นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
31 มีนาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6858)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (17496 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : “ชลประทานในไร่นา”สืบสานงานตามพระราชดำริ (อ่าน 14 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 8:14:10 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   “…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่  17 มีนาคม 2529     ด้วยตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน  ดำเนินการโดย  สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง   กรมชลประทาน    กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทาง เพื่อการพัฒนาการกระจายน้ำใช้ในการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับ งานพัฒนาระบบชลประทานในไร่นา (On-Farm Irrigation System Development) ประเภทงานจัดรูปที่ดิน (Land Consolidation)มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระจายน้ำให้ถึงแปลงนาของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระตุ้นให้กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เขตจัดรูปที่ดิน ได้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาควบคู่กับการเห็นถึงคุณค่าของน้ำ เกิดการสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเองและระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยประโยชน์ที่ได้รับคือ สามารถส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนเกิดกระบวนการพัฒนาการเกษตร ที่สามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางกล่าสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ได้จัดโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯโดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 3 ปี (พ.ศ.2557 -2559) ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ตำบลท่างาม อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โครงการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โครงการฝายหนองหวาย ตำบลยางน้อย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคามและโครงการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำตำบลรางสาลี่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี    ปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการฯ ในปีแรก สามารถสร้างความตื่นตัวให้กับเกษตรกรในการจัดการ-ดูแลระบบชลประทาน เกิดคณะทำงานและสร้างเครือข่ายการทำงานระดับชุมชน เกิดวิทยากรกระบวนการของชุมชนอีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรในพื้นที่ ให้มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาระบบชลประทานและลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่ร่วมกันสร้างขึ้นตามแนวทางและกระบวนการพัฒนา จากแผนงานของโครงการ ไม่รอให้ภาครัฐเข้ามาดำเนินการให้แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งบรรลุตามเป้าหมายในปีแรกที่วางไว้   จากการดำเนินโครงการฯเกษตรกรในพื้นที่ ได้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำรัส ดังนี    นายอาทิตย์ สุขแจ่ม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่  1 ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์  จ.พิษณุโลก  เล่าว่า การที่อยู่ในพื้นที่ของโครงการ ทำให้เห็นความสำคัญ ถึงคุณค่าของการจัดสรรน้ำตามแนวพระราชดำรัส เพื่อนำมาประโยชน์ทั้งเพื่อการอุปโภค-บริโภค และที่สำคัญคือหากไม่มีการอนุรักษ์น้ำ ก็จะเป็นการละเลยทรัพยากรที่มีคุณค่าให้ทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน     นายณัฐกิตติ์ กองรักษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โพธิ์  อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่เห็นความสำคัญของการจัดการน้ำ มีการจัดทำเป็นประชาคม เพื่อให้ขั้นตอนจัดสรรน้ำ เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดทั้งเพื่อการเกษตรและการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558 http://www.naewna.com/local/151456


สกูปพิเศษ : จาก“สีคิ้วโมเดล”สู่กำแพงเพชร งานขยายผลถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลัง (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 8:07:25 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สีคิ้วโมเดล คือ การนำผลงานด้านเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังที่เหมาะสมของกรมวิชาการเกษตรไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงแป้งในพื้นที่ คัดเลือกเกษตรกรเครือข่ายมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อผลิตมันสำปะหลังตามเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร    นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สีคิ้วโมเดลมีอยู่ 5 เทคโนโลยี ได้แก่  การใช้พันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่ การจัดการดิน การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการระบบน้ำหยด และที่สำคัญคือการอารักขาพืชเรื่องของการป้องกันกำจัดโรคและแมลง โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งสีชมพู ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ทำโครงการต่อเนื่องได้รับการยอมรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี จนสามารถขยายผลโครงการครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีม     ปัจจุบันได้ขยายผลโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง โดยนำรูปแบบของสีคิ้วโมเดล มาสู่จังหวัดกำแพงเพชร เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 600,000 ไร่ เป็นอันดับสองของประเทศรองจากนครราชสีมา โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแป้งที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี ดำเนินการในพื้นที่ 4 ตำบล เกษตรกรเข้าร่วมโครงการทำแปลงต้นแบบ 60 รายๆ ละ 5 ไร่ พร้อมกันนี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำแปลงเรียนรู้ 2 แปลงๆ ละ 20 ไร่ ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังอย่างเหมาะสมครบทั้ง 5 เทคโนโลยี  อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่อำเภอขาณุวรลักษบุรีอยู่ที่ 3 ตันต่อไร่ คาดว่าผลผลิตในปีแรกหลังเข้าร่วมโครงการจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ตัน และจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5-6 ตันในปีต่อๆ ไป แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีน้ำหยดจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นที่ 5,000 บาทต่อไร่ การลงทุนอุปกรณ์ใช้ได้ประมาณ 2 ปี หรือคิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นปีละ 2,500 บาท แต่เมื่อเทียบกับผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะถึงแม้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงแต่ผลผลิตก็ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อคำนวณกับต้นทุนค่าปุ๋ยที่ลดลงจากการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแล้ว ก็จะทำให้เกษตรกรเหลือส่วนต่างที่เป็นรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โรงงานแปรรูปก็ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่โรงงานมากขึ้น ส่วนกรมวิชาการเกษตรเองก็ได้นำผลงานเผยแพร่สู่เกษตรกรในวงกว้างมากขึ้น เรียกว่าได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ด้าน นายศรีโพธิ์ ขยันการนาวี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยแก้วสามัคคีธรรม ม.2 ต.วังชะพลู อ.ขาณุวรลักษบุรี ตัวแทนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า เดิมเกษตรกรในหมู่บ้านปลูกมันสำปะหลังกันตามปกติ โดยไม่มีความรู้หรือทำตามหลักวิชาการ ลองผิดลองถูกมาตลอดทำให้ผลผลิตได้ไม่ดีเท่าที่ควร คือผลผลิตสูงสุดอยู่ไม่เกิน 3.5 ตันต่อไร่ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการกับกรมวิชาการเกษตร และปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสมทั้ง 5 เรื่อง สำหรับเรื่องของพันธุ์นั้นกำลังรอดูผลหลังการเก็บเกี่ยวว่าพันธุ์ไหนเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และให้ผลผลิตสูง ส่วนเรื่องการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินนั้น ยอมรับว่าดีมาก เพราะก่อนหน้าอยากใส่ปุ๋ยอะไรก็ใส่เดี๋ยวนี้ใช้ปุ๋ยตามที่ดินและพืชต้องการ ทำให้ไม่สิ้นเปลือง ลดต้นทุนไปได้มาก ส่วนเรื่องการใช้ระบบน้ำหยดที่นี่ จะนำแผงโซล่าเซลล์อาศัยพลังแสงอาทิตย์เป็นตัวปั้มน้ำส่งเข้าสู่ระบบน้ำหยด ช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่ได้เก็บผลผลิตยังไม่เห็นความแตกต่าง แต่แม้ว่าถ้าได้ผลผลิต 3 ตันเท่าเดิม แต่ต้นทุนลดลงจากการปรับปรุงบำรุงดิน ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ใช้พันธุ์ที่เหมาะสม ก็น่าจะทำให้มีรายได้ของเกษตรกรดีขึ้นจากเดิม

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558 http://www.naewna.com/local/151457


เกษตรบูรณาการ : งึกๆงักๆ ในคำตอบเรื่องยาง (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 8:03:31 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ติดตามการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มานานหลายเดือน โดยเฉพาะปัญหาราคาเรื่องสินค้าเกษตรฯ เน้นในส่วนของเรื่องยางๆ ต้องบอกว่า วันนี้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สรุปสั้นๆว่า มาตรการที่ออกมา 16 มาตรการ ที่เกษตรกรแทบไม่รู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาราคายางพารา ไม่ถึงมือเกษตรกรเช่นเดิม    เพราะเท่าที่แอบฟังการประชุมกรรมาธิการเกษตรฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่กรรมาธิการเกษตรฯขอให้ผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาราคายางไปชี้แจง โดยเน้นสอบถามในเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ บอกว่าดี ถึงมือเกษตร อย่างโครงการ มูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางต้องบอกว่าเมื่อ กรรมาธิการฯ เห็นหน้าผู้มาชี้แจงที่กระทรวงเกษตรฯส่งมา  ก็มึนๆ งงๆ เพราะคำตอบที่ได้ ฟังแล้วไม่กระจ่าง  เพราะตัวแทนที่มา  ตอบแบบมึนๆ งงๆ งึกๆ งักๆ ไม่ตรงคำถาม จึงทำให้กรรมาธิการฯ หลายคนสงสัยว่า เขาคือใคร และมาในฐานะอะไร เพราะเท่าที่ทราบ เห็นบุคคลๆนี้เดินตาม ท่านรัฐมนตรีช่วย อำนวย ปะติเส หลายๆ ที่เป็นเงาตามตัวมาหลายรัฐบาล ที่ท่านเป็นที่ปรึกษาเรื่องยาง จนมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯในวันนี้ โดยอำนาจหน้าที่ในส่วนของคนที่มาตอบคำถามน่าจะเป็น ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง อย่าง ผอ.องค์การสวนยาง หรือ อสย. หรือไม่ก็น่าจะเป็นตัวแทนระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลโดยตรง เพราะกรรมาธิการฯ มุ่งเน้นหาคำตอบในประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่า ทำไมโครงการมูลภัณฑ์กันชนไม่ถึงมือเกษตรกร แต่ดันไปปล่อยให้พ่อค้าเอายางพารามาขายในโครงการ อ้วนไปตามๆกันงานนี้ผู้แทนกระทรวงฯ ดันตอบไปว่า ตลาดกลางยางพาราเป็นตลาดเสรี ใครจะเอายางพารามาขายก็ได้ และในระเบียบก็ไม่ได้ห้ามพ่อค้ามาเอายางมาขาย  งานนี้คำตอบมันเลยสวนทางกับที่รัฐมนตรี และรัฐบาลวางไว้ เพราะเท่าที่ท่านรัฐมนตรี อำนวย แหกปากบอกกับสังคมว่า การใช้เงินไปกว่าเกือบหมื่นล้านนั้นต้องการซื้อยาง นำราคา ให้พ่อค้าซื้อตาม โดยจะซื้อเพียง 10% เท่านั้น และเป็นยางเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น แต่งานนี้คนที่ท่านส่งไปชี้แจงดันยอมรับว่าก็มีบ้าง แล้วอย่างนี้ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นโครงช่วยซื้อยางจากพ่อค้าจะได้ชัดๆหละครับท่าน  เพราะที่ทำกันขณะนี้มันเป็นอย่างนั้น แถมคนชี้แจงยังยอมรับหน้าตาเฉยกับที่ประชุมว่า มีพ่อค้านำยางมาขายจริง งานนี้จึงถูกกรรมาธิการฯ รุมจวกจนต้องนั่งก้มหน้า เงียบ  เพราะมีกรรมาธิการหลายคน รุมซัดกลางที่ประชุมถึงข้อมูลความไม่ชอบมาพากลจนตอบไม่ได้ ทั้ง ในเรื่องของการขายยางทั้งเก่าและใหม่ที่คาดว่าจะเป็นปัญหาต่อราคายางอีกนาน เพราะจนป่านนี้แม้มีสัญญาซื้อขาย มาตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557  ที่เอกชนจีนต้องรับยางเดือนละ 2 หมื่นตัน ถึงวันนี้ใครๆก็ทราบว่า เอกชนไม่ยอมรับยางตามสัญญา  โดยรับยางไปไม่ถึงหมื่นตัน แต่กระทรวงเกษตรฯ ยังดันไม่ยกเลิกสัญญา และยังบอกกับสังคมหน้าตาเฉยว่า ขายหมดแล้ว แล้วอย่างนี้จะบอกว่าอย่างไรดี หรือมีอะไรบังตาหละท่าน ..... ที่สำคัญ เมื่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องยาง ถูกถามถึงเรื่องยางก็จะตอบเหมือนท่องจำว่า ขายหมดแล้ว เพราะเราทำสัญญาไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรขาย”   ถามอีกทีท่านไม่ทราบจริงหรือขอรับว่า ไอ้ที่ทำสัญญาไปแล้วนั้น   เอกชนจีนไม่ยอมรับยางออกไปตามสัญญา ที่ระบุว่าต้องเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 ตัน และทำไมปล่อยให้ผ่านมาหลายเดือน โดยไม่สนใจ หรือจะให้ฉิบหายเหมือนที่บริษัทเอกชนรายนี้ไม่ยอมรับยางเหมือนเคยไม่รับข้าวจากกระทรวงพาณิชย์?มาแล้ว  หรือถ้ายังไม่กระจ่าง ลองไปดูข้อมูลที่ ปปช.ดู เพราะบริษัทนี้หละครับ ร่วมขบวนการจีทูจีเก๊ด้วย หรือท่านๆ จะเดินตามรอยเดิม ชั่งน่าสงสารชาวสวนยางจริงๆ ร่ายยาวว่ากันมาสุดท้าย หลายคนคงอยากรู้ว่า คนที่ท่าน ...ผู้ใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ ส่งมาชี้แจงกรรมาธิการฯ แทนเป็นใคร ต้องบอกว่า กระผมไม่ทราบหรอกขอรับแต่ที่แน่ๆ  เห็นเดินตามรัฐมนตรี  อำนวยเป็นเงา สงสัยคงเป็นระดับมันสมองของส่วนงานที่ดูแลเรื่องยาง เรื่องการเดินหน้าแก้ปัญหายางถึงได้ออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งกระผมเองก็แปลกใจ จึงถามผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ท่านก็บอกเพียงว่า เอ็งต้องไปอ่านหนังสือนวนิยายเรื่องขุนศึก ที่เขียนโดยไม้เมืองเดิม แล้วเอ็งจะรู้ และหากเอ็งยังไม่รู้ ก็ให้ไปอ่านผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ เพราะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านผู้ใหญ่คนหนึ่งในกระทรวงเกษตรฯออกอาการเหมือนพระเอกในเรื่องเป๊ะ แทบจะอยู่ไม่ได้ อ้าว..เขาคือใครไปตามเองนะขอรับ ผมไม่รู้จริงๆรู้แต่ว่าหากยังให้แม่หญิงคนนี้มาชี้แจงกรรมาธิการแทนคนกระทรวงต่อไป เห็นทีพี่เสมา จะถึงคราลำบากและหากกระทรวงเกษตรฯยังเดินหน้าแก้ปัญหายางอย่างนี้ต่อไป หากเปิดกรีดยางใหม่ ในเดือนพฤษภาคม เกษตรกรไทยคงได้เฮ ..... ออกไป……แน่ๆ

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151454

 


พัทลุงเคลื่อนเมืองเกษตรสีเขียว มุ่งพัฒนา“คน-พื้นที่-ผลิตภัณฑ์” (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 8:03:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   นายชวพล อ่อนเรือง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง เปิดเผยว่า หลังจากจังหวัดพัทลุงได้รับคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องเมืองเกษตรสีเขียวของภาคใต้ ในสาขาเกษตรผสมผสาน คือ ข้าว ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ และยางพารา ทางกรมพัฒนาที่ดินโดยสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง ได้ดำเนินโครงการเมืองเกษตรสีเขียวมาตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปีที่ผ่านมาได้จัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการปรับปรุงบำรุงดินให้กับเกษตรกรจำนวนกว่า 2,500 ราย รวมถึงแจกปัจจัยการผลิตต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์สารเร่งพด.เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน วัสดุปูนใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิ การขับเคลื่อนเมืองเกษตรสีเขียวของจังหวัดพัทลุงนั้นจะเน้นการพัฒนา 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.การพัฒนาสภาพพื้นที่ คือเน้นส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดต่างๆ ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร 2.การพัฒนาคน อบรมถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรมด้านการปรับปรุงดินทุกรูปแบบให้กับหมอดินอาสาที่เป็นเครือข่ายของสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุงที่มีอยู่ประมาณ 600 ราย รวมถึงเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ให้มีความรู้สามารถนำไปพัฒนากระบวนการผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งภารกิจด้านการพัฒนาพื้นที่และพัฒนาคนนั้นเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินรับผิดชอบ ส่วนด้านที่ 3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์ของพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดพัทลุงให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยทั้งต่อตัวผู้ผลิตและผู้บริโภค นำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุ  จังหวัดพัทลุง มีความได้เปรียบทางสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการผลิตสินค้าเกษตรอย่างหลากหลาย คือพื้นที่ตอนบนของจังหวัดเหมาะต่อการทำสวนผลไม้ หรือสวนยางพารา พื้นที่ตอนกลางเป็นนาข้าว พืชผัก ส่วนตอนล่างเป็นชายฝั่งทะเลก็เหมาะต่อการทำประมง ที่สำคัญจังหวัดพัทลุงยังมีการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเฉพาะโคเนื้อ โคนม สุกรมากที่สุดในภาคใต้ จึงมีวัตถุดิบมูลสัตว์ปริมาณมากเพียงพอที่จะนำมาทำปุ๋ยเพิ่มอินทรียวัตถุ เมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน ก็เชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะสามารถหวนคืนสู่การผลิตที่พึ่งพาธรรมชาติ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร จนผลักดันให้จังหวัดพัทลุงเป็นเมืองเกษตรสีเขียวได้ในที่สุด

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558 http://www.naewna.com/local/151458


โรสแมรี่ - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 17 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 7:57:39 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   โรสแมรี่ เป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ย ตระกูลเดียวกับมินต์ ใบเขียวสด เรียวตรง แพร่พันธุ์โดยการใช้เมล็ดปัก ชำ กิ่งตอน และแขนงราก เจริญเติบโตดีในดินร่วนซุย ชอบที่มีร่มเงา น้ำมันหอมระเหยของโรสแมรี่ นิยมนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอาง น้ำหอมและแต่งกลิ่นอาหาร เป็นที่นิยมในยุโรปและอเมริกา บางพื้นที่นำมาทำซอส เครื่องปรุงในการหมัก ส่วนผสมในน้ำสลัด อาหารประเภทเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อแกะ เนื้อแพะ เนื้อไก่ เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว. 

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/310876/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89

 


บ้านป่าครั่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 7:54:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านป่าครั่ง ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี 2454 มีพื้นที่ประมาณ 168,750 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 เขต คือเขตที่ 1 พื้นที่ป่าสมบูรณ์ ประมาณ 160,150 ไร่ เขตที่ 2 พื้นที่ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ประมาณ 1,600 ไร่ เขตที่ 3 พื้นที่แปลงเกษตรสาธิต ทำการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ แบบอนุรักษ์ดินและน้ำ อย่างเข้มข้น ประมาณ 7,000 ไร่ และได้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่โครงการฯ 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่หางหมู่ 7 ตำบลป่างิ้ว บ้านห้วยมะเกลี้ยง หมู่ 8 ตำบลป่างิ้ว บ้านปางมะกาด หมู่ 8 ตำบลแม่เจดีย์ บ้านห้วยทราย หมู่ 9 ตำบลแม่เจดีย์ บ้านห้วยน้ำกืน หมู่ 13 ตำบลแม่เจดีย์ บ้านขุนลาว หมู่ 7 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ บ้านห้วยคุณพระ หมู่ 12 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ และบ้านป่าครั่ง (บริวารบ้านโป่งป่าตอง) หมู่ 14 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งได้เสียสละในการคืนพื้นที่ป่าซึ่งเป็นต้นน้ำลำธารในอุทยานแห่งชาติขุนแจ ได้มีสาธารณูปโภคที่จำเป็นและสามารถพึ่งตนเองได้ ควบคู่ไปกับการช่วยดูแลรักษาผืนป่า รักษาแหล่งต้นน้ำ เน้น ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างผสมผสานกลมกลืนเป็นอย่างดีโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2555-2558 เป็นเงิน 8,738,400 บาท บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าให้กลับมาสมบูรณ์ตามธรรมชาติ เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมและเป็นพื้นที่ที่มีการนำต้นเฮมพ์มาปลูกเพื่อการขยายพันธุ์สำหรับการใช้ประโยชน์ต่อไป เฮมพ์เป็นพืชเส้นใยที่มีความสำคัญต่อชาวเขาเผ่าม้งมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเฮมพ์เป็นพืชชนิดเดียวกับกัญชา ด้วยมีลักษณะต้นและใบคล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้การที่ชาวเขาเผ่าม้งปลูกเฮมพ์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันและสืบทอดจารีตประเพณี จึงถูกห้ามเช่นเดียวกับการปลูกกัญชาซึ่งเป็นพืชเสพติดและมักถูกตัดทำลายไป จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้การปลูกเฮมพ์ของชาวเขาเผ่าม้งลดลงเรื่อย ๆ

เฮมพ์เป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายหลายอย่าง โดยเปลือกของต้นเฮมพ์สามารถนำมาทำเป็นเส้นใยใช้ทอเป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ใช้ฟั่นเป็นเชือก ใช้ทำเป็นเสื้อเกราะกันกระสุน เมล็ดใช้สกัดเป็นน้ำมัน ในอุตสาหกรรมเส้นใยยังสามารถนำมาทำฉนวนกันความร้อนในรถยนต์และเครื่องบิน ทำเยื่อกระดาษด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สารสกัดจากเมล็ดเฮมพ์ยังใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เป็นต้น โดยเฉพาะใยนับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในการนำมาแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งกระเป๋า ผ้ารองจาน ผ้าคลุมโต๊ะ ฯลฯ ถือว่าเป็นแฟชั่นตัวใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและชุมชนไม่น้อยในปัจจุบัน และโครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการ ทั้งศูนย์ศิลปาชีพ และโครงการเกษตรบนพื้นที่สูงหลายแห่งกำลังส่งเสริมในการปลูกและแปรรูปใยจากเฮมพ์เพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทออย่างต่อเนื่องในขณะนี้.

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/310877/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87+%E0%B8%AD.%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B8%88.%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2


?สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เดินเครื่องแปลงของเสียให้เป็นเงิน? (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 30 มี.ค. 2558, 7:52:33 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

   นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทิ้ง ขนาด 2,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายมุรธาธีร์ รักชาติเจริญ นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. นางสาววาณี อังตระการศิริ สหกรณ์จังหวัดชุมพร และนายบุญส่ง สมบุญ ประธานกรรมการ คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการ ให้การต้อนรับ ณ สำนักงานสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด หลังเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ามากว่า 4 เดือน สร้างรายได้ให้กับสหกรณ์กว่า 3 ล้านบาทต่อเดือน การนี้ นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2514 จากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรชุมชนท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำนวน 439 คน ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในรูปแบบของนิคมสหกรณ์ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ด้วยทุนดำเนินงานเพียง 30,000 บาท จวบจนปัจจุบันรวมเวลา 44 ปี มีสมาชิก 3,865 คน มีทุนดำเนินงาน 900 ล้านบาท โดยมุ่งให้บริการสมาชิกอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การรวบรวม การแปรรูปและการจำหน่าย รวมทั้งการส่งเสริมการออม การสนับสนุนแหล่งทุนเพื่อการประกอบอาชีพและการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ซึ่งธุรกิจหลักของสหกรณ์ คือ การรวบรวมรับซื้อปาล์มน้ำมันของสมาชิก ซึ่งทางสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ปี 2519 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกปาล์ม 85,000 ไร่ สามารถรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันจากสมาชิกสหกรณ์ประมาณ 1,200 ตันทะลายต่อวัน เพื่อมาแปรรูป ณ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันปาล์มของสหกรณ์ ซึ่งมีกำลังผลิตขนาด 45 ตัน/ต่อทะลายชั่วโมง สำหรับการก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทิ้ง โดยการนำปฏิกูลน้ำเสียจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์มาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 2,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมัน ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษและปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน โดยนำก๊าซชีวภาพที่ได้จากการบำบัดน้ำเสียมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับสหกรณ์ และเป็นพลังงานทางเลือกเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สำหรับการจัดการน้ำเสียที่เหลือจากกระบวนการผลิตก็จะถูกแจกจ่ายให้กับบรรดาสมาชิกเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยใส่สวนปาล์มต่อไป โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทิ้ง ได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2555 โดยได้รับการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 150 ล้านบาท ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2557 เป็นต้นมา ทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้น 3,000,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เสริมความมั่นคงทางอาชีพปลูกปาล์มน้ำมันให้แก่สมาชิกและลูกหลานของสมาชิกสหกรณ์ได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันทางสหกรณ์ก็จัดสรรผลกำไรส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นสวัสดิการ เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาให้แก่ลูกหลานของสมาชิกได้สานต่ออาชีพเกี่ยวกับการเกษตรหรือด้านการเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มน้ำมันต่อไป และเยาวชนเหล่านั้นก็จะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด และเป็นการเตรียมความพร้อมสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีความมั่นคง สมาชิกมีความมั่งคั่งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืนอีกด้วย.

ที่มา:หนังสือเดลินิวล์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2558

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/310874/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%B0+%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94+%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99


35 ปี นสพ.แนวหน้า (อ่าน 24 ครั้ง)
วันที่: 27 มี.ค. 2558, 7:58:29 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เป็นไปอย่างชื่นมื่น สำหรับการร่วมแสดงความยินดีของเหล่าบรรดาบุคคลสำคัญในแวดวงเกษตร ที่มีทั้งข้าราชการ และบริษัทเอกชน ในโอกาสครบรอบ 35 ปี วันคล้ายวันก่อตั้งหนังสือพิมพ์แนวหน้า 22 มีนาคม 2558 โดยการนำกระเช้าดอกไม้มามอบให้กับ นายสาโรช บุญแสง บรรณาธิการเกษตรและสิ่งแวดล้อมสำหรับหน่วยงานที่มาร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้ มีหลายหน่วยงานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นต้น โดยแต่ละหน่วยงานได้ส่งตัวแทนมาร่วมแสดงความยินดี

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 27 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151080


ศุภโชค - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 28 ครั้ง)
วันที่: 27 มี.ค. 2558, 7:57:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ศุภโชคบางพื้นที่เรียกว่า มัลลาบา เช็ทนัต มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาใต้ เป็นไม้ประดับที่นิยมนำมาถักเป็นไม้กระถาง เชื่อ ว่าเป็นไม้มงคล ศุภโชคเป็นไม้โตเร็วอายุประมาณ 2 ปี จะติดดอกออกผล ผลหรือเมล็ดเป็นนัตชนิดหนึ่งคล้ายลูกเกาลัด และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ลำต้นนิยมนำมาใช้ทำส้นรองเท้า เปลือกลำต้นทำเยื่อกระดาษ และรากเป็นยาแก้โรคกระเพาะ.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม 2558  http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/310333/ศุภโชค+-+เรื่องน่ารู้


แนะเกษตรกรพลิกวิกฤติแล้ง พักนาปลูกพืชปุ๋ยสดบำรุงดิน (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 27 มี.ค. 2558, 7:56:24 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายประเสริฐ เทพนรประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าหน้าฝนปีนี้จะมาล่าช้าประมาณกลางเดือนมิถุนายน อีกทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางขณะนี้มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก จนส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำนา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดทำนาปรังเฉพาะอย่างยิ่งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 รับผิดชอบพื้นที่ 6 จังหวัด มี 5 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ที่มีแนวโน้มประสบปัญหาภัยแล้งในปีนี้ ส่วนประจวบคีรีขันธ์ ก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปีเนื่องจากเป็นพื้นที่อับฝน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ตลอดจนสนองนโยบายกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงนโยบายรัฐบาล สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 ได้เร่งเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำชุมชนและแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นานอกเขตชลประทานพร้อมกันนี้ ได้เร่งรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรที่งดทำนาปรัง ใช้วิกฤติช่วงน้ำแล้งพักนาและหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะพืชปุ๋ยสด ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง ปลูกและไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ ปรับโครงสร้างดินให้ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อเกษตรกรปลูกข้าวในฤดูต่อไปจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดไว้จำหน่ายให้กับเกษตรกรรายอื่นหรือจะขายคืนให้กับสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือกรมพัฒนาที่ดิน เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 27 มีนาคม 2558

http://www.naewna.com/local/151078


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm