นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
06 กุมภาพันธ์ 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7476)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (19653 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
ถั่วฝักยาว - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 05 ก.พ. 2559, 7:53:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


        ถั่วฝักยาวเป็นผักที่ประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ ๆ หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดโรคหวัดช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน และอุดมไปด้วยวิตามินซี โฟเลต แมกนีเซียม และแมงกานีส ในทางสมุนไพรไทย คนไทยเมื่อก่อนจะนำมาใช้ประโยชน์ในการช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เรอเปรี้ยว ด้วยการเคี้ยวฝักสดกิน หรือนำมาช่วยรักษาอาการปวดบวม ปวดตามเอว ด้วยการใช้เปลือกฝักประมาณ 100-150 กรัม ต้มน้ำกิน หรือใช้ภายนอกด้วยการนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่ปวด

เป็นต้น.


         ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์   ฉบับวันที่ 05/02/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/377484

 


โรดโชว์ข้าวหอมมะลิ G (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 05 ก.พ. 2559, 7:50:41 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

                  นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่กรมการข้าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จำนวน 1,154,000 บาท ดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วยเทคโนโลยี ตลอดถึงการจัดการเพื่อเพิ่มคุณภาพความหอมตลอดห่วงโซ่การผลิต ดำเนินการในพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ดและสุรินทร์ พร้อมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดข้าวหอมมะลิ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ทางกรมการข้าวได้นำตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และร้อยเอ็ด ร่วมเผยแพร่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ GI และข้าวคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพื่อแสวงหาพันธมิตรทางการค้า ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อนำมาปรับปรุงและมาตรฐานสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยครั้งแรกเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ณ นครหนานหนิง เมื่อวันที่ 18-21 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา สำหรับในปี 2559 นี้ กรมการข้าวได้มอบหมายให้กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวนำเกษตรกรไปร่วมแสดงสินค้าในประเทศจีนอีก 3 งาน ได้แก่ งานแสดงสินค้าเพื่อขยายตลาดส่งออก สู่เมืองรองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง ในระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2559 ณ มณฑลกวางตุ้ง ในระหว่างวันที่ 22 มกราคม–2 กุมภาพันธ์ 2559 ณ นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ในระหว่างวันที่ 21 มกราคม–5 กุมภาพันธ์ 2559 ณ หอแสดงสินค้า นครหนานหนิง มณฑลกว่างสี นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวถึงผลการจัดแสดงสินค้าที่ประเทศจีนในครั้งนี้ว่า ตลาดข้าวในประเทศจีนมีความน่าสนใจมาก เนื่องจากมีประชากรกว่าพันล้านคน และมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ชาวจีนให้ความนิยมบริโภคข้าวหอมจากไทย แต่ที่ผ่านมามีการปลอมปนข้าวจากที่อื่นแล้วอ้างชื่อว่าเป็นข้าวไทยทำให้ได้รับความเสียหาย การเปิดตลาดข้าวให้กับผู้บริโภคถึงประเทศจีนในครั้งนี้จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเมื่อได้ทดลองชิมข้าวที่นำไปจำหน่ายก็เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และเป็นข้าวหอม 100% จากเมืองไทยแท้ ๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ภัตตาคาร นักธุรกิจ สนใจเจรจาธุรกิจเพื่อสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก สำหรับผลการเจรจาธุรกิจของงานที่นครหนานหนิง มณฑลกว่างสี เป็นที่น่ายินดี คือ นายเฉิน คังหัว เจ้าของ www.easyju.cn ที่มีการซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศจีน ได้เดินทางเข้าร่วมติดต่อเจรจาธุรกิจนำเข้าข้าวหอมมะลิไทย 100% แบรนด์ ข้าวหอมกัลยาที่ได้รับการรับรอง GI จาก EU เพื่อนำไปจำหน่ายในเว็บไซต์อีกด้วย โดยมีนายชาลี เศรษฐพัฒนชัย ผู้ผลิตและส่งออกข้าวหอมกัลยาเป็นผู้ร่วมเจรจา เนื่องจากปัจจุบันนี้พฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอินเทอร์ เน็ต และมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำเกษตรกรไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศจีนที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยมากขึ้น มีการอุดหนุนสินค้าไทยจนหมดทุกงาน ขณะที่ผู้ประกอบการในจีนที่ต้องการนำเข้าข้าวจากไทยไปจำหน่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์ เน็ต ก็สนใจที่จะนำข้าวไทยไปจำหน่ายในช่องทางนี้ด้วย นับเป็นความสำเร็จที่กรมการข้าวสามารถต่อยอดข้าวไทยสู่ตลาดต่างประเทศได้มากขึ้นนายกฤษณพงศ์กล่าว.


ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่  05/02/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/377483

 

 


รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับนโยบายน้ำเพื่อการเกษตร การให้ปุ๋ยมะละกอ 04 (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.พ. 2559, 8:12:43 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่ภาคการเกษตร หรือ โซนนิ่ง โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เป็น 1 ใน 6 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมกับมอบหมายให้ กรมพัฒนาที่ดิน เป็นผู้ประสานงานและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ ประมงและปศุสัตว์ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งทีมงานระดับจังหวัด หรือ Single Command เป็นผู้รับผิดชอบประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานในระดับจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัดรายงานผลการปฏิบัติงานเป็นรายเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้การดำเนินการ การจัดโซนนิ่งภาคเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน ได้กำหนดแผนปฏิบัติการ 5 มาตรการหลัก คือ 1.เตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ 2.กำหนดแนวโน้มความต้องการตลาดสินค้าเกษตร 3.กำหนดเขตพื้นที่เหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตร 4.ขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ และ 5.ติดตามประเมินผล โดยขณะนี้กำลังดำเนินการเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในภาพรวมทั้งประเทศและท้องถิ่น ในเดือนมกราคมนี้อีกทั้งกรมกำลังดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการคู่ขนานโดยเฉพาะการจัดทำแผนที่ความเหมาะสมสำหรับพืชเศรษฐกิจ 13 ชนิด ให้เป็นปัจจุบันและทันสมัย

เป้าหมายของการทำโซนนิ่งภาคเกษตรครั้งนี้ วางไว้ 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะแรก ในช่วงปี 2559-2560 จะให้เห็นผลการทำงานในพื้นที่รอบศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาการเกษตรของกระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 882 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ อำเภอละ 1 ศูนย์ และให้เห็นผลอีกที่หนึ่งคือบริเวณพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 76 แปลง ระยะที่สอง ระหว่างปี 2561-2564 จะยังคงให้ข้อมูลการโซนนิ่งเรื่อยๆ ซึ่งคาดว่าพืชเศรษฐกิจที่ปลูกจะมีความเหมาะสมกับพื้นที่มากขึ้น การบริหารจัดการ การผลิต การรับซื้อผลผลิต การตลาดล่วงหน้าจะสามารถทำได้ง่าย พร้อมกับจะจัด Mr.โซนนิ่ง คอยให้ความรู้ คำแนะนำ และให้ความรู้ในด้านการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของเพื่อรักษาเขตโซนนิ่งให้ยั่งยืนต่อไปด้วยนายเข้มแข็ง กล่าว

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 4/02/2559

http://www.naewna.com/local/200650


เร่งยกร่างยุทธศาสตร์ยางพารา วางแผน10ปีแก้ปัญหาทั้งระบบ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.พ. 2559, 8:12:32 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 (สวพ.4) ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพสู่ตลาดสากล ภายใต้แนวคิด จากผลงานวิจัย สู่อาหารปลอดภัย ก้าวไกลสู่ตลาดสากลณ แปลงเกษตรกรบ้านหนองหมี ต.หนองหมี อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพสู่เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงใน จ.ศรีสะเกษ ให้แพร่หลายมากขึ้นเพราะเป็นแหล่งปลูกหอมแดงมากที่สุดในประเทศ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง ต้องประสบปัญหาการระบาดของโรคหอมเลื้อย หรือ โรคแอนแทรกโนส ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ทำให้ต้นหอมที่เป็นโรคมีอาการแคระแกร็น ไม่ลงหัว ผลผลิตเสียหายสูงถึง 50% เกษตรกรขาดทุนและไม่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ สวพ.4 จึงได้ศึกษาวิจัยจนได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาด ปลอดโรค และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่นำเทคโนโลยีไปใช้จนสามารถแก้ปัญหาโรคหอมเลื้อย

ที่สำคัญทางกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียได้ประกาศรับรองแหล่งปลูกหอมแดง จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ปลอดศัตรูพืชกักกัน 2 ชนิด ได้แก่ ไส้เดือนฝอยไดตี้เลนชัด เดสทรัสเตอร์ (Ditylenchusdestructer) และโรคราเขม่าดำ (Urocystiscepulae) ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2558 ทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าหอมแดงไปยังอินโดนีเซียได้

ด้าน นายอุดม คำชา ผู้อำนวยการ สวพ.4 กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2554-2558 สวพ.4 ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพ ผ่านเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ตำบลหนองหมี 20 ราย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืช GAP สามารถเพิ่มผลผลิตของหอมแดงได้สูงขึ้น 17% หัวหอมมีขนาดโตขึ้นได้มาตรฐานจัมโบ้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 34% และได้หัวพันธุ์ปลอดโรคหอมเลื้อยมากกว่า 50 ตัน

ดังนั้น การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพสู่ตลาดสากล ถือเป็นการขยายผลในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพ ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสมทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของหอมแดงศรีสะเกษ และยังได้ทำ QR Code ติดที่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 4/02/2559

http://www.naewna.com/local/200649


เทคนิคการทำนาในช่วงฤดูหนาวให้ได้ผลผลิตที่ดี (อ่าน 30 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.พ. 2559, 8:11:39 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการยางพารา เพื่อกำหนดเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคง มีกรอบเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2560-2569) โดยจะพิจารณาจัดทำข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง รวมทั้งแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งด้านการผลิตการตลาด ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

การจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราครั้งนี้ จะมีการนำงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การเพิ่มมูลค่า แนวโน้มความต้องการของตลาด พืชทดแทนยางพารา ตลอดจนแนวทางการพัฒนาการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น โดยจะศึกษาแบบอย่างจากประเทศมาเลเซียและข้อมูลผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราเข้ามาด้วย โดย สศก. จะทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่กรีด ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ให้เป็นปัจจุบัน

คาดว่าจะนำเสนอร่างยุทธศาสตร์ยางพาราในการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคม และนำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยเมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะมีการประกาศแจ้งให้ กระทรวง ทบวง กรม การยางแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 4/02/2559

http://www.naewna.com/local/200648


แตกใบอ่อน : ยิ่งช้ายิ่งหมด (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.พ. 2559, 8:08:24 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าอากาศในประเทศไทยจะสวิงสวาย สลับร้อน สลับหนาว สลับฝน สลับคลื่นลมแรง จนสับสนกันมากน้อยขนาดไหนแต่ก็คงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราทุกคนต้องรีบ ตื่นตัวเพื่อหาทางป้องกัน แก้ไข และรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคตเท่านั้น

แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด และต้องอาศัยความตื่นตัวของคนไทยทุกคน เพื่อให้สามารถผ่านพ้นปัญหาไปให้ได้ คงหนีไม่พ้น วิกฤติภัยแล้งที่กำลังซึมลึกอยู่ทุกหัวระแหงของประเทศ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน สุเทพ น้อยไพโรจน์ออกมาพูดค่อนข้างชัดเจน ถึงสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะใน 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก ซึ่งเหลือปริมาตรน้ำรวมกันแค่เพียง 3,457 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ต่ำกว่าปีที่แล้วที่มีปริมาตรน้ำรวม 6,300 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภัยแล้งปีนี้จึงเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา

แม้กรมชลประทานจะยืนยันเสียงหนักแน่นว่า ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศเพื่อผลักน้ำเค็มที่หนุนเข้ามา โดยจะมีปริมาณน้ำใช้การได้จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนไปแล้วอย่างแน่นอน

แต่โดยข้อเท็จจริง ก็ต้องบอกว่า สถานการณ์ดังกล่าว ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเกิดกรณี คาดไม่ถึงเช่น ฤดูฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด และเมื่อมาแล้วก็มีฝนแค่เพียงหยิบมือ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้นะครับ เพราะใครที่ติดตามข่าวสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่องจะทราบว่า ก่อนหน้านี้ กรม

อุตุนิยมวิทยาของสหรัฐ ได้ออกมาคาดการณ์ ถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเกิดฝนล่าช้าไปจนถึงเดือนมิถุนายนในปีนี้อีกหนึ่งปี

 

ขณะที่ อธิบดีสุเทพ ก็ได้ออกมาย้ำอีกครั้งระหว่างการร่วมสัมมนาเรื่อง เกษตรศาสตร์นำไทย สู้ภัยแล้งซึ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ต่ำกว่าเส้นต่ำสุด 3 ปีติดต่อกัน โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน สถานการณ์ย่ำแย่มากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำน้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา น้ำในอ่างมีแค่ 64 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

รูปการณ์เช่นนี้ จึงบอกได้เพียงคำเดียวว่า นับแต่นี้ไปคงไม่สามารถอาศัยเพียงแค่การวิ่งไล่ตามแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เช่น การไล่บี้ไล่กวดขัดให้เกษตรกรงดทำนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแล้งใช้น้ำน้อย ได้อีกต่อไปเพราะภาพของปัญหาเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคการเกษตรเท่านั้น ภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และชุนชนเมืองอย่างใน กทม. ซึ่งมีการใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลืองด้วยเช่นกันก็ควรต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

ถ้าภาคส่วนเหล่านี้ไม่ช่วยกันประหยัด ไม่ช่วยกันลงทุนจัดหาน้ำมาเองบ้าง บริหารกันให้ตายก็รับรองว่าน้ำไม่พอใช้กันเหมือนเดิม และนาทีนี้ก็ต้องเริ่มโหมรณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันประหยัดน้ำได้แล้ว

เพราะถ้ายิ่งช้า น้ำก็ยิ่งหมดลงมากขึ้นทุกวัน

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 4/02/2559

http://www.naewna.com/local/200646


พริกขี้หนู - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.พ. 2559, 7:59:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พริกขี้หนูมีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาเขตร้อน มีอายุประมาณ 1-3 ปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนเหนียว ดินร่วนระบายน้ำดี ในที่ร่มรำไรหรือกลางแจ้ง ไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง ในทางสมุนไพรคนไทยในชนบทเมื่อครั้งอดีต จะนำมาใช้แก้อาการเจ็บคอ เสียงแหบ ด้วยการใช้น้ำต้มพริกขี้หนู โดยใช้พริกขี้หนูป่น 1 หยิบมือ เติมน้ำเดือด 1 แก้ว ทิ้งไว้ให้พออุ่น แล้วนำมาใช้กลั้วคอหรือใช้รักษาอาการปวดตามเอวและน่อง ด้วยการใช้ผงพริกขี้หนู และวาสลิน และแป้งหมี่ เติมเหล้าเหลืองพอประมาณ คนให้เข้ากันจนเป็นครีม ทาลงบนกระดาษแก้วปิดบริเวณที่ปวด แล้วใช้พลาสเตอร์ปิดโดยรอบ ซึ่งจะทำให้เหงื่อออก และ จะรู้สึกหายปวด เนื่องจากบริเวณที่พอกยาจะมีความรู้สึกร้อน การไหลเวียนของโลหิตเพิ่มขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 04/02/59 http://www.dailynews.co.th/agriculture/377273


ติดตามโครงการสร้างความเข้มแข็ง เกษตรกรสวนยางพารา (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 04 ก.พ. 2559, 7:57:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตร จ.ยะลา เมื่อวันก่อน นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะได้ เดินทางมาร่วมประชุมและติดตามผลการดำเนินงาน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพารา การนี้รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรสวนยาง หลังราคายางพาราตกต่ำ ที่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรฐานเรียนรู้เกษตรผสมผสานในสวนยางพารา หมู่ 2 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา โดยมี นายไพศาล แสงหิรัญ รักษาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยะลา นายธัญญา แก้วเจริญ เกษตรกร หัวหน้าศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และเกษตรกรชาวสวนยางพารา ในพื้นที่ หมู่ 2 และหมู่ 3 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ให้การต้อนรับ นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานและเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและเกษตรกรในพื้นที่ ที่ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการดำเนินการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของภัยแล้ง ตลอดถึงปัญหาราคายาง และการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีการเพาะปลูกพืชเสริมในพื้นที่สวนยางพารา เพื่อสร้างรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวสวนยาง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าได้รับผล กระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความประสงค์ให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความเติบ โตมาจากฐานรากโดยแท้จริง และพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาปฏิบัติ โดยในเบื้องต้นจะให้ศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ตัวอย่างที่พี่น้องเกษตรกรสามารถมาเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเจ้าของศูนย์ซึ่งเป็นเกษตรกรในพื้นที่ ที่ล้วนประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้พี่น้องเกษตรกรสวนยางเข้ามาศึกษา เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาด้านรายได้ให้กับตนเอง โดยจะเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนของรายได้ของเกษตรกรในอนาคตได้ ศูนย์ฯ เหล่านี้ถือเป็นการสร้างอาชีพเสริม เกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลดต้นทุนการทำปุ๋ยใช้เอง ทำแก๊สธรรมชาติใช้เอง การปลูกพืชเสริม การเลี้ยงสัตว์เสริม ซึ่งสามารถผสมผสานในสวนยางได้ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะมีเวลาในช่วงกลางวันค่อนข้างมาก ก็สามารถใช้เวลาที่ว่างดำเนินการสิ่งเหล่านี้ได้ เพื่อให้เกิดรายได้มากขึ้น นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว ซึ่งต่อไปในอนาคตก็จะมีการรวมกลุ่มของเกษตรกร ในการลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ย จะสามารถซื้อได้ครั้งละจำนวนมาก ๆ ราคาก็จะถูกลง รวมทั้งผลผลิตยางพาราเมื่อรวมตัวกันก็จะสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าหรือเอกชนที่จะมารับซื้อได้อีกด้วย

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 04/02/59 http://www.dailynews.co.th/agriculture/377265


แจงสี่เบี้ย : ส่องเกษตร : โอกาสดีข้าวไทย...แต่ชาวนายังแย่ (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 03 ก.พ. 2559, 8:05:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ปี 2559 นี้ เป็นที่คาดหมายกันว่า ประเทศไทยเราน่าจะกลับมาเป็นแชมป์ผู้ส่งออกข้าวได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็มีการคาดหมายเช่นกันว่า ปี 2559 นี้ ชาวนาไทยยังคงจนสุดๆ โดยจะมีรายได้ที่ลดต่ำลงกว่าเดิมอีก

กระทรวงเกษตรสหรัฐ หรือ USDA เป็นหน่วยงานที่ประเมินว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า ปี 2559 ทั่วโลกจะมีปริมาณการค้าข้าวรวม 42.10 ล้านตันเพิ่มขึ้น 0.3%จากปีก่อน แต่ผลผลิตข้าวโลกในปี 2559 กลับลดลง 1.9% จากระดับ 478.19 ล้านตันของปีก่อน เหลือ 469.32 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี อันเป็นผลมาจากภาวะภัยแล้งที่เผชิญกันไปทั่วโลกเมื่อผลผลิตลด แต่ความต้องการซื้อขายกลับเพิ่มขึ้น จะทำให้มีการดึงสต๊อกข้าวมาใช้ จนส่งผลให้สต๊อกข้าวโลกลดลงถึง14.8% จาก 103.85 ล้านตัน เหลือ 89.70 ล้านตัน ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับจากปี 2551 เป็นต้นมา โดยอินเดียที่ขึ้นมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกอันดับ 1 จำนวน 10.2 ล้านตันในปี 2558 ที่ผ่านมา ชนะไทยที่ส่งออก 9.79ล้านตันนั้น มาปีนี้อินเดียมีผลผลิตลดลง 4.6%ขณะที่สต๊อกข้าวลดลงไปถึง 36.8% จากระดับ 17.69 ล้านตันเหลือเพียง 11.19 ล้านต่ำสุดในรอบ 6 ปี จึงเป็นไปได้สูงที่จะทบทวนนโยบาย ลดการระบายข้าวออกส่วนประเทศไทย แม้จะเผชิญภาวะภัยแล้งจนผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยเช่นกัน แต่ยังมีข้าวในสต๊อกรัฐสูงถึง 13.5 ล้านตัน(จากโครงการจำนำข้าวผลาญชาติ) ก็จะมีโอกาสดีในการเร่งระบายขายออกในจังหวะนี้ตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังผลักดันการขายข้าวแบบจีทูจีมากขึ้น ทำให้ USDA คาดว่าไทยจะกลับขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ด้วยปริมาณ 10.30 ล้านตัน แซงอินเดียที่มีสิทธิ์ลดการส่งออกเหลือ 8.50 ล้านตันแต่โอกาสดีที่ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง กลับไม่ได้มีอานิสงส์ใดมาถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยด้วยเลย ในเรื่องของราคาข้าวที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ถือว่า ต่ำอยู่ มิหนำซ้ำภัยแล้งที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ทำให้ต้องจงดทำนาปรัง ลดการทำนาปี ก็มีผลให้รายได้ของชาวนายังคงลดต่ำลง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) โดยรองเลขาฯ-จริยา สุทธิไชยาในฐานะโฆษกของสศก.ได้เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การประเมินภาวะเศรษฐกิจและสังคมเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.7 ล้านครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนผู้ปลูกข้าวปี 2558/2559 นี้จะมีรายได้เฉลี่ย 1.2 แสนบาท ลดลงจาก 1.32แสนบาทในปีการผลิต 2557/2558 หรือลดลง 8.91% เพราะการขาดแคลนน้ำ จนต้องงดหรือลดการทำนาทำให้ผลผลิตข้าวโดยรวมลดลง ส่วนราคาข้าวเปลือกโดยเฉลี่ยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

ผลศึกษาของ สศก.ยังพบว่า กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเกษตรกรทุกกลุ่ม 7.65% นั้นก็คือ ชาวนามีรายได้ต่ำสุด จนสุดจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น โดยเฉพาะชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองที่มีรายได้ครัวเรือนสุทธิลดลง ขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.034 แสนบาทต่อครัวเรือนในปี 2557/2558 เป็น 1.037 แสนบาทในปี 2558/2559

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การที่หนี้สินครัวเรือนชาวนาเพิ่มขึ้นเพียงนิดหน่อย อาจเป็นผลจากการปรับตัวรับมือภัยแล้งตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ปรับระบบการผลิต หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน อีกทั้งได้รับการชดเชยจากรัฐในการงดปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งผลพวงจากการปรับตัวดังกล่าว ทำให้ชาวนามีองค์ความรู้ด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับการปลูกข้าวนาปีและนาปรังอย่างเดียว แต่มีการปลูกพืชสลับ ทำให้ต่อไปจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับภัยแล้งในอนาคต ที่ยังคงมีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆก็ถือเป็นแง่ดีที่วิกฤติภัยแล้งยาวนานครั้งนี้ จะทำให้ชาวนาไทยแข็งแกร่งขึ้นในการปรับตัวปรับการผลิต รับมือกับภัยจากธรรมชาติ

ส่วนภัยจากน้ำมือมนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุน ทั้งที่ขายปัจจัยการผลิตขูดรีดราคาแพง หรือพวกที่กดราคารับซื้อผลผลิตชาวนา ก็ต้องอาศัยรัฐบาลช่วยเร่งมือจัดการกลไกตลาดเหล่านี้ให้เป็นธรรมมากขึ้นด้วย

 

ที่มาหนังสือพิมพ์ แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559

http://www.naewna.com/local/200477


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm