นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
03 สิงหาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7133)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18415 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   13921   บทความ  
การเกษตร (12519) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
สอนอาชีพ-มอบวุฒิปวช.เกษตรกร กรมตรวจบัญชีฯจับมืออาชีวะเปิดห้องเรียนถึงพื้นที่ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:45:53 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายประยวน พันธ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาและยกระดับสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร ให้มีความรู้ความสามารถเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงแผนการผลิตให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะเข้าไปทำงานร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 48 แห่งทั่วประเทศ โดยลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อเข้าไปสอนเกษตรกรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำความรู้ขั้นตอนกระบวนการผลิตทั้งระบบ โดยเฉพาะพืชเฉพาะทางซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสนใจในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะพืชพลังงาน อาทิ ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ส่วนพืชเศรษฐกิจ อาทิข้าว ทุเรียน ยางพาราฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรได้ยกระดับการศึกษา เนื่องจากหากเกษตรกรผ่านการประเมินตามหลักสูตรที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำหนด ก็จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

กรมตรวจบัญชี จะนำร่องเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดไว้เป็นพื้นฐานแล้ว ตามกลุ่มเป้าหมาย กว่า 10 แปลง โดยจะเน้นอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด และพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว ยางพารา ทุเรียน มังคุด เป็นต้น ปัจจุบันมีครูบัญชี กว่า 2 หมื่นรายที่สามารถทำงานได้จริง สามารถเป็นตัวแทนของกรมในการสอนให้เกษตรกรมีความรู้ด้านบัญชี อีกทั้งกรมพร้อมเปิดตัวโครงการดังกล่าว และพร้อมที่จะลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีต้นทุนอาชีพให้กับเกษตรกร เพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรมีความรู้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนายประยวน กล่าวสำหรับ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมความรู้ทางบัญชี ไปสู่สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ด้านการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ โดยมีครูบัญชีอาสาเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ ในการสอนเข้าไปสอนแนะนำและพัฒนาขีดความสามารถความรู้ด้านบัญชีให้รู้จักใช้ข้อมูลจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์วางแผนประกอบอาชีพ เพื่อให้รู้ถึงรายได้ รายจ่าย หมดหนี้สิน มีเงินออม ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.naewna.com/local/171830

 

 

 

 

รายงานพิเศษ : กระตุ้นคนไทยเดินตามในหลวง ใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่าดับวิกฤติภัยแล้ง (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:45:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

วิกฤตการณ์ภัยแล้งที่ดูหนักหน่วงสำหรับชาวไทยในปีนี้ใช่เพียงแต่ส่งกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกภาคเกษตรเท่านั้น ยังได้ส่งผลทบภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือนขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ทุกหย่อมหญ้าอีกด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินสถานการณ์และได้เตรียมแผนรับมือต่อภาวะวิกฤติดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ด้วยการจัดทำโครงการจัดกิจกรรมโครงการเทิดพระเกียรติ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดินของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Campaign ตลอดทั้งปี 2558) โดยครั้งแรกได้จัดงานขึ้น 30 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม 2557 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และถนนราชดำเนินนอก (แยกผ่านฟ้า - แยก จปร.)และจะมีขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2558 นี้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลือกที่จะนำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเผยแพร่เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนไทยได้ตระหนัก และรณรงค์การใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด /ทั้งจากภาคครัวเรือน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และบริการ

การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความหลายหลายตามสาขา อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย ด้วยผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเปียกสลับแห้ง Wet and dry  แสดงการใช้น้ำในกระบวนการผลิตปศุสัตว์ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ซึ่งการแสดงนิทรรศการแต่ละเรื่อง สื่อให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจต่างๆ ในด้านน้ำทรงตระหนักถึงความสำคัญของน้ำแต่ละหยดเพียงใดรวมทั้งนำองค์ความรู้ต่างๆนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเราเองในฐานะสมาชิกหนึ่งของสังคมตลอดจนปลูกฝังแนวคิดด้านการอนุรักษน้ำและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่าให้กับเยาวชนอันจะเป็นรากฐานการพัฒนาชาติในอนาคต

นายสมชายกล่าวด้วยว่า ภายใต้โครงการเทิดพระเกียรติใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จึงได้เน้นกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการและครัวเรือน  โดยภาคการเกษตร จะรณรงค์ให้เกษตรกรรู้จักการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และแหล่งน้ำ หรือแม้แต่ลด/เลิกการเพาะปลูกพืช/กิจกรรมการเกษตรบางชนิดที่ไม่คุ้มค่ากับคุณค่าของน้ำและการลงทุน การทำการเกษตรในลักษณะเอื้อต่อกันในระบบ ลดการใช้น้ำฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมในฟาร์ม โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆในการจัดการน้ำในระบบการผลิตให้เกษตรกรรายย่อย/กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เช่น การใช้น้ำในการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระบบหมุนเวียนน้ำ และบำบัดคุณภาพน้ำตามธรรมชาติโดยไม่มีการระบายน้ำที่ผ่านการเลี้ยง การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ใช้น้ำน้อย อาทิ การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงกบ การทำระบบ Zero Waste ในฟาร์มปศุสัตว์ การแปรรูปจากน้ำสาวไหม หรือการปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวโดยเฉพาะพื้นที่การปลูกข้าวในภาคกลาง

ส่วนภาคอุตสาหกรรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ก็จะเน้นรณรงค์การใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ การปรับระบบการใช้น้ำในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น ใช้น้ำเพื่อลดความร้อน/การชะล้าง มาสู่ระบบอื่นทดแทน และการปรับเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้มากขึ้น โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อลดอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด

 

ในขณะภาคบริการและครัวเรือน  จะเน้นส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคบริการที่มีการใช้น้ำเป็นปริมาณมากๆ เช่น โรงแรม สถานบันเทิง ร้านอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ ในเมืองใหญ่ และการสนับสนุนการใช้น้ำในครัวเรือนเท่าที่จำเป็นและประหยัดรวมทั้งการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกิจกรรมต่างๆ ของครัวเรือน เช่น การซักล้าง การรดน้ำต้นไม้ การล้างรถ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญต่อสถานการณ์ความเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำในปัจจุบันและรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและความยากลำบากในการได้มาของน้ำแต่ละหยด เพื่อให้เกิดการสร้างความร่วมมือของคนในชาติในการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นการปลูกฝังแนวคิดด้านการอนุรักษ์น้ำให้กับเยาวชน อันจะเป็นรากฐานการพัฒนาชาติ

อย่างยั่งยืนทั้งปัจจุบันและอนาคต

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.naewna.com/local/171827

 

 

 

เกษตรฯรณรงค์ซื้อผ้าไหมให้แม่ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:43:50 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นางวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ผ้าไหมไทยเป็นมรดกของชาติไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสวมใส่ สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น สามารถสวมใส่สบายได้ในชีวิตประจำวัน แต่หาก สวมใส่ออกงานที่ใช้การตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก็จะดูเรียบหรู และสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การซื้อผ้าไหมมาสวมใส่หรือมอบให้กับผู้ที่เคารพรักยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทยผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยให้มีรายได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และเป็นการแสดงออกถึงความรักและความระลึกถึงพระคุณของแม่ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ กรมหม่อนไหมจึงรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไป ซื้อผ้าไหมให้แม่เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้กับแม่ หรือผู้ที่เคารพรักตลอดเดือนสิงหาคมนี้

ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อผ้าไหม ได้ที่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนร้านจำหน่ายผ้าไหมทั่วประเทศ รวมทั้งงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 10 ประจำปี 2558 ในระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2558 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม 0-2558-7924-6 หรือที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ทั่วประเทศ

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.naewna.com/local/171824

 

 

หมดเขตผ่อนผันขึ้นทะเบียนเรือ ‘ประมง’ย้ำไม่มีสิทธิออกหาปลา (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:42:46 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ดร.จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการกระทำผิดการประมงผิดกฎหมาย ศปมผ.ได้สั่งการให้กรมประมง กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกหน่วยบริการเคลื่อนที่แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop Service ใน 22 จังหวัดชายทะเล เพื่อให้บริการกับผู้ประกอบการเรือประมง ได้มาลงทะเบียนเรือและทำการยื่นเอกสารรักษาสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ที่ได้วางไว้ โดยหมดเขตผ่อนผันไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าได้รับความร่วมมือและตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการ

ด้าน นาวาโทพิศาล หาญภักดี หัวหน้าศูนย์ควบคุมตรวจสอบเรือประมงเข้าออกท่าจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ออกหน่วยเคลื่อนที่ One Stop Service ในครั้งนี้ ก็เพื่อให้เจ้าของเรือออกมาแสดงตนและยื่นยันเอกสารว่าได้เป็นเจ้าของเรือ ซึ่งการแสดงตนในครั้งนี้เป็นการช่วยให้ภาครัฐทราบข้อมูลเรือ เพื่อนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการบริหารจัดการประมงทะเลได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการกำหนดแนวทางการเยียวยาช่วยเหลือ ถือเป็นการรักษาสิทธิ์ที่จะได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในครั้งต่อไป สำหรับชาวประมงที่ไม่ได้มาแสดงตนจะไม่ได้รับสิทธิ์และการช่วยเหลือเยียวยาใดๆ จากหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น

ทั้งนี้ครม.เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ได้พิจารณาในกรอบการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU โดยมอบหมายให้กรมประมง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการดำเนินมาตรการคุมเข้มทางกฎหมายสำหรับการทำประมงของเรือประเภทต่างๆ ได้แก่ 1.ทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ ใบอนุญาตทำการประมง (อาชญาบัตร) และสมุดบันทึกการทำประมง (Fishing Logbook) ไม่สามารถผ่อนผันได้ แต่ให้ ศปมผ. กรประมง และกรมเจ้าท่า ออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ร่วมกันรับจดทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรืออาชญาบัตร ที่เดียวเบ็ดเสร็จ

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.naewna.com/local/171823

 

 

เกษตรบูรณาการ : หมดเวลา ลองผิดลองถูก (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:41:47 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ระฆังช่วยจริงๆ กับปัญหาภัยแล้งที่ผ่านมาที่อยู่ๆ ฝนก็เริ่มตกมา ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญมาดีของทั้งท่าน ปลัดชวลิต ชูขจรที่ใช้ทั้งไสยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ที่จะทำให้ฝนตกมากขึ้นจากที่เกิดภาวะแล้งจัดในรอบหลายปีที่ผ่ามา หรือฟ้าดินจะให้โอกาสท่าน ปีติพงศ์ พึ่งบุญณ อยุธยาปลัดเก่าของกระทรวงเกษตรฯ อีกคน ที่ท่านนายรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชาเลือกมาด้วยตนเองให้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเพื่อสะสางและวางแนวทางแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

ต้องบอกว่า 9 เดือน ที่ผ่านมา แม้ว่ากระบี่มือหนึ่ง อย่างท่าน ปีติพงศ์ที่นายกคาดหวังจะให้เข้ามาแก้ปัญหาภาคการเกษตร ที่เน้นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องให้ได้ ถึงตอนนี้ท่าน ปีติพงศ์ถึงกับแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ และปรับทุกข์กับคนหลายคนว่าช่างไม่เหมือนสมัยที่เป็นปลัดฯ เมื่อ 10 ปีก่อนเอาเสียเลย และยังเลวร้ายหนักหน่วง ในเรื่องการบริหารจัดการ โดยเฉพาะ คนเพราะดูเหมือน 9 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่ามีการวางกรอบแนวทางการเดินหน้าพัฒนาของกระทรวงเกษตรฯชัดเจน ที่คิดเอาไว้ก่อนเข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ แต่ดูเหมือนวันนี้ การส่งต่อข้อมูลผ่านไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง มันช่างยากเย็นแสนเข็ญไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับโครงการเกษตรทั้งระบบ รวมไปถึงเกษตรแปลงใหญ่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาราคาสินค้า โดยเฉพาะยางพาราที่ยังไม่ชัดเจน ถึงตอนนี้ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ควรจะเป็นเอาเสียเลยจากที่ดูหากเปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์ดูเหมือนข้อมูลที่ท่านรัฐมนตรี กำลังจะถ่ายทอดและส่งผ่านไปยังผู้บริหารในกรมต่างๆ ดูเหมือนผู้บริหารเหมือนกับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ที่ไม่ยอมอ่านข้อมูลจาก ฮาร์ดดิสก์หรือตัวเก็บข้อมูลใหม่ๆที่ป้อนให้เอาเสียเลย จึงส่งผลให้หลายๆเรื่อง กระทรวงเสียโอกาสในการพัฒนาให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เพราะวันที่ท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์เข้ามานั่งท่านยืนยันชัดเจนว่า จะใช้เวลาเพียง 1 ปี และทำงานใหรวดเร็วที่สุด ให้สมดังที่ใครต่อใครหลายคนไว้วางใจ ให้เข้ามาทำงาน เช่นว่านี้ให้สำเร็จแต่กลับดูเหมือนว่างเปล่าไม่เข้าตากรรมการ

แม้ฝนจะตกเข้ามาช่วยให้วิกฤติการภัยแล้งดีขึ้นก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายถึงจะไม่แล้ง เพราะวันนี้แม้ฝนตกหนักน้ำท่วมในหลายพื้นที่ก็ตาม แต่น้ำที่ไหลเข้าเขื่อนวันนี้ ยังไม่ถึงเป้าหมายเอาเป็นว่าภาพรวม น้ำในเขื่อนถึงวันนี้ ยังเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาภัยแล้งในอนาคต เพราะนี่มันคือหน้าฝนแต่ถ้าแล้งจริงต้องเดือน กุมภาพันธ์ -เมษายน ปีหน้า ที่เป็นหน้าแล้งจริงๆ ที่น่าจะไม่มีฝนตกมาช่วย ซึ่งจากนี้ไป คงจะขึ้นอยู่กับสมองการวางแผนและบริหารจัดการจากฝีมือล้วนๆ ไม่ใช่ผุดไอเดียฉวยโอกาส เสนอสร้างเขื่อนขึ้นมาสวนกระแสอีก เพราะเขื่อนที่มีอยู่วันนี้ ยังไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนมาเติมให้เต็ม เพราะถึงตรงนี้ มีข้อมูลเห็นชัดเจนว่าหลายพื้นที่รอดปลอดภัยจากภัยแล้งเพราะมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ในชุมชนที่ไม่เคยอยู่ในเขตชลประทานเลย แม้แต่นิดเดียว

การก้าวเดินจากนี้ไป ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าหมดเวลา การเกรงอกเกรงใจใครบางคน และลองผิดลองถูกกับการเลือกคน มาทำงานเสียที เพราะที่ผ่านมาเห็นชัดเจน ทั้งเรื่องประมง และภัยแล้ง และอีกหลายๆ เรื่อง การเลือกคนผิดมันได้ไม่คุ้มเสีย จริงๆ ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายกันลงลึกก็น่าจะทราบว่า ใครดีไม่ดี และมีมะเร็งร้ายชิ้นไหนที่เกาะกินท่านรัฐมนตรีทำให้งานสะดุด เพราะอย่างน้อยก็น่าจะมี หมอบอกท่านบ้างแล้ว

ที่สำคัญสิ้น ตุลาคมปีนี้ เห็นมีการเกษียณกว่า 7 ตำแหน่ง ในส่วนข้าราชการ ระดับ 10 ระดับอธิบดี คงน่าจะถึงเวลาทบทวนว่าจะเลือกใครมาทำงานตามแนวคิดของรัฐมนตรีให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ให้ได้ตามเป้าหมาย เพราะการปลูกข้าวให้ได้ผลจากนี้ไป ต้องเลือกพันธุ์ข้าวให้ดี และท่านต้องลงมือเลือกเอง อย่าเลือกแกลบตามใครบางบางคนยัดให้ แล้วมาซ้ำใจทีหลังเหมือนที่ผ่านมา

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558 

http://www.naewna.com/local/171822

 

 

กลไกตลาดทางออกปาล์มน้ำมันไทย (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:40:13 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงพื้นที่และการให้ผลผลิตปาล์มของประเทศไทยขณะนี้ว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยตลอด โดยในปี 2558 มีพื้นที่ให้ผลผลิตปาล์มน้ำมัน 4,400,589 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่จำนวน 4,148,168 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 6.09 เช่นเดียวกับปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอด ในปี 2558 ผลผลิตมีจำนวน 12,205,776 ตัน ลดลงจากปี 2557 ที่จำนวน 12,503,447 ตัน หรือลดลง ร้อยละ 2.38 เนื่องจากอิทธิพลภัยแล้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2556/2557 และ 2558 เมื่อคำนวณอยู่ในรูปน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2558 ไทยจะมีน้ำมันปาล์มดิบออกสู่ตลาดประมาณ 2,074,982 ตัน อัตราน้ำมันร้อยละ 17 เมื่อบวกกับสต๊อกต้นปี 168,000 ตัน คาดว่าทั้งปีจะมีน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมด 2,242,982 ตัน ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในปี 2558 คาดว่ามีประมาณ 1,854,000 ตัน โดยแบ่งเป็นความต้องการใช้เพื่อการบริโภค-อุปโภค 929,000 ตัน เพื่อผลิตไบโอดีเซล 854,000 ตัน และเพื่อการส่งออก 71,000 ตัน หากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเช่นนี้ คาดปลายปี 2558 จะมีสต๊อกประมาณ 388,982 ตัน ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2534 ประเทศไทยสามารถผลิตปาล์มน้ำมันดิบได้มากกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศมาโดยตลอด ยกเว้นบางปีที่จะต้องมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย เพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวด และช่วงต้นปี 2558 รัฐบาลได้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มเข้ามาเพิ่มในสต๊อกอีก 50,000 ตัน ซึ่งแม้ว่าน้ำมันปาล์มจำนวนดังกล่าวได้นำไปผลิตและจำหน่ายเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวดเรียบร้อยแล้ว แต่ในภาพรวม ส่งผลทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบปลายปีมีปริมาณเพิ่มขึ้น สำหรับอนาคตน้ำมันปาล์มของไทย กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์ว่าต้นทุนการผลิตผลปาล์มสดจะอยู่ที่ 3.38 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยการให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรับซื้อผลผลิตปาล์มผลสด 4.20 บาทต่อกิโลกรัม และให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไบโอดีเซล และผู้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบทั่วไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 26.20 บาท อีกด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นการช่วยผู้บริโภคด้วย เพราะราคาน้ำมันปาล์มดิบดังกล่าวสามารถผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวด ได้ไม่เกินราคาควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ 42 บาท/ขวด/ลิตร ซึ่งดูจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลให้ราคาปาล์มในประเทศสูงกว่าราคาในตลาดโลก โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้นำตลาด และเมื่อพิจารณาราคาน้ำมันปาล์มดิบ พบว่า เดือนมิถุนายน 2558 ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยอยู่ที่ 27.43 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่มาเลเซียประเทศผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม อยู่ที่ 20.86 บาทต่อกิโลกรัม จะเห็นได้ว่าราคาของไทยสูงกว่าถึง 6.57 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลทำให้ในปีนี้ ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันส่งออกไปยังตลาดโลก ไม่สามารถส่งออกได้ รวมถึงมีผลทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศมีแนวโน้มลดลงด้วย เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบเริ่มหันไปนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปมาจากต่างประเทศทดแทน และมีภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเริ่มส่งสัญญาณที่จะย้ายฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงกว่าราคาในตลาดโลกค่อนข้างมาก ดังนั้นปาล์มน้ำมันไทยในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนคนที่เดินอยู่บนเส้นลวด หากทรงตัวไม่ดีพอ อาจร่วงหล่นลงมาได้ และเพื่อให้อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยตลอดจนเกษตรกร สามารถเดินต่อไปได้ การปล่อยให้กลไกราคาดำเนินไปตามธรรมชาติอาจเป็นทาง ออกที่ดีกว่า เมื่อถึงช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาย่อมถูกลงตามกลไกตลาด จนกระทั่งเมื่อผลผลิตเริ่มน้อยลง ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/338948

 

 

ข้าวโพดหวาน - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:39:13 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?ข้าวโพดหวานเป็นข้าวโพดที่ใช้ปลูกเพื่อรับประทานฝักสดโดยเฉพาะ เมล็ดมีลักษณะอ่อนใสและโปร่งแสง มีรสหวานอร่อย เนื่องจากมีน้ำตาลมาก เมื่อเมล็ดแก่จะเกิดการหดตัวและเหี่ยวย่น เมล็ดมีรสหวานมัน มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงปอดและหัวใจ ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร สำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร คนไทยเมื่อก่อนจะใช้เมล็ดข้าวโพดนำมาต้มใส่เกลือเล็กน้อยและไข่ขาว นำมารับประทานเป็นอาหารเสริม บางพื้นที่เอาเมล็ดมาบดแล้วนำไปพอกแผลเพื่อทำให้เยื่ออ่อนนุ่มไม่ให้เกิดการระคายเคือง.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/338949

 

 

กระท้อน - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:38:26 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?กระท้อนสามารถรับประทานเป็นทั้งผลไม้และอาหารคาวหวานได้หลากชนิด เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด ตำกระท้อน ส่วนอาหารหวานเช่น กระท้อนทรงเครื่องกระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง กระท้อนกวน กระท้อนแช่อิ่ม เยลลี่กระท้อน แยมกระท้อน น้ำกระท้อน ขณะเดียวกันก็มีผลในทางลบต่อร่างกายเช่นกันด้วย เป็นผลไม้ที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต ซึ่งหากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะเกิดอาการอักเสบตามอวัยวะที่สัมผัส เช่น ปากและกระเพาะอาหาร รวมไปถึงมีอาการแน่นหน้าอก ปวดท้อง อาเจียนอีกด้วย.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/338547

 

 

เติมเต็มแหล่งเหยี่ยวแดงอ่าวไทย ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ป่าชายเลน (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 03 ส.ค. 2558, 7:37:25 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?“แลปู ดูปลา ปลูกต้นกล้าป่าชายเลนเป็นกิจกรรมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดขึ้นเพื่อ เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ลุ่มน้ำเวฬุ บ้านท่าสอน อ.ขลุง จ.จันทบุรี เมื่อวันก่อน โดยมีประชาชน จิตอาสาจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ เดินทางเข้าร่วมกิจกรรม ด้วยการปลูกป่าชายเลนแหล่งอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำทางทะเลที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน และมีความหลากหลายทางชีวภาพ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลน ถิ่นอาศัยและหากินของเหยี่ยวแดง สัตว์ปีกดัชนีชี้วัดถึงความสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลน ด้วยนกเหยี่ยวแดงเป็นนกนักล่าขนาดกลาง ที่ปัจจุบันสามารถพบได้ในทวีปอินเดียเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจังหวัดจันทบุรี เท่านั้น ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ความยาวจากปลายปากจรดปลายหางประมาณ 51 ซม. ตัวผู้มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางประมาณ 48 ซม. รูปร่างล่ำสัน คอค่อนข้างสั้น ดวงตากลมโต จะงอยปากสีเทา ปากบนเป็นของุ้มแหลมคมสำหรับฉีกเหยื่อ ปลายหางค่อนข้างมน ขาสีเหลืองกรงเล็บเท้าแหลมคมแข็งแรงสำหรับการจับเหยื่อ ลักษณะเด่นของเหยี่ยวแดงคือลำตัวมีขนสีน้ำตาลแดง ตัดกับสีขนบริเวณหัว คอ และอกซึ่งเป็นสีขาวมีลายสีดำริ้วเล็กๆ แซมอยู่ทั่วไป เป็นนกประจำถิ่นซึ่งในอดีตสามารถพบได้ตั้งแต่ประเทศศรีลังกา อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยพบหากินอยู่ในบริเวณที่ราบทุ่งนา ริมแม่น้ำ ป่าโปร่ง ปากอ่าว ชายฝั่งทะเล เกาะเล็ก ๆ ส่วนใหญ่ชอบอยู่ใกล้หมู่บ้านติดแม่น้ำใหญ่ เช่นที่หมู่บ้านเลนตัก บริเวณปากน้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น ขณะล่าเหยื่อเหยี่ยวแดงจะบินวนบนท้องฟ้า แล้วทิ้งตัวลงมาใช้กรงเล็บจับเหยื่อขึ้นไปกินบนยอดไม้สูง อาหารได้แก่ กบ เขียด งู ปู สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก หรือลูกเป็ด ลูกไก่ รวมทั้งซากสัตว์ เหยี่ยวแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน โดยทำรังบนต้นไม้ใกล้แหล่งน้ำ วางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่นานประมาณ 30 วัน สถานภาพปัจจุบันของเหยี่ยวแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 การที่เหยี่ยวแดงมีปริมาณมาก ณ ปากน้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรี นั้น ย่อมที่จะแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ ยังมาซึ่งปริมาณสัตว์น้ำชายฝั่งโดยเฉพาะป่าชายเลนจำนวนมาก นกชนิดนี้จึงเข้ามาอยู่อาศัยหากิน และขยายพันธุ์ ที่สำคัญเมื่อมีการเพื่มพื้นที่ป่าชายเลนให้กับพื้นที่มากขึ้น ก็ย่อมที่จะเอื้อต่อการเจริญเติบโต และมีการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งการลงพื้นที่ปลูกป่าชายเลนของคณะครั้งนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของการช่วยเติมเต็มให้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติของป่าชายเลนแนวชายฝั่งของประเทศไทย.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 03 กรกฎาคม 2558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/338551

 

 

เกษตรกรจังหวัดน่านใช้ ‘บ่อจิ๋ว’ แก้ปัญหาภัยแล้ง (อ่าน 13 ครั้ง)
วันที่: 31 ก.ค. 2558, 7:44:51 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเป็นวงกว้าง ถึงแม้ช่วงนี้จะมีฝนตกมาบ้างแล้วแต่ปริมาณน้ำที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานต่างร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลเรื่องทรัพยากรดินทั่วประเทศ ได้ลงพื้นที่สำรวจดินทั่วประเทศและพบปัญหาของการทำการเกษตรหลายรูปแบบ ซึ่งในบางพื้นที่นั้นห่างไกลจากเขตชลประทาน หรือ แหล่งน้ำธรรมชาติ

ดร.อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด เข้ามาดูแลในส่วนของการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชุมชนซึ่งเป็นแผนงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้วางเป้าหมายการดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2527 โดยได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ 3 โครงการ คือ 1.โครงการแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ 2.โครงการแหล่งน้ำชุมชน

3.โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน

นายสมควร ณ ลำปาง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินน่าน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง สถานีพัฒนาที่ดินน่าน จึงได้นำแผนการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 โครงการของกรมฯ มาใช้ในการแก้ปัญหา เริ่มจากโครงการแรก คือ โครงการแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จะสนับสนุนให้กับทางชุมชน เช่น องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้ทำเรื่องส่งมาที่กรมฯหรือสถานีฯ โดยระบุว่าแหล่งน้ำในพื้นที่มีความตื้นเขิน มีวัชพืชขึ้น หรือ ต้องการให้ขุดขึ้นมาใหม่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมที่จะสนับสนุนในด้านกระบวนการในการส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจ ออกแบบ เพื่อที่จะบรรจุเข้าแผนในการก่อสร้างต่อไป ส่วนโครงการที่ 2โครงการแหล่งน้ำชุมชน จะมีการบริหารจัดการน้ำ โดยให้กลุ่มของเกษตรกรรวมกลุ่ม ซึ่งกรมฯ จะเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และจากนั้นก็จะมีการส่งน้ำด้วยระบบท่อ เข้าไปในพื้นที่ของเกษตรกรที่อยู่ในโครงการ โดยกลุ่มของผู้ใช้น้ำหรือกลุ่มเกษตรกรต้องมีการตกลงภายในเรื่องของการเก็บค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำอย่างไร เนื่องจากโครงการนี้จะต้องมีการสูบน้ำ ซึ่งจะต้องใช้พลังงานจากไฟฟ้า หรือ น้ำมัน และโครงการที่ 3.โครงการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดที่จะให้กรมพัฒนาที่ดิน สร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กให้กับพี่น้องเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน หรือที่มีชื่อเรียกว่า โครงการบ่อจิ๋วซึ่งมีขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร โดยตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2527 ได้ขุดบ่อไปแล้วประมาณ 50,000 บ่อ โดยในปี 2558 นี้จะมีโครงการขุดบ่อเพิ่มอีก 20,000 บ่อ

ปัจจุบันจังหวัดน่านมีบ่อจิ๋วที่ใช้งานไปแล้วกว่า 141 บ่อ ซึ่งพื้นที่กว่า 12% หรือ 8 แสนไร่ของจังหวัดน่าน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาซึ่งมีความชันสูง การเกษตรทั้งหมดในพื้นที่นี้อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูกเป็นหลัก ซึ่งปัญหาของดินส่วนใหญ่มักจะเป็นในเรื่องของการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ กรมพัฒนาที่ดินจึงเข้ามาปรับปรุงบำรุงดินพร้อมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูกพืชเป็นหลัก ด้วยโครงการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม  255 8  http://www.naewna.com/local/171448

 

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm