นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
21 ตุลาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6558)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16318 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอีสาน กรมข้าวเร่งสกัดลามเหนือ-ตะวันออก (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:52:46 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นางปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในหลายจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราว 100,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เพาะปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 พบว่า เกิดจากการปฏิบัติในการทำนาที่ไม่เหมาะสม มีการระบาดทั้งในแปลงนาหว่านที่ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ปลูกในนาหว่านมากกว่า 15 กิโลกรัมต่อไร่ และนาที่มีการปักดำถี่ทำให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายประกอบกับการสำรวจแปลงนาไม่ถูกวิธี ไม่มีการแหวกดูโคนกอข้าว แต่เนื่องจากชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่ใช้สารเคมีกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน้อย นับเป็นข้อดีต่อการควบคุมการระบาด ประกอบกับใช้ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมามีฝนตกชุกเป็นปัจจัยบวกช่วยให้การระบาดไม่ลุกลามต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวจะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำนาสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเน้นให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ และหมั่นตรวจเยี่ยมแปลงนาโดยสุ่มสำรวจแหวกดูกอข้าว ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังก็ควรปลูกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลควบคู่ไปด้วย

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า เมื่อเทียบเคียงระหว่างสถานการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ระบาด ในปี 2552/53 พบว่ามีการเริ่มต้นระบาดที่ใกล้เคียงกัน คือเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนบน ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2552 จากนั้นจึงระบาดไปตามทิศทางลมเข้าสู่ภาคกลางตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นเขตนาชลประทานขนาดใหญ่ ก่อนจะระบาดสูงสุดในเดือนธันวาคม 2552 และคงการระบาดไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์- เมษายน 2553

ดังนั้น เพื่อเฝ้าระวังการระบาดซ้ำของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในเขตชลประทานภาคกลางภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก กรมการข้าวจึงจัดหน่วยเคลื่อนที่คอยให้บริการเพื่อ เฝ้าระวังการระบาด และขอให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวคอยติดตามสถานการณ์ เนื่องจากมีจุดอ่อนที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์ที่ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดโดยเฉพาะปทุมธานี 1 และมีการปลูกอย่างต่อเนื่องไม่มีการพักดิน มีการใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมาก ตลอดจนใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่ไม่ถูกวิธี

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม  2557

http://www.naewna.com/local/126976


กรมชลประกาศไทยตอนบนสิ้นฝน น้ำเขื่อนใหญ่ยังน้อย-เตือนประหยัด (อ่าน 25 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:41:38 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ล่าสุดมีปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 44,543 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯขนาดใหญ่รวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 21,040 ล้านลูกบาศก์เมตร

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯเขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ 33 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่างฯ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ5,788 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 5,729 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 743 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุอ่างฯ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 79 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ 401 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 1,269 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯ เขื่อนลำตะคองจ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 166 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 75 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯ

สำหรับในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออก ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 801 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของความจุอ่างฯ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 52 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีปริมาณน้ำ 218 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 97 ของความจุอ่างฯ เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำ 246 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ และเขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี มีปริมาณน้ำ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่าง

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศว่า ประเทศไทยตอนบน ได้สิ้นฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ หลายแห่งยังคงมีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยจะเน้นการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การผลิตน้ำประปา และการรักษาระบบนิเวศน์ เป็นหลัก ส่วนภาคการเกษตรสามารถส่งน้ำได้ในบางพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอสนับสนุนเท่านั้น ยกเว้นลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลอง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126981


ปศุสัตว์สนธิกำลังทหาร-ตำรวจ ลุยตรวจขับร้านขายยาสัตว์เถื่อน (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:38:52 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ ได้สนธิกำลังร่วมกับกองกำลังรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วสระบุรี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคก.) ลงพื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 จังหวัดสระบุรี เพื่อตรวจค้นจับกุมผู้กระทำความผิดพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 พ.ร.บ.สถานพยาบาลสัตว์ พ.ศ.2533 พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 พ.ร.บ.วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ.2545 ฯลฯ เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ประกอบการที่ไม่ขออนุญาตหรือผู้ที่คิดจะกระทำผิด

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการสืบเนื่องมาจากที่สัตวแพทยสภาได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการค้าสัตว์เลี้ยง อาหารสัตว์ ยาสัตว์ และคลินิกรักษาสัตว์ได้รับทราบถึงพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 จังหวัดสระบุรีในครั้งนี้ พบผู้กระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท รวมทั้งร้านค้าที่จำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งทั้ง 3 จุดรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126980


เกษตรขันนอตรับขึ้นทะเบียน‘ชาวนา’ (อ่าน 29 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:37:38 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เกษตรขันนอตรับขึ้นทะเบียนชาวนา

ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ให้ประโยชน์ถึงมือเกษตรกร

 

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือน โดยการให้เงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท แก่ชาวนาที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและเปิดบัญชีไว้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เกิน 15 ไร่ ส่วนชาวนาที่มีที่นามากกว่า 15 ไร่ให้ช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาท

กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบการจัดทำทะเบียนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการประกอบการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ศึกษาหลักเกณฑ์ กฎระเบียบต่างๆ อย่างเข้าใจ จัดทำทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้อง ครบถ้วนเป็นปัจจุบัน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้ชาวนาได้รับประโยชน์โดยตรงและทั่วถึง เน้นทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณากลั่นกรองข้อมูลเกษตรกร โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

1) กรณีชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2557/58 ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2557 และได้ผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2557/58 แล้ว ให้คณะทำงานตรวจสอบสิทธิ์ตามมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยระดับตำบล และมีการนำรายชื่อชาวนาที่ขึ้นทะเบียนไปติดประกาศในระดับชุมชน 3 วัน เพื่อให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากไม่มีผู้คัดค้านรายชื่อทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการบริหารมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในระดับอำเภอ และจังหวัด ตามลำดับ เกษตรกรที่ผ่านการรับรองสิทธิ์จะถูกส่งรายชื่อให้กับธ.ก.ส. เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

2) กรณีขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2557/58 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 (ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย) ให้มีการรับแจ้งข้อมูลการขึ้นทะเบียนฯ ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 ตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีปี 2557/58 ของกรมส่งเสริมการเกษตร จากนั้นจะส่งข้อมูลเสนอคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ดำเนินการเช่นเดียวกับ กรณีที่ 1

3) กรณีชาวนาที่ยังไม่ได้ทำการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 2557/58 (ภาคใต้) ซึ่งยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ ให้สำนักงานเกษตรอำเภอ รับแจ้งการขอขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 เพื่อรอการตรวจสอบต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรในการจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร
แนะนำ และให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการฯ ทุกระดับในการตรวจสอบข้อมูลพื้นที่เพื่อยืนยันการมีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและเป็นธรรมอันเป็นประโยชน์ต่อตัวเกษตรกรเอง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126979


แตกใบอ่อน : ล่มจมด้วย'จีเอ็มโอ' (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:36:07 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาเกษตรกรแห่งชาติ พร้อมทั้ง สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย องค์กรผู้บริโภค คณะกรรมการอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และมูลนิธิชีววิถีจัดเวทีเสวนาใหญ่ เดินหน้าจีเอ็มโอ บรรษัทกำไร ประชาชนไทยล่มจม?” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

เวทีนี้ถือเป็นเวทีของฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบโดยตรง หากรัฐบาลซึ่งมี คณะทำงานศึกษาแนวทางการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมและผลิตภัณฑ์มาใช้ในประเทศไทยชงให้เปิดไฟเขียวทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาบ้านเราได้ ตามที่มีการผลักดันกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันจากกลุ่มบรรษัทเมล็ดพันธุ์ในขณะนี้ จึงขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้นำมารายงานให้ท่านผู้อ่านทราบอีกต่อหนึ่ง เพราะเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่กลับได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักค่อนข้างน้อยมาก

คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถีเปิดประเด็นเกี่ยวกับ กระแสโลกที่มีต่อพืชจีเอ็มโอ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปและสหรัฐ ซึ่งทางกลุ่มบรรษัทเมล็ดพันธ์มักใช้เป็นข้ออ้างเสมอเรื่องการสนับสนุนปลูกพืชจีเอ็มโอทางการค้น แต่โดยข้อเท็จจริงกลับพบว่า จำนวนประชาชนผู้บริโภคเห็นด้วยกับการปลูกพืชดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่องเช่น ในกลุ่มสหราชอาณาจักรที่เมื่อปี 1996 เห็นด้วยถึง 52% ลดลงมาเหลือเพียง 44% ในปี 2010 ประเทศเยอรมนี เดิมปี 1996 เห็นด้วย 47% แต่เมื่อปี 2010 เหลือแค่ 22%

ขณะที่ยักษ์ใหญ่จีเอ็มโออย่างสหรัฐอเมริกา ก็ปรากฏกระแสดังกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีอย่างน้อย 3 รัฐ คือ รัฐเมน คอนเนตทิคัต และเวอร์มอนต์ มีมาตรการบังคับให้ติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่มาจากจีเอ็มโอ เหมือนกับอีก 64 ประเทศทั่วโลกที่กำลังเคลื่อนไหวให้มีการติดฉลากให้ทราบ ที่มาของอาหารด้วยเช่นกัน

ด้านคุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ว่า การติดฉลากในผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอนั้นต้องทำให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม เห็นได้ง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกตัดสินใจ ดังนั้น คณะกรรมการอาหารและยา(อย.) จึงต้องเร่งทบทวนและพิจารณาเรื่องการบังคับให้มีการติดฉลากอาหารจีเอ็มโออย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดเครื่องมือภาคประชาชน นั่นคือ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกลไกนี้จะทำให้ความเห็นของเรามีความหมาย โดยทำอย่างไรให้ได้รับการนำไปเป็นนโยบาย มาตรการ หรือกฎหมาย อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ คุณสารี ยังวิพากษ์ไปถึงความ ย้อนแย้งของระดับนโยบายว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มียุทธศาสตร์ในการ
ขับเคลื่อนประเทศไปสู่ศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่แล้วจู่ๆ กลับมามีการผลักดันให้มีการทดลองจีเอ็มโอ ซึ่งถือเป็นการ วิ่งสวนทางกันในเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิงว่า ตกลงแล้วประเทศเราจะไปทางไหนแน่

ขณะที่ คุณอุบล อยู่หว้า ผู้แทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ชี้ว่า การปลูกพืชจีเอ็มโอสะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของรัฐในการกำกับพฤติกรรมกลุ่มทุน เสมือนการปิดกั้นโอกาสทางอาชีพของเกษตรกร เปรียบได้กับกรณีห้างขายปลีกมาดำเนินธุรกิจขายอาหารตามสั่ง ซึ่งแม้จะเป็นทางเลือกแต่ก็เป็นการตัดโอกาสการทำมาหากินของชาวบ้าน ฉะนั้นภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลที่หายใจเข้าออกเป็นความมั่นคง จะหันมามองจีเอ็มโอเป็นความมั่นคงของชาติหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการทำลายแบบแผนการผลิตของเกษตรกรรายย่อย เพราะอย่าลืมหน่วยผลิตของไทย คือ ครอบครัว แต่ขณะนี้กลับใกล้ถูกทำลาย และเปลี่ยนเป็นบรรษัทแทน

ส่วน ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ บริษัทผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน แชร์ประสบการณ์ว่า เดิมเคยสนับสนุนการปลูกพืชจีเอ็มโอ แต่เห็นว่าอนาคตอาจทำให้เกิดการผูกขาดได้ ดังกรณีฟิลิปปินส์ที่กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีล้มหายไป จึงเริ่มกลับมาคัดค้านจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการส่งออกเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ 1.4 พันล้านบาท/ปีซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนข้ามชาติ เหลือตกถึงมือคนไทยเพียง 300-400 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องที่มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท/ปี และเม็ดเงินอยู่ในมือคนไทยทั้งหมด

รศ.ดร.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า บางครั้งผู้มีอำนาจมักฟังที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ ทำให้มีแนวคิดจะปลูกพืชจีเอ็มโอ ซึ่งทราบกันดีจะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา ด้วยพืชเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นเพื่อขายสินค้าราคาถูก ไม่ใช่ราคาแพง ดังนั้นเกษตรกรรายย่อยจะอยู่ไม่ได้ เพราะมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อย หากไทยเลือกเปิดเกมจีเอ็มโอจะถือเป็นการเดินที่ผิดมหันต์ จนให้อภัยไม่ได้

เพราะการขายของถูกจะทำให้เกษตรกรรายย่อยหมดประเทศ และหากยังต้องการยกระดับบริษัทรายใหญ่ถือเป็นการทำลายชาติให้ย่อยยับ

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126978


‘GMOs’ต้องฟังเกษตรกร สภาเกษตรฯชี้สุ่มเสี่ยงผูกขาดเมล็ดพันธุ์ (อ่าน 28 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:33:28 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การทำเกษตรตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMOs นับเป็นระบบเกษตรทางเลือกหนึ่งของการทำการเกษตรในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย แต่เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ที่เริ่มมีบทบาทในการทำการเกษตรของไทย ประกอบกับความไม่ชัดเจนในข้อมูลที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับสาธารณชน และผู้ที่จะต้องมีกิจกรรมเกี่ยวข้อง กับการทำเกษตรGMOsโดยตรง เช่น เกษตรกร ผู้บริโภค และนักวิชาการด้านการเกษตร ทำให้การทำเกษตรGMOs ในไทย มีข้อถกเถียงกันตลอดมา สภาเกษตรกรแห่งชาติตระหนักในหน้าที่การส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความอยู่รอดของเกษตรกร และความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม จะต้องเร่งให้ความสำคัญ ร่วมคิดวิเคราะห์ แสวงหาทางออก เพื่อสามารถแก้ปัญหา มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเห็นควรให้มีการรับทราบถึงทัศนคติต่อการทำเกษตรตัดต่อพันธุกรรมในประเทศไทย ของนักวิชาการ ผู้บริโภคและเกษตรกร รวมถึงองค์ประกอบที่จำเป็น จะต้องมีในการทำเกษตร GMOs เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคเกษตรกรผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและเสนอนโยบายการทำเกษตร GMOs ของรัฐบาล ที่สามารถส่งผลถึงความเป็นอยู่และรายได้เกษตรกร ตลอดจนผลที่มีต่อผู้บริโภค การค้าต่างประเทศ และระบบนิเวศน์ เพื่อให้การพัฒนาด้านเกษตรของไทยเป็นไปอย่างถูกทิศทาง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยไม่ส่งผลกระทบที่จะเป็นผลเสียในด้านอื่นๆ

นายประพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ สนับสนุนให้เกษตรกรยืนหยัดการพึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีตัวอย่างความสำเร็จจากการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน ไร่นาสวนผสม เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรกรรมรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช้สารเคมี ดังนั้นสภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะองค์กรของเกษตรกร จึงมีจุดยืนเช่นเดียวกับพี่น้องเกษตรกร คือไม่คัดค้านในการศึกษาวิจัยทางวิชาการ แต่จะทำหน้าที่ปกป้อง และจะไม่ยอมให้มีการนำพืชตัดต่อพันธุกรรม GMOs เข้ามาทดสอบระบบในไร่ นา โดยที่ยังไม่มีวิธีการป้องกัน หรือยังไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธุกรรมพืชในท้องถิ่น และอาจมีการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชในอนาคต ในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ จึงถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะองค์กรของเกษตรกรจะทำหน้าที่ปกป้อง และรับฟังความคิดเห็นรวมทั้งการสร้างมาตรการ หรือข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การทำเกษตรตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMOs นับเป็นระบบเกษตรทางเลือกหนึ่งของการทำการเกษตรในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย แต่เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ที่เริ่มมีบทบาทในการทำการเกษตรของไทย ประกอบกับความไม่ชัดเจนในข้อมูลที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับสาธารณชน และผู้ที่จะต้องมีกิจกรรมเกี่ยวข้อง กับการทำเกษตรGMOsโดยตรง เช่น เกษตรกร ผู้บริโภค และนักวิชาการด้านการเกษตร ทำให้การทำเกษตรGMOs ในไทย มีข้อถกเถียงกันตลอดมา สภาเกษตรกรแห่งชาติตระหนักในหน้าที่การส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความอยู่รอดของเกษตรกร และความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม จะต้องเร่งให้ความสำคัญ ร่วมคิดวิเคราะห์ แสวงหาทางออก เพื่อสามารถแก้ปัญหา มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเห็นควรให้มีการรับทราบถึงทัศนคติต่อการทำเกษตรตัดต่อพันธุกรรมในประเทศไทย ของนักวิชาการ ผู้บริโภคและเกษตรกร รวมถึงองค์ประกอบที่จำเป็น จะต้องมีในการทำเกษตร GMOs เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคเกษตรกรผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและเสนอนโยบายการทำเกษตร GMOs ของรัฐบาล ที่สามารถส่งผลถึงความเป็นอยู่และรายได้เกษตรกร ตลอดจนผลที่มีต่อผู้บริโภค การค้าต่างประเทศ และระบบนิเวศน์ เพื่อให้การพัฒนาด้านเกษตรของไทยเป็นไปอย่างถูกทิศทาง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยไม่ส่งผลกระทบที่จะเป็นผลเสียในด้านอื่นๆ

นายประพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ สนับสนุนให้เกษตรกรยืนหยัดการพึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีตัวอย่างความสำเร็จจากการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน ไร่นาสวนผสม เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรกรรมรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช้สารเคมี ดังนั้นสภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะองค์กรของเกษตรกร จึงมีจุดยืนเช่นเดียวกับพี่น้องเกษตรกร คือไม่คัดค้านในการศึกษาวิจัยทางวิชาการ แต่จะทำหน้าที่ปกป้อง และจะไม่ยอมให้มีการนำพืชตัดต่อพันธุกรรม GMOs เข้ามาทดสอบระบบในไร่ นา โดยที่ยังไม่มีวิธีการป้องกัน หรือยังไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธุกรรมพืชในท้องถิ่น และอาจมีการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชในอนาคต ในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ จึงถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะองค์กรของเกษตรกรจะทำหน้าที่ปกป้อง และรับฟังความคิดเห็นรวมทั้งการสร้างมาตรการ หรือข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126977


รัสเซียไฟเขียวนำเข้าเนื้อหมูไทย โรงงานประมงจ่อคิวรับรอง-คาดดันส่งออกหมื่นล้าน (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:29:55 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

รัสเซียไฟเขียวนำเข้าเนื้อหมูไทย

โรงงานประมงจ่อคิวรับรอง-คาดดันส่งออกหมื่นล้าน

 

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก เรื่องการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า
โดยล่าสุดประเทศไทยมีความพร้อมจะส่งออกสินค้าปศุสัตว์และประมงไทยไปยังประเทศรัสเซียเพิ่มขึ้น หลังจากที่กรมสัตวแพทย์และสุขอนามัยพืชรัสเซีย(FSVPS) ส่ง ดร.เกนเนดี บายคอฟ หัวหน้าผู้แทนพร้อมคณะ เดินทางมาตรวจระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์และประมงของไทยระหว่าง 29 กันยายน -10 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบการกระบวนการผลิตสินค้าไทยว่า มีความสะอาด ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ตามมาตรฐานสากลและสอดคล้องกับกฎหมายปลอดภัยด้านอาหารของรัสเซีย และกลุ่มประเทศ Customs Union หรือไม่ซึ่งจากผลการตรวจสอบพบว่า ทางการรัสเซียให้การยอมรับในมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์และประมงของไทย

ทั้งนี้ฝ่ายไทยและสหพันธรัฐรัสเซีย ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจในข้อกำหนดการส่งออกเนื้อสุกรจากประเทศไทยไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งต่อไปไม่เพียงจะสามารถส่งออกไปรัสเซียได้เท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะส่งออกเนื้อสุกรไปยังประเทศเบรารุส และ คาซัคสถาน ซึ่งอยู่ในเครือ Customs Union ได้ด้วย

จากข้อมูลการส่งออกด้านปศุสัตว์ของไทยไปยังรัสเซียเมื่อปี 2556 พบว่าไทยส่งออกเนื้อไก่แปรรูป 20,000 ตัน เนื้อไก่แช่แข็ง 972.04 ตันมีมูลค่า 69.09 ล้านบาท เนื้อเป็ดแช่งแข็ง 126.61 ตัน มีมูลค่า 14.05 ล้านบาท รวมมูลค่าส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมด 1,098.66 ตัน เป็นมูลค่า 83.14 ล้านบาท แต่ยังไม่เคยมีการส่งออกเนื้อสุกรไปประเทศรัสเซียมาก่อน โดยเบื้องต้นปริมาณความต้องการนำเข้าสุกรไทยของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 50,000ตัน/ปี และมีความต้องการนำเข้าไก่ 2,000-2,500 ตันต่อเดือน ซึ่งคาดว่าไทยจะมีความพร้อมในการส่งออกเนื้อสุกรบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ไปยังรัสเซียภายใน 3-4 เดือนนี้แน่นอน

นายชวลิต กล่าวอีกว่า สำหรับสินค้าประมงที่ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปรัสเซียได้อยู่แล้ว โดยมีโรงงานที่สามารถส่งออกไปยังรัสเซียซึ่งFSVPS ทราบและขึ้นทะเบียนแล้ว 69 โรงแต่การที่คณะผู้แทนจาก FSVPS เข้าตรวจครั้งนี้ เพื่อประเมินระบบการควบคุมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำส่งออกของไทยในภาพรวม ตรวจโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ และเยี่ยมชมฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งขาวใน จ.ระยอง 1 แห่ง เพื่อประเมินระบบการควบคุมโรคสัตว์น้ำฟาร์มกุ้งของไทย ตลอดจนการควบคุมทั้งวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เนื่องจากมีโรงงานมีความประสงค์ยื่นขอขึ้นทะเบียนใหม่
เพื่อให้สามารถส่งออกไปยังรัสเซียอีก 60 โรงรวม 129 โรง โดยคณะผู้ตรวจได้เลือกสุ่มตรวจโรงงานในครั้งนี้เพียง 6 โรง ในจ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นตัวแทนของโรงงานที่สุ่มตรวจทั้งหมด ซึ่งผลการตรวจรับรองครั้งนี้คาดว่า จะมีแนวโน้มที่ดีต่อโรงงานผลิตสินค้าประมงไทยที่จะได้รับการรับรองให้มีการนำเข้าไปยังรัสเซียได้เพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์การส่งออกสินค้าประมงไทยไปรัสเซีย เมื่อปี 2556 พบว่า มีปริมาณการส่งออก 12,325.18 ตัน มูลค่า 1,787.71 ล้านบาท และในปี 2557 เดือนมกราคม-สิงหาคม ปริมาณส่งออก 10,123.71 ตัน มูลค่า 1,375.12 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันยังถือเป็นการเสริมสร้างสัมพันธ์อันดีและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกรมประมง และ FSVPS เพื่อการส่งออกสินค้าประมงไทยไปรัสเซียเป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์ว่าทั้งภาคประมงและปศุสัตว์จะสามารถส่งออกไปยังประเทศรัสเซียได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126975


ทุ่ม 20,000 ล้านบาท ให้กู้ผลิตและรวบรวมข้าว - เศรษฐกิจเกษตร (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:27:12 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?ทุ่ม 20,000 ล้านบาท ให้กู้ผลิตและรวบรวมข้าว - เศรษฐกิจเกษตร?

เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดตัวโครงการ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2557/58 ขึ้น

โดยในส่วนของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ และทำนาปีการผลิต 2557/58 จะมีมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้สมาชิกมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว และเป็นทุนในการผลิตในฤดูกาลต่อไป โดยมีเป้าหมายที่สมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 1 ล้านราย 

โดยจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ตามรายชื่อที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี จากต้นเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกร อีกหนึ่งโครงการที่เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  (ธ.ก.ส.) ซึ่ง ธ.ก.ส. จะให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรกู้ยืมเพื่อรวบรวมข้าว วงเงิน 20,000 ล้านบาท 

ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ รวม 563 แห่ง ในพื้นที่ 60 จังหวัด รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อขาย 556 แห่ง เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก รวบรวมข้าวเปลือกไว้เพื่อแปรรูป 103 แห่ง เป้าหมาย 4 แสนตันข้าวเปลือก ประมาณ 180,000 ตันข้าวสาร และมีแผนขอกู้จาก ธ.ก.ส. รวม 18,326 ล้านบาท โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งจะเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557–30 กันยายน 2558 ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องแก่ทุนหมุนเวียนในระบบสหกรณ์ และสร้างกลไกตลาดข้าวในท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่ได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายข้าวมากขึ้น 

ทั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และ ธ.ก.ส. จะร่วมบูรณาการทำงานร่วมกัน ซึ่ง ธ.ก.ส. จะโอนเงินกู้ให้สหกรณ์เพื่อนำไปรับซื้อข้าวเปลือก ซึ่งสหกรณ์ก็จะดำเนินธุรกิจข้าวได้ทันที 

นับเป็นความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกรในโครงการฯ ทั้ง 563 แห่ง ที่จะบูรณาการร่วมกันให้บรรลุเป้าหมาย และเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการร่วมกันผลักดันให้ขบวนการสหกรณ์ได้มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรสำคัญในการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ยกเลิกโครงการจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตร (ทำนา) ปีการผลิต 2557/58 ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตร (ทำนา) ปีการผลิต 2557/58 ขึ้นใหม่ ให้มีแหล่งเงินกู้เพื่อการผลิตในฤดูการผลิตใหม่ สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีรายได้คงเหลือเพียงพอเพื่อหมุนเวียนใช้จ่ายในครัวเรือน. 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275256/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1+20%2C000+%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97+%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7+-+%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3


โสนคางคก - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 37 ครั้ง)
วันที่: 21 ต.ค. 2557, 7:25:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?โสนคางคก - เรื่องน่ารู้?

โสนคางคกเป็นพืชตระกูลถั่ว ลำต้นสูง 1-2 เมตรเป็นขนสากมือ เมล็ดงอกได้ดีในสภาพดินชื้นพบในสภาพที่ดินขาดไนโตรเจน ในที่ชื้นเจริญเติบโตได้ดี มักระบาดแบบกระจายทั่วไป สามารถป้องกันกำจัดได้โดยเมื่อมีฝนช่วงเข้าสู่ฤดูทำนา รอให้โสนคางคกงอกขึ้นมาพอสมควรแล้วจึงทำการไถดะ  จากนั้นเว้นช่วงให้มีฝนตกและโสนคางคกงอกมาอีกครั้งจึงไถแปร  แล้วทิ้งให้งอกมาอีกครั้งแล้วคราดกลบ  จากนั้นจึงหว่านข้าวและคราดกลบอีกครั้ง จะช่วยลดปัญหาวัชพืชที่ชื่อโสนคางคงได้ทางหนึ่ง (ข้อมูลจากกรมการข้าว).

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275253/%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%81+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89


เกษตรบูรณาการ : มโนสำนึกของข้าราชการรุ่นพี่ (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 20 ต.ค. 2557, 8:38:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

  ทันทีที่มีการแต่งตั้ง ครม. ประยุทธ์1” ที่หวังตามคาดว่าจะให้ท่านรัฐมนตรีนำทับเดินหน้า แก้ปัญหาประเทศชาติสู่ความสงบ โดยตั้งเป้าลดความขัดแย้ง สลายขั้วอำนาจเก่าทางการเมือง และเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องของคนในสังคม

การเดินหน้าแก้ปัญหาตามแนวทางรัฐบาล บุคคลที่ถูกเลือก เข้ามานั่งในตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี จึงหนีไม่พ้น คนเดิมที่เคยนั่งในแต่ละกระทรวง เพราะท่านนายกฯ ทึกทักเข้าใจเอาว่า เขาเหล่านั้นน่าจะเข้าใจปัญหาในบ้านเก่าของตนเอง และน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่น โดยเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด เหมือนว่าจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี เพราะคนที่รู้ปัญหาและน่าจะแก้ปัญหาได้ดีงานนี้ ท่าน นายกฯประยุทธ์ จึงกล้าที่จะประกาศ ชัดเจนว่าทันทีที่มีการแต่งตั้ง รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ การเดินหน้าแก้ปัญหาทุกกระทรวงต้องเดินหน้า ตามที่ประกาศแถลงการณ์เอาไว้ต่อรัฐสภาฯ

ที่สำคัญไปกว่านั้น เมื่อครบ 3 เดือน ทุกกระทรวงจะต้องมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเป็นของขวัญ ให้กับคนไทยทั้งประเทศ และอาจเป็นของขวัญปีใหม่อันใกล้ที่กำลังคืบคลานเข้ามาอีกไม่กี่วัน กระทรวงเกษตรฯมี นายปีติพงศ์? พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตข้าราชการเก่า กระทรวงเกษตรฯ ที่น่าจะทราบและรู้ปัญหา มาดูแล แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเวลา ผันผ่านไป หลังจากที่จากกระทรวงไปกว่า 10 ปี มาถึงวันนี้ต้องบอกว่าเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน การคิดแบบเก่า คงเดินหน้าลำบาก การที่บอกว่าเป็น อดีตคนกระทรวงเกษตรฯ จะทราบปัญหาดีกว่า น่าจะคิดผิด

เพราะวันนี้ การเดินหน้าแก้ปัญหาภาคการเกษตร ท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์ ชักจะสะดุดทุกเส้นทาง เมื่อท่านเลือกที่จะนำอดีตข้าราชการ ซึ่งเป็นลูกน้อง คนเก่าแก่ มาเป็นที่ปรึกษา ที่สำคัญมักจะคิดไปในทางเดียวกัน ตามแนวทางเมื่อ 10 ปีก่อน มาคิดแก้ปัญหาในปี 2014 หรือปีไทย พ.ศ.2557 ที่บ้านเมืองพัฒนาไปไกล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายทีเดียว เพราะท่านๆที่ปรึกษา ก็มีคนดี และหัวก้าวไกลทันโลกและมีข้าราชการหัวก้าวไกลหลายท่านที่รู้ปัญหา เพียงแต่ท่าน รัฐมนตรี” จะรับฟังหรือไม่เท่านั้น

แต่ที่แน่ๆ วันนี้ มีเสียงโอดโอยจากข้าราชการและท่านผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯหลายคน โดยเฉพาะ ท่านอธิบดีกรมต่างๆ ออกอาการท้อถอยกับท่านที่ปรึกษาบางคน ที่เมื่อครั้งเป็นข้าราชการบ่นเบื่อกับการถูกบีบ และล้วงลูกจากท่านๆที่ปรึกษาและนักการเมืองแต่พอมาเป็นที่ปรึกษาเสียเอง กับมีพฤติกรรมเหมือนท่านๆ ที่ปรึกษานักการเมืองเดิมๆ บีบข้าราชการรุ่นน้องให้ทำตาม งานนี้ต้องถามถึงมโนสำนึก ของข้าราชการรุ่นพี่ที่เป็นที่ปรึกษาว่าพอหรือยัง แล้วไม่ไหร่จะช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติเสียที และที่ร้ายไปกว่านั้น ยังมีคำสั่งที่สร้างความชอบธรรมให้ท่านๆที่ปรึกษาที่ลงนาม โดยรัฐมนตรี คนที่ชื่อ ปีติพงศ์” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ยื่นดาบให้ท่านๆที่ปรึกษา ตามคำสั่งเลขที่ 923/2557 ตั้งคณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติงาน ให้สามารถมีอำนาจเรียกเอกสารและข้อมูลหรือเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลหรือจัดส่งเอกสาร พร้อมกับสามารถตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานได้ด้วย

ทิ้งท้ายวันนี้ คงต้องบอกว่าจากนี้ไป การเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องของกระทรวงเกษตรฯคงเป็นไปได้ยาก เพราะปัญหาภายในเองยังแก้ไม่ตก หลายเรื่องยังผิดฝาผิดตัว ผิดทิศผิดทาง นั่นไม่รวมถึงเรื่องปากท้องและสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ที่กระทรวงจะเอามาเป็นผลงาน ยังถูกแย่งซีนจาก รองนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ ปรีดิยาธร เทวกุล ทำเรื่องแจกเงินชาวนา อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท แถมยังเรื่องการเดินหน้า ช่วยเหลือชาวสวนยาง ที่เขากำลังแย่งซีนด้วยซ้ำ ถึงวันนี้ต้องยอมรับกระทรวงเกษตรฯ เป็นได้แค่ไม้ประดับ ที่เขาขอข้อมูลอ้างอิงตัวเลขเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ประกอบการทำโครงการเท่านั้น แล้วผลงาน 3 เดือนกระทรวงเกษตรฯ จะมีอะไรล่ะครับเจ้านาย อยากรู้จริงๆ นอกจากลิงแก้แห...

หมิงเทียน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/126777

 


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm