นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
28 สิงหาคม 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7786)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (20625 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th



แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
ศูนย์ภูสิงห์ฯ จ.ศรีสะเกษ ศูนย์ภูสิงห์ฯ จ.ศรีสะเกษ... (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 26 ส.ค. 2559, 7:58:15 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

             เมื่อวันพฤหัสบดีที่  11 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมานายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี      ได้เป็นประธานเปิดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่อง  ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ณ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีผู้บริหารจากส่วนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ให้การต้อนรับ  ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผลสำเร็จจากแนวพระราชดำริด้านดิน น้ำ ป่า อาชีพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน  รวมถึงนิทรรศการด้านวิชาการ การขยายผลสำเร็จจากหน่วยงานต่าง ๆ ในหลากหลายกิจกรรม และหนึ่งในนั้นที่สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพคือการจัดแสดงวิวัฒนาการของการพัฒนาพันธุ์ไหมที่สอดคล้องและตรงตามความต้องการของเกษตรกรและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาสและภูมิประเทศ ตลอดถึงวัฒนธรรมทางภูมิปัญญา คือการพัฒนาพันธุ์ไหมเพื่อผลิตเส้นไหมสำหรับการทอผ้าทั้งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมาศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ (ศรีสะเกษ) ได้ประสบปัญหาพันธุ์ไหมลูกผสมชั่วที่ 1 พันธุ์ไทยพื้นบ้านที่ส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตรับผิดชอบเลี้ยงเสริมรายได้ มีความอ่อนแอ เกษตรกรขอรับไหมจากศูนย์ลดลงเรื่อย ๆ   เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในปี พ.ศ. 2549-2551  ที่ผ่านมาทางศูนย์จึงได้รวบรวมพันธุ์ไหมจากเกษตรกรบ้านวนาสวรรค์ อ.ภูสิงห์ และบ้านทับทิมสยาม 06 อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นำมาเลี้ยงคัดเลือกสายพันธุ์ให้มีความสม่ำเสมอและสามารถคัดเลือกได้ 2 สายพันธ์ุคือ สายพันธุ์วนาสวรรค์ และสายพันธุ์ทับทิมสยาม 06 ทั้ง 2 สายพันธุ์ลำตัวขาวปลอดแข็งแรงเลี้ยงง่ายทั้งในฤดูร้อนและฤดูฝน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2552-2553 ได้มีการนำไหมทั้ง 2 สายพันธุ์มาสร้างลูกผสมชั่วที่ 1 ทดลองเลี้ยงในศูนย์ฯ  จนแน่ใจว่าไหมพันธุ์นี้มีความแข็งแรง เลี้ยงง่าย จึงนำไปทดสอบการเลี้ยงในภาคเกษตรกรในเขตจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร พบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจในไหมพันธุ์นี้มาก และในปี 2554 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ  (ศรีสะเกษ) จึงได้ผลิตไข่ไหมพันธุ์นี้เป็นหลักไว้บริการเกษตรกรในเขตรับผิดชอบ ซึ่งเป็นพันธุ์ไหมพันธุ์ส่งเสริมของจังหวัดศรีสะเกษ  ลักษณะประจำพันธุ์ของไหมชนิดนี้จะมีอายุประมาณ 20 วัน รังไหมมีลักษณะสีเหลืองเข้มหัวป้านท้ายแหลม เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง 12.7 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตต่อแผ่น 15-18 กิโลกรัม ลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือ แข็งแรงเลี้ยงได้ตลอดปี และเส้นไหมมีสีเหลืองเข้ม  จังหวัดศรีสะเกษ นับเป็นจังหวัดหนึ่งของภาคอีสาน  ที่นิยมนุ่งห่มผ้าไหมซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่ทอขึ้นใช้เองในครอบครัวเมื่อมีเวลาว่างจากการทำนา ปัจจุบันการทอผ้าของเกษตรกรในพื้นที่ได้มีการนำไหมสายพันธุ์ดังกล่าวมาทอจนเป็นที่ต้องตาถูกใจผู้คนทั่วไป  และกลายมาเป็นสินค้าชั้นนำของเกษตรกรในพื้นที่โดยที่มีทางศูนย์ฯ คอยให้การแนะนำในการทอและการขยายพันธุ์ไหม ตลอดถึงการทำการตลาด.

ที่มาหนัวสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่26/8/2559

เวปที่มาhttp://www.dailynews.co.th/agriculture/519275


เรื่องน่ารู้ : ปลาสลิด.. (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 26 ส.ค. 2559, 7:54:16 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

            ปลาสลิด หรือ ปลาใบไม้ เป็นปลาน้ำจืดในภาคพื้นเอเชีย พบมากใน ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา ขนาดตัวโดยเฉลี่ย 10-16 เซนติเมตร พบขนาดใหญ่สุดถึง 25 เซนติเมตร เป็นปลาที่ต้านทานต่อโรคสูง เลี้ยงง่าย ในไทยนิยมเลี้ยงมากในแถบบริเวณภาคกลาง โดยจะเลี้ยงในนาข้าว ปัจจุบันพื้นที่เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  เป็นปลาที่มีโปรตีนย่อยง่าย มีแร่ธาตุ และวิตามิน เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินA วิตามิน B12 และ วิตามิน D  มีกรดไขมัน โอเมก้า-3 ที่ 0.36 กรัมต่อปริมาณเนื้อปลา 100 กรัม.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่26/8/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/519274

 

 

 

 


เลาะรั้วเกษตร : ครองแชมป์ต่อไป (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 26 ส.ค. 2559, 7:49:27 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เลาะมาดูกระทรวงเกษตรฯ สัปดาห์นี้เรื่องที่สังคมชาวเกษตร จับตามองเป็นพิเศษเห็นจะหนีไม่พ้น เรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ รมว.ฉัตรชัย สาริกัลยะท่านประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะนำเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายในการประชุม ครม. สัปดาห์นี้แน่นอน แถมยังย้ำว่า งานนี้มีแต่คนดีมีฝีมือ ที่จะมาขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรฯให้เดินหน้าไปได้ ตามเป้าหมาย ซึ่งก็เล่นเอาหลายคนนอนไม่หลับ เพราะรอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเรื่องนี้ มีทั้งคนที่จะเท้าบวมเพราะบุญหล่นทับ และมีทั้งคนที่ต้องคอหักจากการตกจากเก้าอี้ อันเกิดจากไม่ได้ไปต่อเพราะผลงานไม่เข้าตา.....แต่เดชะบุญ หลังจากที่ลุ้นกันจนขี้แตกขี้แตนอยู่นั้น จู่ๆๆ ช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีก็เดินลงมาหากระจอกข่าวที่ห้องแบบไม่ต้องไปจ้องตามถามไถ่ พร้อมกับแจกแจงเสร็จว่า เสนอเข้าครม. ไม่ทันเพราะพิมพ์เอกสารประวัติท่านอธิบดีใหม่ไม่ทัน...ฟังแล้วต้องบอกว่า... มันเป็นเหตุเป็นผลไหมนี่ งานนี้จึงถูกกระจอกข่าวถามไถ่ว่าไอ้ที่เจอโรคเลื่อนนั้นแท้จริงเกิดจากรอใคร... หรือเปิดโอกาสให้ใครวิ่งแข่งหรือไม่งานนี้ รมว.ท่านตอบเสียงสูงว่าไม่มี้แน่ เพราะการเลือกคนฉันคิดมานานและดูมานาน รู้ว่าใครเป็นคนดีไม่ดี ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดฉันได้”... ต้องบอกว่าหากเป็นจริงดังนั้นต้อง..สาธุ... จากนี้ไปจะได้เห็นงานด้านการเกษตรพัฒนาให้เท่าทันอารยประเทศเสียที ส่วนจะเป็นใคร ยังไงต้องมาว่ากันอีกที ต้องดูว่า สายตาของรัฐมนตรีที่ชื่อ ฉัตรชัยจะเลือกคนมองคนได้ดีแค่ไหนมาลุ้นกันอังคารหน้า...อ้าๆๆๆๆๆๆมาดูอีกเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ ครองแชมป์มานาน คงหนีไม่พ้น เรื่องการสุ่มแอบถาม ลอบถาม หรือถามตรงๆ กับประชาชน หรือโพลล์ ที่เขาไปถามมา ก็เปิดเผยออกมา เมื่อวันจันทร์เช่นกันงานนี้ต้องบอกว่า เรื่องนี้มีการถามถึงว่า ประชาชนพึงพอใจการทำงานของรัฐมนตรี กระทรวงใดบ้าง งานนี้เท่าที่มีการสำรวจ ความพึงพอใจต้องบอกว่า ในส่วนกระทรวงเกษตรฯไม่มีใครพึงพอใจเลยในส่วนของรัฐมนตรี 1 ใน 5 คนที่ประชาชนพึงพอใจในผลงาน...แต่เดี๋ยวก่อน คุณอาจจะยังไม่รู้คำถามนั้นเราอาจจะไม่อยู่ในกลุ่มที่ประชาชนเขาโหวตให้อันดับหนึ่ง แต่งานนี้มีเรื่องเราติดอันดับหนึ่ง เมื่อเขาถามถึงว่ารัฐมนตรีที่โลกลืมอันดับที่หนึ่งมองว่าใคร นั่นไง กระทรวงเกษตรฯหละขอรับ ที่หนึ่งแน่นอน นั่นหมายถึงว่าเราครองแชมป์มาตลอด ไม่ใช่ไม่มีเลยแต่เมื่อถาม ท่านปลัด ธีรภัทรประยูรสิทธิถึงเรื่องนี้ ต้องบอกว่าท่านครองแชมป์จริงๆ ในการตอบคำถาม เหมือนแผ่นเสียงตกร่องซ้ำๆเรื่องเดิม กับคำตอบที่ว่า มันอาจจะสุ่มถามไม่ครบกลุ่มตัวอย่างบอกตรงๆ คือ เจ้าที่ที่เขาไปสำรวจความคิดเห็น ถามไม่ถูกที่ถูกทางและถามไม่ตรงคำตอบ ลองถามเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่กระทรวงฯลงไปช่วยสิ...แต่นี่ดันไปถาม นักวิชาการ และคนเมืองเขาจะไปรู้อะไรเพราะเขาไม่ใช่เกษตรกรเออ...ท่านขอรับ อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านรวงเลยถามเกษตรกรส่วนใหญ่ เขายังไม่รู้ว่าที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯช่วยอะไรและทำอะไรบ้างเลย ยกเว้น พื้นที่ที่รัฐมนตรี ลงไปดูงานนั้นมันชี้วัดไม่ได้ ต้องดูคนส่วนใหญ่นะว่าเขามองกันอย่างไร  เมื่อคนมันไม่หล่อ ส่งกระจกอย่างไงมันก็ไม่หล่อ อย่าไปโทษกระจกมันเบี้ยวสิจ๊ะท่านปลัดยังไงเริ่มต้นใหม่ หากตั้งใจจริงอย่าเอาแต่แก้ตัว แนะๆๆๆ อย่าคิดจะไปแจงคนทำโพลล์อีกนะท่าน

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่26/8/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/232188

 


จัดตั้งโรงเรียนชาวนาบ้านธารมะยม แหล่งเรียนรู้อนุรักษ์ดิน-น้ำ‘นครสวรรค์’ (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 26 ส.ค. 2559, 7:46:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า สถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ ร่วมกับหมอดินอาสา ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งโรงเรียนชาวนาบ้านธารมะยม หมู่ที่ 10 ต.วังซ่าน อ.แม่วง จ.นครสวรรค์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน การปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุลดต้นทุนการผลิต รักษาระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ อาทิ การปลูกหญ้าป้องกันชะล้างการพังทลายของดิน การทำคันดินกั้นน้ำ คันดิน เบนน้ำ การใช้พืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งขยายพันธุ์หญ้าแฝกบริการแก่เกษตรกร โดยปัจจุบันมีเกษตรกรและนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาศึกษาและอบรมดูงานในโรงเรียนชาวนาแห่งนี้เป็นจำนวนมากงานอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นภารกิจหลักของ กรมพัฒนาที่ดิน ที่จะเข้าไปส่งเสริม แนะนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชตามสภาพพื้นที่อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ อีกทั้งได้จัดทำโครงการรณรงค์ปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมนำวิธีปฏิบัติตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานมาใช้ในการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ ตลอดจนฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์โดยให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมนายสุรเดช กล่าวนายณรงค์ แรงกสิกร เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกหญ้าแฝก จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า การอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรแผนใหม่ โดยการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกิดปัญหาดินแข็ง ดินเป็นกรด และขาดความอุดมสมบูรณ์ แต่หลังจากได้เริ่มทำการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน โดยการปลูกหญ้าแฝกตลอดจนลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงและใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันดินในพื้นที่คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกพืชได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยมีต้นทุนที่ลดต่ำลงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่26/8/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/232190

 

 


สวพ.8ดัน‘รำแดงเกษตรโมเดล’ ชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจพอเพียง‘สงขลา’ (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 26 ส.ค. 2559, 7:44:00 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8(สวพ.8) เปิดเผยว่า สวพ.8 ได้ทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในเขตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา สู่เป้าหมายให้ครัวเรือนเกษตรมีผลผลิตพืชที่เพียงพอต่อการใช้ดำรงชีพ ขณะเดียวกันก็มีการรวมตัวของเกษตรกรเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่เข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนร่วมกับ อบต. นอกจากนั้นจะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกับภาคส่วนภายนอกต่างๆนายธัชธาวิน สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ.8 กล่าวเสริมว่า การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาจะทำพร้อมๆกันไป 4 เรื่อง โดยการมีส่วนร่วม 4 ภาคส่วน คือสวพ.8 อบต.รำแดง เกษตรกร และหน่วยงานสนับสนุนทั้งในกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงอื่นๆ รวมทั้งเอกชน ส่วน 4 ที่พัฒนา ได้แก่ 1.พัฒนาพืชผสมผสาน 9 กลุ่มให้เพียงพอทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม คือพืชรายได้ พืชอาหาร พืชสมุนไพรสุขภาพพืชสมุนไพรป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช พืชอาหารสัตว์ พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น พืชใช้สอย และพืชเชื้อเพลิง 2. ยกระดับรายได้จากข้าวเป็นหลักเป็นการผลิต ถั่วเขียว-ปอเทือง-ข้าว และใช้ที่นาบางส่วนปรับเป็นร่องสวนปลูกไม้ผลพืชผัก ปรับคันนาเพื่อปลูกพืชอื่นๆ และ มีระบบเกษตรต้นแบบอื่นๆ เช่น ทฤษฎีใหม่ ดาวเรือง แพะ ไม้ยืนต้นในไร่นา เป็นต้น 3.พัฒนาเกษตรกรให้เป็นนักวิจัยท้องถิ่น 1 คน 1 ภูมิปัญญา วิเคราะห์ได้ทดลองเป็น พร้อมเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการกลุ่มให้เข้มแข็งทั้งด้านทุน และเวทีวิจัยสัญจรการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เดือนละ3 ครั้ง 4.เชื่อมโยงเครือข่าย เช่น สนับสนุนยุทธศาสตร์ โหนด นา ไผ่ คน ของ อบต.รำแเดง เชื่อมโยงสำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร สำนักงานพัฒนาที่ดินสงขลาโรงพยาบาลตำบล และอื่นๆรำแเดงเกษตรโมเดลจึงเป็นการพัฒนาการเกษตรที่ใช้งานวิจัยพืชนำการพัฒนา บนความร่วมมือของภาคส่วน และใช้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกลไกขับเคลื่อน สนใจเยี่ยมชมที่ สวพ.8 และตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลานายธัชธาวิน กล่าว

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่26/8/2559

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/232191


ประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานด้านสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง... (อ่าน 14 ครั้ง)
วันที่: 25 ส.ค. 2559, 7:56:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

            หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง พร้อมมอบรางวัลสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ร่วมส่งเสริมงานด้านสหกรณ์ดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวง ประจำปี พ.ศ. 2559   โดยมีนายเสนอ ชูจันทร์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นางวรรณี รัตนวราหะ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกสหกรณ์และบุคคลดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการขยายผลโครงการหลวง นางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนสหกรณ์ในเขตพื้นที่โครงการหลวง ร่วมรับเสด็จ ณ โรงแรมโลตัสปาง สวนแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันก่อน การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเตรียมสหกรณ์ ได้รับทราบนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนางานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง มีความเข้าใจร่วมกันในวิธีการปฏิบัติงานและบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนรับทราบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน และร่วมกันหาแนวทางการแก้ไข   ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรชาวไทยภูเขา ให้ดีขึ้นโดยวิธีการสหกรณ์ เช่น  การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการหลวง  เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม ตลอดถึงการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์ตามความพร้อมของชุมชน การส่งเสริม แนะนำ การดำเนินกิจกรรมของสหกรณ์ตามความต้องการของสมาชิก โดยได้นำรูปแบบการส่งเสริมสหกรณ์ มาสนับสนุนให้ชาวไทยภูเขา มีการรวมตัวกัน จัดตั้งเป็นองค์กรในรูปสหกรณ์ ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน กำแพงเพชร ตาก กาญจนบุรี และลำปาง แบ่งออกเป็น สหกรณ์ 55 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 4 แห่ง กลุ่มเตรียมสหกรณ์ 9 แห่ง และกลุ่มอาชีพอีก 2 แห่งโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่สหกรณ์ ในพื้นที่โครงการหลวง มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน มีมูลค่ากว่า 118 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจัดซื้อปัจจัยการผลิต และการทำการตลาด ให้กับผลผลิตของสหกรณ์ ตลอดถึงค่าจัดจ้างพนักงานเพื่อช่วยเหลืองานของสหกรณ์ให้สามารถดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องและมีความก้าวหน้าตามพระราชประสงค์  และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง เพื่อให้คณะกรรมการสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์และบทบาทหน้าที่ของบุคลากรในการบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ได้อย่างเหมาะสม   อันจะส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของสหกรณ์ในโครงการหลวงในอนาคต....

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25/8/2559

เวปที่มาhttp://www.dailynews.co.th/agriculture/519217


เรื่องน่ารู้ : สาหร่ายพวงองุ่น.. (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 25 ส.ค. 2559, 7:52:33 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

             สาหร่ายพวงองุ่น หรือองุ่นแห่งท้องทะเล (Sea Grapes) เป็นสาหร่ายที่สามารถนำมารับประทานกับน้ำจิ้มได้หลากหลาย และประกอบเมนูต่าง ๆ อย่าง ยำ สลัด ส้มตำ ได้ในทางสมุนไพรเป็นพืชที่ช่วยป้องกันท้องผูกและริดสีดวงทวารเพราะมีกากใยสูง ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันสูง และโรคหัวใจ  นอกจากนี้ในสาหร่ายพวงองุ่นยังมีคอลลาเจนซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว บำรุงผิว ผม เล็บและสายตา มีวิตามินและแร่ธาตุมากมายที่บำรุงกล้ามเนื้อและระบบประสาท ต้านอนุมูลอิสระและมะเร็งเนื่องจากอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน เป็นต้น.

ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่25/8/2559

เวปที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/519214


แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 25 ส.ค. 2559, 7:45:39 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงของการชะล้างพังทลายของหน้าดินโดยน้ำ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน และลักษณะของเม็ดฝน ลักษณะดิน ลักษณะของความลาดชัน หรือลาดเอียง ลักษณะของพืชพรรณที่ขึ้นปกคลุมดิน และการจัดการดินโดยทั่วๆ ไป พื้นที่ที่นำมาใช้ทำเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และการไถพรวนไม่ถูกวิธี การชะล้างพังทลายจะเกิดมากกว่าพื้นที่ที่มีป่าปกคลุม ในพื้นที่ที่มีปัจจัยอื่นคล้ายคลึงกันเมื่อหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เคยมีก็จะหายไป ตะกอนดินจะถูกพัดพาไปสะสมตามแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้มีตะกอนขุ่นแดง และลำน้ำตื้นเขิน การที่ลำน้ำต่างๆ ในฤดูฝนมีตะกอนขุ่นสีแดงเกิดขึ้น เป็นตัวชี้บ่งอย่างดีว่าบริเวณต้นน้ำลำธารมีการชะล้างพังทลายของดินเกิดขึ้น จะต้องได้รับความแก้ไข และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ทั่วไปตามลำน้ำต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่สังคมก็ยังไม่ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามหลักวิชาด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ สามารถกระทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ วิธีกลและวิธีพืช วิธีกลเป็นวิธีที่ใช้เครื่องมือต่างๆ ปรับสภาพพื้นที่เพื่อให้ความรุนแรงของการไหลบ่าของน้ำผ่านหน้าดินลดลง เมื่อน้ำไหลช้าลง พลังในการชะล้างพังทลายหน้าดินของน้ำก็จะลดลงไปเป็นเงาตามตัว วิธีกลดังกล่าว ได้แก่ การไถพรวนขวางความลาดชันก่อนที่จะปลูกพืชการทำคันดินขวางความลาดชัน และการทำขั้นบันไดดิน เป็นต้น การนำวิธีกลไปใช้ในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในประเทศไทยยังไม่ค่อยใช้กันในแปลงของเกษตรกร แม้แต่การไถพรวนขวางความลาดชัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เกษตรกรก็ไม่ค่อยกระทำกัน เพราะผู้ที่รับจ้างมาไถที่โดยรถแทรกเตอร์อ้างว่าชักช้า เสียเวลาไถขึ้นลงตามความลาดชันทำได้เร็วกว่า และได้เงินค่าไถต่อวันมากกว่า

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่25/8/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/232009

 

 

 

 


แตกใบอ่อน : หัวเลี้ยวหัวต่อ‘ภูทับเบิก’ (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 25 ส.ค. 2559, 7:43:18 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

น่าละอายอย่างยิ่งกับพฤติกรรมของกลุ่ม ชาวม้งเจ้าของรีสอร์ทบนภูทับเบิก ที่นำชาวบ้านในพื้นที่กว่า 200 คน บุกออกมาปิดถนนทางเข้าหมู่บ้านทับเบิก เพื่อขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอน 19 รีสอร์ทและสถานประกอบการที่ทำผิดกฎหมายบน ภูทับเบิกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาเพราะนี่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกถึงการใช้ กฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมายเท่านั้นแต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำเหนียก ไม่สำนึก ถึงพฤติกรรมความผิดของตัวเองที่บังอาจบุกรุกที่ดิน ทำลายธรรมชาติ สร้างรีสอร์ท สร้างที่พัก กอบโกยผลประโยชน์ให้กับตัวเองอย่างหน้าด้านๆ มาอย่างต่อเนื่องนานแสนนานหากจะย้อนที่มาของที่ดินบนภูทับเบิกแม้แต่เดิมพื้นที่ทั้งหมดจะไม่ใช่พื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่ป่าสงวน โดยเป็นเพียงที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ โดยต่อมาเมื่อปี 2509 คณะรัฐมนตรีมีมติมอบที่ดินให้กับ กรมประชาสงเคราะห์จำนวน175,000 ไร่ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นนิคมสร้างตนเองให้ชาวเขาเข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร แต่ต่อมาปี 2544 เกิดเหตุดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ ทำให้คณะรัฐมนตรี มีมติคืนที่ดินให้กับกรมป่าไม้ โดยกันไว้ให้กลุ่มชาวเขาไว้ใช้สอย 47,000 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ ภูทับเบิกและใกล้เคียง ประมาณ 12,000 ไร่ ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ เขาค้อรัฐบาลในครั้งนั้นได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินทำกินและทำการเกษตร ไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยชาวเขาได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวปลูก กะหล่ำปลีจนมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ขณะที่การครอบครองที่ดินบนภูทับเบิก ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ จะมีก็เพียงใบภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภทบ.5 ในบางแห่งบางจุดเท่านั้น ทำให้ต่อมาเมื่อการท่องเที่ยวบนภูทับเบิกเริ่มบูม จึงเริ่มมีการบุกรุกที่ดิน รวมถึงแปลสภาพที่ดินจากพื้นที่การเกษตรมาสร้างรีสอร์ทที่พักไม่เว้นแม้แต่การนำที่ดินไปขายต่อให้ กลุ่มนายทุนเพื่อเข้ามาตักตวงผลประโยชน์กันอีกทอดหนึ่งดังนั้นไม่ว่ามองในมุมไหนการก่อสร้างรีสอร์ท ร้านค้า และที่พัก บนภูทับเบิก จึงถือเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ทั้งสิ้น และไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไม รีสอร์ทชุดแรก 19 แห่ง ที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดแล้ว จึงมีความผิด และจะต้องถูกรื้อบรรทัดนี้จึงแทบไม่ต้องพูดถึงอีกเลยว่า พฤติกรรม กฎหมู่ของชาวม้งที่เกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มันถูกหรือผิดและที่สำคัญไม่ได้เกี่ยวกับปัญหา ชาติพันธุ์เหมือนอย่างที่คนบางกลุ่มพยายามปล่อยข่าวออกมา เพื่อลากโยงไปกล่าวหาปฏิบัติการรื้อถอนรีสอร์ทบนภูทับเบิกของเจ้าหน้าที่ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นคนเชื้อชาติ สัญชาติไหน ก็ต้องถูกจัดการเหมือนๆ กันต้องไม่ลืมว่า รีสอร์ทที่พักเจ้าปัญหาที่ต้องถูกรื้อถอนไม่ได้มีเพียง 19 รีสอร์ท ที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่ยังมีอีกอย่างน้อยเกือบ 100 แห่ง ซึ่งเป็นของคนในพื้นที่และนายทุนนอกพื้นที่ที่อยู่ในข่ายต้องถูกดำเนินการเช่นกัน และนี่ก็ยังไม่รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องพบกับปัญหาในลักษณะเดียวกันการเปิดเกมรุกสางปัญหากับ 19 รีสอร์ทบน ภูทับเบิกที่คาราคาซังมานานของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ จึงถือเป็นปฏิบัติการสำคัญ ที่จะถอยไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะนั่นจะไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศยอมให้ กฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมายเท่านั้นแต่ปฏิบัติการครั้งนี้ยังเป็นเปรียบเสมือนเป็นช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ก้าวไปสู่การขยายผลจัดการการบุกรุกพื้นที่ของรีสอร์ทที่พักรายอื่นๆ ทั้งบนภูทับเบิกและพื้นที่ต่างๆ ต่อไป

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่25/8/2559

เวปที่มา http://www.naewna.com/local/232011

 


รายงานพิเศษ : เกษตรเข้มขึ้นทะเบียนสารเคมี ยึดหลักปลอดภัย-หลายทางเลือก (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 25 ส.ค. 2559, 7:40:29 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กรมวิชาการเกษตรยันระบบการขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรเน้นปลอดภัย ไม่ผูกขาดเพื่อสร้างทางเลือกให้เกษตรกรมากขึ้น ขณะนี้ มีสารเคมีทางการเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระบบกว่า 8,800 ฉบับ ครอบคลุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกประเภท พร้อมพิจารณาเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร 20 ชนิด วอนผู้ประกอบการให้มีจรรยาบรรณในการผลิตและจำหน่ายนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การดำเนินการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือ สารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กับพืช อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 โดยมีคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานโดยตำแหน่ง เป็นผู้พิจารณาความถูกต้องเหมาะสมทางด้านวิชาการสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีชนิดนั้นๆ เพื่อให้สารเคมีที่ขึ้นทะเบียน มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้พิจารณารับขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรที่สกัดจากสารธรรมชาติ เป็นสำคัญ รวมทั้งสารเคมีที่มีความเจาะจงกับพืชชนิดเดียวกัน แต่มีผู้ขึ้นทะเบียนเพียงสารเดียว หรือสารเคมีที่มีผู้ขึ้นทะเบียนน้อยรายให้พิจารณารับขึ้นทะเบียนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีทางเลือกในการใช้สารเคมีหลากหลายชนิด ไม่เกิดการผูกขาดตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนกันยายน 2558 มีสารเคมีทางการเกษตรขึ้นทะเบียนไว้แล้วจำนวน 8,879 ฉบับซึ่งเมื่อตนมาเป็นประธานคณะอนุกรรมการ ดังกล่าว ในเดือนตุลาคม 2558 ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการหลายรายว่าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการล่าช้า จึงได้ปรับการประชุมของคณะอนุกรรมการใหม่ เป็นเดือนละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ 10 เดือนที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรไปแล้ว 517 ฉบับ โดยใช้หลักเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพ และพิษวิทยา ประกอบกับเงื่อนไขความปลอดภัยที่เป็นสากล สำหรับรายที่ไม่รับขึ้นทะเบียนส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน และเพียงพอที่จะให้คณะอนุกรรมการพิจารณาได้ ซึ่งได้แจ้งให้นำไปแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลมาให้พิจารณาใหม่ โดยเรียงลำดับก่อนหลังตามการยื่นเอกสารและข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถตรวจสอบได้ ส่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนมีจำนวนประมาณ 1,000 ฉบับ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจำนวนมากแล้วในปัจจุบันอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร เป็นการรับรองเบื้องต้นว่า สารเคมีที่ผ่านการขึ้นทะเบียน เมื่อใช้ตามคำแนะนำที่กำหนดไว้ในฉลากจะมีความปลอดภัยแน่นอน อย่างไรก็ตาม ศัตรูพืชสามารถที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาต้านทานสารเคมีทางการเกษตรชนิดนั้นๆ ได้ หากไม่ใช้ตามคำแนะนำ และสารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับสารอื่น หรือ เกิดพิษสะสมในสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร อยู่ระหว่างการพิจารณาเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร จำนวน 20 ชนิด อย่างใกล้ชิด เช่น ไซเพอร์เมทริน อะลาคลอร์อัลดิคาร์บอะบาเมกตินคลอร์ไพริฟอส ไดโครโตฟอส เป็นต้น หากพิจารณาแล้วมีความจำเป็นต้องควบคุมการใช้อย่างใกล้ชิด กรมวิชาการเกษตรสามารถที่จะเสนอคณะอนุกรรมการ ให้พิจารณาห้ามขึ้นทะเบียนสารเคมีชนิดดังกล่าวได้กรมวิชาการเกษตรพยายามเต็มที่ ในการควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมา ยังพบการลักลอบนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีการขึ้นทะเบียนและไม่ขออนุญาตนำเข้าที่ด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จำนวน 18.2 ตัน และด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 20.2 ตัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ลักลอบจำหน่ายสารเคมีที่ห้ามใช้แล้ว หรือสารเคมีที่ไม่มีคุณภาพ จึงได้กำชับให้สารวัตรเกษตรตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิตอย่างเข้มงวดและขอความร่วมมือให้เกษตรกร หรือประชาชนทั่วไปหากพบผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าว ช่วยแจ้งเบาะแสให้กรมวิชาการเกษตรทราบด้วย

ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่25/8/2559

เวปที่มาhttp://www.naewna.com/local/232013


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ  ร้านเกษตรวิรุฬ