้อในเมล็ดสีขาวลักษณะเป็นเนื้อแป้ง และมีน้ำมัน คนไทยในชนบทเมื่อก่อนนิยมนำมารักษาโรคเรื้อน ในสุนัขด้วยการนำผลที่    ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ประมาณ 3 ลูก มาตำผสมกับน้ำซาวข้าว 1 ถ้วยขนาดกลาง แล้วกรองเอาน้ำให้   สุนัขที่เป็นโรคเรื้อนกินติด ต่อกัน 3 วัน โรคเรื้อนก็จะทุเลาและหายขาด....

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่21/7/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/510274

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย เร่งพัฒนาคุณภาพปลานิลตามความต้องการตลาด (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 21 ก.ค. 2559, 7:56:16 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จ.เชียงราย เป็นสหกรณ์ประมงที่มีความเข้มแข็ง ทำให้ที่ผ่านมา อ.พาน จ.เชียงราย กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีเกษตรกรทำการประมงด้วยการเลี้ยงปลานิลในบ่อดินขนาดต่างๆ รวมประมาณ 10,000 บ่อ ซึ่งด้วยเทคนิคการเลี้ยงเฉพาะทำให้ปลามีน้ำหนักดีเนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นคาว จึงส่งผลให้สินค้าปลานิลของสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ขึ้นชื่อและเป็นที่ต้องการของตลาดเมื่ออาชีพการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ อ.พาน รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ ก็เริ่มมีการเลี้ยงปลานิลเพิ่มมากขึ้น ทำให้สหกรณ์เร่งพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตปลานิลให้มีคุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมและจัดการช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกมีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยการดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ชุมชน รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มอาชีพที่อยู่ในพื้นที่การดำเนินงานของสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ ช่วยเหลือแนะนำ ดูแลกำกับ สนับสนุนเงินทุน ถ่ายทอดความรู้ด้านสหกรณ์ และการดำเนินงาน สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แนะนำด้านการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี สอนบัญชีฟาร์มหรือบัญชีต้นทุนให้กับสมาชิก ประมงจังหวัด กรมประมง แนะนำการเลี้ยง การทำมาตรฐานฟาร์ม ที่ว่าการอำเภอ ช่วยเหลือส่งเสริม สนับสนุน ด้านการจัดงานกินปลาอำเภอพาน จัดตั้งกลุ่มสตรีสหกรณ์ประมงพาน เพื่อเป็นเครือข่ายกลุ่มอาชีพ มีการสนับสนุนเงินทุน และรับจัดงานในชุมชน โดยนำปลาของสหกรณ์ไปทำเมนูในโต๊ะจีนนอกจากนี้ สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ยังเป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 1 หอการค้าฯ 1 สหกรณ์การเกษตร ที่เน้นการทำงานร่วมกันเป็นการบูรณาการในรูปแบบการทำงานประชารัฐตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้มีการเครือข่ายพันธมิตรในการสร้างความเข้มแข็งและแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของสหกรณ์ โดยสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในการผลิตปลานิลที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและมีคุณภาพพอที่จะสามารถทำตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย รวมถึงการมองหาตลาด หรือเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่21/7/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/226541

แตกใบอ่อน : เห็ดป่าหน้าฝน...ต้องระวัง (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 21 ก.ค. 2559, 7:53:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ฝนมาทีไร ภาพหนึ่งที่เรามักเห็นกันอย่างชินตาก็คือ ชาวบ้านพากันไปเก็บ เห็ดป่ามาขายจนสร้างรายได้กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ดังที่เราทราบกันดีว่า เห็ดป่าที่ว่า ก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไปเพราะถ้าไม่ระวังให้ดี ไปเจอเห็นพิษเข้า อาจถึงตายได้ทีเดียวแต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าเห็ดแบบไหนมีพิษ แบบไหนกินได้ จะเก็บรักษากันยังไง กินกันยังไง ถ้าใครยังไม่รู้ วันนี้คุณ มนตรี บุญจรัสประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ มีข้อมูลมาให้อ่านครับเมื่อเข้าสู่หน้าฝนก็จะมีอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ นั่นก็คืออาชีพเก็บเห็ดป่ามาขายแข่งกับเห็ดบ้าน ซึ่งราคานั้นก็เรียกว่าเห็นน้ำ เห็นเนื้อ มากกว่าเห็ดฟาร์มเห็ดบ้านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเห็ดเผาะและเห็ดถอบ ที่กิโลกรัมละเกือบ 1,000 บาท นอกจากจะมีคนเก็บเห็ดป่ามาขายแล้ว ก็ยังมีชาวบ้านที่ไปเก็บเห็ดมาบริโภคกินกันเองในครัวเรือน ถึงแม้ว่าจะมีการเตือนให้ระวังทั้งทางสถานีวิทยุต่างๆ เช่น วิทยุ มก.บางเขน รวมถึงในเว็บไซต์ www.thaigreenagro.com หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แต่ก็ยังมีชาวบ้านที่กินเห็ดพิษ เห็ดเมา ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล ที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ได้ทันก็ดีไป แต่บางรายก็เสียชีวิตเนื่องจากทานเห็ดที่มีพิษร้ายแรงแรงเข้าไป ซึ่งก็เป็นเรื่องทีน่าเสียใจดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับเห็ดทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษ รวมถึงวิธีการตรวจสอบในเบื้องต้นก่อนจะนำมารับประทาน ก่อนอื่นจะขอแยกชนิดและตระกูลเห็ดอย่างคร่าวๆดังนี้ สำหรับตระกูลเห็ดนั้นมีมากมายหลายชนิด เชื่อกันว่าเห็ดราทั้งหมดนั้นมีกว่า 1,500,000 ชนิด ที่มีการวิเคราะห์วิจัยแล้วก็ประมาณ 100,000 ชนิด (ดำเกิง ป้องพาล , 2545) และท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ได้เคยบรรยายในชนิดที่แบ่งออกมาเป็นราชั้นต่ำอยู่ประมาณ 70,000 ชนิด เป็นเห็ด (ราชั้นสูง) 30,000 ชนิด ในจำนวนนี้จะมีเห็ดเบื่อ เห็ดเมาอยู่ประมาณ 300 ชนิด และที่เป็น เห็ดพิษกินแล้วตายอยู่ประมาณ 3 ชนิด ซึ่งจะเป็นกลุ่ม เฮลเวลล่า (Helvella) และกลุ่ม อะมานิตา (Amanita)ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า เห็ดระโงกหิน มีสีสันฉูดฉาด มีเกร็ด มีวงแหวน มีปลอกและตีนตัน (โคนอวบแน่น) เนื่องด้วยชนิดของเห็ดที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนี้เอง จึงทำให้ยังไม่มีนักวิชาการที่ชำนาญท่านใดที่จะสามารถฟันธงได้อย่างชัดเจนทั้งหมดว่าเห็ดชนิดไหนกินได้ และกินไม่ได้ ทำให้ต้องมีการเตือนภัยกันอยู่เป็นประจำทุกปี เพื่อมิให้ชาวบ้านรับประทานเห็ดที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นวันนี้จึงขอแนะนำเบื้องต้นในเรื่องของการเก็บและรับประทานเห็ด โดยมีหลักและวิธีการเบื้องต้นดังนี้

1.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่มีอายุน้อยเกินไปจนแยกแยะชนิดไม่ได้

2.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่แก่จัดเกินไป ฝ่อ เน่ายุบ เสียรูป จนจำไม่ได้ว่าเป็นเห็ดชนิดใด

3.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่มีสีฉูดฉาด กลิ่นหอมฉุน

4.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่หมวกเห็ดมีเกล็ด ครีบดอกด้านล่างและสปอร์ที่ร่วงหล่นมีสีขาว มีวงแหวน มีปลอก ตีนตัน (ลำต้นที่โคนอวบแน่นแข็ง)

5.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่มีแมลงหรือหนอนเจาะ ถ้าไม่รู้จักก็ไม่ควรรับประทาน เพราะมีแมลงหรือสัตว์บางชนิดที่รับประทานเห็ดพิษได้

ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยให้นำไปปฏิบัติเบื้องต้นในการรับประทานเห็ด สำหรับวิธีตรวจสอบเห็ดพิษเบื้องต้น แม้จะยังไม่สามารถอาศัยเป็นตำราที่เชื่อเถือได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีวิธีในการตรวจสอบและอาจนำมาพิจารณาใช้ได้ในบางโอกาสดังต่อไปนี้

1.นำข้าวสารต้มกับเห็ด ถ้าไม่เป็นพิษข้าวสารจะสุก ถ้าเป็นพิษข้าวสารจะสุกๆ ดิบๆ

2.ใช้ช้อนเงินคนต้มเห็ด ถ้าช้อนเงินกลายเป็นสีดำจะเป็นเห็ดพิษ เพราะเห็ดบางชนิดจะปล่อยซัลไฟด์เมื่อถูกต้ม

3.ใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษเห็ดจะกลายเป็นสีดำ

4.ใช้หัวหอมต้มกับเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษ หัวหอมจะเป็นสีดำ

5.ใช้มือถูเห็ดจนเป็นรอยแผล ถ้าเป็นพิษรอยแผลนั้นจะเป็นสีดำ แต่สำหรับเห็ดแชมปิญอง (Champignon /Button mushroom) เป็นเห็ดที่รับประทานได้ แต่เมื่อเป็นแผลก็จะเป็นสีดำ และเห็ดพิษอิโนไซเบ ถ้าถูกจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงและน้ำตาล

6.ดอกเห็ดที่มีรอยแมลงและสัตว์กัดกิน เห็ดนั้นไม่เป็นพิษ แต่ก็ต้องระวัง!!!! เพราะว่ากระต่ายสามารถกินเห็ดพิษสกุลอะมานิต้า (Amanita) ได้ และหอยทากก็กินเห็ดพิษได้เช่นกัน

7.เห็ดที่เกิดผิดฤดูกาลมักจะเป็นเห็ดพิษ แต่ทุกวันนี้เกษตรกรสามารถที่จะเพาะเห็ดได้ทุกฤดูกาลตามฟาร์มต่างๆ

8.เห็ดพิษจะมีสีฉูดฉาด  ส่วนเห็ดที่รับประทานได้จะมีสีอ่อนๆ

ข้อสังเกต : วิธีตรวจสอบส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้กับเห็ดพิษสกุล อมานิตา (Amanita)ดังนั้นจึงไม่ควรกินเห็ดที่ไม่รู้จักเป็นอันขาดเพราะโอกาสในการทดลองอาจจะมีแค่ครั้งเดียว!!

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่21/7/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/226542

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ  ร้านเกษตรวิรุฬ