นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
31 ตุลาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6582)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16392 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   12344   บทความ  
การเกษตร (10939) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (982)
12345678910...>>
 
เร่งแก้หนี้เกษตรกร ‘กษ.-อัยการสูงสุด’ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (อ่าน 26 ครั้ง)
วันที่: 31 ต.ค. 2557, 6:38:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินโครงการความร่วมมือการช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินซึ่งทำให้เสียผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะที่ทำกิน ซึ่งจากข้อมูลที่เกษตรกรยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้มีจำนวน 501,880 ราย มูลหนี้ 79,420,010,086 บาท พบว่า เกษตรกรเป็นหนี้เร่งด่วนตั้งแต่หนี้ผิดนัดชำระ บังคับคดี ขายทอดตลาด และฟ้องล้มละลาย 177,753 ราย มูลหนี้ 44,211,090,679.88 บาท ปัจจุบันสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ชำระหนี้แทนเกษตรกรไปจำนวน 27,461 ราย มูลหนี้ 5,764,616,283.49 บาท เจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกซื้อทรัพย์ไว้ (NPA) จำนวน 472 ราย มูลหนี้รวม 265,151,086.10 บาท สามารถรักษาที่ดินทำกินไว้ให้เกษตรกรสมาชิก 130,561 ไร่ 30.1 ตารางวา

โดยโครงการร่วมมือดังกล่าว เป็นการช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่เกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ ทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย ตลอดจนการช่วยเหลือด้านคดี การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การบริหารจัดการหนี้และอรรถคดีต่างๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128517

 

 

เกษตรฯดันพรบ.ยางเข้าสนช. ย้ำเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาทั้งระบบ (อ่าน 22 ครั้ง)
วันที่: 31 ต.ค. 2557, 6:34:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมผลักดันร่างพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย เข้า สนช. สัปดาห์หน้า ระบุใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ

นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าหลังจากครม.ได้เห็นชอบมาตรการเฉพาะหน้าดึงราคายางพาราให้ปรับตัวสูงขึ้นนั้นมีทั้งสิ้น 3 มาตรการ โดยจะเริ่มรับซื้อยางช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นฤดูเปิดกรีดยางพอดี คือ
ให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ซื้อยางดิบจากเกษตรกร โดยใช้งบเดิมที่รัฐบาลก่อนหน้านี้อนุมัติไว้แล้ว จำนวน 20,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีมติปล่อยสินเชื่อวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3 วงเงิน 10,000 ล้านบาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำหรับให้สหกรณ์สวนยางรับซื้อยางจากเกษตรกรมาขายให้ อ.ส.ย. พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง ในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการน้ำยางข้น 10,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกร โดย ตั้งเป้าผลักดันราคายางพาราให้อยู่ในระดับ 60 บาทต่อกิโลกรัมภายใน 1-2 เดือน

นายอำนวย กล่าวอีกว่า ในสัปดาห์หน้า นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เตรียมผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ...ที่ตกค้างมาจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งขณะนี้กำลังจะนำร่าง พ.ร.บ.การยางเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้ง

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือ ทำให้การจัดการแก้ไขปัญหายางพาราในส่วนของการบริหารจัดการภาครัฐให้เป็น เอกภาพ จากเดิมมี 3 หน่วยงานในการแก้ปัญหา ได้แก่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ให้รวมเป็นหน่วยงานเดียวเฉพาะในการแก้ปัญหา ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้อุดช่องโหว่ของการทำงานที่ผ่านมา

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128516

เลาะรั้วเกษตร : งานมหกรรมโลกที่‘มิลาน’ (อ่าน 24 ครั้ง)
วันที่: 31 ต.ค. 2557, 6:33:10 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ได้เห็นสปอตโทรทัศน์ประชาสัมพันธ์ให้ไปชม อาคารแสดงนิทรรศการของประเทศไทย (จำลอง) ในงาน World Expo Milano 2015 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทางโทรทัศน์อยู่หลายครั้ง แต่จำไม่ได้ว่าให้ไปชมที่ไหนและเมื่อไร แต่สิ่งที่จำได้ คือ งาน World Expo Milano 2015 เป็นงานใหญ่อีกงาน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เริ่มขึ้นในยุครัฐมนตรีว่าการชื่อ ยุคล ลิ้มแหลมทอง

ขอเท้าความเล็กน้อย งาน World Expo 2015 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม–31 ตุลาคม 2558 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ระยะเวลานานถึง 6 เดือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ก็ประกาศเข้าร่วมงานนี้ด้วย โดยมอบหมายให้
กิจการร่วมค้าเวิร์คไรท์เป็นผู้ดำเนินงานในวงเงินกว่า 700 ล้านบาท

กิจการร่วมค้า เวิร์คไรท์ คือ บริษัท เวิร์ค พอยท์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ของเสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล เจ้าพ่อรายการโทรทัศน์และเจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง 1 เวิร์คพอยท์ ร่วมกับบริษัทไรท์แมน จำกัด ของ อุปถัมภ์ นิสิตสุขเจริญ ที่จัดมหกรรมพืชสวนโลก ราชพฤกษ์ 2554 ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

การร่วมจัดงานครั้งนี้ มีการจัดแถลงข่าวไปเมื่อ 30 เมษายน 2557 ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองที่ยึดพื้นที่สื่อไปเกือบหมด ข่าวนี้จึงถูกกลบด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงนั้น และไม่มีใครสนใจไยดีอีก แม้กระทั่ง คสช. มาจนถึง รัฐบาลชุด ประยุทธ์ 1

ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจร ก็อาจจะลืมไปแล้ว หรือแม้แต่สื่อเองก็อาจจะลืมไปแล้วเช่นกัน กระทั่งเห็นสปอตโฆษณาชิ้นนี้แหละ จึงนึกขึ้นมาได้

งาน “World Expo Milano 2015”นี้ มีแนวคิดการจัดงานว่า “Feeding the World, Energy for Life” แปลเป็นไทยว่า อาหารหล่อเลี้ยงโลก พลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตส่วนประเทศไทยเข้าไปร่วมจัดงานโดยนำเสนอแนวคิด “Nourishing and Delighting the World” แปลเป็นไทยว่า การเลี้ยงดูโลกอย่างยั่งยืนโดยเนื้อหาสาระของนิทรรศการจะแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณ ธัญญาหาร เป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก นอกจากนี้ยังนำเสนอเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางด้านการเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และ ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้เกษตรกรไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน

ยังไม่ได้ไปดูงานแสดง อาคารแสดงของประเทศไทยจำลองตามโฆษณาทางทีวี. แต่ทราบมาว่า อาคารแสดงของประเทศไทยออกแบบเป็นรูป งอบสัญลักษณ์ของชาวนา หรือการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้น งอบยังเป็นหมวกที่สวมใส่แล้วมีการระบายอากาศได้ดี เช่นเดียวกับอาคารที่สร้างขึ้นนี้ก็มีการหมุนเวียนของอากาศดีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีพญานาค เป็นองค์ประกอบ โดยพญานาค เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ซึ่งทำให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์

สัญลักษณ์ หรือ โลโก้ ของประเทศไทยในงานนี้ เป็นรูปงอบ ที่มีเส้นสานไขว้กันเป็นตารางไล่โทนสี ที่ผู้ออกแบบอธิบายว่า สีที่ให้นี้แบ่งออกเป็นเปอร์เซ็นต์ 30:30:30:10 เช่นเดียวกับหลักการใช้พื้นที่ของเกษตรทฤษฎีใหม่

ความอลังการของอาคารแสดงนิทรรศการของไทย จะมีมากน้อยเพียงไรไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะเชื่อว่า มืออาชีพอย่างเวิร์คพอยท์ คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง และคงไม่เอาชื่อเสียงที่สั่งสมมาไปทิ้งเสียกับงานนี้ ห่วงแต่เนื้อหาที่จะจัดแสดงว่าจะมีความถูกต้อง และ มีสาระมากพอที่จะแสดงให้ชาวโลกเห็นความสำคัญของประเทศไทย ในการเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลกได้หรือไม่ แสดงให้ชาวโลกประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้สมพระเกียรติ หรือไม่ และที่สำคัญคือ การร่วมงานครั้งนี้คุ้มกับ 700 ล้านบาท ที่ใช้ไปหรือไม่

แม้ว่า เผือกร้อนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถืออยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะ ยาง ข้าว หรือ ภัยแล้ง แต่ เรื่อง “World Expo Milano 2015” ก็ไม่ควรจะลืม หรือละเลย โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา คงต้องดูเอง เพราะนี่คือหน้าตาของประเทศไทยได้เห็นสปอตโทรทัศน์ประชาสัมพันธ์ให้ไปชม อาคารแสดงนิทรรศการของประเทศไทย (จำลอง) ในงาน World Expo Milano 2015 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทางโทรทัศน์อยู่หลายครั้ง แต่จำไม่ได้ว่าให้ไปชมที่ไหนและเมื่อไร แต่สิ่งที่จำได้ คือ งาน World Expo Milano 2015 เป็นงานใหญ่อีกงาน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เริ่มขึ้นในยุครัฐมนตรีว่าการชื่อ ยุคล ลิ้มแหลมทอง

ขอเท้าความเล็กน้อย งาน World Expo 2015 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม–31 ตุลาคม 2558 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ระยะเวลานานถึง 6 เดือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ก็ประกาศเข้าร่วมงานนี้ด้วย โดยมอบหมายให้
กิจการร่วมค้าเวิร์คไรท์เป็นผู้ดำเนินงานในวงเงินกว่า 700 ล้านบาท

กิจการร่วมค้า เวิร์คไรท์ คือ บริษัท เวิร์ค พอยท์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ของเสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล เจ้าพ่อรายการโทรทัศน์และเจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง 1 เวิร์คพอยท์ ร่วมกับบริษัทไรท์แมน จำกัด ของ อุปถัมภ์ นิสิตสุขเจริญ ที่จัดมหกรรมพืชสวนโลก ราชพฤกษ์ 2554 ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

การร่วมจัดงานครั้งนี้ มีการจัดแถลงข่าวไปเมื่อ 30 เมษายน 2557 ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองที่ยึดพื้นที่สื่อไปเกือบหมด ข่าวนี้จึงถูกกลบด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงนั้น และไม่มีใครสนใจไยดีอีก แม้กระทั่ง คสช. มาจนถึง รัฐบาลชุด ประยุทธ์ 1

ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจร ก็อาจจะลืมไปแล้ว หรือแม้แต่สื่อเองก็อาจจะลืมไปแล้วเช่นกัน กระทั่งเห็นสปอตโฆษณาชิ้นนี้แหละ จึงนึกขึ้นมาได้

งาน “World Expo Milano 2015”นี้ มีแนวคิดการจัดงานว่า “Feeding the World, Energy for Life” แปลเป็นไทยว่า อาหารหล่อเลี้ยงโลก พลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตส่วนประเทศไทยเข้าไปร่วมจัดงานโดยนำเสนอแนวคิด “Nourishing and Delighting the World” แปลเป็นไทยว่า การเลี้ยงดูโลกอย่างยั่งยืนโดยเนื้อหาสาระของนิทรรศการจะแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณ ธัญญาหาร เป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก นอกจากนี้ยังนำเสนอเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางด้านการเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และ ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้เกษตรกรไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน

ยังไม่ได้ไปดูงานแสดง อาคารแสดงของประเทศไทยจำลองตามโฆษณาทางทีวี. แต่ทราบมาว่า อาคารแสดงของประเทศไทยออกแบบเป็นรูป งอบสัญลักษณ์ของชาวนา หรือการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้น งอบยังเป็นหมวกที่สวมใส่แล้วมีการระบายอากาศได้ดี เช่นเดียวกับอาคารที่สร้างขึ้นนี้ก็มีการหมุนเวียนของอากาศดีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีพญานาค เป็นองค์ประกอบ โดยพญานาค เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ซึ่งทำให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์

สัญลักษณ์ หรือ โลโก้ ของประเทศไทยในงานนี้ เป็นรูปงอบ ที่มีเส้นสานไขว้กันเป็นตารางไล่โทนสี ที่ผู้ออกแบบอธิบายว่า สีที่ให้นี้แบ่งออกเป็นเปอร์เซ็นต์ 30:30:30:10 เช่นเดียวกับหลักการใช้พื้นที่ของเกษตรทฤษฎีใหม่

ความอลังการของอาคารแสดงนิทรรศการของไทย จะมีมากน้อยเพียงไรไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะเชื่อว่า มืออาชีพอย่างเวิร์คพอยท์ คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง และคงไม่เอาชื่อเสียงที่สั่งสมมาไปทิ้งเสียกับงานนี้ ห่วงแต่เนื้อหาที่จะจัดแสดงว่าจะมีความถูกต้อง และ มีสาระมากพอที่จะแสดงให้ชาวโลกเห็นความสำคัญของประเทศไทย ในการเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลกได้หรือไม่ แสดงให้ชาวโลกประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้สมพระเกียรติ หรือไม่ และที่สำคัญคือ การร่วมงานครั้งนี้คุ้มกับ 700 ล้านบาท ที่ใช้ไปหรือไม่

แม้ว่า เผือกร้อนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถืออยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะ ยาง ข้าว หรือ ภัยแล้ง แต่ เรื่อง “World Expo Milano 2015” ก็ไม่ควรจะลืม หรือละเลย โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา คงต้องดูเอง เพราะนี่คือหน้าตาของประเทศไทย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128512

รายงานพิเศษ : เดินหน้า4โครงการเพิ่มเติมช่วยเหลือยาง (อ่าน 23 ครั้ง)
วันที่: 31 ต.ค. 2557, 6:31:55 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เดินหน้า4โครงการเพิ่มเติมช่วยเหลือยาง

เน้นรักษาเสถียรภาพ-ชดเชย-สนับสนุนรายได้เกษตรกร

 

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูและเรื่องนี้โดยตรง จึงจำเป็นต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือเรื่องยางพารา เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา อีก 4 โครงการเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางในตลาดไม่ให้เกิดความผันผวนจนเกินไป เกื้อกูลให้สถาบันเกษตรกรมีตลาดสำหรับระบายยาง เกิดการหมุนเวียนการผลิตและการรับซื้อยางดิบจากเกษตรกรนำมาแปรรูป รวมทั้งชดเชยรายได้เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้แก่เกษตรกร และสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพเสริม เพื่อเสริมสภาพคล่อง ประกอบด้วย

1.โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) จะใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นรมควันอัดก้อน และยางแท่ง STR20 จากสถาบันเกษตรกร และตลาดกลางยางพารา ทั้งตลาดซื้อขายจริง และตลาดข้อตกลงส่งมอบจริง นำมาบริหารจัดการเป็นลักษณะสต๊อกหมุนเวียน เพื่อใช้เป็นมูลภัณฑ์กันชนสำหรับลดความผันของราคายางในตลาด โดยคณะกรรมการบริหารกิจการของ อ.ส.ย. แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ข้อปฏิบัติการซื้อขาย และการบริหารจัดการโครงการ โดยจะเข้ารับซื้อเมื่อราคายางในตลาดอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาที่กำหนด และเสนอขายตามความเห็นชอบของคณะทำงาน ระยะเวลาดำเนินการ 18 เดือน (พฤศจิกายน 2557 – เมษายน 2559) โดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถรักษาเสถียรภาพราคายางในตลาดไม่ให้เกิดความผันผวนมากจนเกินไป เกื้อกูลให้สถาบันเกษตรกรมีตลาดสำหรับระบายยาง เกิดการหมุนเวียนการผลิตและการรับซื้อยางดิบจากเกษตรกรนำมาแปรรูปต่อไป

2.โครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ใช้สินเชื่อจาก ธ.ก.ส. 8,200 ล้านบาท สำหรับจ่ายชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรซึ่งมีพื้นที่สวนยางเปิดกรีดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเอกสิทธิ์ รวมทั้งเอกสารสิทธิ 46 รายการตามหนังสือของกรมป่าไม้ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป้าหมาย 850,000 ครัวเรือน พื้นที่สวนยางเปิดกรีดที่อยู่ในข่ายจะได้รับความช่วยเหลือประมาณ 8.2 ล้านไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมโครงการ เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการระดับจังหวัด รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกร และคาดว่า ธ.ก.ส. จะสามารถเริ่มทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป

3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม โดยสนับสนุนสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. 10,000 ล้านบาท แก่เกษตรกรสวนยางรายย่อย เพื่อประกอบอาชีพเสริมด้านการเกษตร ครัวเรือนละไม่เกิน100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป้าหมาย 100,000 ครัวเรือน ระยะเวลาการชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี (ปี 2558-2562) หากเกษตรกรไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ ธ.ก.ส. ปรับเงื่อนไขการกู้เงินและการเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามข้อบังคับและวิธีปฏิบัติของธนาคาร

  

4.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนจากธ.ก.ส.แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น 10,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี โดยผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ สามารถยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อผ่าน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เบื้องต้นมีธนาคารพาณิชย์แจ้งความประสงค์ให้การสนับสนุนสินเชื่อ 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาติ โครงการนี้เป็นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางดิบโดยนำไปแปรรูปเป็นน้ำยางข้นสำหรับเก็บในสต๊อก หรือเพื่อการส่งออก เป็นการลดปริมาณยางในตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตยางออกสู่ตลาดจำนวนมากในเดือนพฤศจิกายน 2557– กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจะมีผลผลิตยางออกมามากถึงร้อยละ 37 ของปริมาณผลผลิตทั้งปี หรือประมาณ 1.5 ล้านตัน เมื่อลดปริมาณยางในตลาดลงจะส่งผลให้ราคายางในตลาดปรับตัวสูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีการอนุมัติโครงการตามแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ ตามมติ คสช. ประกอบด้วย มาตรการเร่งด่วน คือ การสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง 3 โครงการ คือ 1.โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง โดยสนับสนุนสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. แก่สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่ทำธุรกิจด้านยางพารา เพื่อรวบรวมหรือรับซื้อผลผลิตยางพาราจากเกษตรกร นำไปจำหน่ายหรือแปรรูปรอการจำหน่าย 10,000 ล้านบาท โดยสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ รับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่ กันยายน 2557 –ธันวาคม 2558

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา โดยสนับสนุนสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ให้แก่สถาบันเกษตรกร 245 แห่ง ขยายกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางเบื้องต้น โดยใช้ประโยชน์จากโรงงานที่จัดสร้างไว้แล้วหรือลงทุนสร้างโรงงานใหม่ 5,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน 3,500 ล้านบาท และสินเชื่อ
เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยางเข้าแปรรูป 1,500 ล้านบาท

3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนจากธนาคารออมสินแก่ผู้ประกอบการ แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ประเภทผลิตภัณฑ์ เช่น ยางล้อ ถุงมือยาง และ ยางยืด 15,000 ล้านบาท

โครงการด้านยางพาราทั้ง 7 โครงการ จะส่งผลดีต่อเกษตรกรทั้งในแง่การแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากสวนยางเพียงอย่างเดียว ลดความผันผวนของราคายางและพยุงราคายางให้สูงขึ้น ด้วยการลดปริมาณยางในตลาด เพิ่มการใช้ยางในประเทศเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจร เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128510

แพะดำวังคีรี เนื้อดี แข็งแรง ลูกดก (อ่าน 19 ครั้ง)
วันที่: 31 ต.ค. 2557, 6:26:31 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?แพะดำวังคีรี เนื้อดี แข็งแรง ลูกดก?

แพะดำวังคีรี เนื้อดี แข็งแรง ลูกดก ผู้บริโภคนิยม - เศรษฐกิจเกษตร

ที่งานปศุสัตว์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ได้ศึกษาวิจัย การเลี้ยงแพะพันธุ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ภาคใต้ และตรงตามความต้องการของตลาด ล่าสุดได้พันธุ์แพะพันธุ์ผสมที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงในพื้นที่ เป็นแพะดำ โดยให้ชื่อว่า แพะดำวังคีรี

ซึ่งเป็นผลผลิตจากแพะพระราชทานพันธุ์แบล็คเบงกอล กับแพะดำพันธุ์พื้นเมืองภาคใต้ โดยทำการคัดเลือกพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2543 หาพันธุ์แพะที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แบบฝน 8 แดด 4 คือใน 1 ปี จะมีฝนตกชุกและหนาแน่นเป็นเวลาถึง 8 เดือน ขณะที่หน้าร้อนเจอแสงแดดมีเพียง 4 เดือนเท่านั้น ส่วนฤดูหนาวไม่ต้องกล่าวถึง แทบไม่ได้สัมผัส และเป็นแพะที่ทนต่อสภาพอากาศแบบร้อนชื้น

และแพะสีดำจึงได้รับเลือกเป็นคู่ผสมในการพัฒนาพันธุ์ ด้วยเป็นแพะพื้นเมืองที่เลี้ยงง่ายทนทานกับสภาพพื้นที่ของภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง แถมให้ลูกดก เนื้อมีรสชาติอร่อยกว่าแพะทั่วไป เลี้ยงลูกเก่ง เพศผู้ที่มีสีดำสนิทเป็นที่นิยมนำมาบริโภคตามความเชื่อที่ว่าเป็นยาสมุนไพรที่ดีที่สุด เลี้ยงแพะดำเพื่อจำหน่ายจึงเป็นอาชีพที่ค่อนข้างสดใสในพื้นที่ภาคใต้ในขณะนี้

การเลี้ยงแพะดำวังคีรีที่เป็นพันธุ์ผสมที่ได้มาไม่ได้แตกต่างจากการเลี้ยงแพะทั่วไป สามารถปล่อยให้หากินตามธรรมชาติได้ ให้ยาถ่ายพยาธิ ทำวัคซีน ตามที่กำหนด ต้นทุนการเลี้ยงจึงน้อยกว่า โดยเฉพาะค่าอาหาร เพราะแพะหากินหญ้าตามธรรมชาติเก่ง ช่วงเย็นก่อนเข้าคอกให้อาหารเสริม ที่ผสมเองจากหญ้าหรือวัชพืชตามธรรมชาติในท้องถิ่น นำมาสับผสมด้วยรำละเอียด และกากน้ำตาล คลุกเคล้าให้เข้ากันให้แพะกิน

ในตลาดภาคใต้หลายแห่งนิยมหาซื้อแพะดำ ทั้งเพื่อนำไปเลี้ยงและชำแหละเนื้อเพื่อบริโภค โดยราคาลูกแพะดำที่อายุ 2 เดือนขายกันตัวละ 3,000 บาท ขึ้นไป ส่วนแพะเพศผู้ขุนที่มีชีวิตขายกันที่กิโลกรัมละ 300 บาท

สำหรับตลาดแพะเนื้อมีชีวิตในปัจจุบัน เกษตรกรจะขายให้เกษตรกรด้วยกันเพื่อไปขยายพันธุ์หรือขุนต่อร้อยละ 9 ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงร้อยละ 34 ขายให้พ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละร้อยละ 10 และขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่นที่รวบรวมแพะร้อยละ 47 จากนั้นพ่อค้าผู้รวบรวมก็จะขายแพะเนื้อมีชีวิตต่อให้กับผู้บริโภค เกษตรกร และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละต่อไป

โดยส่วนใหญ่เนื้อแพะชำแหละจะส่งให้กับร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรม ซึ่งส่วนเหลื่อมการตลาดแพะเนื้อมีชีวิตจนกระทั่งขายปลีกเป็นเนื้อแพะชำแหละนั้นจะเท่ากับ 106.32 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นต้นทุนการตลาด 89.51 บาทต่อกิโลกรัม และกำไรของพ่อค้าคนกลาง 16.81 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนที่เหลือเป็นของเกษตรกรผู้เลี้ยง.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/277576/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%

B8%B5+%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5+%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87+%E0%

B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%81

ข้าวยำ - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 25 ครั้ง)
วันที่: 31 ต.ค. 2557, 6:24:08 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?ข้าวยำ - เรื่องน่ารู้?

ข้าวยำเป็นอาหารที่มีรสชาติหลายรสได้แก่ รถมันของมะพร้าว รสเปรี้ยวจากมะม่วงดิบ และน้ำมะนาว รสเค็มหวานจากน้ำบูดู รสเผ็ดของพริกป่น เป็นอาหารที่บำรุงธาตุ ครบเครื่องเพื่อสุขภาพ ต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยเป็นอาหารที่มีเส้นใยจากผักหลายชนิด และจากข้าวกล้อง นับเป็นอาหารที่มีเส้นใยมากชนิดหนึ่งที่ให้คุณแก่ร่างกาย

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/277579/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B3+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89

 

ดึงอัยการไกล่เกลี่ยหนี้เกษตรกร เยียวยาสมาชิกกองทุนฟื้นฟู (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 30 ต.ค. 2557, 7:09:56 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ดึงอัยการไกล่เกลี่ยหนี้เกษตรกร

เยียวยาสมาชิกกองทุนฟื้นฟู - สกัดนายทุนเอาเปรียบ

 

นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลให้นโยบายในการแก้ไข เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายและอาจเป็นช่องว่าง ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้ และการเสียประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทำกิน จากข้อมูลที่เกษตรกรยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้มี จำนวน 501,880 ราย มูลหนี้ 79,420,010,086 บาท ได้ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนหนี้พบว่า เกษตรกรเป็นหนี้เร่งด่วนตั้งแต่หนี้ผิดนัดชำระ บังคับคดี ขายทอดตลาด รวมทั้งฟ้องล้มละลายถึง 177,753 ราย มูลหนี้ 44,211,090,679.88 บาท ปัจจุบันสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ชำระหนี้แทนเกษตรกรไปจำนวน 27,461 ราย มูลหนี้ 5,764,616,283.49 บาท ซึ่งยังมีจำนวนเกษตรกรอีกมากต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ปัญหาต่างๆ บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จึงร่วมกับสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฯ ทั้งในเรื่องของการให้ความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย ระเบียบและการดำเนินงานของกองทุนฯ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือในด้านคดี การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การบริหารจัดการหนี้สิน และอรรถคดีต่างๆ รวมถึงส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางด้านกฎหมายให้กับบุคลากรของกองทุนฟื้นฟูฯ อีกด้วย เพื่อจะสามารถลงไปปฏิบัติงานกับเกษตรกรสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่ทางสำนักอัยการสูงสุดโดย สคช. จะเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ แก่เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งในปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร เพราะส่วนใหญ่เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง จนกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้กลายเป็นปัญหาเกี่ยวกับหนี้สินและสูญเสียที่ดินทำกิน สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างมาก
โดยในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดมีภารกิจคือจัดพนักงานอัยการเพื่อให้ความ
ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย อาทิ การให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายการจัดทำสัญญาต่างๆ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวมทั้งการช่วยเหลืออรรถคดีต่างๆ แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของทางสำนักอัยการสูงสุดอัยการสูงสุดกล่าว

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128366

แนวโน้มราคาข้าวลดลงต่อเนื่อง (อ่าน 37 ครั้ง)
วันที่: 30 ต.ค. 2557, 7:08:27 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

แนวโน้มราคาข้าวลดลงต่อเนื่อง

สศก.แจงสาเหตุทั้งไทย-เวียดนามสต๊อกล้น

 

สศก.เผยสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสต๊อกของไทยและเวียดนามยังมีอยู่จำนวนมาก ขณะที่สินค้ากุ้งยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาโรค ตายด่วนอย่างต่อเนื่อง คาดการส่งออกลดเหลือ 2-2.2 แสนตัน

นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะทำงานพัฒนาสารสนเทศการเกษตรระดับประเทศ ได้ชี้แจงสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าการเกษตรที่สำคัญของไทย โดยราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาของพืชไร่ที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดฝักอ่อน มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าปริมาณความต้องการยังมีอยู่มาก เนื่องจากประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่มีข้าวที่อยู่ในสต๊อกจำนวนมาก ด้านสินค้าประมง ปัญหาโรคตายด่วน (EMS) ยังคงส่งผลกระทบต่อผลผลิตกุ้งของประเทศไทย โดยตัวเลขประมาณการปรับตัวลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5-3 แสนตัน เหลือเพียง 2-2.2 แสนตัน ซึ่งปัญหาดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯโดยกรมประมงได้จัดหาพ่อแม่พันธุ์กุ้งจำนวน 1,500 คู่ เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงในการเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะให้มีการปรับแก้กฎข้อบังคับในการนำเข้ากุ้งต้มจากประเทศบราซิลและอินโดนีเซียเพื่อช่วยการผลิตและแปรรูปเพื่อการส่งออกของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินค้าปศุสัตว์ คณะทำงานฯ จะได้หารือถึงการปรับโครงสร้างทางการผลิตของสินค้าโคนมเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันต่อไป

ทั้งนี้ คณะทำงานพัฒนาสารสนเทศการเกษตรระดับประเทศ จะมีการประชุมทุกไตรมาส เพื่อพิจารณาสรุปรายงานสถานการณ์สินค้าทางการเกษตรที่สำคัญรวม 20 สินค้า เพื่อนำเสนอผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสินค้าอย่างเป็นระยะต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128365

ปีติพงศ์ผุดไอเดีย ตลาดนัดเกษตรกร ตัดพ่อค้าคนกลาง (อ่าน 30 ครั้ง)
วันที่: 30 ต.ค. 2557, 7:07:09 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การพัฒนาภาคเกษตรเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ การเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าการเกษตรที่ปลอดภัย มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคโดยตรง และผ่านพ่อค้าคนกลางให้น้อยที่สุด ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีนโยบายให้ทุกจังหวัดมีตลาดนัดเกษตรกรโดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานราชการและภาคเอกชนในพื้นที่รวบรวมสินค้าโดดเด่นในพื้นที่มาจำหน่ายในพื้นที่เขตเมืองที่ประชาชนมีความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดพื้นที่นำร่องที่จะเปิดตัวตลาดนัดเกษตรกรในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกันในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก มุกดาหาร ตรัง ตาก และอุตรดิตถ์ ก่อนขยายผลไปสู่ระยะที่สองอีก 18 จังหวัดภายในเดือนพฤศจิกายน และจะดำเนินการจัดตั้งตลาดนัดเกษตรกรให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศภายในเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเปิดตลาดนัดเกษตรกรครบทุกจังหวัดแล้วกระทรวงเกษตรฯ จะมีการติดตามและประเมินผลโครงการทั้งในด้านสินค้าที่นำมาจำหน่าย จุดที่ตั้งตลาดนัด และวันเวลาที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตลาดนัดเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพและเป็นช่องทางการตลาดหนึ่งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128363

สกย.ขอนแก่นเปิดศูนย์เรียนรู้ ต่อยอดพัฒนาอัจฉริยภาพเยาวชน (อ่าน 24 ครั้ง)
วันที่: 30 ต.ค. 2557, 7:05:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สกย.ขอนแก่น เปิดศูนย์เรียนรู้ฯให้ครูและนักเรียนในพื้นที่เข้าศึกษาดูงานด้านการผลิตยางพารา หวังต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาอัจฉริยภาพด้านวิทย์-คณิต

นายโกศล บุญคง ผู้ช่วย ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จ.ขอนแก่น เปิดเผยภายหลังต้อนรับคณะครูและนักเรียน จากโครงการส่งเสริมและพัฒนาอัจฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ในการเดินทางมาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านการผลิตยางพารา ณ ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จ.ขอนแก่น ว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 จ.ขอนแก่น ได้นำคณะครูและนักเรียนจากโครงการส่งเสริมและพัฒนาอัจฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ที่มีความสนใจเดินทางมาพัฒนาความรู้ ผ่านการศึกษาดูงานในศูนย์เรียนรู้ยางพารา จ.ขอนแก่น ซึ่งศูนย์ถือว่ามีความพร้อมในการให้บริการความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติที่หลากหลาย เช่น การสาธิตวิธีการขยายพันธุ์ยาง สาธิตการกรีดยาง สาธิตการใช้น้ำยางข้นผสมสารเคมีทาถุงมือผ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้สามารถจับสิ่งของที่ร้อนและมีคมได้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาดูงานของคณะครูและนักเรียนในครั้งนี้

ศูนย์เรียนรู้ยางพารา จ.ขอนแก่น มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แก่เยาวชน ซึ่งจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ อาจเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนได้พัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านยางพาราที่มีคุณภาพของประเทศไทยได้ในอนาคตนายโกศล กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/128362

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm