นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
02 ตุลาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6516)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16178 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
ลุยต่อยอดวิจัย“ไข่มุก”น้ำจืด พัฒนาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยง-สร้างรายได้ชาวประมง (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 8:30:42 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หอยมุกน้ำจืดได้รับการพัฒนาให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ ดังนั้นการส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำฟาร์มเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดเชิงพาณิชย์ในอนาคต จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีระบบการเพาะเลี้ยงมุกที่มีคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำกระบวนการวิจัยพัฒนามาใช้สนับสนุน ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยหลายหน่วยงาน ต่างก็ตื่นตัวและให้ความสำคัญในการผลิตผลงานวิจัยออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น อาทิ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สวก. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญหน่วยงานหนึ่งที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาต่อยอดในด้านการเกษตร ตลอดจนนำทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้จากการวิจัยมาถ่ายทอดให้กับผู้ใช้  เพื่อขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านการเกษตรที่ก้าวหน้าประเทศหนึ่งของโลก  และสามารถถ่ายทอดผลงานวิจัยในภาคธุรกิจเอกชน  สามารถขยายผลสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ให้ได้อย่างมีประสิทธิผล

                โดย สวก. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมประมง เพื่อผลิตไข่มุกน้ำจืด จนเกิดเป็นองค์ความรู้และเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงหอยมุกเพื่อผลิตไข่มุกที่จะสามารถช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ให้กับชาวประมงไทย  ได้แก่  1.โครงการการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดและการผลิตไข่มุกน้ำจืดเพื่อการพาณิชย์”  งบประมาณ  4,990,808  บาท  ระยะเวลา  3  ปี  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้ได้ต้นแบบระบบการผลิตหอยมุกและไข่มุกที่เหมาะสม  ที่ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ  และ  2.โครงการ  “การพัฒนาอาหารในกระบวนการเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดเพื่อการพาณิชย์”  งบประมาณ  2,899,740  บาท  ระยะเวลา  2  ปี  เพื่อศึกษาชนิดและปริมาณอาหารในระบบทางเดินอาหารหอยมุกน้ำจืด ศึกษาเอนไซม์ในระบบการย่อยอาหาร  ศึกษาและทดสอบชนิดและปริมาณอาหารของหอยมุกน้ำจืด ที่เหมาะสมเพียงพอต่อการนำมาใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงหอยมุกเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันโครงการวิจัยทั้ง 2 โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จในการดำเนินการวิจัย และ สวก. ได้ดำเนินการบริหารจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากโครงการ เพื่อศึกษาหาวิธีเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดให้มีอัตราการรอดสูงเพียงพอที่จะต่อยอดไปสู่การเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไป

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/124089


สศก.แนะตัดต้นทำสาวกาแฟ สกัดผลกระทบสภาพอากาศแล้งปี’58 (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 8:26:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายอนันต์ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการผลิตและต้นทุนการผลิตกาแฟของเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างสินค้ากาแฟแบบครบวงจรใน จ.ชุมพร และ ระนอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ และลดต้นทุนการผลิต ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการปี 2553 โดยในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จากเกณฑ์โครงการที่กำหนดเพิ่มผลผลิตกาแฟแปลงเดี่ยวจาก 200 เป็น 250 กิโลกรัมต่อไร่ และแปลงที่ปลูกร่วมกับพืชอื่นจาก 143 เป็น 180 กิโลกรัมต่อไร่ พบว่า เกษตรกรที่ทำแปลงเดี่ยวที่ร่วมโครงการในปี 2553 มีผลผลิต 261 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 4.40 ส่วนด้านต้นทุนการผลิตกำหนดให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟต้องมีต้นทุนการผลิตไม่มากกว่าร้อยละ 10 ของต้นทุนการผลิตของประเทศเวียดนาม (38.40 บาทต่อกิโลกรัม) พบว่าเกษตรกรที่ทำแปลงเดี่ยวที่เข้าร่วมโครงการในปี 2553 มีต้นทุนการผลิต 28.74 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของประเทศเวียดนาม 9.66 บาทต่อกิโลกรัม

                นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มผลผลิตกาแฟในปี 2558 จากสภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้งในช่วงมกราคมเป็นต้นมา ส่งผลกระทบให้ต้นกาแฟที่อยู่ในช่วงออกดอก ไม่ติดผลกาแฟ คาดว่าผลผลิตกาแฟลดลงกว่าร้อยละ 50 ดังนั้น เกษตรกรควรหันมาฟื้นฟูสวนกาแฟด้วยการตัดต้นทำสาวกาแฟ โดยเฉพาะสวนกาแฟที่มีต้นกาแฟอายุตั้งแต่ 8 -10 ปีขึ้นไปมีผลผลิตลดลง ซึ่งจะสามารถฟื้นคืนความสมบูรณ์ ให้ผลผลิตสูงดังเดิมภายในระยะเวลา 2 ปี โดยไม่ต้องเสียเวลาปลูกใหม่ที่ต้องใช้เวลา 3-4 ปี

                ทั้งนี้ การตัดต้นทำสาว ทำให้ต้นกาแฟมีทรงพุ่มและความสูงที่เหมาะสม สามารถส่งปุ๋ยไปใช้ในการเจริญ พัฒนาทางลำต้น การออกดอก ติดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและลดเวลาในการเก็บเกี่ยวและบำรุงรักษา สามารถช่วยลดปัญหาการระบาดและสะสมของโรค/แมลงศัตรูพืช นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถคัดเลือกกาแฟที่มีลักษณะพันธุ์ดีมาทำการเสียบยอด เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่การตัดฟื้นต้นควรทำเมื่อย่างเข้าหน้าฝน เนื่องจากมีน้ำเพียงพอในการเจริญเติบโตของกิ่งแตกยอดใหม่

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/124088


จัดงาน“วันไข่โลก” รณรงค์การบริโภค เสริมสร้างสุขภาวะ (อ่าน 31 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 8:18:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายนิรันดร เอื้องตระกูลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ ร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้จัดจำหน่าย สมาคมด้านปศุสัตว์ และองค์กรวิชาชีพ เช่น สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน วันไข่โลก 2014” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ห้างสยามสแควร์วัน  ในระหว่างวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม – 14 ตุลาคม  2557 เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่ ในกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เด็กแรกเกิด เด็กวัยรุ่น ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนให้ได้บริโภคไข่อย่างทั่วถึง ภายใต้แนวคิดเด็กไทยรักไข่ไก่ เนื่องจากปัจจุบันยังพบปัญหาการขาดแคลนอาหารโปรตีนโดยเฉพาะในเขตชนบท ซึ่งหากให้เด็กบริโภคไข่วันละฟองต่อเนื่องเพียง 3 สัปดาห์ เด็กจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น แก้ปัญหาทุพโภชนาได้อย่างได้ผล เนื่องจากไข่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพ

                โดยภายในงานจะมีกิจกรรมมากมาย รวมทั้งการสาธิตเมนูอาหารเกี่ยวกับไข่ โดยเฉพาะ ไข่พระอาทิตย์ซึ่งเป็นสูตรอาหารต้นตำหรับข้าวหอมมะลิไทยในครัวนานาชาติ  ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการเผยแพร่ โดยคณะผู้จัดงานจะนำมาแจกให้ประชาชนได้รับประทานฟรี  โดยแม่ครัวจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมมือกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งในอาหารคู่ครัวไทย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/124087


รายงานพิเศษ : พด.นำร่องสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร จัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ (อ่าน 15 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 8:09:44 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

จากสถิติการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรของประเทศไทยในปี 2554 พบว่า มีมูลค่าการนำเข้าเป็นจำนวนมากกว่า 22,034 ล้านบาท ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าเกษตรกรของไทยมีปริมาณการใช้สารเคมีทางการเกษตรต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าสารเคมีทางการเกษตรจำพวกปุ๋ยจะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องความเสียหายต่อผลผลิต ทำให้ผลิตภาพทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศแต่การใช้สารเคมีที่มากเกินความจำเป็น และไม่ถูกต้องเหมาะสมก็จะทำให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆที่สำคัญทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญทางการเกษตร ทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดอินทรียวัตถุ ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

                นายสมโสถติ์  ดำเนินงาม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กล่าวว่า ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินได้มีนโยบายให้มีการจัดตั้งเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น โดยการน้อมนำเอาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระราชทานให้กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน และจากโรงงานอุตสาหกรรม มาฝากไว้ที่ธนาคาร ธนาคารจะทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรมาเบิกถอนเอาไปใช้ประโยชน์ เมื่อวัสดุนั้นย่อยสลายเป็นปุ๋ยแล้ว หรือให้เกษตรกรกู้ยืมปุ๋ยจากธนาคารไปใช้แล้วใช้หนี้ด้วยวัสดุเหลือใช้จากไร่นาและโรงงานอุตสาหกรรมหรือปุ๋ยคอก  เพื่อให้เกิดการผลิตและมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง มีราคาถูก  พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาและปัญหาจากการกำจัดหรือทิ้งขยะในอนาคต

                สำหรับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ที่กรมพัฒนาที่ดินเข้าไปดำเนินการนั้น เป็นการนำโรงปุ๋ยอินทรีย์เก่าที่มีอยู่เดิมแล้วมาฟื้นฟูใหม่ให้กลายเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยจะมีทั้งโรงขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก และมุ่งเน้นให้เกษตรกรมารวมกลุ่มกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันออกกฎกติกา โดยมีเจ้าหน้าที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินของแต่ละจังหวัดคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือ

                นายสมโสถติ์  กล่าวอีกว่า ข้อดีของการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ก็คือ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ได้มากกว่าครึ่ง เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิเช่น จากปกติที่เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดทุกปี แต่หากมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถมาเบิกเมล็ดพันธุ์จากธนาคารไปใช้ก่อนได้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็นำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมาคืนให้กับธนาคาร เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นได้หมุนเวียนกันใช้ หรืออย่างน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยหมัก เกษตรกรอาจจะมาเบิกน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยหมัก ที่ทำเสร็จแล้วพร้อมใช้จากธนาคาร โดยการนำเศษผัก วัสดุฟางข้าว เศษพืชที่เหลือๆในแปลงมาแลก เพื่อที่ธนาคารจะได้นำเศษผัก เศษพืช และวัสดุฟางข้าวเหล่านั้นไปทำน้ำหมักต่อไป ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยอินทรีย์ใช้หมุนเวียนตลอดปี อีกทั้งโครงการนี้ถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็จะทำให้โครงการมีความยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานรัฐอย่างเดียว เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

                ล่าสุด กรมพัฒนาที่ดิน ได้ใช้สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชรเป็นพื้นที่นำร่อง ในการดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2557  จำนวน 87 แห่ง ทั่วประเทศ

                สำหรับการดำเนินการดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร ได้นำเอาวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังที่มีอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรมากมาย และนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา มาหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ พด. 1 ให้เกิดการย่อยสลายก่อนนำไปใช้ประโยชน์ในไร่นา โดยใช้พื้นที่ศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงดาวล้อมเดือนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ดำเนินการ ซึ่งการบริหารงานนั้น จะมีคณะกรรมการบริหารงาน  กำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกทราบในที่ประชุมทุกเดือน และจะต้องทำบัญชี รับฝาก ถอน การให้กู้ยืม การส่งใช้คืนต้นและดอกเบี้ย โดยให้หมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการทุกเดือน รวมทั้งให้เทศบาลเทพนครให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ ธนาคารปุ๋ยหมัก ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์น้ำ(น้ำหมัก พด.2) ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์น้ำ(น้ำหมัก พด.7) และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชสด

                “อยากเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำการเกษตร ปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ หรือปลูกพืชผัก อยากให้เห็นความสำคัญของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดิน ทำให้ดินของเรามีความอุดมสมบูรณ์อยู่ได้อย่างยั่งยีน ถ้าหากพี่น้องเกษตรกรหันมาทำปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น ก็จะทำให้ลดขยะในครัวเรือน เอาสิ่งที่เราเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์มาทำให้เกิดประโยชน์ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อีกทั้งเกษตรกรก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ และที่สำคัญผลผลิตที่ได้จะมีความปลอดภัย ผู้บริโภคก็ปลอดภัยนายสมโสถติ์  กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/124086

 


หญ้าหนวดแมว - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 50 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 8:04:36 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?หญ้าหนวดแมว - เรื่องน่ารู้?

มีลำต้นและกิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยมมีสีน้ำตาลหรือสีม่วงแดง ต้นมีความสูงประมาณ 0.3-0.8 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและการเพาะเมล็ด มีประโยชน์ในทางสมุนไพรมีการนำมาใช้รักษานิ่วและโรคทางเดินปัสสาวะมานานแล้ว

แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ วันที่ 02 ตุลาคม 2557 

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/270816/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%

94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A7++%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%

B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89


นำร่องจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ - เกษตรทั่วไทย (อ่าน 43 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 7:57:28 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?นำร่องจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ - เกษตรทั่วไทย?

นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีนโยบายให้มีการจัดตั้งเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น โดยการน้อมนำเอาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน และจากโรงงานอุตสาหกรรม มาฝากไว้ที่ธนาคาร ธนาคารจะทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรมาเบิกถอนเอาไปใช้ประโยชน์
เมื่อวัสดุนั้นย่อยสลายเป็นปุ๋ยแล้วหรือให้เกษตรกรกู้ยืมปุ๋ยจากธนาคารไปใช้แล้วใช้หนี้ด้วยวัสดุเหลือใช้จากไร่นาและโรงงานอุตสาหกรรมหรือปุ๋ยคอก เพื่อให้เกิดการผลิตและมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง มีราคาถูก พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาและปัญหาจากกำจัดหรือทิ้งขยะในอนาคต
สำหรับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ที่กรมพัฒนาที่ดินเข้าไปดำเนินการนั้น เป็นการนำโรงปุ๋ยอินทรีย์เก่าที่มีอยู่เดิมแล้วมาฟื้นฟูใหม่ให้กลายเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยจะมีทั้งโรงขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก และมุ่งเน้นให้เกษตรกรมารวมกลุ่มกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันออกกฎกติกา โดยมีเจ้าหน้าที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินของแต่ละจังหวัดคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือ
นายสมโสถติ์ กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ว่า จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าครึ่ง เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิ จากปกติที่เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดทุกปี แต่หากมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถมาเบิกเมล็ดพันธุ์จากธนาคารไปใช้ก่อนได้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็นำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมาคืนให้กับธนาคาร เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นได้หมุนเวียนกันใช้ หรืออย่างปุ๋ยน้ำหมัก หรือปุ๋ยหมัก เกษตรกรอาจจะมาเบิกปุ๋ยน้ำหมัก หรือปุ๋ยหมัก ที่ทำเสร็จแล้วพร้อมใช้จากธนาคาร โดยการนำเศษผัก วัสดุฟางข้าว เศษพืชที่เหลือ ๆในแปลงมาแลก เพื่อที่ธนาคารจะได้นำเศษผัก เศษพืช และวัสดุฟางข้าวเหล่านั้นไปทำน้ำปุ๋ยต่อไป ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยอินทรีย์ใช้หมุนเวียนตลอดปี อีกทั้งโครงการนี้ถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็จะทำให้โครงการมีความยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานรัฐอย่างเดียว เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ ได้ใช้สถานีพัฒนาที่ดินกำแพง เพชรเป็นพื้นที่นำร่อง ในการดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2557 จำนวน 87 แห่ง ทั่วประเทศ
สำหรับการดำเนินการดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร ได้นำเอาวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังที่มีอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรมากมาย และนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา มาหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ พด. 1 ให้เกิดการย่อยสลายก่อนนำไปใช้ประโยชน์ในไร่นา โดยใช้พื้นที่ศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงดาวล้อมเดือนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ดำเนินการ
ซึ่งการบริหารงานนั้น จะมีคณะกรรมการบริหารงาน กำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกทราบในที่ประชุมทุกเดือน และจะต้องทำบัญชี รับฝาก ถอน การให้กู้ยืม การส่งใช้คืนต้นและดอกเบี้ยโดยให้หมอดินและเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการทุกเดือน รวมทั้งให้เทศบาลเทพนครให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ธนาคารปุ๋ยหมัก ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมัก พด.2) ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมัก พด.7) และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชสด.

แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 02 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/270805/%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%

B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B8%

E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C+-+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2


ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : การปรับปรุงดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย (อ่าน 13 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 7:57:25 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำถาม     สภาพดินที่ถูกชะล้างพังทลาย จะมีวิธีสังเกตอย่างไรว่า ดินในที่ดินของเรามีสภาพเป็นเช่นนี้ครับ จะมีวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ และปรับปรุงดินอย่างไร จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรครับ

คำมิ่ง เมืองเจริญ

อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

คำตอบ   ดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย เป็นดินที่มีเนื้อดินอินทรียวัตถุ หรือธาตุอาหารพืชถูกชะล้างออกไปจากพื้นที่ในปริมาณสูง โดยน้ำหรือลม สำหรับประเทศไทย น้ำจะเป็นตัวการสำคัญที่สุด โดยมีมนุษย์เป็นตัวเร่งทำให้ดินไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก

                วิธีการสังเกตดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย จะพบร่องรอยการชะล้างพังทลายของดินที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินที่มีสภาพดังกล่าว ที่มีขนาดและความลึกแตกต่างกันไป อันเป็นผลเนื่องมาจากการไหลกัดเซาะของฝนไปยังผิวดิน สภาพภูมิประเทศ โดยปกติในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง การชะล้างพังทลายของดินก็จะเกิดสูง และในพื้นที่ที่มีความลาดเทต่ำ จะเกิดการชะล้างพังทลายของดินเล็กน้อย หรือไม่มีเลย ถ้าเป็นพื้นที่ราบ พื้นที่ที่จะพบดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่พบบนพื้นที่ดอนและที่ที่มีความลาดชันสูงมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์

                ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิด ในบริเวณนั้น มักมีเศษหิน ก้อนหิน หรือหินพื้น โผล่กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่พื้นที่ที่พบ ถ้าในลักษณะที่ดอน จะเป็นพื้นที่ที่ทำการปลูกพืชไร่ต่างๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วต่างๆ   และถ้าเป็นพื้นที่ที่สูงจะปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่างๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้น และมีหลายแห่งที่เกษตรกรทำการตัดฟันไม้และเผาเพื่อใช้เป็นที่ทำกินในลักษณะของการทำไร่เลื่อนลอย ส่วนใหญ่พบบนพื้นที่ที่มีความลาดชันบนภูเขาสูงทั่วประเทศ

                ผลเสียหายจากที่ดินมีสภาพการชะล้างพังทลาย พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกชะล้างพังทลาย ผลผลิตพืชที่ปลูกจะลดลงจากเดิม ร้อยละ 25 เนื่องจากธาตุอาหารพืชถูกพัดพาออกไปจากพื้นที่ การใช้ประโยชน์ที่ดินยากลำบาก จากน้ำที่กัดเซาะจะเกิดร่องขนาดเล็กและใหญ่ ยากแก่การไถพรวน ถนนอาจถูกกัดเซาะขาด ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนดิน ในนาข้าว แม่น้ำ ลำธาร แหล่งน้ำ ทำให้แม่น้ำลำธาร อ่างเก็บน้ำลดความสามารถในการเก็บกักน้ำ ก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน

                หลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ  คือการปรับสภาพของดินให้สามารถทนทานต่อการถูกชะล้างกัดเซาะ หรือถูกพัดพาให้เคลื่อนที่โดยแรงของน้ำ การคลุมดินให้พ้นจากแรงกระแทกของเม็ดฝนและลม  บรรเทาความรุนแรงของกระแสลมและอัตราการไหลบ่าของน้ำ และหาวิธีการลดความแรงและความเร็วของน้ำไหลบ่าจากผิวหน้าดิน

                แนวทางการแก้ไข  โดยใช้ระบบปลูกพืชขวางความลาดชันของพื้นที่ตามแนวระดับร่วมกับปลูกพืชคลุมดินชนิดต่างๆ การใช้แถบหญ้า ปลูกหญ้าเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่ แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม. โดยใช้หญ้าชนิดต่างๆ ปลูกเป็นแถบกว้าง 1 ม. สำหรับหญ้าแฝก ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างต้น 5-10 ซ.ม.  หรือการจัดระบบปลูกพืชแบบผสมผสาน พื้นที่ว่างระหว่างแถบอนุรักษ์ใช้ปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล ตามความเหมาะสมของพื้นที่

                การอนุรักษ์ดินและน้ำโดยวิธีกล  เป็นการทำคันดินขวางความลาดชันของพื้นที่ในพื้นที่ที่ไม่สูงชัน การทำขั้นบันไดดิน หรือการทำคูรับน้ำรอบเขา ในพื้นที่มีความลาดชันสูง

                ข้อควรคำนึงคือ การจัดการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ควรทำควบคู่กัน ได้แก่ การจัดการใช้ที่ดินตามความเหมาะสมของที่ดิน การเตรียมดินและปลูกพืชเป็นแถวตามแนวระดับของความลาดชันของพื้นที่ การใช้เศษพืชทุกชนิดเป็นวัสดุคลุมดินบำรุงดิน และการปลูกพืชแบบเตรียมดินน้อยครั้ง การปลูกพืชสลับเป็นแถวการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น จะช่วยลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และเป็นการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

นาย รัตวิ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/124085

 


พัฒนาการผลิตโคนมสหกรณ์ครบวงจร - ทิศทางเกษตร (อ่าน 30 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 7:52:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?พัฒนาการผลิตโคนมสหกรณ์ครบวงจร - ทิศทางเกษตร?

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อราษฎรสมาชิกสหกรณ์โคนมเป็นอย่างยิ่งพระองค์พระราชทานพระราชดำริในการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ โดยยึดหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว
โดยเฉพาะเรื่องของการพึ่งตนเอง ให้ผู้ได้รับการพัฒนามีส่วนร่วมในกิจกรรมมีการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงจนสามารถพัฒนาได้ด้วยตนเอง และทรงติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม และสหกรณ์โคนมเป็นอย่างยิ่ง พระราชกรณียกิจที่ทรงดำเนินการมีมากมายหลายประการ และเกี่ยวข้องกับสหกรณ์หลายกิจการ และกิจการเลี้ยงโคนมก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม ที่พระองค์ทรงสนพระทัย
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเป็นกลุ่มที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งเมื่อปี 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร มี พระราชดำริให้จังหวัดสกลนคร ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เกษตรกรและจัดทำโรงนมพาสเจอไรซ์ เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตและให้ความรู้ในการดำเนินธุรกิจโรงนม เมื่อได้ผลดีจึงขยายการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ต่อไป
จากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งศูนย์รวมนมสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนครตามพระราชดำริผลิต นมภูพานทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง เป็นแหล่งผลิตอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพในพื้นที่และได้พระราชทานกองทุนเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้แก่บุตรหลานของสมาชิกในด้านการ เลี้ยงโคนมและการดำเนินงานของศูนย์รวมนม
นอกจากนี้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมการดำเนินงานของ สหกรณ์โคนมวาริชภูมิจำกัด จังหวัดสกลนคร หลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2547 มีพระราชกระแสรับสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาการผลิตของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ให้มีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาการเลี้ยงโคนมของเกษตรกร และพระราชทานความช่วยเหลือในการปรับปรุงพัฒนาทำให้สหกรณ์ฯ มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ
และเมื่อปี 2540 ที่ผ่านมาสมาชิกสหกรณ์โคนมซับไม้แดงจำกัดอำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รายงานปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงโคนม ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม 2541 พระองค์พระราชทานพระราช ดำริให้ส่วนราชการ ต่าง ๆ แก้ไขปัญหา ซึ่งต่อมาได้มีการผ่อนผันด้านหนี้สินจากธนาคารพระราชทานเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อพัฒนาด้านพืชอาหารสัตว์ จัดหาแม่โคนมเพิ่มในรายที่มีแม่โคนมจำนวนน้อย แก้ปัญหาด้านการจัดการฟาร์ม และทรงติดตามการให้ความช่วยเหลือตลอดมา โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2548 ได้พระราชทานโคนมเพศเมียตั้งท้องจำนวน 9 ตัว ให้สหกรณ์โคนมฯ ซับไม้แดง เมื่อทรงพบว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ ก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแก้ไข วินิจฉัยหาสาเหตุของโรค และให้การรักษาพยาบาลอย่าง ต่อเนื่อง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยเรื่องของอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นการสืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร และทรงมุ่งมั่นที่จะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยสามารถเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพได้ดี มีรายได้มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการด้วยการจัดทำโครงการหลายโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมและการลดต้นทุนของเกษตรกรเพื่อที่จะให้เกษตรกรสามารถที่จะเลี้ยงโคนมและมีรายได้มีผลกำไร สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ และสามารถจะขยายฟาร์มของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง
โดยมีการส่งเสริมให้ลดต้นทุนการเลี้ยงลูกโคเพศเมีย ส่งเสริมการทำแปลงหญ้า ผลิตอาหารหยาบให้โคนม ในโครงการพัฒนาการเลี้ยงโคนมทดแทนฝูงขึ้นมา ในสหกรณ์โคนมทั้ง 4 ภาคเป็นการนำร่อง ให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการฟาร์ม การจัดการแปลงหญ้าและสูตรอาหารโคนมแต่ละช่วงอายุโคนม ขณะเดียวกันทาง สำนักบริหารเงินทุนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ในส่วนของโครงการพัฒนาธุรกิจโคนม ที่ได้รับอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา และดอกผลจาก กพส. มาสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมกู้ยืมเพื่อการพัฒนาการผลิตโคนมของสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 
ควบคู่กันนี้ได้มีการทำข้อตกลงการซื้อขายระหว่างศูนย์นมทั้งประเทศ ทั้งของสหกรณ์ และเอกชนรวมกันกว่า 150 แห่ง เป็นโรงงานนม U.H.T และโรงงานนมพาสเจอไรซ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดให้มีการเจรจาซื้อขายกัน ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการได้ประมาณ 3,100 ตันต่อวัน ซึ่ง 70% เป็นน้ำนมที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์ ส่วนที่เหลือเป็นของเกษตรกรทั่วไป
ซึ่งการดำเนินงานในโครงการเหล่านี้จะอยู่ภายใต้แนวทางการวางแผนพัฒนาการเลี้ยงโคนมให้เกิดความยั่งยืน เพื่อสอดรับกระแสพระราชดำริ ให้อาชีพการเลี้ยงโคนม อยู่คู่แผ่นดินไทย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณแก่วงการสหกรณ์โคนมไทยเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้.

แหล่งที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 02 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/270789/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%

B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%

84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3+-+%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3


14 จังหวัดภาคใต้ขยายผลองค์ความรู้ ตามแนวพระราชดำริสู่เกษตรกร (อ่าน 31 ครั้ง)
วันที่: 02 ต.ค. 2557, 7:45:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?14 จังหวัดภาคใต้ขยายผลองค์ความรู้ ตามแนวพระราชดำริสู่เกษตรกร?

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดโครงการขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เกษตรกรณโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายสุรพล จารุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝ่ายส่งเสริมและฝึกอบรม นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ และนายประสาท พาศิริ ผู้อำนวยการสำนักศึกษาและขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ สำนักงาน กปร. ร่วมในพิธี เมื่อวันก่อน

การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผลสำเร็จจากการศึกษา ทดลอง วิจัย ทดสอบ ด้านการเกษตรของศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์สาขาได้ถ่ายทอดสู่เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ปฏิบัติหน้าที่เขตพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 177 คน 

ในการนี้ มีการบรรยายพิเศษ ในหัว ข้อการขับเคลื่อนองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เกษตรกรโดย ผู้บริหารสำนักงาน กปร. และนายสุรพล จารุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝ่ายส่งเสริมและฝึกอบรม ร่วมบรรยายถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริสู่เกษตรกรทั่วทั้งพื้นที่ภาคใต้ ในรูปแบบตามความเหมาะสมของภูมิอากาศและภูมิสังคม ทั้งนี้ด้วยสภาพพื้นที่ภาคใต้ ติดทะเลสองฝั่งที่แตกต่างกันคือทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทางด้านภูมิสังคมก็แตกต่างกัน ตลอดแนว ของพื้นที่อย่างชัดเจน คือ พื้นที่ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ภาคใต้ตอนกลางและภาคใต้ตอนบน

ทั้งนี้ผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรที่ปฏิบัติหน้าที่เขตจังหวัดภาคใต้ ที่มีลักษณะของภูมิอากาศและสังคมที่แตกต่างกัน ในระหว่างการประ ชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการรณรงค์และส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป โดยจะเน้นแนวทางการเพาะปลูกแบบลดต้นทุน ใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด พื้นที่ร้างว่างเปล่าให้มีการบูรณะปรับปรุงฟื้นคืนมาใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูกอีกครั้งหนึ่ง โดยการน้อมนำแนวทางการดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จแล้วในหลาย ๆ กรณีของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เช่น การบริหารจัดการดินและน้ำของ โครงการแกล้งดิน การปรับปรุงดินเค็มน้ำเปรี้ยว ให้สามารถนำมาเพาะปลูกพืชที่ให้ผลผลิตอย่างคุ้มค่า เป็นต้น.

แหล่งที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวล์ ฉบับวันที่ 02 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/270787/14+%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%

94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%

E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0

%B9%89+%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%

B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8

%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3




ส่องเกษตร : ภารกิจล้างมรดกบาป (อ่าน 40 ครั้ง)
วันที่: 01 ต.ค. 2557, 7:30:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ต้องยอมรับว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคของรัฐบาลคสช.นี้ มีภารกิจที่ถือเป็นศึกหนักอยู่มากมายหลายเรื่อง เป็นศึกที่ใหญ่หลวงนัก ซึ่งอาจถือได้ว่า หนักหนากว่ายุครัฐบาลใดๆที่ผ่านมาเลยทีเดียว

                ไหนจะเรื่องราคาผลิตผลการเกษตรที่กำลังตกต่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักๆอย่าง ข้าวและยางพารา ซึ่งเกี่ยวพันกับเกษตรกรหลายสิบล้านคน ไหนจะเรื่องที่ต้องตามแก้ไขปัญหาโกงกินเรื่องเน่าๆกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่มีความเสียหายเป็นหมื่นๆล้านส่งผลกระทบต่อระบบสหกรณ์ไทยอย่างมาก แล้วยังล่าสุดเรื่องของที่ดิน สปก.ที่เป็นปัญหาใหญ่โตมาก

                เรื่องส่วนใหญ่ถือเป็นมรดกบาปจากรัฐบาลชุดก่อนที่เป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ทำความฉิบหายวายวอดไว้ อย่างเรื่องราคาข้าวที่ตกต่ำหนัก สาเหตุสำคัญหนึ่ง ก็เป็นเพราะผลพวงจากนโยบายจำนำข้าว ประชานิยมผลาญชาติของรัฐบาลระบอบทักษิณที่ผ่านมา ซึ่งทำลายระบบข้าวไทยไปอย่างยับเยิน

                เช่นเดียวกับปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำหนัก ต้องยอมรับว่าสาเหตุใหญ่ส่วนหนึ่งเนื่องมาจาก ปริมาณที่ล้นเกินความต้องการตลาดมาก อันเนื่องมาจากการส่งเสริมปลูกไปทั่วประเทศอย่างบ้าคลั่งในช่วงรัฐบาลระบอบทักษิณ ขณะที่ล่าสุดยังเกิดความฉาวโฉ่เกี่ยวกับยางสต๊อกรัฐที่มีอยู่ 2.1 แสนตันซึ่งจัดซื้อมาเก็บไว้ตามโครงการในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หวังใช้เป็นเครื่องมือดึงราคายางในตลาดให้สูงขึ้น โดยหมดเงินรัฐไปหลายหมื่นล้าน แต่ตอนนี้นอกจากปัญหาที่ยังคาราคาซังเกี่ยวกับการหาทางระบายขายออกแล้ว ยังมีการตรวจพบว่า ยางในสต๊อกดังกล่าวเน่าเสียเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีกระแสข่าวเบื้องต้นว่า เป็นเพราะการเร่งรีบซื้อ โดยยางที่รับซื้อไว้ยังตากไม่แห้ง ก็เอาเข้าเก็บในโกดัง ทำให้ขึ้นราและเสียรูป เนื่องจากขั้นตอนการแปรรูปมีปัญหา

                เรื่องนี้จะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายขาดทุนย่อยยับให้กับภาครัฐอีกมาก ถือเป็นอีกผลพวงเลวร้ายจากการดำเนินงานเฮงซวยของรัฐบาลชุดก่อน

                อีกมรดกบาปหนึ่งจากรัฐบาลชุดก่อนก็คือ ปัญหาทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งมีเบื้องลึกที่ร่ำลือกันว่า ความเน่าที่เกิดขึ้น จนส่งผลถึงทุกวันนี้ยังแก้ไขไม่ได้ ก็เป็นเพราะในช่วงรัฐบาลที่แล้ว มีนักการเมืองที่มีอิทธิพลในรัฐบาลเข้าไปหาผลประโยชน์กับเงินทองของสหกรณ์แห่งนี้นั่นเอง

                สำหรับเรื่องที่ดินสปก.ซึ่งที่จริงก็เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เป็นมรดกบาปที่สืบทอดกันมาหลายรัฐบาลนักการเมือง ซึ่งมีแต่จะซ้ำเติมปัญหาให้มากขึ้น แทนที่จะช่วยกันแก้ไข

                ล่าสุดในยุคคสช.ที่มีนโยบายจริงจังในการที่จะทวงคืนสมบัติแผ่นดิน จัดการอย่างจริงจังกับพวกนายทุน ผู้มีอิทธิพล ตลอดจนนักการเมืองที่บุกรุกยึดครองที่ดินป่าสงวน ที่ดินสาธารณะ รวมจนถึงที่ดินสปก. ที่นายทุนผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองครอบครองอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเอาไปทำประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ หรือธุรกิจท่องเที่ยว รีสอร์ต หาใช่เกษตรกรผู้ยากไร้ตัวจริง ที่ต้องการที่ดินเอามาทำกินทางการเกษตร ตามวัตถุประสงค์ของการแจกที่ดิน สปก.4-01 ไม่

                ในเรื่องนี้ วีระชัย  นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.)คนปัจจุบัน จึงต้องรับบทหนักที่จะแก้ไข จัดการเรื่องนี้ โดยเพิ่งมีการประกาศออกมาว่า ขอเวลา 1 เดือนที่จะทำงานแก้ไขเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ฝืมือ ถ้าไม่มีความคืบหน้า ก็พร้อมที่จะพิจารณาตัวเอง                           

                 ทั้งนี้ ที่ดิน สปก.ที่มอบเอกสารสิทธ์ สปก.4- 01 ไปแล้ว 35 ล้านไร่ จะมีการตรวจสอบใหม่ว่า  ปัจจุบันผู้ครอบครองยังเป็นเกษตรกรหรือไม่ ส่วนในพื้นที่ สปก.ที่มีปัญหาถูกถือครองโดยนายทุนสูงถึง ล้านไร่ ที่สปก.ยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้นั้น ก็จะเร่งตรวจสอบว่า ผู้ครอบครองเป็นใคร เพื่อดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา

                เลขาฯสปก.ยังยอมรับว่า ที่ผ่านมา การทำงานแก้ไขเรื่องนี้ไม่คืบหน้า เพราะถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงมาตลอด โดยเฉพาะการถูกขัดขวางจากอิทธิพลในท้องที่ แต่ตอนนี้เป็นโอกาสทอง เพราะปลอดอำนาจทางการเมือง และอำนาจรัฐมีความแข็งแรงมาก ทหารก็เป็นหน่วยหน้าเข้าพื้นที่ร่วมกับ สปก.โดยเฉพาะในพื้นที่ล่อแหลม จะขอหน่วยเฉพาะกิจจากคสช.มาช่วยด้วย จึงเชื่อว่า จะทำให้เรียกคืนพื้นที่ได้เร็วขึ้น ดังนั้นหาก 1 เดือนยังไม่เห็นผล ก็พร้อมที่จะพิจารณาตัวเอง

                สิ่งที่เลขาฯสปก.สะท้อนถึงการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ผู้มีอิทธิพล จนทำให้ไม่เคยแก้ไขเรื่องนี้ได้เลย นับเป็นประเด็นสำคัญที่ ”ตรงจุด ตรงเป้ายิ่ง

                ซึ่งในยุคคสช.ที่รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาด โดยปราศจากฝ่ายการเมือง ผู้มีอิทธิพลมาแทรกแซงได้อีก หากยังไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ ก็อย่าหวังเลยว่า จะมีรัฐบาลไหนแก้ไขได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 1 ตุลาคม  2557

http://www.naewna.com/local/123914

 


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว ชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) จำหน่ายลูกไก่พื้นเมือง,คู่มือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm