นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
23 เมษายน 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6225)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (15054 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th







แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
มะนาวโคตรแพง ราคาพุ่งลูกละ 13 บาท พณ.ชี้แค่ช่วงนี้แล้งเดี๋ยวถึงฤดูฝนก็ลดลง (อ่าน 25 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 10:23:45 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงหลายพื้นที่ ประจวบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะมะนาวและอาหารจานเดียวที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วหน้า  



                ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 22 เมษายนว่า จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดสดเทศบาลเมืองลพบุรีขณะนี้ พบราคามะนาวปรับเพิ่มขึ้นมาก โดยมะนาวแป้นราคาลูกละ 10-13 บาท ส่วนมะนาวลูกเล็กราคาลูกละ 5-6 บาท แต่เมื่อซื้อไปแล้ว ก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำนำมาปรุงอาหารได้เลย ทำให้ทั้งแม่ค้าและแม่บ้านที่มาจับจ่ายซื้อผักและมะนาว บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า มะนาวแพงแบบนี้ คงต้องหาวัตถุดิบอื่นอย่างน้ำมะขามเปียกมาใช้มาแทน หรือใช้น้ำมะนาวแบบขวดที่มีราคาถูกกว่า 

                เช่นเดียวกับที่ จ.สุพรรณบุรี ชาวบ้านหลายพื้นที่บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ามะนาวแพงมาก บางครั้งซื้อไป ก็ใช้ปรุงอาหารไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำ    เมื่อผู้สื่อข่าวออกสำรวจตลาดสดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีและตลาดนัดทั่วไป พบมะนาวปรับราคาขึ้นมาก โดยลูกเล็กราคาลูกละ 7 บาท  มะนาวลูกใหญ่ลูกละ 10 บาท แต่ไม่ค่อยมีจำหน่าย 

                ด้านนายรณชัย วิรุฬห์รัฐ การค้าภายในจังหวัดสุพรรณบุรีกล่าวว่า จากราคามะนาวที่แพงขึ้น จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามราคาและรายงานสถานการณ์ทุกวัน ล่าสุดราคาขายปลีกผลละ 8 บาท สาเหตุที่ทำให้มะนาวแพงขึ้น เพราะเป็นช่วงหน้าร้อน ผลผลิตลดลง จากนี้ไปประมาณ 1 เดือน เมื่อเข้าหน้าฝนผลผลิตมะนาวจะมากขึ้น ราคาจะเข้าสู่ภาวะปกติ

             ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวจ.สุพรรณบุรีกล่าวว่า ราคามะนาวที่สูงขึ้น นอกจากเป็นช่วงหน้าร้อนแล้ว ยังเป็นผลจากพื้นที่ปลูกในภาพรวมลดลง  ปรากฎการณ์ราคามะนาวแพงจะเป็นเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เมื่อเข้าฤดูฝนผลผลิตออกมามากราคาก็ลดลงตามธรรมชาติ

                ขณะที่นายสันติชัย  สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงปัญหาราคาผักผลไม้มีราคาสูงขึ้นว่า สาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงมาก โดยเฉพาะมะนาวที่มีราคาสูงมากในช่วงนี้   เชื่อว่าเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เมื่อเข้าฤดูฝน ราคาผักและผลไม้จะกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ช่วยเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ค้าและผู้บริโภค ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น งานธงฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค

               สำหรับปัญหาราคามะนาวแพงที่พูดกันมากนั้น นายสันติชัยกล่าวว่า กรมฯร่วมกับเกษตรกรแก้ปัญหาเรื่องนี้บ้างแล้ว โดยสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวให้นำน้ำมะนาวแช่แข่งออกจำหน่ายในช่วงมะนาวแพง จัดจำหน่ายมะนาวธงฟ้า นอกจากนี้ ด้านเอกชนช่วยแก้ปัญหาโดยนำเข้ามะนาวจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในส่วนผู้ประกอบการมีวิธีแก้ปัญหาชั่วคราว โดยใช้วัตถุดิบทดแทน อาทิ น้ำมะขามเปียก เพราะสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในหน้าแล้งทุกปี

                ส่วนนายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวถึงกรณีโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจ.นนทบุรีปรับขึ้นค่าเช่าสถานที่จำหน่ายอาหารในโรงเรียน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องปรับขึ้นราคาจำหน่ายอาหารเฉลี่ยจานละ 30-40 บาท สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ปกครองและร้องเรียนมายังกรมการค้าภายในว่า กรมฯจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พร้อมประสานกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดูแลเรื่องการกำหนดค่าเช่าสถานที่ขายอาหารในโรงเรียนทุกแห่ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการเปิดร้านอาหารธงฟ้าในโรงเรียน เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

http://www.naewna.com/business/100353


กระทรวงเกษตรฯจัดใหญ่งานเฉลิมพระเกียรติในหลวง เผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านดินและน้ำ (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 10:06:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

    อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงปากท้องของเกษตรกรชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศพระวรกายศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกษตรกรได้รับความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ได้อย่างสมดุล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งทรงทดลองเอง โดยทรงศึกษาค้นคว้าทั้งด้านประมง พืช สัตว์ นอกจากนี้ยังทรงทดลองปฏิบัติในศูนย์ศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรได้ปฏิบัติจริงโดยใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่น แต่สิ่งที่พระองค์ทรงกังวลคือเรื่องของสมดุลธรรมชาติ ทรงดำริให้มีโครงการฝนหลวงเพื่อให้สามารถสร้างสมดุลในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาหมอกควันด้วย

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับ กรมชลประทาน และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “พระอัจฉริยภาพด้านดินและน้ำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา” ภายใต้ชื่อ งาน “ดินอุดม น้ำสมบูรณ์ ด้วยพระบารมี” ระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2557 ณ Royal Paragon Hall สยามพารากอน โดยมีการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำ ผลสำเร็จของโครงการพระราชดำริ รวมถึงเผยแพร่วิธีปฏิบัติในการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำที่ถูกต้องและเหมาะสมให้ประชาชนทั่วไปทราบ

               นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์ท่านให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน จะเห็นว่าดินกับน้ำนั้นต้องบูรณาการไปพร้อมๆกัน เนื่องจากเป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ดังนั้น ในโอกาสที่พระองค์ท่านเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 87 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2557 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดงานพระอัจฉริยภาพด้านดินและน้ำเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้หัวข้อ “ดินอุดม น้ำสมบูรณ์ ด้วยพระราบารมี” เป็นการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน ที่ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นระยะเวลายาวนาน โดยพระองค์ทรงมองเห็นว่า ที่ไหนขาดแคลน ที่นั่นเราก็สามารถดัดแปลงแก้ไขได้ โดยเริ่มทำจากจุดเล็กๆ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนได้รับรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

               นายสัญชัย เกตุวรชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำหรับผลงานที่กรมชลประทานจะนำเสนอในครั้งนี้มีโครงการสำคัญๆทั้ง 4 ภาค ยกตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยัง โครงการเขื่อนป่าสัก เป็นโครงการที่ใช้พื้นที่ในการทำทฤษฎีใหม่ เป็นที่ส่วนพระองค์ นอกจานี้ยังมีโครงการคลองลัดโพธิ์ ที่สามารถช่วยบรรเทาน้ำท่วม ซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสว่าทำอย่างไรที่จะระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เร็วยิ่งขึ้น  เป็นการย่นระยะทางจาก 18 กม. เหลือ 600 ม. และประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั้งในส่วนของ กรุงเทพฯและประชาชนที่อยู่ด้านเหนือๆขึ้นไป  ก็คงมีโครงการสำคัญๆที่จะแสดงให้กับประชาชนที่มาในงานได้รับทราบถึงพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในการวางโครงการและเกิดผลประโยชน์สูงสุดกับพสกนิกรของท่านอย่างไร และส่วนที่ 2 ก็เป็นโครงการเทิดพระเกียรติที่ได้ให้ คุณแอ๊ด คาราบาว ศิลปินแห่งชาติได้มาแต่งเพลง ดินอุดม น้ำสมบูรณ์ ด้วยพระบารมี เป็นการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไฮไลท์ของงาน

              สำหรับความพิเศษของการจัดงานในครั้งนี้คือ การได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานในการเปิดงานและบรรยายพิเศษหัวข้อ “งานโครงการพระราชดำริ” และมีบุคคลผู้ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอีกหลายท่านมาบรรยายพิเศษ เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เป็นต้น

              ด้าน นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านอื่นๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติก็รับทราบถึงพระอัจฉริยภาพด้านดินของพระองค์ท่าน และยอมรับว่าในโลกนี้ มีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ลงมาศึกษา ลงมาทำงานด้านดิน ดังนั้น เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2555 ทางสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติจึงได้ถวายเหรียญนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในขณะเดียวกัน เมื่อปี 2535 ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมดินโลก ซึ่งจะมีการประชุมทุก 4 ปี ก็ได้จัดนิทรรศการพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านในการประชุมดังกล่าว ผู้แทนของประเทศต่างๆ ที่ได้มาเห็นนิทรรศการก็รู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน และเห็นชอบร่วมกันให้วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก ผ่านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทางสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้ลงมติเห็นชอบประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก ตรงนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า นานาชาติเล็งเห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน และมีการประกาศสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านไปทั่วโลก โดยภายในงานเราทำจำลองเหรียญนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม แสดงไว้ในส่วนของนิทรรศการพระราชสดุดีของพระองค์ท่านด้วย

                นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าการเกษตร อาหารปลอดภัย การสาธิตอาชีพเพิ่มรายได้ กิจกรรมประกวดวาดภาพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษอีกมากมาย โดยผู้ร่วมงานจะได้รับแสตมป์ที่ระลึก 5 ธันวา วันดินโลกฟรี อีกทั้งในแต่ละวันของการจัดงาน ยังมีการแสดงของศิลปิน ดาราชื่อดังมากมาย อาทิ บอย ปกรณ์ ,ปอ ทฤษฎี ,แอ๊ด คาราบาว ,ฮั่น อิสริยะ, แกงส้ม ธนทัต, กัน ณภัทร, ริท เรืองฤทธิ์ และวงสุนทราภรณ์ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานและร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ฟรี

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนว แบับวันที่ 23 เมษายน 2557

http://www.naewna.com/local/100298



โจ๋นครปฐม “ยุวเกษตรกรดีเด่น” (อ่าน 35 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 10:03:31 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณาผลงานเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ได้พิจารณาคัดสรรสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2557 เพื่อยกย่องให้เป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ และเข้ารับพระราชทานรางวัลในพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ความคิดริเริ่ม และความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน ความสำเร็จของผลงานทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน ความยั่งยืนในอาชีพ ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

                ผลการคัดเลือก นายศุภากร ดำรงธรรมคุณ อายุ 19 ปี สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนสถาพรวิทยา อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น ด้านการผลิตผักปลอดสารพิษครบวงจร สามารถสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง จำหน่ายในพื้นที่และชุมชนใกล้เคียง มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นที่ประจักษ์ใน 4 ด้านดังกล่าวข้างต้น กรมฯ  ในฐานะหน่วยงานที่ดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานกลุ่มยุวเกษตรกรขอแสดงความยินดีกับ นายศุภากร ดำรงธรรมคุณ สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนสถาพรวิทยา  อ.บางเลน จังหวัดนครปฐม  ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ

 

ที่มา : หนงสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

http://www.naewna.com/local/100275


เร่งขุดลอกคลอง“กำแพงเพชร”เพิ่มประสิทธิภาพชลประทาน (อ่าน 28 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:49:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายภัทวี ดวงจิตร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกำแพงเพชร กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดกำแพงเพชร ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานในจังหวัด โดยภายหลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 ได้นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องแก้มลิงมาขยายผลเพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม และน้ำไม่พอใช้ เนื่องจาก จ.กำแพงเพชร ไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ เวลาน้ำมาจะมาเร็วและไปเร็ว ดังนั้นการใช้แก้มลิงจะลดปริมาณน้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมจังหวัด ขณะเดียวกันก็ช่วยเติมน้ำในดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ รวมทั้งยังทำการขุดลอกคลองควบคู่กันไปเพื่อประโยชน์ในการกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้งอีกด้วย

                “ในปี 2555 กรมชลประทานได้ทำการขุดลอกคลองหนองงูเห่า ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 5,000 ไร่ ต่อมาในปี 2556 ดำเนินการขุดลอกคลอง และแก้มลิงอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ อาทิ ขุดลอกแก้มลิงคลองใหญ่ อ.ขาณุวรลักษบุรี  แก้มลิงบึงตุ๊บป่อง อ.บึงสามัคคี   พร้อมงานขุดลอกและปรับปรุงคลองอีก 14 แห่ง รวมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้น 35,900 ไร่  และในปี 2557 นี้ยังคงร่วมมือกับทางจังหวัดดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้อีกทั้งสิ้น 15 โครงการ” นายภัทวีกล่าว

                ทั้งนี้ กรมชลประทานมีเป้าหมายจะสร้างแก้มลิงทั่วทั้งจังหวัดกำแพงเพชรจำนวน 50 แห่งเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ช่วยเติมน้ำในดิน และดำเนินการปรับปรุงสถานีสูบน้ำอีก 54 แห่งเพื่อเพิ่มกำลังการสูบน้ำ คาดว่า เมื่อเสร็จตามแผนทุกโครงการ ฯ จะขยายพื้นที่รับประโยชน์ได้ถึง 2.7 ล้านไร่


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

 http://www.naewna.com/local/100276


ทส.เปิดจุดจ่าย“น้ำบาดาล”ช่วยเหลือภัยแล้งขอนแก่น (อ่าน 25 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:44:38 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ณ จังหวัดขอนแก่น และ มหาสารคาม ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อติดตามการปฏิบัติงานชุดเจาะบ่อน้ำบาดาลช่วยเหลือภัยแล้ง และเปิดจุดจ่ายน้ำบาดาล เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โครงการจัดหาน้ำสะอาดให้กับหมู่บ้านหาน้ำยาก ณ บ้านลาดนาเพียง หมู่ 14 และหมู่ 20 ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ติดตามการปฏิบัติงานชุดเจาะบ่อน้ำบาดาล และเปิดจุดจ่ายน้ำบาดาลโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ณ บ้านม่วง ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมืองขอนแก่น , บ้านทางพาดปอแดง หมู่ 12 ตำบลโคกสำราญ อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น และ บ้านพงสว่าง ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม พร้อมกับตรวจเยี่ยมและให้ขวัญกำลังแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งได้แจกจ่ายน้ำบาดาลให้กับประชาชนที่นำรถเข็นภาชนะมาบรรจุน้ำ และแจกน้ำดื่มสะอาดบรรจุแกลลอน ขนาด 5 ลิตร จำนวน 500 แกลลอน จากรถผลิตน้ำดื่มสะอาดของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 4 ขอนแก่น

                โครงการจัดหาน้ำสะอาดให้กับหมู่บ้านหาน้ำยาก โดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 4 ขอนแก่น ดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาลเสริมระบบประปา จำนวน 2 บ่อ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำบาดาล เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตประปาของหมู่บ้าน และใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 4 ขอนแก่น ดำเนินการเจาะบ่อบาดาล จำนวน 10 บ่อ และบ่อสังเกตการณ์ 2 บ่อ สามารถผลิตน้ำได้กว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันทำให้ประชาชนที่ทำการเกษตรกรมีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดจนผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

              http://www.naewna.com/local/100273 


เตรียมพร้อมพระราชพิธีพืชมงคล“ชวลิต”พระยาแรกนา-พระโค“ฟ้า-ใส”เสี่ยงทาย (อ่าน 26 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:35:43 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยการเตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2557 ว่า ในปีนี้ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันพฤหัสบดีที่ 8  พฤษภาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย  สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9  พฤษภาคม ระหว่างเวลา ระหว่างเวลา  08.09 – 08.39  น.  ณ  มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 

                โดยในปีนี้ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือ นายชวลิต  ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เทพีคู่หาบทองปีนี้ ได้แก่ ได้แก่ น.ส.พชร ลาภผล นักวิชาการประมงปฏิบัติการ กรมประมง น.ส.กาญจนา  มาลัยกฤษณะชาลี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.จารุรัตน์ พุ่มประเสริฐ นักวิชาการเกษตรชำนาญการกรมวิชาการเกษตร น.ส.ฑิฆัมพร สุทธิฤทธิ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมการข้าว พระโคแรกนา ได้แก่ ฟ้า และ ใส พระโคสำรอง ได้แก่ มั่น และ คง

                สำหรับการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืชที่นำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ นั้น กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2557 ทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 11 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,082 กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวนาสวน  จำนวน 8 พันธุ์  ได้แก่ ปทุมธานี 1 สังข์หยดพัทลุง ขาวดอกมะลิ 105 กข 49 กข 41 2กข 31 กข 47 และ กข 6 ข้าวไร่  จำนวน 3 พันธุ์  ได้แก่ พันธุ์ดอกพะยอม พันธุ์ซิวแม่จัน และพันธุ์ลืมผัว ซึ่งในการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2557 กรมการข้าวได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน โดยเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุในกระบุงเพื่อใช้หว่าน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และแปลงนาสาธิตในพระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา และบรรจุใส่ถุงเงินถุงทอง ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 กิโลกรัม พันธุ์ปทุมธานี 1 จำนวน 20 กิโลกรัม และพันธุ์ กข 6 จำนวน 30 กิโลกรัม  ส่วนพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานคงเหลือ จำนวน 1,840 กิโลกรัม ทางกรมการข้าวยังได้แบ่งบรรจุในซองพลาสติก จำนวน 360,000 ซอง แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพทางการเกษตรตามประเพณีนิยมต่อไป


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

 http://www.naewna.com/local/100278


รายงานพิเศษ : แจก11พันธุ์ข้าวพระราชทาน ในงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี’57 (อ่าน 26 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:30:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สำหรับในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ถือว่าเป็นเดือนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เป็นระยะเริ่มต้นของฤดูการทำนา ในเดือนนี้มีพระราชพิธีที่เป็นมงคลยิ่งของเกษตรกรไทย คือ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “พิธีแรกนาขวัญ” เป็นพระราชพิธีโบราณที่สืบทอดกันมาช้านาน นับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่กระบวนการผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศไทย มุ่งหมายบำรุงขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรชาวไร่ชาวนา เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูกาลเพาะปลูกทุกปี นับแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2557 ได้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยเป็นการทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อให้ปลอดจากโรคและเจริญงอกงาม แล้วจึงเริ่มพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ ในวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการไถหว่านเมล็ดข้าวในวันถัดมา ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เป็นการส่งสัญญาณการเข้าสู่ฤดูกาลทำนาและเพาะปลูกประจำปี ทั้งนี้กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2557 ทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 11 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,082 กิโลกรัม ประกอบด้วย

1. ข้าวนาสวน  จำนวน 8 พันธุ์  ได้แก่

1) ปทุมธานี 1 จำนวน 398 กิโลกรัม เป็นข้าวหอมนุ่ม คุณภาพเมล็ดคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ให้ผลผลิตสูงประมาณ 650-774 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2543

2) สังข์หยดพัทลุง จำนวน 114 กิโลกรัม เป็นข้าวพื้นเมืองดั้งเดิมที่ปลูกในจังหวัดพัทลุง ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะมีความนุ่มเล็กน้อย ส่วนข้าวซ้อมมือเมื่อหุงสุกจะนุ่ม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 330 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550

3) ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 406 กิโลกรัม เป็นข้าวที่มีคุณภาพการหุงต้มดี สุกแล้วหอมนุ่มเหนียว ปลูกในสภาพทนแล้งได้ดีพอสมควร ให้ผลผลิตประมาณ 636 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2502

4) กข 49 จำนวน 205 กิโลกรัม เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพการสีดีมาก สามารถสีเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ได้ เมื่อหุงสุกค่อนข้างนุ่ม มีสีขาวนวล เลื่อมมันเล็กน้อย ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 939 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อต้นปี 2556

5) กข 41 จำนวน 207 กิโลกรัม เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีได้ข้าวเต็มเมล็ด ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูงประมาณ 722 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552

6) กข 31 จำนวน 228 กิโลกรัม เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 745 กิโลกรัม/ไร่ (ปักดำ) และประมาณ 738 กิโลกรัม/ไร่ (น่าหว่านนาตม) ต้านทานเพลี้ยกระโดดหลังขาว และค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคใบขอบแห้ง โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคเมล็ดด่าง ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550

7) กข 47 จำนวน 62 กิโลกรัม เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพการสีดีถึงดีมาก สามารถสีเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ได้ ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดีกว่า กข 41 และค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ได้ดีกว่าพันธุ์พิษณุโลก 2 ให้ผลผลิตสูงประมาณ 793 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553

8) กข 6 จำนวน 325 กิโลกรัม เป็นข้าวเหนียวที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์โดยการใช้รังสีชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ คุณภาพการหุงดี มีกลิ่นหอม และทนแล้งได้ดี ให้ผลผลิตสูงประมาณ 666 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2520

2. ข้าวไร่  จำนวน 3 พันธุ์  ได้แก่

1) ดอกพะยอม จำนวน 52 กิโลกรัม เป็นข้าวเจ้าพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกทางภาคใต้ มีความโดดเด่นในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ปลูกแซมกับต้นยางพาราได้ มีความต้านทางโรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาล ให้ผลผลิตโดยประมาณ 250 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522

2) ซิวแม่จัน จำนวน 45 กิโลกรัม เป็นข้าวเหนียวที่เพาะปลูกทางภาคเหนือ ปลูกได้ทั้งสภาพไร่และสภาพนา ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี คุณภาพการสีและการหุงต้มดี ได้ข้าวนึ่งที่อ่อนนุ่มคล้ายข้าวเหนียวสันป่าตอง ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้งในสภาพธรรมชาติ ให้ผลผลิตโดยเฉลี่ย 456 กิโลกรัม/ไร่ ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522

3) ลืมผัว จำนวน 40 กิโลกรัม เป็นข้าวเหนียวที่เด่นด้านรสชาติ มีกลิ่นหอม หากสีเป็นข้าวกล้องเมื่อหุงสุก สัมผัสแรกเมื่อเคี้ยวจะกรุบ หนึบ ภายในนุ่มเหนียว อุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แอนโทไซยานิน และแกมมาโอไรซานอล กรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3 โอเมกา 6 และโอเมกา 9 วิตามิน เช่น วิตามินอี ธาตุอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมงกานีส ประกาศรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555

“กรมการข้าว เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก เพื่อใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2557 ได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน โดยเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุในกระบุงเพื่อใช้หว่าน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และแปลงนาสาธิตในพระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา และบรรจุใส่ถุงเงินถุงทอง ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 กิโลกรัม พันธุ์ปทุมธานี 1 จำนวน 20 กิโลกรัม และพันธุ์ กข 6 จำนวน 30 กิโลกรัม 

สำหรับพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานคงเหลือ จำนวน 1,840 กิโลกรัม ทางกรมการข้าวได้แบ่งบรรจุในซองพลาสติก จำนวน 360,000 ซอง แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพทางการเกษตรตามประเพณีนิยมต่อไป” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

          http://www.naewna.com/local/100290 


นำสองพลังงานสะอาด มาอบผลผลิตทางเกษตร - หลากเรื่องราว (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:11:36 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กลุ่มนักศึกษาจากคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นำพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ ด้วยการนำเอาความร้อนไปใช้สำหรับ ตู้อบผลผลิตทางการเกษตร ได้ผลจนเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว นักศึกษากลุ่มนี้ยังดึงเอาพลังงานทางชีวภาพ ซึ่งก็คือ แก๊สชีวภาพ ที่ผลิตเองจากเศษอาหารของเหลือทิ้งมาประสานกันเป็นพลังงานสำรองสำหรับตู้อบ ในยามที่บางวันแสงอาทิตย์อาจจะมีไม่พอ ทำให้สามารถอบผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องหยุดชะงักแม้วันที่ แดดไม่ออกก็ตาม

สิ่งประดิษฐ์นี้ เป็นผลงานร่วมของ  นายชัยวุฒิ ล่าบ้านหลวง, นายคมสัน เครืองเนียม, นางสาวประภัสสร สำเภาทอง, นายทวีศักดิ์ อรชร, นายจักรินทร์ นับพิมาย, นายปริวรรต เรืองฤทธิ์ และ ดร.เกียรติศักดิ์    แสงประดิษฐ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตลอดโครงการ

โครงการนี้ได้รับการเปิดเผยจากเจ้าของผลงานว่า สำหรับโครงการประยุกต์ใช้แก๊สชีวภาพกับพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับตู้อบผลผลิต ทางการเกษตรนี้ พวกตนได้แรงบันดาลใจมาจากการศึกษาแล้วพบว่าในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้การ ตากแดด ทำแห้งผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเป็นการถนอมอาหาร หรือ เก็บรักษาคุณภาพของผลผลิตการเกษตร ในการทำแห้งผลผลิตทางเกษตรด้วยวิธีตากแดดนั้นจะใช้เวลานานและจะไม่สามารถทำ ได้เมื่อปริมาณแดดมีจำนวนน้อย หรือ ฝนตก ฉะนั้นทำการตากแห้งผลผลิต   ไม่เป็นไปตามต้องการ และการตากแบบเดิมนั้นยังทำให้เกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและอาจจะเกิดเชื้อ ราในผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรได้อีกด้วย ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการพัฒนาสร้างเครื่องอบแห้งขึ้นมาหลายรูปแบบ เช่น การอบโดยใช้น้ำมัน แก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และใช้พลังงานค่อนข้างสูงอีกด้วย รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นพวกตนจึงมีแนวคิดที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และแก๊สชีวภาพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากพลังงานดังกล่าวเป็นพลังงานสะอาด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้ฟรีจากธรรมชาติ ซึ่งสามารถใช้เป็นพลังงานทางเลือกได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกในการนำพลังงานสะอาดมาใช้แทนพลังงานสิ้นเปลือง ที่นับวันยิ่งเหลือน้อยลงไปทุกที

สำหรับเครื่องอบที่ประดิษฐ์ขึ้นจนสำเร็จนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ชุดรวบรวมแสง  (Solar Collector) เป็นการผลิตลมร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำลมร้อนไปใช้อบผลผลิตการเกษตรในตู้อบ ส่วนที่ 2 ชุดผลิตแก๊สชีวภาพ (Bio Gas System) เพื่อนำแก๊สชีวภาพมาใช้ในกรณีที่ลมร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำ หรือใช้ในกรณีที่มีฝน ส่วนที่ 3 ตู้อบ (Dryer) โดยตู้อบจะมีชุดควบคุม เพื่อควบคุมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และแก๊สชีวภาพให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ สามารถอบผลผลิตการเกษตรได้

หลักการทำงาน คือ ตู้อบจะใช้พลังงานหลักในการอบจากพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยคิดเป็น 90% และจะใช้พลังงานความร้อนจากการเผาไหม้ของแก๊สชีวภาพ      10% ในกรณีที่แสงแดดไม่เพียงพอ และจะใช้พลังงานความร้อนจากการเผาไหม้ของแก๊สชีวภาพ 100% ในกรณีที่ฝนตกตลอดทั้งวันในการผลิตลมร้อนจากพลังงานจากแสงอาทิตย์นั้นจะใช้ หลักการของพาราโบลา ในการรวมแสง โดยที่แผงรับรังสีของความร้อนแบบพาราโบลาสามารถปรับระดับได้ตั้งแต่ 1–50 องศา เพื่อนำลมร้อนที่ได้จากการรวบรวมความร้อนของชุดรวบรวมความร้อนแบบพาราโบลา ผ่านท่อนำความร้อน ไปใช้ในตู้อบซึ่งสามารถผลิตลมร้อนได้ถึง 80 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาแดดร้อนจัด ตู้อบจะนำลมร้อนที่ได้มาใช้ในการอบแห้ง โดยจะตั้งอุณหภูมิในการอบที่ 60 องศาเซลเซียส จะมีระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติเพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในตู้อบไม่ให้ต่ำ กว่า 60 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิภายในที่ได้จากแสงอาทิตย์ในตู้อบต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ระบบควบคุมจะสั่งให้จ่ายแก๊สชีวภาพอัตโนมัติมาเผาท่อนำความร้อนเพื่อเพิ่ม อุณหภูมิ แล้วนำลมร้อนที่ได้เข้าสู่ตู้อบจนอุณหภูมิภายในตู้อบมีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และระบบควบคุมก็จะสั่งให้หยุดจ่ายแก๊สชีวภาพอย่างอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิถึง ดังกล่าว

จากการทดลองเมื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างการใช้ตู้อบที่ประยุกต์ใช้ แก๊สชีวภาพกับพลังงานแสงอาทิตย์กับการตากแดด ผลที่ได้คือ การอบแห้งใบมะกรูดโดยใช้ตู้อบสามารถลดความชื้นของใบมะกรูดจาก 61% เหลือเพียง 11% โดยน้ำหนัก ในเวลาการอบ 5 ชั่วโมง โดยใบมะกรูดที่นำไปตากแดดนั้นจะไม่สามารถลดความชื้นได้ถึง 11% โดยน้ำหนักภายใน 1 วัน ซึ่งนับว่าเป็นที่น่าพอใจ เป็นการใช้ประโยชน์จากพลังงานตามธรรมชาติอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถทุ่นพลังงานและเวลาสำหรับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/232096/%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94+%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3+-+%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7


เศรษฐกิจสหกรณ์ไทย แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (อ่าน 25 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:03:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยในปีที่ผ่านมาว่า แม้ปีที่ผ่านมาภาคสหกรณ์ไทยจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และค่าแรงขั้นต่ำที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และความเสียหายของผลผลิตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ และการระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนสถานการณ์ทางการเมืองที่เปราะบาง ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุนด้วย ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยดังกล่าวก็ไม่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อ เนื่อง  

โดย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ประเมินและวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจสหกรณ์ที่ดำเนินงาน จำนวน 7,203 แห่ง แยกเป็น สหกรณ์ในภาคเกษตร 3,972 แห่ง และสหกรณ์นอกภาคเกษตร 3,231 แห่ง กลุ่มเกษตรกร จำนวน 4,130 แห่ง  สมาชิกรวมกว่า 12 ล้านคน พบว่า มีทุนดำเนินงานรวมกว่า 2.06 ล้านล้านบาท และมีการสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจรวม 1.98 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.64 ของจีดีพี (GDP) ซึ่งธุรกิจโดยรวมขยายตัวร้อยละ 5.18 ชะลอตัวเล็กลงจากปี 2555 ที่ขยายตัวร้อยละ 10.18 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ภาคสหกรณ์ไทยมีการดำเนินธุรกิจแบบอเนกประสงค์ 5 ธุรกิจ โดยมีธุรกิจสินเชื่อปริมาณมากสุดถึง 1.22 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61.47 ของปริมาณธุรกิจทั้งหมด รองลงมา คือ ธุรกิจรับฝากเงิน คิดเป็นร้อยละ 28.07 ธุรกิจรวบรวมผลิตผลและแปรรูป ร้อยละ 6.19 ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ร้อยละ 4.18 และธุรกิจการให้บริการ ร้อยละ 0.09 หากพิจารณาปริมาณการจัดการธุรกิจเป็นรายประเภท พบว่า สหกรณ์นอกภาคการเกษตร มีปริมาณธุรกิจสูงสุด จำนวน 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82.21 หรือเฉลี่ย 135,873 ล้านบาท/เดือน รองลงมา คือ สหกรณ์ในภาคเกษตร จำนวน 3.4 แสนล้านบาท และกลุ่มเกษตรกร จำนวน 12,690 ล้านบาท

ภาวะเศรษฐกิจเชิงมิติทางการเงินของภาคสหกรณ์ พบว่า ส่วนใหญ่มีความสามารถในการบริหารจัดการการเงินได้ดีพอสมควร เห็นได้จากความพอเพียงของเงินทุนต่อความเสี่ยง (Capital strength) พบว่า พอเพียงและไม่เสี่ยง จากทุนดำเนินงานที่มี จำนวน 2.06 ล้านล้านบาท เป็นทุนของสหกรณ์ถึง 9.05 แสนล้านบาท มีเงินกู้ยืมมา จำนวน 4.79 แสนล้านบาท ทุนสหกรณ์จึงรองรับหนี้เงินกู้ยืมภายนอกได้ 1.89 เท่า ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) โดยรวมมีคุณภาพสร้างรายได้ให้ผลตอบแทนร้อยละ 3.27 ซึ่งเป็นลูกหนี้สินเชื่อมากที่สุด จำนวน 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 78.98 ของสินทรัพย์รวมทั้งหมด โดยลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดร้อยละ 83.35 ของมูลหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ ขณะที่มีหนี้ที่ไม่สามารถชำระตามกำหนดได้เพียงร้อยละ 2.07.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/232099/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2+%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87


ข้าวอินทรีย์...ข้าวที่ชาวนาทุ่มเท - ดินดีสม เป็นนาสวน (อ่าน 24 ครั้ง)
วันที่: 23 เม.ย. 2557, 9:00:33 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ข้าว..อาหารหลักของคนไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ปัจจุบันคนไม่ได้สนใจว่าจะเป็นข้าวพันธุ์อะไร ชนิดไหนเท่านั้น ยังใส่ใจไปถึงกระบวนการผลิตด้วย โดยเฉพาะข้าวที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบอินทรีย์จะได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากข้าวที่ผ่านการผลิตแบบใช้สารเคมีจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตเอง ต่อสิ่งแวดล้อมทั้งดินและอากาศ สำหรับข้าวที่ผ่านการผลิตแบบอินทรีย์นี้เรียกว่า ข้าวอินทรีย์ 

ข้าวอินทรีย์คืออะไร ผลิตอย่างไร กรมการข้าวบอกหลักเอาไว้ว่า...การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจาก สารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีก ด้วย 

การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติ เป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์ แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้ก็สามารถทำให้ต้นข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอ ใจ...

การผลิตข้าวอินทรีย์มีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตข้าวโดยทั่ว ไปจะแตกต่างกันที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการ ผลิต คือ การเลือกพื้นที่ปลูก การเลือกใช้พันธุ์ข้าว การเตรียมเมล็ดพันธุ์ การเตรียมดิน การปลูก การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ระบบการปลูกพืช การควบคุมวัชพืช  การป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูพืช การจัดการน้ำ การเก็บเกี่ยว การนวด และการลดความชื้น การเก็บรักษาข้าวเปลือก การสี รวมไปถึงการบรรจุหีบห่อ

ทุกวันนี้จึงมีผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียวอินทรีย์ ข้าวเหนียวดำอินทรีย์ ข้าวเจ้าอินทรีย์ ข้าวกล้องอินทรีย์ ข้าวกล้องงอกอินทรีย์...ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นอินทรีย์แท้จริงหรือไม่ ได้มาตรฐานหรือไม่ ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก โดยดูได้จากหน่วยงานที่รับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ เช่น กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และหน่วยงานตรวจสอบรับรองของต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน มีหน่วยงานตรวจสอบรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของต่างประเทศที่มาดำเนินกิจการ ในประเทศไทย คือ  บริษัท OMIC จำกัด บริษัท P&S AGRO CONTROL จำกัด  บริษัท BCS จำกัด 

คนไทยบริโภคข้าวเป็นหลัก แล้วยังมีการส่งออกข้าวอีกด้วย แต่เหตุไฉนชาวนาไทยยังคงยากจนข้นแค้นแสนสาหัสขนาดนี้ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ได้เลย (ไม่ขอกล่าวถึงกรณีจำนำข้าว) เสมือนชาวนาเป็นผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ อื่นรวย...ที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบชาวนาถูกเอา เปรียบมาโดยตลอดทุกขั้นตอนนั่นเอง 

วิธีที่จะทำให้ชาวนามีฐานะร่ำรวยขึ้นได้ อย่างน้อยก็ไม่เป็นหนี้เป็นสินทับถมเพิ่มพูนทวี คือ ชาวนาซึ่งเป็นผู้ผลิตต้องขายเอง...ทำเอง ขายเอง รวยเอง...ผู้บริโภคเองก็ควรซื้อกับชาวนาโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีชาวนาหลายราย หลายกลุ่มที่ทำเช่นนี้ เช่น การรวมกลุ่มกันของชาวนา การรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน ดังนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตมีพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการ รับรองแล้วประมาณ 1,500 ไร่จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กลุ่มชาวนาข้าวคุณธรรมที่เริ่มต้นด้วยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ของชาวนาเกษตรอินทรีย์จังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ข้อสรุปของเวทีทำให้ได้  ปฏิญญาชาวนา คือ ชาวนาผู้ที่จะเข้าร่วมกลุ่มข้าวคุณค่าชาวนาข้าวคุณธรรม (ข้าวคุณธรรม) ต้องรวมกลุ่มออมสวัสดิ การกองบุญหนุนเกื้อ  ต้องปฏิบัติตนตามหลักศีล 5 ลด ละ เลิกอบายมุข ไม่ดื่มสุรา ของมึนเมา เหล้า เบียร์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันทุกชนิด และจะทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานสากล

...มีกลุ่มเกษตรกรมากมายที่ผลิตแบบอินทรีย์ ไม่ใช่เฉพาะข้าวเท่านั้น แต่ผลผลิตชนิดอื่น ๆ ก็หันมาผลิตแบบอินทรีย์กันมากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ผู้บริโภคสามารถเลือกได้จะบริโภคแบบไหน จะซื้อหากับใคร ยี่ห้อไหน...ฝากให้คิดไปถึงชาวนาด้วย เขาจะได้มีแรงที่จะยืนหยัดต่อไป.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/232100/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C...%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97+-+%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A1+%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว ชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) จำหน่ายลูกไก่พื้นเมือง,คู่มือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm