นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
01 มิถุนายน 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7633)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (20261 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th




แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
เรื่องน่ารู้ : มะขามป้อม (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 01 มิ.ย. 2559, 8:16:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

มะขามป้อมเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพและเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยมา เป็นผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี  และแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก  มีคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร  นอกจากนี้สาวไทยในชนบทเมื่ออดีตจะนำมาใช้บำรุงผิวหน้าเพื่อให้ขาวสดใส และรักษาฝ้า ด้วยการนำมะขามป้อมมาฝนกับฝาหม้อแล้วนำน้ำที่ได้มาทาบริเวณรอยฝ้า ส่วนผู้อาวุโสจะนำเมล็ดมาตำเป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มเพื่อรักษาโรคหอบ หืด หลอดลมอักเสบ อาการคลื่นไส้อาเจียน และใช้สระผม เพื่อช่วยให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัยเป็นต้น....

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 1/06/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/400733

 


ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนบางปะกง (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 01 มิ.ย. 2559, 8:14:09 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ร่วม 20 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537-2558 ที่ผ่านมา  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.)  ได้มีส่วนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทยแล้วกว่า 80 ล้านต้น บนพื้นที่กว่า 4 แสนไร่ในขอบข่ายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งป่าบก ป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำ ตลอดทั้งพื้นที่เพื่อเพิ่มอาหารตามธรรมชาติให้กับสัตว์ป่า

ยังผลให้เกิดต้นทุนความชุ่มชื้นแก่พื้นที่และอาหารสัตว์ป่าตลอดถึงช่วยลดภาวะโลกร้อนจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออก ไซด์ ได้กว่า 80 ล้านตัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า และสนองพระราชกระแสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงแนะนำแนวทางการสร้างความรู้ ความเข้าใจและจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

โดยในระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน 2559 นี้ ทาง กฟผ. ได้จับมือกับสื่อพันธมิตร ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนบริเวณรอบโรง ไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ เพื่อสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ       พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้ได้มีที่อยู่ และขยายพันธุ์สัตว์น้ำบริเวณป่าชายเลน โดยเฉพาะบริเวณปากน้ำแม่น้ำบางปะกงแหล่งอาหารสำคัญของโลมาอิรวดี ดัชนีชี้วัดที่สำคัญในความสมบูรณ์ของป่าชายเลนให้ได้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น... อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/agriculture/400732สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้เยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าสีเขียวในโรงไฟฟ้า บางปะกง อาทิ โครงการเลี้ยงปลาในระบบน้ำทิ้ง สวนเกษตรสาธิต สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานพลังงาน โรงจักรผลิตไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งนำเยี่ยมชมโดยมัคคุเทศก์น้อย กลุ่มนักสืบสายน้ำ พร้อมล่องเรือชมเกาะนก ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้กลางแจ้ง เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน แหล่งอาศัยของนกน้ำ และค้างคาวแม่ไก่ ตามธรรมชาติ  ที่ปัจจุบันมีความอุดมสมบูรณ์อย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

บนเกาะคณะจะได้พบเห็นพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดต่าง ๆ รวมทั้งนกนานาชนิด ที่อาศัยอยู่ มากกว่า 50 สายพันธุ์  

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังจะได้เยี่ยมชมแหล่งการเรียนรู้ชุมชนต้นแบบรอบโรงไฟฟ้า ตำบลท่าข้าม หมู่ที่ 7 และร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านในพื้นที่ ในการเรียนรู้วิถีชุมชน  อาทิ การหุงข้าวด้วยฟืนตามวิถีชาวบ้าน  การทำขนมจาก ที่เป็นขนมขึ้นชื่อของชุมชน  เป็นต้น 

สำหรับในปี 2559 นี้ กฟผ. ยังคงเดินหน้าในโครงการฯ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับประชาชนในชุมชน และผู้มีจิตอาสาทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ   ร่วมกันทำกิจกรรมในโครงการปลูกป่า กฟผ. 2559 ขึ้น

ทั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้ รณรงค์ สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การปลูกป่าให้ประชาชนและเยาวชน ได้มองเห็นคุณค่า   และ ได้รับทราบถึงพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยเน้นที่ป่าชายเลน  ป่าต้นน้ำ และป่าชุมชน ในพื้นที่รอบเขื่อน และโรงไฟฟ้า ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ กฟผ. ทั่วประเทศต่อไป....

 

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 1/06/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/400732

 


เปิดตัวข้าวตลาดเฉพาะ ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติปี 59 (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 01 มิ.ย. 2559, 8:10:53 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

 

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์  อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 60 ล้านไร่ และเป็นสินค้าส่งออก  นำเงินรายได้เข้าประเทศ ประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท มีครัวเรือนชาวนาประมาณ 3.72 ล้านครัวเรือน หรือ ประมาณ 17 ล้านคน ที่ปลูกข้าวให้แก่คนในประเทศบริโภคเพื่อยังชีพมาโดยตลอด

และเพื่อให้การผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น กรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการ ส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ ขึ้น ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว ปีงบประมาณ 2559 ขึ้น  เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรไทยผลิตข้าวคุณภาพตลาดเฉพาะ

และมีเป้าหมายใน  4  กลุ่มเกษตรกร  2,400 ราย แบ่งเป็น  80 กลุ่ม  ใน 26 จังหวัด  ได้แก่ 1) กลุ่มข้าวอินทรีย์  จำนวนเกษตรกร  990 ราย 33 กลุ่ม   2) กลุ่มข้าว GI จำนวนเกษตรกร 960 ราย มี 32 กลุ่ม  3) กลุ่มข้าวโภชนาการสูง จำนวนเกษตรกร 360 ราย 12 กลุ่ม และ 4) กลุ่มข้าว Q จำนวนเกษตรกร  90 ราย  3 กลุ่ม... อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/agriculture/400730โดยจะส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวตลาดเฉพาะอย่างเป็นระบบ และได้มาตรฐาน จาก ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ  โดยต้นน้ำ จะส่งเสริมการรวมกลุ่ม การบริหารจัดการกลุ่มในระบบ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ การตรวจรับรองตามมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ GAP และ GI  ในส่วน กลางน้ำ จะสนับสนุนการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า สนับสนุนบรรจุภัณฑ์เครื่องมือแปรรูป เครื่องซีลสุญญากาศ และวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการข้าว และสุดท้ายปลายน้ำ จัดระบบฐานข้อมูลข้าวตลาดเฉพาะ พร้อมสร้างตราสินค้า ตลอดถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

และเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดสำหรับผู้ร่วมโครงการฯ กรมการข้าวจึงจัดเวทีให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้บริโภคโดยตรงภายใน งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติปี 59    ในระหว่างวันที่ 35 มิถุนายน 2559 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร

โดยภายในงานจะมีสินค้าตลาดเฉพาะมาจำหน่าย อาทิ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวเหนียวกล้องเขาวงกาฬสินธุ์ จากกลุ่มผู้ผลิตข้าวเหนียวเขาวงตำบลคุ้มเก่า จังหวัดกาฬสินธุ์ ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าว ข้าวไรซ์เบอรี่ จากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรพลังสามัคคีสตรีลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี ข้าวกล้องน้ำนม ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวเหนียวดำลืมผัว ข้าวฮาง งอก จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์  จังหวัดสุรินทร์... อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/agriculture/400730พื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ข้าวเหนียวลืมผัว ข้าวกล้อง ชาต้นอ่อนข้าวหอมมะลิ จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) จังหวัดพะเยา ข้าวพญาลืมแกง จากวิสาหกิจชุมชนข้าวหลามน้ำหนาวแม่เสลี่ยง จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวไรซ์เบอรี่ จากกลุ่มวิสาหกิจแปลงนาสะอาด จังหวัดกำแพงเพชร  และภาคใต้ ได้แก่ ข้าวยำ ขนมดู ข้าวสังข์หยด  จากสังหยดกรุ๊ป จังหวัดพัทลุง และผลิตภัณฑ์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรข้าวซ้อมมือบ้านบอฆอ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม ให้ชิมและช้อป จากเมนูสาธิตอาหาร 4 ภาค ตลาดเกษตร อาทิ เมนูขนมครก ที่ใช้แป้งจากข้าวหอมไชยา ข้าวหอมกระดังงา ข้าวซีบูกันตัง ข้าวมะลินิลสุรินทร์   ข้าวซอยไก่ แกงเหลืองปักษ์ใต้ น้ำพริกแมงดาหลังสวน ขนมจีนน้ำย้อย ข้าวเจ้าเปียกทรงเครื่อง ข้าวยำ หมี่กรอบ ผัดหม่ี ส้มตำ ปลาร้า ปลาดุกย่างอินทรีย์ 

และในวันที่ 4 มิถุนายน 2559 จะเปิดให้มีการฝึกอบรม ในหลักสูตร การทำผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวและ การทำเครื่องสำอางจากน้ำมันรำข้าวอีกด้วย  สนใจสมัครเข้ารับการฝึกอบรมได้ภายในงาน ซึ่งจะจัดขึ้นวันละ  2 รอบ เช้าและบ่าย รอบละ 30 คน....

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่1/06/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/400730

 


รายงานพิเศษ : เบทาโกร โชว์ผลงานไตรมาสแรกตามเป้า ชูปรับโครงสร้างองค์กร-ลงทุนระบบERPเต็มรูปแบบ (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 01 มิ.ย. 2559, 8:06:32 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เครือเบทาโกร เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ

มุ่งผลิตและพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย จากฐานอุตสาหกรรมการเกษตรที่ทันสมัยเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรโลก ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ภายใต้แนวคิด เพื่อคุณภาพชีวิต” (Quality for Life) ที่สำคัญ เบทาโกร เป็นบริษัทของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพจากบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ทำให้เกิดการร่วมลงทุนในการผลิตและพัฒนาคุณภาพอาหารปลอดภัย เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮ่องกง ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย และยุโรป โดยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2559 เป็นไปตามเป้าชูกลยุทธ์ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ลงทุนระบบ ERP เต็มรูปแบบ และสร้างศูนย์นวัตกรรมอาหารอย่างเป็นรูปธรรมดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2559 เครือเบทาโกร มีรายได้รวม 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 8,000 ล้านบาท และรายได้ในธุรกิจอาหาร 17,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีเป้ายอดขายรวมในปี 2559 อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 85,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 15,000 ล้านบาท โดยมีอัตราเติบโต 8% ถือว่าเป็นอัตราที่เติบโตน้อยกว่าปกติโตเฉลี่ยปีละ 12 -14% ผลจากราคาน้ำมันต่ำลงกระทบต่อราคาปศุสัตว์โดยรวมไม่ดีนัก

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจอาหารของเบทาโกรในปี 2559 นี้ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ และตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่ยังให้ความใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมทั้งรสชาติความอร่อย พร้อมทั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ แบรนด์ BETAGRO จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าไส้กรอกไขมันต่ำ (BETAGRO Low Fat Sausage) ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ในกลุ่ม Reduce, Plus, Free เตรียมจำหน่ายอีกมากกว่า 10 รายการ และพัฒนาสินค้าพร้อมปรุง พร้อมรับประทาน (Ready to Cook / Ready to Eat) อีกมากกว่า 100 รายการ ด้านการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย มุ่งขยายแผงอนามัยเนื้อหมู เนื้อไก่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเพิ่มการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งในกลุ่ม Modern Trade กลุ่ม Food Service (HORECA) และ Traditional Tradeด้าน แบรนด์ S-Pure มีการขยายช่องทางนำร่องอาหารสุขภาพสู่โรงพยาบาล โดยเริ่มแห่งแรกที่ ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลรพ.สมิติเวช สุขุมวิท เริ่มขยายการขายสินค้า S-Pure ไปยังภูมิภาค ทั้งในกลุ่ม Food Service เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ในเมืองใหญ่ๆ อาทิ สมุย หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ปากช่อง เป็นต้น รวมถึงการขายในร้านเบทาโกร ช็อป ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้านตลาดส่งออก เพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า Own Brand ทั้ง S-Pure และ BETAGRO ให้มากขึ้นในช่องทางขายส่งและค้าปลีก และนำทั้งสองแบรนด์เข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญในประเทศต่างๆ ซึ่งรายได้ที่สูงทำสถิติในปีนี้เพราะได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ จากเคยแบ่งเป็น 4 -5 กลุ่มธุรกิจ เหลือเพียง 2 กลุ่มใหญ่ คือ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจอาหาร อีกทั้งผลจากการลงทุนเพิ่มอีก 5-6 พันล้านบาท ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน จะมีการออกสินค้าใหม่อีก 50 ชนิดในปีนี้ เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพิ่มช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยขณะนี้มี Betagro shop ทั่วประเทศ 150 แห่ง จะเพิ่มเป็น 170 แห่งทั่วประเทศเพื่อให้แผนการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุ ตามเป้าหมายขององค์กรที่ตั้งไว้ เครือเบทาโกรได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาครั้งสำคัญ โดยปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม (Agro Business) และกลุ่มธุรกิจอาหาร (Food Business) 2 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และได้ลงทุนในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานและเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเบทาโกร นอกจากนี้ ยังก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร (Food Innovation center) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนของตัวสินค้าใหม่และบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การให้ข้อมูลเชิงเทคนิค ตลอดจนการแก้ไขปัญหา ให้กับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจอาหารอีกด้วยดร.ณรงค์ชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 1/06/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/218462

 


ส่องเกษตร : หรือยุคนี้คนดีๆก็ยังอยู่ไม่ได้อีก (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 01 มิ.ย. 2559, 8:03:59 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศครบ 2 ปีเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ผลงาน 2 ปีอย่างกว้างขวาง แน่นอนมีทั้งด้านบวกและด้านลบ แล้วแต่มุมมองและจุดยืนของผู้วิพากษ์วิจารณ์ จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่า มุมมองของใครผิด ของใครถูก

แต่สำหรับข้าราชการทุกหน่วยงานที่ต้องทำงานอยู่ภายใต้การสั่งการของรัฐบาล คสช. สิ่งที่เขาประเมินอยู่ในอก ย่อมส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง 2 ปีมานี้ ผ่านการเปลี่ยนรมว.เกษตรฯมาแล้วสองคน จากอดีต

ลูกหม้ออย่างนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถึงนายทหารอย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่อยู่ในเก้าอี้นี้มากว่า 9 เดือนแล้ว

นับแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 19 ส.ค.2558

ซึ่งจากเสียงสะท้อนที่ฟังมา ปรากฏว่า จากเริ่มแรกที่คสช.เข้าคุมอำนาจ ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯส่วนใหญ่ ล้วนมีความหวังมากว่า จะเข้าสู่ยุคใหม่ที่สดใส พ้นเสียทียุคที่นักการเมือง ระบอบหลงจู๊เข้าครอบงำ แทรกแซง ล้วงลึก หาผลประโยชน์ไปทุกองคาพยพ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม เต็มไปด้วยเส้นสาย การวิ่งเต้น จนถึงข้อครหาซื้อขายเก้าอี้ ทำให้การบริหารงานหลายกรมกองบิดเบี้ยว ได้คนไร้ฝีมือมาเป็นผู้นำ ก่อปัญหาหมักหมมเรื่อยมา โดยคนดีมีความสามารถหมดโอกาส ไร้หนทาง ต้องซังกะตาย จนไม่อยากอยู่ต่อไป

แต่ผ่านมา 2 ปีของคสช. ความหวังกลับดูมืดมนอีกครั้ง ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯต้องผิดหวัง ส่งผลให้ขวัญกำลังใจเหือดแห้งลงไปทุกที ด้วยความอุบาทว์ที่หมักหมมมาตั้งแต่ยุคก่อนๆ ไม่ได้ถูกกำจัดปัดเป่าให้หมดสิ้นไป ยังคงอยู่เป็นปกติ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม

อาจไม่มี ใบเสร็จที่จะหามายืนยันได้ว่า มีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่งหรือไม่ ขณะที่ตัวรัฐมนตรีอย่างพล.อ.ฉัตรชัย

ก็อาจไม่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ที่แวดวงข้าราชการรู้เห็นและเมาท์กันตลอด อาทิการที่บางตำแหน่ง เช่น รองอธิบดีที่ช่วงชิงกันมากๆ มีบางคนซึ่งข้าราชการด้วยกันรู้ดีว่าความเหมาะสมน้อยมาก แต่เจ้าตัวกลับอวดโอ้ มั่นอกมั่นใจว่าเส้นถึงรู้ตัวล่วงหน้าว่า ได้ตำแหน่งนี้แน่ๆ...แล้วผลออกมา ก็ได้จริงๆ...เขารู้ล่วงหน้าได้อย่างไร

นอกจากนั้นก็มีกรณีอดีตอธิบดีเก่าๆที่เกษียณไปพร้อมความฉาวโฉ่เป็นที่รู้กันดี กลับยังคงวนเวียนอยู่รอบข้างผู้มีอำนาจมีพฤติกรรมที่ชี้ให้เห็นถึงการวิ่งเต้นให้ลูกน้องคนสนิทของตัวเองได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง เพื่อสืบทอดอำนาจ จะได้ช่วยปิดบังขยะใต้พรมบรรดาผลงาน เหม็นโฉ่ที่ตัวเองเคยก่อไว้ตอนที่ยังอยู่ในตำแหน่ง...แล้วผลออกมา ลูกน้องคนสนิทนั้น ก็ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งจริงๆ

นี่เป็นบางตัวอย่างในการโยกย้ายแต่งตั้งที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้น การที่ตัวรัฐมนตรีในเวลานี้รู้ไม่เท่าทันสั่งการนโยบายบางเรื่องแบบคิดไม่รอบคอบพอ ทั้งไม่ทราบว่า ได้มีการประเมินติดตามดูหรือไม่ว่า นโยบายที่สั่งการไป กำลังก่อปัญหาอย่างมากทั้งต่อการทำงานของข้าราชการและมีผลกระทบไปถึงการให้บริการประชาชน

อย่างนโยบายที่สั่งให้อธิบดีทุกกรม ต้องลงไปอยู่ในพื้นที่ ดูแลปัญหาต่างๆเพื่อเป็นเครื่องวัดว่าแต่ละคนทำงานจริงหรือเปล่าโดยต้องส่งภาพรายงานมายืนยันว่า ได้ลงไปอยู่ในพื้นที่จริงๆ

นโยบายนี้ดูเหมือนดี แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับทำให้งานในกรมต่างๆมีปัญหามากขึ้น และส่งผลกระทบถึงประชาชน รวมทั้งยังอาจกลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ โดยมิชอบด้วย

สิ่งที่พบเห็นคือ หลายๆกรมไม่มีอธิบดีนั่งทำงานอยู่เป็นเวลานานๆ ด้วยอ้างไปลงพื้นที่หมด จนงานที่ต้องให้อธิบดีเท่านั้นลงนามสั่งการ ต้องชะงักงัน เอกชนไปติดต่องาน รอเซ็นอนุมัติอยู่นาน เสียเวลา เสียโอกาส ทั้งทำให้หลายๆงานไม่เดิน ด้วยขาดผู้นำที่จะตัดสินใจสั่งการเรื่องต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนั้น การลงพื้นที่ของอธิบดีบางคน กลับมีข้อครหาตามมาว่า มีการฉวยโอกาสเดินสาย เก็บส่วยสร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการในพื้นที่ก็มี

สิ่งต่างๆเหล่านี้ยิ่งทำให้หมดใจกระทั่งมีกระแสว่า ข้าราชการดีๆที่เหลือทนตั้งท่าจะขอย้ายออกจากกระทรวงนี้ หรือถึงขั้นจะขอลาออกก่อนเกษียณกันอีกหลายคน เหมือนช่วงที่นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ยังเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ แล้วมีปัญหาไม่แตกต่างกัน จนมีอธิบดีที่ทนถูกแทรกแซง กดดันไม่ไหว ขอลาออกก่อนเกษียณเมื่อต้นปี 2558 ถึง 2 คนคือ นายวีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาฯส.ป.ก.-สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนางวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม

กลายเป็นคำถามในช่วง 2 ปีคสช.ว่า แม้แต่ยุคคสช.ก็ไม่แตกต่าง คนดีๆก็ยังคงอยู่ไม่ได้อีก อย่างนั้นหรือ

 

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 1/06/2559  เว็ปที่มา http://www.naewna.com/local/218461


เรื่องน่ารู้ : บุกคางคก (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 31 พ.ค. 2559, 8:17:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

บุกคางคกเป็นไม้ล้มลุกจำพวกกะแท่งหรือเท้ายายม่อมหัว มีอายุหลายปี ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ จะเจริญงอกงามในช่วงฤดูฝน และจะตายในช่วงต้นฤดูหนาว ในประเทศไทยมักพบขึ้นเองตามป่าราบชายทะเลและริมแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ศรีลังกาไปจนถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ คนไทยยุคก่อนจะใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วชงกับน้ำดื่ม โดยใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้วชงดื่มก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ และบางพื้นที่ของภาคใต้จะใช้ผลบุกเป็นเหยื่อล่อจับนกปรอดหัวจุกจากธรรมชาติมาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามประเภทโชว์เสียง.

 

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 31/5/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/400997


เตรียมขึ้นทะเบียนเกษตรกรฉบับปี 2559 (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 พ.ค. 2559, 8:15:56 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ได้มีการกล่าวถึงการดำเนินงานเกี่ยวกับร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ. 2559 ซึ่งได้มีการปรับปรุงระเบียบฯ ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ.2554ให้สามารถนำไปใช้ขจัดอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นฉบับ พ.ศ. 2559 โดยสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขร่างระเบียบในครั้งนี้ จะประกอบด้วยประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่

1. ขยายขอบข่ายการประกอบการเกษตรให้ครอบคลุมทุกภารกิจ โดยเพิ่มชนิดสินค้าให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร สามารถขอขึ้นในนามของครัวเรือนหรือรายสินค้า

?2. กำหนดให้มีหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนปรับปรุงเพิ่มเติมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร 3. ให้นายทะเบียนมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขได้ เป็นรายสินค้า หรือรายครัวเรือน และหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียน กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร 4.กำหนดการสิ้นสภาพ และ5.กำหนดให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนา การเกษตรและสหกรณ์ มี อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนเกษตรกรในระดับจังหวัด โดยให้มีหน้าที่บริหารจัดการหรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้บรรลุวัตถุประสงค์

            พร้อมกันนี้ยังได้มีการหารือถึงการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกร เพื่อให้เป็นระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง ซึ่งที่ประชุมเห็นควรว่าต้องมีการปรับปรุงระเบียบในการปฏิบัติที่ขัดแย้งกันให้สามารถดำเนินการได้ และต่อไปจะพัฒนาเป็นโครงการความร่วมมือ เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูล และให้มีฐานข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง เป็นปัจจุบันและให้เป็นไปตามแนวทางDigital Economyเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง เพื่อที่หน่วยงานในสังกัดสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันได้ โดยภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้จากฐานข้อมูลเดียวกันนี้ ทั้งนี้ การออกประกาศระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ. 2559 นั้นจะเป็นการออกประกาศใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา เรื่องแนวทางการดำเนินการบูรณาการฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐโดยมุ่งเน้นให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นแผนงานที่ต้องออกมาเป็นรูปธรรม ทำงานแบบเป็นทีมและร่วมกันขับเคลื่อนในทุกมิติ และให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ ตามแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง ซึ่งแนวทางนี้จะสามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์ร่วมกันของข้อมูลต้นแบบ (Single Form)ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยคาดว่าจะประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวได้ภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559 นี้.

 

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 31/5/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/400995

 

 

 


คืนยางนาสู่ยางสาว อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 31 พ.ค. 2559, 8:13:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วยนายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.) และคณะเจ้าหน้าที่จากส่วนงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเล็ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลโคกปลง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นโครงการที่ได้ส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรในอำเภอวิเชียรบุรี การนี้คณะได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่อ่างเก็บน้ำ และปลูกต้นยางนา ในโครงการคืนยางนาสู่ยางสาว เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ร่วมกับราษฎรในพื้นที่ด้วย สำหรับโครงการคืนยางนาสู่ยางสาว นั้น สืบเนื่องมาจากตำบลยางนา ส่วนแยกมาจากตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2429 ได้ใช้ชื่อว่าตำบลยางสาว ตามชื่อของหมู่บ้าน คือยางสาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นยางนาขึ้นอยู่ตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ราษฎรส่วนใหญ่อพยพมาจากหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในอดีตตำบลยางสาวเป็นพื้นที่ป่าสัมปทานโดยมีไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นไม้เด่นอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เช่น มะค่าโมง ประดู่ แดง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ยางนา ถือเป็นไม้เด่นของพื้นที่เช่นกัน ขณะนั้นสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป แต่ในปัจจุบันต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นพร้อมทั้งยางนาทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่พบเห็นได้จำนวนน้อยมาก จนแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มียางนาในยางสาวอีกแล้วในปัจจุบัน ด้วยสายพระ เนตรอันยาวไกล ในการเสด็จพระราช ดำเนินแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล โดยรถยนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ไปเก็บเมล็ดยางนาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2509 แล้วนำไปเพาะกล้าไว้ใต้ร่มต้นแคบ้านบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานส่วนหนึ่ง และทรงเพาะเมล็ดพันธุ์ด้วยพระองค์เองไว้บนดาดฟ้าพระตำหนักเปี่ยมสุขในวังไกลกังวล หัวหิน ส่วนหนึ่ง จากนั้นทรงปลูกกล้าไม้ยางนาอายุ 4 เดือน ในบริเวณสวนจิตรลดาร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศ์ ข้าราชบริพาร คณาจารย์ และนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2504

เพื่อเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางชุมชนยางสาว จึงได้ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเพชรบูรณ์ และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดทำโครงการคืนยางนาสู่ยางสาว เพื่อเฉลิมพระ เกียรติ เนื่องในโอกาสดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นกิจกรรมกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ รู้สึกรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้สมดั่งพระราชปณิธานของทั้งสองพระองค์ อีกทั้งเป็นการนำกลับคืนมาของต้นยางนา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ กลับคืนถิ่นและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ที่สำคัญยิ่งของตำบลยางสาวต่อไป.

 

?ฒษฆฯ.ศ์ฮฑฺฒฑ์เดลินิวส์  ฉับวันที่ 31/5/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/400993

 


ปัญหาเกษตร ที่นีมีคำตอบ : ผลกระทบต่อความเป็นอยู่ในภาวะปรากฏการณ์เรือนกระจก (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 พ.ค. 2559, 8:10:36 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ เศรษฐกิจ และสังคมของมนุษย์ทั่วโลก และความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในด้านต่างๆ ดังนี้

ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ สภาวะโลกร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบถึงความดันบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงในความดันบรรยากาศ จะเป็นตัวควบคุมการไหลเวียนของบรรยากาศ ส่งผลต่อภูมิอากาศโลก มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของความชื้น จะส่งผลกระทบต่อปริมาณของฝนที่ตก อุณหภูมิ ลม และพายุ

ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ เมื่อมีฝนตกหนักขึ้น จนเกิดอุทกภัย และแผ่นดินถล่ม ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะถูกพัดพาไปตามลำน้ำ เกิดเป็นความขุ่นของสายน้ำ ที่เมื่อตกตะกอนจะสร้างความตื้นเขินให้แก่แหล่งน้ำ สายน้ำขุ่นไหลออกสู่ชายฝั่งจะทำลายแนวปะการัง ที่เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำ และสาหร่ายตามชายฝั่งตายลง จะเกิดการเน่าเสีย ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงจน และเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำต่างๆผลกระทบต่อแหล่งพลังงาน กิจกรรมขุดเจาะน้ำมันในมหาสมุทร ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพภูมิอากาศ การเกิดพายุหมุนที่รุนแรง ย่อมเป็นอุปสรรคในการขุดเจาะน้ำมันในทะเลและมหาสมุทรวาตภัยอาจกระหน่ำแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลจนอับปาง การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานลม ก็จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศมากกว่าการผลิตพลังงานรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งระดับน้ำที่ลดลงอย่างมากของเขื่อนในหน้าแล้ง ทำให้มีปริมาณน้ำไม่พอต่อการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

ผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลและที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ถ้าอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอีก จะทำให้น้ำแข็งจากขั่วโลกเกิดการละลายอย่างรวดเร็ว จนระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นอีก การขยายตัวของมหาสมุทรทำให้เมืองที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล และที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก จะถูกน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ จนต้องมีการย้ายถิ่นฐานใหม่

ผลกระทบต่อการเกษตรกรรม ภาคเกษตร มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการใช้เครื่องมือและเครื่องจักร กระบวนการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกิดก๊าซมีเทน รวมทั้งเกิดจากการเผาวัชพืช เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก และของเสียที่จัดการอย่างไม่ถูกวิธี  ทำให้เกิดก๊าซจากการหมักทับถม และเกิดปัญหาตามมาคือ ในบริเวณที่มีการจัดสรรน้ำในการชลประทานได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการเกษตรกรรม อากาศที่ร้อนขึ้น จะเร่งการระเหยและการคายน้ำของพืช ทำให้พืชเกิดอาการเหี่ยวแห้งตาย และอากาศร้อนยังเร่งการเจริญเติบโตของแมลงและจุลินทรีย์บางชนิดที่ทำลายพืชอีกด้วย

ผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงและอุ่นขึ้น ทำให้สัตว์และพืชต่างๆ ต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด และถ้าปรับตัวไม่ได้ก็จะล้มตายลง ส่งผลกระทบต่อการสืบพันธ์ุของสัตว์และปลาน้ำเย็น และยังทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์อื่นๆ ในเขตหนาว กำลังเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายจากช่วงฤดูหนาวที่สั้นลง ส่วนในเขตมรสุม จะมีพายุฤดูร้อนเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น โดยระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการสูญเสียของผลิตผลทางการเกษตร และมีการระบาดของแมลงและเชื้อโรคหลายชนิด ค่อยๆ ลามขึ้นไปในดินแดนทางขั้วโลก และที่สูงตามยอดเขาที่เคยหนาวเย็น

ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนและสิ่งมีชีวิต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคน หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และกำลังกลายเป็นมหันตภัยอย่างยิ่ง หากมนุษย์ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อชะลอการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเกิดภาวะโลกร้อน

ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ แรงงานของไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมและการผลิตต้องพึ่งพาภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ความแปรปรวนของภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง ฝนตกหนักในช่วงสั้น ฝนตกผิดฤดูกาล และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง ได้สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

ภาวะโลกร้อนของไทยเราในปัจจุบัน มีความทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งในอนาคตเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะมีเหตุการณ์อันไม่คาดคิดอะไรเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน จะต้องให้ร่วมมือกันเป็นอย่างดี

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 31/5/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/218271

 


กยท.สั่งสำรวจสต๊อกยางทั่วปท. เร่งปรับกลยุทธ์บริหารสร้างเสถียรภาพราคา (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 31 พ.ค. 2559, 8:08:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้หน่วยงานในสังกัด กยท. ทุกหน่วยงานตรวจสอบทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดโดยเฉพาะสต๊อกยางในจังหวัดต่างๆ ว่า มีจำนวนที่แท้จริงเท่าไร พร้อมทั้งให้มีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพของยางทุกโกดังที่เก็บด้วย เพราะต้องการรู้ว่า ยางคุณภาพดี และยางที่เสียแล้วมีจำนวนเท่าไร จะได้นำมาใช้ในการบริหารจัดการสต๊อกยางให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

ขณะนี้ฤดูเปิดกรีดยางในปีนี้ได้เริ่มต้นแล้ว กยท. จำเป็นจะต้องรู้สต็อกยางเก่าที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะบริหารสต๊อกยางเก่าไม่ให้กระทบต่อยางใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาด โดยจะต้อง กยท.จังหวัดแต่ละจังหวัดตรวจสอบให้แล้วเสร็จทั้งปริมาณและคุณภาพยางให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2559 นี้

ดร.ธีธัช กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ราคายางขณะนี้ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ยางกับปริมาณผลผลิตใกล้เคียงกัน และเป็นราคาที่พึ่งพอใจทั้งเกษตรกร ผู้รับซื้อ และผู้แปรรูป ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐที่รัฐบาลตั้งเป้ารับซื้อประมาณ 80,000-100,000 ตัน ในราคาชี้นำตลาดในช่วงนั้นคือกิโลกรัมละ 45 บาท และได้ตั้งงบประมาณในการรับซื้อไว้ทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท แต่่ปรากฏว่า ใช้งบประมาณไปเพียง 120 ล้านบาท ราคายางได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 60 บาทแล้ว ทำให้ไม่ต้องใช้เงินในการรับซื้อยางตามโครงการดังกล่าวอีกต่อไป

อย่่างไรก็ตาม การกำหนดราคายางของไทยในปัจจุบัน ปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นผู้กำหนด และขึ้นกับภาวะเศรษฐกิิจของโลกด้วย หากเศรษฐกิจโลกยังเป็นเช่นนี้ ราคายางไม่น่าจะเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันมากนัก ดังนั้น ถ้าจะให้ราคายางมีเสถียรภาพที่มั่นคง จะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ลดการส่งออกวัตถุดิบ เพิ่มปริมาณการแปรรูป และส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์แทน

ที่ผ่านมาผลผลิตยางของไทยมีประมาณปีละ 4.2 ล้านตัน นำไปแปรรูปใช้ในประเทศไทยและส่งออก 0.55 ล้านตัน แต่สร้างรายได้ถึง 270,000 ล้านบาท ขณะที่เหลืออีกร้อยละ 87 ส่งออกในรูปของยางดิบชนิดต่างๆ แต่มีมูลค่าน้อยกว่าคือ 250,000 ล้านบาท ดังนั้น กยท.ในฐานะที่เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ จะต้องดำเนินการส่งเสริมให้มีการให้มีการใช้ยางในประเทศและส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ ตลอดจนยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้นดร.ธีธัช กล่าว

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 31/5/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/218270

 


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ  ร้านเกษตรวิรุฬ