นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
30 สิงหาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7190)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18610 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







หมวดหมู่:  ข่าวเกษตร   จำนวน:   14067   บทความ  
การเกษตร (12666) เทคโนโลยีการเกษตร (70)
การนำเข้า-ส่งออก (168) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (215)
ข่าวสารทั่วไป (983)
12345678910...>>
 
สหกรณ์เร่งช่วยสมาชิกอ่วมภัยแล้ง เข็น3มาตรการเยียวยา/แนะปรับโครงสร้างเพาะปลูก (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 8:09:40 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า พื้นที่สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง มีสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 700 ราย จากสมาชิก 3,800 ราย ซึ่งสหกรณ์ดอนเจดีย์ได้ให้ความช่วยเหลือสมาชิกเบื้องต้น เช่น การมอบสิ่งอุปโภค บริโภค และขยายเวลาการชำระหนี้ ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนเงิน 1,400,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวในรูปแบบการขายเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากปัจจุบันการทำการเกษตรในประเทศยังประสบปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว หรือเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวขายเมล็ดพันธุ์ โดยกระบวนนี้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมการข้าว อีกทั้งสมาชิกในพื้นที่ก็มีความรู้ความสามารถจึงมั่นใจว่า เมล็ดพันธุ์ที่ได้ออกมาจะมีคุณภาพและได้มาตรฐานการเพาะปลูก และนอกจากนี้สหกรณ์ในพื้นที่จะรับซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาที่สูงกว่าตลาด ในราคาเฉลี่ยประมาณตันละ 10,000 บาท โดยเงินจำนวน 1,400,000 บาท ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุน คือ เงินที่มาช่วยบริหารการจัดการของสหกรณ์ เนื่องจากการที่รับซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดอาจจะทำให้สหกรณ์มีปัญหาในระบบการบริหารจัดการ เบื้องต้นจะมีการรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 180 ตัน อัตรากิโลกรัมละ 1.80 บาท

นายโอภาส กล่าวเสริมว่า ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมายให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการแก้ปัญหาภัยแล้งทั้งหมด 3 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 ปรับลดดอกเบี้ยและขยายเวลาการชำระหนี้ให้กับสมาชิก แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ 1.ให้สหกรณ์ประสานงานกับสหกรณ์การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง ขยายเวลาการชำระหนี้ให้กับสมาชิก โดยในขณะนี้มีประมาณ 13,000 ราย ใน 38 สหกรณ์ 2.ลดดอกเบี้ยและลดค่าปรับให้กับสมาชิกที่ไม่สามารถส่งชำระหนี้ได้ ในอัตราการลดดอกเบี้ยตั้งแต่ 50 สตางค์ จนถึง 12 บาท และ 3.ให้สมาชิกสหกรณ์กู้เงินเพิ่ม โดยในขณะนี้มีสมาชิกที่ขอกู้เพิ่มประมาณ 160 ล้านบาท

มาตรการที่ 2 คือสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ที่มีอยู่ประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท ให้สหกรณ์การเกษตรกู้เพื่อนำไปดำเนินการลดดอกเบี้ย และมาตรการที่ 3 ให้กรมส่งเสริมการเกษตรไปประสานงานกับ ธ.ก.ส. โดยดำเนินการ 2 ส่วนคือ 1.การไปปรับเวลาการชำระหนี้ของสหกรณ์การเกษตรที่ไม่สามารถชำระหนี้ ธ.ก.ส.ได้ เนื่องจากสมาชิกของสหกรณ์ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยยืดเวลาการชำระหนี้ออกไป 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน ตามนโยบายและแต่ละสหกรณ์แต่ละจังหวัด / 2. กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานงานกับ ธ.ก.ส.ในการเปิดเงินกู้ 10,000 ล้านบาท เพื่อให้กับสหกรณ์การเกษตรที่ประสบภัย ประมาณ 2,300 แห่ง กู้เงินไปให้กับสมาชิกกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.75 สตางค์ ซึ่งดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นมาขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประสานงานไปยังนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดในการให้ความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรในการปรับโครงสร้างการผลิต หรือ ปรับเปลี่ยนทัศนคติการปลูกข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่ อีกทั้งยังช่วยในการลดต้นทุนการผลิต และหากสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ใดที่ประสบปัญหาเรื่องภัยแล้ง สามารถเดินทางไปที่สำนักงานสหกรณ์ที่สังกัดอยู่และแจ้งความจำนง หรือ แจ้งความเสียหายซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งแตกต่างกัน

 

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.naewna.com/local/176052

 

 

 

เดินหน้าลดปัญหาหนี้เกษตรกร l เกษตรฯลุยจำหน่ายเหลือศูนย์1.2หมื่นล้าน (อ่าน 14 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 8:08:30 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะการปลดเปลื้องหนี้สินของเกษตรกร เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรนั้น กระทรวงเกษตรฯ มีแผนดำเนินการในปีงบประมาณ 2558 เรื่องการเสนอจำหน่ายหนี้ศูนย์ที่มีอยู่ 12,000 ล้านบาทโดยจะจำหน่ายหนี้ศูนย์คิดเป็นมูลค่า 4,500 กว่าล้าน ของเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรประมาณ 26,000 ราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีคณะกรรมการทำงานดำเนินงานเป็นชุดของคณะทำงานหรือคณะกรรมการบริหารกองทุน 13 กองทุน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีการเสนอจำหน่ายหนี้ศูนย์ของบางกองทุนไปแล้ว ทั้งนี้ คาดว่าจะต้องดำเนินการจำหน่ายหนี้ศูนย์ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสของปีงบประมาณ 2559 จึงจะสามารถดำเนินการจำหน่ายหนี้ศูนย์ได้ครบทั้ง 13 กองทุน

ส่วนประเด็นที่ 2 การบริหารงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2558 มีตัวชี้วัดเรื่องรายได้ของครัวเรือนเกษตรกร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินการลักษณะการรวมที่กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 148,000 บาท/ครัวเรือน โดยผลการจัดทำการประเมินข้อมูลเบื้องต้นของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรกรในสองครั้งที่ผ่านมา ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม เบื้องต้นพบว่าเกษตรกรมีรายได้อยู่ที่ 152,000 บาท/ครัวเรือน แสดงว่าเงินงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ ที่ลงไปถึงเกษตรกรส่งผลในเชิงบวกทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 4,000 บาท/ครัวเรือน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ถึง 2.7% ทั้งนี้ สศก.จะประเมินข้อมูลในเดือนสิงหาคม-กันยายนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณอีกครั้งหนึ่งด้วยนางสาวจริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการดำเนินงานโดยเฉพาะการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ที่กระทรวงเกษตรฯ สามารถเบิกจ่ายได้สูงสุดในรอบ 5 ปี (2553-2557) สามารถกระจายเม็ดเงินลงไปสู่ภาคเกษตรและเกษตรกร ส่งผลกระทบในทางบวกต่อรายได้ครัวเรือนเกษตรกร ซึ่งถ้าเป็นไปตามผลการประเมินที่ว่าเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4,000 บาท ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่จำหน่ายหนี้ศูนย์ด้วยแล้วก็จะทำให้ภาวะหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรลดน้อยลงเนื่องจากมีตัวเงินที่เป็นรายได้เพิ่มขึ้น

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558

http://www.naewna.com/local/176051

ไทยโชว์ศักยภาพเกษตร ระดมนวัตกรรมจัดงาน‘SIMA ASEAN Thailand 2015’ (อ่าน 17 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 8:06:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวการจัดงาน “SIMA ASEAN Thailand 2015ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน “SIMA ASEAN Thailand 2015ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน 2558 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตร ที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรไทย มีการประชุมสัมมนาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเกษตรกร รวมทั้งการสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน มุ่งหวังในการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตรไทย ให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิต และการจัดการสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน เพิ่มคุณภาพผลผลิตให้ไปสู่ระดับสากล

นายสุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด 5 หน่วยงาน เข้าร่วมแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรภายในงาน อาทิ กรมการข้าวได้นำพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 7 พันธุ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นพันธุ์ข้าวที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ คือ เกษตรกร ผู้บริโภค รวมทั้งผู้ประกอบการแปรรูปข้าว กรมปศุสัตว์ นำผลการศึกษาวิจัยการทำเนยแข็งเฟต้า ที่ผลิตจากน้ำนมโคและน้ำนมกระบือมาจัดแสดง เพื่อส่งเสริมการแปรรูปให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากน้ำนมกระบือ และน้ำนมโค ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ยืดอายุการเก็บรักษา และสร้างรายได้ให้เกษตรกร กรมประมง นำพันธุ์ปลาที่มีการวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ให้มีมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ 5 ชนิดมาจัดแสดง กรมหม่อนไหม นำนวัตกรรมการลงทะเบียนเกษตรกรด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครื่องสาวไหมขนาดเล็กพร้อมกับตู้อบรังไหมขนาดเล็กเพื่อเกษตรกรรายย่อย มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ และกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนทางการเกษตรที่สำคัญทั้งนี้นวัตกรรมและผลงานวิจัยทั้งหมดนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนาต่อยอด เพื่อนำเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการสร้างความร่วมมือให้เกิดความเข้มแข็งของภาคเกษตรของประเทศไทยอีกด้วย

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.naewna.com/local/176050

 

 

 

เผาทิ้งงาช้างของกลาง2ตัน สกัดถูกลักลอบเข้าตลาดมืด (อ่าน 13 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 8:05:10 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดพิธีบดทำลายงาช้างของกลางที่คดีสิ้นสุดและตกเป็นของแผ่นดิน น้ำหนัก 2,155.17 กิโลกรัม ที่เป็นของกลางจาก กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมศุลกากร นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทยที่รัฐบาลแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นในการรักษาชีวิตช้าง สัตว์สัญลักษณ์ของประเทศที่ถูกฆ่าเพื่อเอางาในแอฟริกากว่าปีละ 30,000 ตัวและถูกลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา

โดย นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 เห็นชอบแนวทางการจัดการงาช้างของกลาง ซึ่งเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติภายใต้อนุสัญญา CITES ซึ่งอนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม และส่วนที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้เพื่อการศึกษาฯ ให้นำไปทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้ของผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ตลาดได้อีก หรือเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัยเท่านั้น และจะไม่อนุญาตให้ประเทศภาคีอนุสัญญาค้าหรือขายงาช้างของกลาง เนื่องจากเป็นของที่ผิดกฎหมาย

สำหรับกระบวนการในการทำลายงาช้างของกลางน้ำหนัก 2,155.17 กิโลกรัมนั้น จะนำไปทำลายโดยวิธีบดด้วยเครื่องบดหิน ณ กรมอุทยานฯ จากนั้นนำงาช้างที่ถูกบดทำลายเคลื่อนย้ายด้วยรถยนต์ที่มีระบบติดตามความปลอดภัยด้วยระบบ GPS จากกรมอุทยานฯ ไป ณ บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเผาทำลาย

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.naewna.com/local/176049

 

 

แจงสี่เบี้ย : กรมหมอดินกับงานด้านบริการ (4) (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 8:04:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

งานบริการด้านแผนที่

1. การให้บริการตรวจสอบแนวเขตป่าไม้ถาวร กรมพัฒนาทีดินได้ให้บริการตรวจสอบแนวเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี (เฉพาะราย) แก่ราษฎรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประกอบเอกสารสิทธิ หรือเพื่อใช้ในการวางแผน และอื่นๆ ตามที่ร้องขอ พร้อมกันนั้นได้พัฒนาข้อมูลและแผนที่ป่าไม้ถาวร ตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอันได้แก่ การจัดทำแผนป่าไม้ถาวรแผนที่ภาพถ่ายออร์โธสีมาตราส่วน 1 :4,000 ซึ่งดำเนินการแล้ว 18 จังหวัด (ทั่วประเทศจำนวน 68 จังหวัด), การจัดทำข้อมูลและแผนที่ในระบบภูมิสารสนเทศและนำเข้าในระบบอินเตอร์เนต เพื่อให้บุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบแนวเขตป่าไม้ถาวร ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วโดยผ่านระบบอินเตอร์เนตที่เว็บไซต์ http:/osm.ldd.go.th/wed_forest/index.html ซึ่งสามารถดำเนินการได้แล้วจำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา นครนายก สระบุรี ฉะเชิงเทรา หนองคาย และบึงกาฬ และในอนาคตคาดว่าจะสามารถดำเนินงานให้ได้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป

2. ระบบนำเสนอแผนที่ชุดดิน (Soil Series) มาตรส่วน 1:25,000 http://eis.ldd.go.th) เป็นระบบนำเสนอข้อมูลชุดดินและกลุ่มชุดดินในประเทศไทย โดยแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มชุดดินขนาดพื้นที่คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของแต่ละชุดดิน ปัญหาของดิน ความเหมาะสมของดินในการปลูกพืชแต่ละชนิดในพื้นที่ รวมถึงแนวทางการจัดการดิน สามารถค้นหาจุดเก็บตัวอย่างตามพื้นที่ที่ต้องการ สามารถจัดทำแผนที่ดินและแผนที่ความเหมาะสมในการเพาะปลูกได้ และสามารถจัดทำรายงานการจัดการดิน ค่าสมบัติทางเคมีของดิน สรุปขนาดพื้นที่ข้อมูลดินแยกตามการใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ที่ต้องการได้มีฟังก์ชั่นที่ให้บริการสำหรับประชาชน/ผู้สนใจค้นหา 9 ฟังก์ชั่น คือ สอบถามข้อมูลดินค้นหาตำแหน่ง (Locator Tools)ค้นหาจุดเก็บ

ตัวอย่างดินแผนที่ระดับตำบล แผนที่ความเหมาะสมในการเพาะปลูก รายงานการจัดการดิน รายงานค่าสมบัติทางเคมีของดิน รายงานสรุปขนาดพื้นที่แยกตามการใช้ประโยชน์และข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรดินตัวอย่าง ฟังก์ชั่นรายงานแผนที่ชุดดิน มีขั้นตอน ดังนี้ 1. คลิกเลือก ฟังก์ชั่นจากนั้นคลิกเลือก แผนที่ดิน ระดับตำบลระบบแสดงหน้าต่างรายงานแผนที่ชุดดิน จากนั้นกดปุ่มตกลง2. แสดงผลลัพธ์การค้นหา พร้อมกับขยายภาพแผนที่ไปยังขอบเขตตามเงื่อนไขที่ระบุ 3. คลิกที่แถวข้อมูลระบบจะขยายภาพแผนที่ไปยังตำแหน่งข้อมูลที่เลือก

ตัวอย่าง ฟังก์ชั่นแผนที่ความเหมาะสมในการเพาะปลูก มีขั้นตอน ดังนี้ 1. คลิกเลือกฟังก์ชั่นจากนั้นคลิกเลือก แผนที่ความเหมาะสมในการเพาะปลูกจากนั้นระบุเงื่อนไขการค้นหา จากนั้นกดปุ่ม ตกลง2. ระบบแสดงการจำแนกสีบนภาพแผนที่ตามเงื่อนไขและระดับขอบเขตที่กำหนดพร้อมกับแสดงคำอธิบายของสัญลักษณ์สี

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.naewna.com/local/176048

 

เลาะรั้วเกษตร : ดาบแรก รมว.คนใหม่ (อ่าน 13 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 8:03:15 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สุดท้าย ก็...ก็...เป็นไปตามคาดหมาย หลังจากที่มีข่าวมาหลายสัปดาห์ติดต่อกันของข่าวการปรับครม.  ประยุทธ์3” ที่คนในรัฐบาลออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง สุดท้าย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เลือกปรับ ครม. เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปและก็เป็นไปตามคาดคนที่มานั่งตำแหน่ง รมว. เกษตรฯคนใหม่ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะที่เคยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านนายกรัฐมนตรี ขณะที่มีการปฏิวัติ เมื่อปี 2557

โดยระหว่างนั้น พลเอกฉัตรชัยถือเป็นบุคคลสำคัญนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ส่งเข้ามาดูแลงานกระทรวงเกษตรฯโดยตรง และดูเหมือน พลเอกฉัตรชัยว่าจะเข้าใจงานด้านกระทรวงเกษตรฯ เป็นอย่างดี จนมีการประเมินว่า พลเอกฉัตรชัย น่าจะเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯมาตั้งแต่ต้นใน ครม. ประยุทธ์1” แต่สุดท้าย นายกรัฐมนตรีก็เลือกให้ไปนั่งในตำแหน่ง รมว. พาณิชย์  โดยเลือกที่จะเชิญ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยาอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ มาสางปัญหาบ้านเก่า แต่สุดท้ายก็สางปัญหาไม่ได้จากปัญหารุมเร้าที่ เลือกทีมงาน ลูกน้องเก่า ที่คนกระทรวงเกษตรฯเขาไม่เอา เนื่องจากระอาในพฤติกรรมหลายประการ จนเกิดการต่อต้าน ลึกๆ ทำให้งานนโยบาย โดยรวม ไม่คืบหน้าตามที่ควรจะเป็น

การมานั่งในตำแหน่ง รมว. เกษตรฯ ของพลเอกฉัตรชัยครั้งนี้ ได้ถือเอาฤกษ์07.00 น. วันพุธที่ 26 สิงหาคม 2558เข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในกระทรวงเกษตรฯ และก่อนที่จะมาทำงานวันแรกทีมงานรัฐมนตรีได้พาซินแสมาวางฮวงจุ้ย  ดูทิศดูทางห้องทำงานอย่างละเอียด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2558ที่ผ่านมา เพื่อปรับทิศเปลี่ยนทางห้องทำงานให้เข้ากับท่านรมว. เกษตรฯ  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐมนตรีคนไหนที่เข้ามาก็มีซินแสมาดูฮวงจุ้ยห้องทำงานทุกครั้งแต่เรื่องที่แปลก คือ ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาทำงานเพียง 1 วัน ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯเมื่อวันจันทร์ที่ 24  สิงหาคม 2558 ของรัฐบาลประยุทธ์ 3และวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2558 ที่มีการประชุมครั้งแรก ของประชุม ครม. ที่ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯคนใหม่ ฉัตรชัยสาริกัลยะยังไม่เดินทางเข้ามาเหยียบย่างเข้ากระทรวงเกษตรฯ และยังไม่ได้มีการมอบนโยบายใดๆให้กับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ แต่เลือกที่จะทำงานชิ้นแรก ด้วยการปลดปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจรออกจากตำแหน่งกลางอากาศไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี ระหว่างที่ท่านปลัด ชวลิตเดินทางไปราชการ ที่มิราเคิล ประเทศอิตาลี ซึ่งจะเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในเช้าวันที่ 26 สิงหาคมที่ท่านรัฐมนตรีจะเหยียบเข้ามาทำงานในกระทรวงเกษตรฯ วันแรก และเป็นวันที่ รัฐมนตรี มอบนโยบายกับข้าราชการให้กับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ

แม้ว่าการปลดปลัดฯเกษตรฯในครั้งนี้ท่านปลัด ชวลิตจะออกมาบอกด้วยตนเองว่า เป็นการปลดตามวาระไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และไม่เกี่ยวกับเรื่องที่โยงใยกับการทุจริต เรื่องลำไยมาตั้งแต่ปี 2547 สมัยที่ท่านเป็นผอ. กองนโยบายและแผน ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดสเปก ที่เคยถูกสอบว่ามีเอี่ยว เรื่องลำไยด้วย ซึ่งที่ผ่านมา อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว และอยู่ระหว่าง ที่ อัยการตั้งคณะกรรมการร่วมกับ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ ซึ่งจะเดินหน้าต่ออย่างไร คงต้องว่ากันอีกที ของป.ป.ช.แต่อย่างไรการปลดปลัดกระทรวงเกษตรฯก่อน  รมว.เกษตรฯ เข้ามาทำงานเพียง 1 วันครั้งนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่แปลก และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ตั้งกระทรวงเกษตรฯมา

หรือนี่เป็นดาบแรกที่ท่าน รมว. เกษตรฯ คนใหม่ ลองสับคนกระทรวงเกษตรฯเพื่อ เขียนเสือให้วัวกลัวเพราะว่ากันว่าคนกระทรวงนี้ ข้าราชการที่กำลังจะที่ขึ้นมานั่งในที่สูงส่วนใหญ่แล้วก้มแทบไม่ได้ เพราะเขี้ยวลากดินกันทั้งนั้น และที่สำคัญขณะนี้มีตำแหน่งข้าราชการ ระดับ 10 กำลังจะเกษียณอายุราชการ กว่า 7 ตำแหน่ง และมีแนวโน้มอาจโดนปรับอีกหลายกรม ที่ทำงานไม่เข้าตา จากนี้ไป ต้องบอกว่า ระวังงานเข้าเพราะดาบแรก ยังเลือกที่จะฟันหัวก่อนระวังหางคงหนีไม่พ้นโดนฟันหากยังกระดิกทำงานแบบเก่าๆ

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.naewna.com/local/176046

 

แม่แบบปรับปรุงดินเปรี้ยว ด้วยทฤษฎีแกล้งดิน (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 7:57:08 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมานายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วย นายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการ กปร. นายจรูญ อิ่มเอิบสิน ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง นางเปรมพิมล พิมพ์พันธุ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องร่วมเดินทางลงพื้นที่ จังหวัดนครศรี ธรรมราช ชมกิจกรรมการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ และชมผลแห่งความสำเร็จของราษฎรจากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรี ธรรมราช โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมังอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นจากพระมหา กรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร เนื่องจากสภาพพื้นที่บ้านเนินธัมมัง ประสบปัญหาน้ำเค็มเข้าพื้นที่ ขาดแคลนน้ำจืด พื้นที่การเกษตรดินเป็นดินกรด เมื่อถึงช่วงหน้าฝนจะเกิดน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน หน้าแล้งพื้นที่ยังชื้นแฉะทำให้ไม่สามารถใช้ที่ดินประกอบอาชีพการเกษตรได้ จึงทำให้ราษฎรต้องปล่อยที่ดินทิ้งร้าง การน้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2536 โดยดำเนินการก่อสร้างระบบแยกน้ำสามรสออกจากกัน ด้วยการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำเปรี้ยวจากพรุที่ทำให้ดินในพื้นที่เพาะปลูกเป็นกรด อันเป็นผลมาจากน้ำเค็มบุกรุก และจัดทำระบบน้ำจืดเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเพาะปลูกและอุปโภคบริโภคของราษฎร หลังจากการดำเนินการด้านแหล่งน้ำแล้วเสร็จ ในพื้นที่ยังประสบปัญหาในการเพาะปลูก คือ สภาพดินที่เป็นดินกรด ประกอบกับถูกทิ้งร้างมานาน ทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ จึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือ โดยการปรับปรุงดิน แก้ปัญหาดินเปรี้ยวโดยการน้อมนำทฤษฎีแกล้งดินตามพระราชดำริมาปฏิบัติ เพื่อให้ดินและน้ำมีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกข้าว และจัดทำกระบวนการผลิตข้าวแบบครบวงจรขึ้น จากการดำเนินการอย่างบูรณาการของทุกหน่วยงานทำให้ราษฎรสามารถเพาะปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำข้าวเปลือกมารวบรวมเก็บไว้ที่ธนาคารข้าว ขณะเดียวกันก็ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการบริหารจัดการข้าวอย่างครบวงจร ด้วยการจัดทำโครงการโรงสีข้าวชุมชนขึ้นเพื่อสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร สำหรับการบริโภคในชุมชน นอกจากนี้ได้มีการรื้อฟื้นวิถีการทำนาตามภูมิปัญญาในอดีต เพื่อการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นสืบไปด้วย เช่น การทำบุญสู่ขวัญข้าว การทำบุญข้าวใหม่ พร้อมส่งเสริมเยาวชนให้เรียนรู้การทำนา ควบคู่กับการจัดทำธนาคารเมล็ดพันธุ์ครัวเรือนเพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมข้าวและวัฒนธรรมข้าวพื้นบ้านไว้ไม่ให้สูญหายไปจากชุมชน มีการจัดทำโครง การแปลงต้นแบบเกษตรนาข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ดินพรุตามวิถีพอเพียง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของอนุชนรุ่นหลังอีกด้วย ในโอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้มอบพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี พันธุ์ปทุมธานี 1 และข้าวพันธุ์ กข 55 ให้กับตัวแทนเกษตรกร เพื่อนำไปมอบให้กับเพื่อนเกษตรกรใช้เป็นพันธ์ุข้าวเพื่อการเพาะปลูกต่อไป.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/344360

 

 

 

เตยหอม - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 15 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 7:56:09 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เตยหอมเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็กใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ มีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย เป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ในข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด ในทางสมุนไพรไทยมีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วยดับกระหายคลายร้อน ช่วยชูกำลัง แก้อาการอ่อนเพลียของร่างกาย ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความดันโลหิต.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/344361

 

 

 

หนุนใช้‘Water Footprint’ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 28 ส.ค. 2558, 7:54:51 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. มีนโยบายที่จะนำเสนอให้ทุกภาคส่วนเห็นว่าต่อจากนี้การใช้น้ำต้องเป็นไปอย่างประหยัด ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่ออนุรักษ์น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับคนรุ่นหลังได้มีน้ำใช้ โดยเฉพาะต้องมีการนำกระบวนการเรื่อง “Water Footprint” มาเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เป็นตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนกระทั่งสินค้าถูกแปรรูปไปถึงมือผู้บริโภคว่าแต่ละสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีการใช้น้ำตลอดกระบวน การผลิตปริมาณมากน้อยเพียงใด ซึ่งสินค้าที่มี Water Footprint น้อยย่อมได้รับความสนใจมากกว่าสินค้าที่มี Water Footprint มากเพราะมีการใช้น้ำ และทำให้น้ำสกปรกน้อยกว่า โดย Water Footprint แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำสีเขียว เป็นปริมาณน้ำที่อยู่ในรูปของความชื้นในดิน เนื่องจากน้ำฝนที่ถูกใช้ไปในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตพืชผลทางการเกษตร การทำไม้ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ น้ำสีน้ำเงิน เป็นปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินที่ถูกใช้ไปในกระบวนการผลิต เช่น น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ และน้ำในอ่างเก็บกักน้ำต่าง ๆ รวมทั้งน้ำบาดาล เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม น้ำสีเทา เป็นปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสินค้าและภาคบริการ ซึ่งคำนวณปริมาณน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดในกระบวนการผลิตให้เป็นน้ำดีตามค่ามาตรฐาน โดยค่าเฉลี่ย Water Footprint ของประเทศไทยในขณะนี้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก อยู่ที่ 2,223 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี เป็นผลมา จากการใช้น้ำที่ขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมีการใช้น้ำเพื่อการเกษตรสูงถึง 2,131 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี ซึ่งเกิดจากการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญไม่ว่าจะเป็นพืชผัก สินค้าประมง ปศุสัตว์ล้วนใช้น้ำทั้งสิ้น หากคิดสัดส่วนน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปีละประมาณ 14,000 ลูกบาศก์เมตร เท่ากับปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลทั้งเขื่อน นอกจากนี้ การเข้ามาลงทุนทำธุรกิจของชาวต่างชาติโดยเฉพาะการผลิตแอลกอฮอล์ที่เข้ามาใช้น้ำบาดาลในประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ใช้กับน้ำที่ส่งออกไปในรูปของสินค้าให้มีความสมดุลกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ประเทศไทยเสียสมดุลด้านน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ด้านการเกษตรกรรมของไทยถือเป็นภาคส่วนที่มีการใช้น้ำสูงสุดคิดเป็น 75% ตัวอย่าง การผลิตข้าว 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำถึง 3,400 ลิตร นม 1 แก้ว ใช้น้ำ 200 ลิตร กาแฟ 1 แก้ว ใช้น้ำ 140 ลิตร ไข่ไก่ 1 ฟอง ใช้น้ำ 135 ลิตร เป็นต้น ดังนั้น การศึกษาข้อมูล Water Footprint ของระบบการผลิตพืชและสัตว์แต่ละชนิดจะช่วยให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจเข้าใจว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/344359

 

 

เร่งตุนแหล่งน้ำรับแล้งหน้า l ลุยขุดลุ่มเจ้าพระยา-ตั้งเป้าตุน1.8ล้านลบ.ม. (อ่าน 18 ครั้ง)
วันที่: 27 ส.ค. 2558, 7:49:19 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กรมชลเร่งขุดลอกแหล่งน้ำลุ่มเจ้าพระยา รองรับฝนเดือนสิงหาคมนี้ คาดกักตุนน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งหน้า ได้มากกว่า 1.88 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการสนับสนุนแก้ภัยแล้งเร่งด่วน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการขุดลอกแหล่งน้ำและแก้มลิง เตรียมไว้สำหรับรองรับน้ำฝนที่จะตกลงมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะสำรองน้ำไว้มากกว่า 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่าร้อยละ 21

สำหรับในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานมีแผนดำเนินการทั้งหมด 27 แห่ง ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ประมาณ 1.88 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทานได้จัดส่งรถขุดจำนวน 40 คัน เข้าไปเร่งดำเนินการขุดลอกให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2558 นี้ จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ หนองตาเมฆ หนองบอน หนองสาหร่าย บึงกระจับใหญ่ บึงละหาน สระเขากา สระหนองจอก และสระสาธารณะคลองส่งน้ำ 9 ขวา สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะถึงนี้ได้ประมาณ 193,400 ลูกบาศก์เมตร โดยหนึ่งในนั้นเป็นการขุดร่องชักน้ำจากบึงไปช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวที่กำลังตั้งท้อง ประมาณ 3,000 ไร่อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมในรายละเอียดว่า ในส่วนของสระเขากา เป็นงานขุดลอกสระเก็บน้ำให้มีความลึกเพิ่มขึ้นอีก 2 เมตร จากเดิม 3.5 เมตร เพื่อรองรับน้ำฝนที่จะตกมาในช่วงฤดูฝนนี้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จะสามารถเพิ่มความจุเก็บกักได้ถึง 90,000 ลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่สามารถเก็บกักน้ำได้ 50,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 3,000 ไร่ ใน 4 หมู่บ้านของ ต.สุขสำราญ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์

สำหรับบึงละหาน อยู่ในพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ตั้งอยู่ที่ ต.วังไก่เถื่อน อ.หันคา จ.ชัยนาท เป็นงานขุดร่องชักน้ำ ระยะทางรวม 2.3 กิโลเมตร เพื่อนำน้ำจากก้นบึงจำนวน 60,000 ลูกบาศก์เมตร ออกมาใช้ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวที่กำลังตั้งท้องของเกษตรกรกว่า 3,000 ไร่

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2558 http://www.naewna.com/local/175876

 

 

 

12345678910...>>

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm