นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
01 กันยายน 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7195)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18629 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
เจ้าพระยาวิกฤติอีกรอบ 2เขื่อนยักษ์งดน้ำทำนา ชี้กย.พายุไม่เข้าแล้งหนัก (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ย. 2558, 7:45:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ปัญหาน้ำแล้งกลับมาวิกฤติอีกครั้งโดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายเอกศิษฐ์ ศักดิ์ดีธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยาที่สถานีวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาต.บางหลวง อ.สรรพยา ในรอบ 14 ชั่วโมง ลดลงอีก 40 ซม.อยู่ที่ 14.57 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.) ทำให้ระดับน้ำลดลงใกล้แตะจุดวิกฤตอีกครั้ง ที่ระดับวิกฤต 14.00ม.รทก.สาเหตุเพราะชาวนาระดมสูบน้ำเข้านาข้าว

ขณะที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนยังทรงตัวที่ 5.96 ม.รทก. โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงอัตราการระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มปากแม่น้ำ ไว้ที่ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วิ) ดังนั้นต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรในการงดทำนารอบ 2 เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหายจากภัยแล้ง จากที่น้ำต้นทุนในปัจจุบันมีไม่เพียงพอต่อการจัดสรรเพื่อการทำนาปรังต้องสงวนไว้เพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเท่านั้น

ด้านนายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา(คบ.) มโนรมย์ จ.ชัยนาท กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่ความรับผิดชอบของ คบ.มโนรมย์ หรือ ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก มีนาข้าวที่เกษตรกรฝืนทำนารอบ2รวมแล้วประมาณ 1.5 แสนไร่ ซึ่งทั้งหมดมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง เพราะล่าสุดเขื่อนใหญ่ทางตอนบนของประเทศทั้งเขื่อภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ยุติการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกแล้ว

ทั้งนี้ได้ปล่อยน้ำเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น ขณะเดียวกันยังมีชาวนาจำนวนมากที่ระดมสูบน้ำเพื่อทำนารอบที่ 2 ซึ่งเป็นผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงเหนือเขื่อนลดลงอย่างรวดเร็ว และตามแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูก ทางคบ.มโนรมย์จะยุติการส่งน้ำในวันที่ 31 สิงหาคมนี้จึงต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดทำนาปรังเพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยแล้ง

นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวว่า สภาพน้ำในเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำไหลเข้าเขื่อนเนื่องจากฝนไม่ตกเหนือเขื่อนทำให้สภาพเขื่อนแห้งขอดโดยเฉพาะท่ออุโมงค์ส่งน้ำด้านหน้าเขื่อนด้านซ้าย โผล่ออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า40 ปี

ด้านนายวราวุธ ขันติยานันท์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ในวันที่ 2 กันยายนนี้ ตนและนายดิศธร วัชโรทัย รองราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง จะไปตรวจสอบความก้าวหน้าในการงานทำงานครบ 2 เดือนของศูนย์ฝนหลวงพิเศษที่จ.นครสวรรค์ และเชียงใหม่ ตามแนวพระราชดำริฝนหลวง ซึ่งได้ถวายรายงานให้พระองค์ทุกวัน

จะบินสำรวจปริมาณน้ำเขื่อนภูมิพล แควน้อยฯ และป่าสักชลสิทธิ์ ในขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำน้อยมากสถานการณ์ยังน่าห่วง และการปฎิบัติการฝนหลวง แม้มีฝนตกทุกวันในพื้นที่เป้าหมายแต่น้ำที่ไหลลงเขื่อนยังไม่มากอีกทั้งร่องฝนยังไม่ลงมาไทยยังอยู่ที่ประเทศจีนตอนล่างและเวียดนามตอนบน ช่วงนี้ลุ้นให้ร่องตัวนี้เลื่อนลงมาเพื่อจะได้เข้าสู่หน้าฝนระยะที่สอง คาดว่าจะลงมาสัปดาห์นี้และจะเข้าสู่ฝนตกในช่วงพี้กของฤดูฝนปีนี้นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้การปฎิบัติการฝนหลวงจะทำต่อเนื่องไปจนความชื้นไม่มีในช่วงปลายเดือนตุลาคม เพื่อเติมน้ำเขื่อนให้มากที่สุด โดยช่วงเดือนกันยายนนับเป็นโค้งสุดท้ายแล้วที่ต้องลุ้นกันว่าจะมีร่องฝนหรือมีพายุเข้าไทยสักลูกหรือไม่ อาจจะได้ปริมาณน้ำ3.9 พันล้านลบ.ม.หากช่วงนี้ไม่มีฝนปีหน้าจะแล้งมากกว่าปีนี้ เรียกว่าแล้งสามปีติด ดังนั้นในปีนี้ทั้ง10 หน่วยทั่วประเทศยังคงเดินหน้าปฎิบัติการทุกวันและกระตุ้นให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมายมากที่สุด

ส่วนนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำว่า จากการคาดการณ์สภาพฝนโดยกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 31 ส.ค. -3 ก.ย. ปริมาณฝนที่ตกในประเทศไทยยังอยู่ในเกณฑ์น้อยแม้เป็นช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และหลังจากนี้ปริมาณฝนจะลดลงอีกจนถึงกลางเดือนต.ค. นี้

ทั้งนี้จากปริมาณฝนที่ตกลดลงทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำ ลำคลองสายต่าง ๆ มีปริมาณทรงตัวและเริ่มลดลงตามลำดับด้วย ซึ่งกรมชลประทานจำเป็นต้องมีการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อรักษาระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ต่ำกว่า+14.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางโดยลดการระบายน้ำเข้าคลองต่าง ๆ ทั้ง 2 ฝั่ง

 ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 01 กันยายน 2558 http://www.naewna.com/local/176713


 

 


รายงานพิดศษ : ‘จุลินทรีย์ไรโซเบียม’ เพิ่มมวลชีวภาพถั่วพร้า ของดีพัฒนาดิน (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ย. 2558, 7:43:56 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


ความอุดมสมบูรณ์ของดินคือปัจจัยสำคัญในการผลิตทางการเกษตร ดังนั้นการปรับปรุงบำรุงดินจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำการเกษตร โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะการปรับปรุงบำรุงดินด้วยพืชปุ๋ยสดที่สามารถใช้ปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และประหยัดแรงงาน ซึ่งหนึ่งในชนิดของพืชปุ๋ยสดที่น่าสนใจคือ ถั่วพร้าเนื่องจากถั่วพร้าเป็นพืชตระกูลถั่วเมืองร้อน ลักษณะเป็นทรงพุ่ม ลำต้นแข็งแรง ระบบรากลึก ให้ธาตุไนโตรเจนในปริมาณสูง ปลูกง่าย มีค่าใช้จ่ายต่ำ เจริญได้ในพื้นที่แห้งแล้ง ดินเค็ม ดินที่ขาดธาตุอาหาร ดินเหนียว ดินกรด และในที่ร่ม

นอกจากนี้สามารถปลูกเป็นพืชแซมในแถวพืชหลัก หรือปลูกคลุมดินในไม้ผล ประกอบกับประเทศไทยมีความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรสูง ซึ่งนิยมนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมจุลินทรีย์ในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่นเดียวกับจุลินทรีย์ไรโซเบียมที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรช่วยในกระบวนการตรึงไนโตรเจนให้กับพืชตระกูลถั่วแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยไรโซเบียมจะเข้าสู่รากพืชตระกูลถั่ว และสร้างปมเพื่อตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียหรือสารประกอบไนโตรเจนที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/b4(2).jpg

อีกทั้งพบว่า ไรโซเบียมบางสายพันธุ์สามารถผลิตสารเสริมการเจริญเติบโต (ฮอร์โมนออกซิน) กระตุ้นการยืดขยายของรากช่วยเพิ่มมวลชีวภาพของรากพืช ทำให้ไรโซเบียมเข้าไปอยู่ในรากพืชเพิ่มจำนวนจนเกิดเป็นปมรากได้มากขึ้น จึงนิยมใช้ไรโซเบียมผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพใช้ร่วมกับพืชตระกูลถั่ว

ไรโซเบียมเป็นเชื้อแบคทีเรียที่จัดอยู่ในสกุล Rhizobium ย้อมติดสีแกรมลบ ไม่สร้างสปอร์ มีรูปร่างเป็นท่อน ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 27-35 องศาเซลเซียส สามารถเข้าสู่รากพืชปรับปรุงบำรุงดิน และสร้างปมเพื่อตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ โดยเจริญอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แบ่งจุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 (ถั่วพร้า) ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ไรโซเบียมตรึงไนโตรเจนจากอากาศเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียหรือสารประกอบไนโตรเจนที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยกิจกรรมของเอนไซม์ไนโตรจีเนส (Nitrogenase) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญที่ใช้ในการตรึงไนโตรเจนเมื่อไรโซเบียมเข้าสู่ปมรากพืชปรับปรุงบำรุงดิน ปริมาณการตรึงไนโตรเจนขึ้นอยู่กับระดับของไนโตรเจนในดิน ดินที่มีปริมาณธาตุไนโตรเจนต่ำ กิจกรรมการตรึงไนโตรเจนจะมีมากขึ้น

http://static.naewna.com/uploads/userfiles/images/b5(1).jpg

2.ไรโซเบียมผลิตสารเสริมการเจริญเติบโต (ฮอร์โมนออกซิน) ช่วยกระตุ้นการยืดขยายของราก ส่งเสริมการแตกรากแขนงและ
เพิ่มปริมาณเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นผิว (Epidermis) ที่จะพัฒนาขนราก รวมทั้งการแตกแขนงของรากขนอ่อน เพิ่มทางเข้าสู่รากถั่วของไรโซเบียมมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนปมรากเพิ่มขึ้นเพิ่มมวลชีวภาพ และธาตุอาหารของพืชปรับปรุงบำรุงดิน(ถั่วพร้า)

นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีการศึกษาวิจัยโครงการนวัตกรรมจุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดินพด. 11 (ถั่วพร้า) เพื่อเพิ่มมวลชีวภาพ โดยดำเนินการคัดเลือกจุลินทรีย์ไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพสำหรับใช้ร่วมกับพืชปรับปรุงบำรุงดิน (ถั่วพร้า) เนื่องจากไรโซเบียม จะตรึงไนโตรเจนจากอากาศเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียหรือสารประกอบไนโตรเจนที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และในปี 2558 จึงได้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์มีความเฉพาะกับถั่วพร้า มีประสิทธิภาพสูงในการตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศเพื่อเพิ่มมวลชีวภาพให้แก่พืชปรับปรุงบำรุงดิน (ถั่วพร้า) อีกทั้งยังมีความสามารถในการผลิตฮอร์โมนออกซินส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากเพิ่มในการดูดใช้ธาตุอาหารและเพิ่มมวลชีวภาพถั่วพร้า เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุ และความอุดมสมบูรณ์ของดินหลังสับกลบ สามารถลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากลดปริมาณการใส่ปุ๋ยเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน และทำให้การปลูกพืชหลักตามมาได้รับผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น

น.ส.สุภาพร จันรุ่งเรือง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่ กรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด 5 ชนิด ได้แก่ ปอเทืองโสนอัฟริกัน ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม และถั่วมะแฮะ นั้น ขณะนี้กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดินกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายในการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์สำหรับถั่วพร้าเพื่อเพิ่มมวลชีวภาพ ซึ่งเมื่อไถกลบก็จะเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้มากขึ้น พร้อมๆ กับปลดปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

น.ส.สุภาพร กล่าวอีกว่า เพื่อให้การใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พ.ด.11 สำหรับถั่วพร้าสะดวกมากขึ้น จึงได้พัฒนารูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ให้สะดวกและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเวลา โดยการนำผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 (ถั่วพร้า) มาปรับความชื้นแล้วนำไปคลุกเคล้าเมล็ดถั่วพร้าให้ทั่วทุกเมล็ด อัตรา 10 กิโลกรัม โรยให้ทั่วแปลง สะดวกกว่าใช้จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พ.ด.11 สำหรับปอเทืองและโสนอัฟริกัน ที่ต้องขยายเชื้อในปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม ร่วมกับรำละเอียด 1 เปอร์เซ็นต์ บ่ม 4 วัน โรยทั่วแปลงแล้วจึงหว่านเมล็ดถั่วพร้า เพื่อให้การใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พ.ด.11 สำหรับถั่วพร้าสะดวกมากขึ้น จึงได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานได้ง่าย ช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และเวลาที่เสียไปกับการนำจุลินทรีย์ไปขยายปริมาณในปุ๋ยหมักได้ถึง 4 วัน เพียงแค่คลุกเคล้ากับเมล็ดถั่วพร้า แล้วหว่านในแปลงปลูกโดยตรงได้เลย ซึ่งจะสะดวกกว่ากรณีใช้จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พ.ด.11 สำหรับปอเทืองและโสนแอฟริกันที่ต้องนำจุลินทรีย์ในซองผลิตภัณฑ์ไปเพาะขยายปริมาณใน
ปุ๋ยหมักผสมรำข้าว ก่อนนำไปหว่านใช้งานในแปลงอีกที

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 01 กันยายน 2558 http://www.naewna.com/local/176666


 

 


 

 


 

 


ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : สบู่ดำ พืชพลังงานทดแทน (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ย. 2558, 7:41:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำถาม สบู่ดำสามารถนำมาทดแทนน้ำมันดีเซลได้ จึงขอทราบประโยชน์อื่นๆ และวิธีปลูก วิธีสกัดน้ำมันนำมาใช้ด้วยครับ

ยุทธภูมิ มีใยแก้ว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ

คำตอบ สบู่ดำ เป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง น้ำมันที่ได้จากเมล็ดสบู่ดำ สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลที่เกษตรกรใช้อยู่ได้ โดยไม่ต้องใช้น้ำมันชนิดอื่นผสมอีก ใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค ใช้ปลูกเป็นแนวรั้ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าทำลายผลผลิต เนื่องจากมีสารพิษ Hydrocyanic มีกลิ่นเหม็นเขียว สบู่ดำจึงเป็นพืชที่น่าให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่ราคาน้ำมันดีเซลมีราคาสูงอย่างในปัจจุบัน

สบู่ดำ อยู่ในวงศ์ไม้ยางพารา ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อนำมาบีบน้ำมันสำหรับทำสบู่ ปัจจุบันสบู่ดำมีปลูกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า มะหุ่งฮั้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า มะเยา หรือสีหลอด ภาคใต้ เรียกว่า มาเคาะ

การขยายพันธุ์ โดยการใช้เมล็ด ควรเก็บฝักที่มีสีเหลืองแก่แกมสีน้ำตาล สามารถเพาะในถุงเพาะ หรือกระบะทราย อายุประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูก ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตได้ประมาณ 8-10 เดือน หลังปลูกการใช้ท่อนพันธุ์ ควรใช้ท่อนพันธุ์สีน้ำตาลปนเขียวยาว 45-50 เซนติเมตร จะเริ่มมีดอกและให้ผลผลิต ระยะ 6-8 เดือน หลังปลูก

การปลูก การเจริญเติบโต ลำต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน จึงควรตัดแต่งกิ่งบ่อยๆ เพื่อให้ต้นแตกกิ่งก้าน ระยะปลูก 2x2.5 ตารางเมตร ฤดูปลูกที่เหมาะสมเป็นช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม พื้นที่ปลูกควรเลือกพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง อยู่กลางแจ้ง แสงแดดจัด เช่น คันนา นาดอนจัด หัวไร่ปลายนา ริมรั้วบ้าน

กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการขยายพันธุ์ โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้แล้ว ซึ่งได้ผลเหมือนกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดอื่นทั่วไป

ประโยชน์ของสบู่ดำ

1.ยางจากก้านใบ ใช้ป้ายรักษาโรคปากนกกระจอก ห้ามเลือด แก้ปวดฟัน แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว โดยผสมกับน้ำนมมารดาป้ายลิ้น

2.ลำต้น ตัดเป็นท่อน ต้มน้ำ ให้เด็กกินแก้ซาง ตาลขโมย ตัดเป็นท่อนแช่น้ำอาบแก้โรคพุพอง ใช้เป็นแนวรั้วป้องกันสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ ม้า แพะ เข้าทำลายผลผลิต

3.เมล็ด หีบเป็นน้ำมัน ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล ใช้บำรุงรากผม ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยใช้กากที่เหลือจากการหีบน้ำมัน ซึ่งมีธาตุ
อาหารหลักมากกว่าปุ๋ยหมักและมูลสัตว์หลายชนิด ยกเว้นมูลไก่ที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมากกว่า และยังมีสารพิษ Curcin มีฤทธิ์เหมือนสลอด เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้ท้องเสีย

การสกัดน้ำมันสบู่ดำ ด้วยแรงงานคน ผลสบู่ดำแห้งที่แก่จากต้น มีสีเหลืองถึงสีดำ นำมากะเทาะเปลือกออกให้เหลือเฉพาะเมล็ด นำไปล้างน้ำทำความสะอาด นำมาผึ่งลมให้เมล็ดแห้ง นำไปบุบเมล็ดให้แตก โดยการทุบหรือบดหยาบ นำเมล็ดที่ได้บุบแล้วออกตากแดดเพื่อรับความร้อน ประมาณ 30 นาที แล้วนำเมล็ดสบู่ดำเข้าเครื่องสกัด ด้วยแรงงานคน นำน้ำมันที่ได้ไปกรองเพื่อแยกเศษผงเมล็ด สบู่ดำ 4 กิโลกรัม สกัดน้ำมันได้ 1 ลิตร น้ำมันที่ได้จากการสกัดเมล็ดสบู่ดำ สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลได้ โดยไม่ต้องใช้ส่วนผสม และไม่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย กากเมล็ดสบู่ดำที่เหลือจากการสกัดน้ำมัน มีปริมาณไนโตรเจนสูง ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ของพืชได้

จากภาวะในปัจจุบัน ที่มีการรณรงค์ให้คนไทยหันมาประหยัดน้ำมันกันก่อนที่จะไม่มีน้ำมันให้ใช้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น จึงมีการนำพืชที่สามารถใช้ทดแทนน้ำมันได้มาสกัดใช้งาน แต่อย่างไรก็ดี อยากให้คนไทยช่วยกันประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ ผลที่ได้นั้นไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นยังเกี่ยวโยงไปถึงสภาวะของโลกอีกด้วย

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 01 กันยายน 2558 http://www.naewna.com/local/176657


 

 


ธนาคารอาสาสานต่อพระราชดำริ (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ย. 2558, 7:39:33 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


?สำนักราชเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ร่วมสาน ต่อพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เสริมสร้างการมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์สู่ชุมชนบนตามหลักการทรงงาน รู้รัก สามัคคี จากแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้บังเกิดความยั่งยืนเป็นขุมทรัพย์ธรรมชาติที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศชาติตลอดไป ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยเมื่อวันก่อน ทั้งนี้จากการที่ สำนักงาน กปร. ได้จัดโครงการ ค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ รุ่นที่ 5 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 ถึง 22 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมาภายใต้กรอบการพัฒนา น้ำคือชีวิต สร้างได้ด้วยมือเรา ทำให้เยาวชน จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ที่มีต่อพสกนิกรไทยทั่วประเทศที่ทรงตรากตรำพระวรกายพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาและความทุกข์ยากเดือดร้อนให้แก่ประชาชนได้มีความสุขและมีความมั่นคงในชีวิต จึงได้รวมตัวกันคิดและสร้างสรรค์กิจกรรมการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในรูปของธนาคารอาสา สานต่อพระราชดำริ โดยริเริ่มโครงการ ร่วมใจรักษาสิ่งแวดล้อม บูรณาการท้องถิ่นสานต่อพระราชดำริ พร้อมร่วมกันปันน้ำใจจากพี่สู่น้องด้วยการนำก้อนเชื้อเห็ดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ไปมอบให้โครงการอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนบ้านท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จำนวน 600 ก้อน และได้นำเมล็ดพันธุ์พืชจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ มาร่วมกันปลูกเพื่อเป็นอาหาร กลางวันให้แก่นักเรียนโรงเรียนอีกด้วย อาทิ ผักชี พริกชี้ฟ้า พริกหนุ่มเขียว บวบเหลี่ยม ถั่วลันเตา ผักกวางตุ้ง เป็นต้น พร้อมกันนี้ เยาวชนฯ กว่า 100 คน ที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกันเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการปลูกป่าจากจำนวน 150 ต้น และศึกษาวิธีการในการใช้ประโยชน์จากป่าจากในการดำรงชีพของเกษตรกรในพื้นที่ นับตั้งแต่การนำใบจากมาทำขนมจาก นำใบจากมาทำหมวก ทำกระเป๋าและการเย็บใบจากเป็นตับจากสำหรับมุงหลังคา รวมทั้งได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมปลูกป่าชายเลน ด้วยพันธุ์ไม้โกงกางอีกกว่า 1,500 กล้าในพื้นที่ทุ่งสาริกา ตำบล ค่ายเนินวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นการฟื้นฟูและสร้างแนวป้อง กันและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำให้แก่พื้นที่ทุ่ง สาริกา ให้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาหารและปอดตามธรรมชาติให้กับชุมชนตลอดไปอีกด้วย.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 01 กันยายน 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/345094


 

 


ชุมเห็ดเล็ก - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 01 ก.ย. 2558, 7:38:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


?ชุมเห็ดเล็กเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นตั้งตรง เป็นสมุนไพรไทย และ ยาพื้นบ้านของชาวล้านนา โดยจะใช้รากมาผสมกับสมุนไพรอื่น หรือฝนกับน้ำซาวข้าวกิน เพื่อรักษารำมะนาด ส่วน ชาวชนเผ่าอีก้อ กะเหรี่ยงและลีซอ จะใช้รากหรือทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม เพื่อบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้องอาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ ขับปัสสาวะ ฆ่าเชื้อโรค รักษาโรคทางเดินปัสสาวะและนิ่ว และแก้ไข้มาลาเรีย ส่วนในตำรายาไทย จะใช้ใบ เข้าตำรายาเขียว แก้ไข้ แก้ลมจุกเสียด เป็นยาถ่าย เกลื่อนฝี ทารักษาเกลื้อน ผิวหนังพุพอง ตำพอก แก้ปวดศีรษะ ปวดฟัน เป็นต้น

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 01 กันยายน 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/345095


 


โครงการพัฒนาฯ ห้วยหลวงตอนล่าง ต่อยอด...สู่การแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 31 ส.ค. 2558, 8:32:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พื้นที่การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากที่สุดถึงประมาณ 63.6 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศคือ 149.2 ล้านไร่ แต่กลับเป็นภาคที่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดไม่ถึงร้อยละ 10 ของพื้นที่การเกษตร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ภาคอีสาน จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำค่อนข้างต่ำกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้ประชากรโดยเฉลี่ยต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศอย่างไรก็ตาม รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย พยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ติดปัญหาหลายอย่าง นอกจากจะหาพื้นที่ก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ยากแล้ว ยังถูกต่อต้านจากเอ็นจีโอบางองค์กรอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2532 ภาครัฐจึงได้ลงทุนดำเนินการโครงการ โขง-ชี-มูล เพื่อจะนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ก็ทำได้จำกัดอยู่เฉพาะในบริเวณพื้นที่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำโขง เพราะการพัฒนาโครงการบนลำน้ำโขงเพื่อนำน้ำเข้ามาใช้ยังไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องได้รับข้อตกลงและความร่วมมือจากประเทศภาคีก่อนแต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่มีช่องว่างที่จะทำได้เลย....ในระหว่างปี 2539-2545 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและก่อสร้างประตูระบายห้วยคลอง กั้นลำน้ำห้วยหลวงก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เพื่อจะกักเก็บน้ำในลำน้ำแทนการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับไม่สามารถเปิดใช้งานได้ไม่เต็มตามศักยภาพตามที่ได้ออกแบบไว้ เนื่องจากยังคงมีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาการจัดซื้อที่ดิน ปัญหาขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมในกรณีต่างๆ ยังไม่ชัดเจน เป็นต้น ต่อมาในปี 2546 ก็ได้ถ่ายโอนประตูระบายน้ำดังกล่าวมาให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลปัญหาดังกล่าวได้ยืดเยื้อมายาวนานจนกระทั่งในปี 2557 ที่ผ่านมา กรมชลประทานร่วมกับสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ดำเนินการสำรวจจัดทำรายงานความเหมาะสมโครงการศึกษาแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ตั้งแต่ ท้ายประตูระบายน้ำสามพร้าว ไปจนถึงปากน้ำลำห้วยหลวง ครอบคลุมพื้นที่ 2,160 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ในเขต 6 อำเภอ ของจ.อุดรธานี คือ อ.เมือง อ.หนองหาน อ.พิบูลย์รักษ์ อ.เพ็ญ อ.บ้านดุง อ.สร้างคอม และ 1 อำเภอ ของจ.หนองคาย คือ อ.โพนพิสัย โดยการศึกษาข้อมูลให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการควบคุมบริหารจัดการของประตูระบายน้ำห้วยหลวงที่มีปัญหายาวนานด้วยดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการศึกษาแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างเพื่อการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งควบคู่กัน กำหนดพื้นที่น้ำท่วมจากการดำเนินการของประตูระบายน้ำห้วยหลวงที่ชัดเจน ตลอดจนแนวทางลดผลกระทบพื้นที่น้ำท่วมในลําน้ำห้วยหลวง เพื่อกำหนดขอบเขตน้ำท่วมที่เหมาะสม และที่สำคัญเพื่อต้องการให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วม เสนอความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ห้วยหลวงตอนล่างในทุกขั้นตอนในที่สุดผลการศึกษาที่ได้ผ่านขบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง คือ ปัญหาน้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ น้ำเน่าเสีย และการกระจายตัวของน้ำเค็ม หากจะให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งปัญหาของประตูระบายน้ำห้วยหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์มากที่สุด และไม่เป็นการลงทุนแบบสูญเปล่าแล้ว จะต้องดำเนินโครงการสำคัญๆ อย่างน้อย 6 โครงการด้วยกันคือ

1.โครงการสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง แก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม ภัยแล้งและน้ำเสีย

2.โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ-พัฒนาแก้มลิงพร้อมระบบชลประทานประตูระบายน้ำดงสระพัง แก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม ภัยแล้งและน้ำเสีย3.โครงการประตูระบายน้ำหนองสองห้อง สถานีสูบน้ำ
ถ่อนนาเพลินพร้อมระบบชลประทาน แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง

4.โครงการสูบน้ำพื้นที่ชลประทานห้วยหลวง-คลองดัก แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง

5.โครงการสถานีสูบน้ำบ้านนาคำพร้อมระบบชลประทาน แก้ปัญหาภัยแล้ง

และ 6.โครงการประตูระบายน้ำดอนกลอย-สถานีหนองบัว แก้ปัญหาภัยแล้ง

นอกจากนี้ยังได้มีการลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการ จากประชาชนระดับแกนนำลุ่มน้ำหลัก ระดับลุ่มน้ำสาขา และหน่วยงานต่างๆ เห็นว่า มี 2 โครงการที่จะต้องการศึกษาความเหมาะสมโครงการเบื้องต้นต่อไปในระยะแรก ได้แก่ โครงการสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง และโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ-พัฒนาแก้มลิงพร้อมระบบชลประทานประตูระบายน้ำดงสระพังโครงการศึกษาแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างดังกล่าว เป็นการศึกษาโดยดูปัญหาเป็นที่ตั้ง ว่าเกิดจากอะไร ปัญหาที่อยู่ตรงไหน มีขอบเขตของปัญหาอย่างไร และประชาชนได้รับผลกระทบอะไรบ้าง อะไรที่แก้ได้ อะไรที่แก้ไม่ได้ เพื่อจะนำไปสู่การทำแผนที่ถูกต้องแม่นยำ โดยไม่ได้ตั้งธงไว้ผลจะออกมาอย่างไร ซึ่งจะทำให้ได้ข้อสรุปที่เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกฝ่ายยอมรับ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำนั้นๆ ก็จะสามารถขับเคลื่อนได้ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวโครงการศึกษาพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง กรมชลประทานจะถือเป็นโครงการนำร่องที่จะขยายผลไปดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ เป็นรูปแบบใหม่ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ที่ทุกคน ทุกฝ่าย ให้การยอมรับ และที่สำคัญประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมจัดทำแผนขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดินหน้าไปได้ไม่สะดุด หรือถูกต่อต้านเหมือนในอดีตที่ผ่านมาเมื่อการพัฒนาแหล่งน้ำสามารถดำเนินการได้ น้ำท่าก็จะอุดมสมบูรณ์ ความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดีขึ้น มีความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืนการปรับครม. ประยุทธ์ 3” ที่เลือกให้ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” มานั่งเป็นรมว.เกษตรฯ เสียเอง จากที่เคยเป็น รมว.พาณิชย์ ที่เป็นกระทรวงการค้าที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับกระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลเกษตรกรทั่วประเทศในการผลิตสินค้าเกษตร ที่ส่งต่อให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ทำหน้าที่ค้าขายในบางสินค้า ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และอีกมากมาย  นั่นรวมถึงสินค้าเกษตรบางอย่างที่จะต้องมีการนำเข้าเมื่อคราที่ขาดแคลน โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม จนสุดท้ายกลายเป็นปัญหาระหองระแหง ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯอย่างรุนแรงในหลายครั้ง เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ต้องปกป้องเกษตรกร เพราะหากมีการนำเข้าจะกระทบต่อราคาปาล์มน้ำมันภายในประเทศ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ก็มักจะอ้างขาดแคลนอาจกระทบต่อผู้บริโภค ส่วนกระทรวงเกษตรฯยังยืนยัน ไม่ควรนำเข้าสุดท้ายก็เลือก
นำเข้า เพราะคณะกรรมการที่ดูแลน้ำมันปาล์มเขาดันเชื่อข้อมูลของกลุ่มพ่อค้า และสุดท้ายเป็นปัญหาบานปลายเนื่องจากราคาปาล์มน้ำมันภายในประเทศตกต่ำ ตามที่กระทรวงเกษตรฯให้ข้อมูลไป และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเดียวที่มีความขัดแย้งในเรื่องข้อมูลด้านการเกษตรที่สองหน่วยงานทำงานไม่เข้าขา ระหว่างกระทรวงค้าขายและกระทรวงที่ดูแลผู้ผลิตสินค้าเกษตร มาถึงวันนี้เมื่อลมเปลี่ยนทิศให้ “พลเอกฉัตรชัย” ต้องมานั่งเป็นหัวเรือในการบริหารกระทรวงเกษตรฯ จากที่เคยนั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นกระทรวงการค้าที่อ้างนักอ้างหนาเมื่อขายสินค้าเกษตรไม่ได้ก็มักอ้างสินค้าไม่มีคุณภาพขายลำบากจากนี้ไปคงได้เห็นการปรับแนวคิดและกระบวนทัพในการผลิตสินค้า เพราะคงรู้ดีว่าข้อมูลที่ทางกระทรวงพาณิชย์ให้มานั้นมันเป็นอย่างไง
ถึงวันนี้กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าอย่างไรให้การพัฒนาด้านการเกษตรมันเทียบทันอารยประเทศ ที่เป็นคู่แข่งการส่งออกของไทย  เพราะเท่าที่ทราบทันทีมีปรับครม. แว่วกันว่าท่านรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา กับกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรฯที่มี อาจารย์ “ยิ้ม” นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าชี้แจงข้อมูลให้ฟังเป็นหน่วยงานแรกงานนี้อาจต้องมีการปรับขบวนทัพในเรื่องข้อมูลการเกษตรครั้งใหญ่ทั้งหมด เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้นและนั่นก็คงจะเป็นโอกาสที่ท่านรัฐมนตรีที่ชื่อ “ฉัตรชัย” จะได้ทำความเข้าใจกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเกษตรกรที่เป็นภาคการผลิตสินค้าเกษตร ไปด้วยจากที่เคยมองในมุมมองของกระทรวงการค้าที่ด่ากระทรวงเกษตรฯ แบบไม่ไว้หน้ามาหลายครั้งว่าผลิตแต่สินค้าไม่ได้คุณภาพ และที่สำคัญ ท่านรัฐมนตรีคนใหม่ยังย้ำว่า นโยบายกระทรวงเกษตรฯ จากนี้ไปจะเน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลักและกำชับให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ลงลุยพื้นที่หนุนให้เกษตรกรเขาลดต้นทุนการผลิต แถมท่าน “ฉัตรชัย” ยังย้ำว่า มีข้อมูลชัดเจนในพื้นที่ “ราชบุรี” ปลูกข้าวได้ด้วยต้นทุนต่ำ ตันละกว่า 3,000 บาท แต่แปลกใจว่าทำไมกระทรวงเกษตรฯ ไม่ลองไปดู เพราะหากทำได้ยังไงเกษตรกรก็ขายข้าวได้ราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 6,000 บาท ซึ่งอยู่ได้อย่างมั่นคงและหากราคาสูงกว่านั้นก็ถือว่ามีกำไร   จากนี้ไปคงต้องติดตามว่ากระบวนทัพการเดินหน้าแก้ปัญหาภาคการเกษตรที่มีนายทหารชื่อ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” จะเดินหน้าอย่างไรคงต้องติดตาม เพราะท่านขีดเส้นไว้ว่า 1 เดือน คงให้ทิศทางว่าควรปรับส่วนไหนบ้าง และจะทุ่มเทให้งานในฐานะ รมว.เกษตรฯเต็มที่เพราะตำแหน่งที่ท่านรับราชการทหาร อีก 1 ตำแหน่งก็จะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้ด้วยแต่ที่แน่ๆ คงไม่ถึง 1 เดือนคงเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯในส่วนข้าราชการระดับสูงภายในกระทรวงเกษตรฯ  ซึ่งมีทั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯที่ถูกปลดกลางอากาศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และอธิบดีที่เกษียณหลายตำแหน่งนั่นไม่รวมที่ทำงานไม่เข้าตา ขัดแข้งขัดขาถ่วงความเจริญอีกเพียบ ลองดูกันว่า ท่านรัฐมนตรีคนนี้จะเลือก ม้าพยศทำงาน หรือม้าแกลบในเข่งรัฐบาลเก่า แต่งตัวรอเอาไว้

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2558

http://www.naewna.com/local/176478


ดันสหกรณ์การเกษตรแม่จัน พัฒนาศูนย์กระจายสินค้า-เชื่อมโยงเครือข่ายผลิต (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 31 ส.ค. 2558, 8:29:42 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรแม่จัน ได้ดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 3 โครงการ คือ 1.โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตการเกษตรของสถาบันเกษตรกร โดยส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี 2.โครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) เพื่อช่วยพัฒนาระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต การตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ให้กระจายไปยังแหล่งต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพได้ในราคายุติธรรม และ 3.โครงการศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ โดยคัดเลือกจาก สหกรณ์ 210 แห่งทั่วประเทศที่มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยสหกรณ์การเกษตรแม่จัน จะเป็นแหล่งเรียนรู้ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และการกระจายสินค้าสหกรณ์ โดยในปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรแม่จัน จำกัด มีสมาชิก 5,911 คน มีทุนดำเนินการกว่า 821 ล้านบาท มีธุรกิจในความดูแลของสหกรณ์ ธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจรับฝากเงิน 3.ธุรกิจจัดหาวัสดุการเกษตร 4.รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และ 5.ธุรกิจปั๊มน้ำมัน

นายโอภาส กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์มีมูลค่าทางการตลาดกว่า 1,400- 1,500 ล้านบาท โดยภายในปี 2559 กรมส่งเสริมสหกรณ์คาดว่าศูนย์กระจายสินค้าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งในขณะนี้ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทำหน้าที่ 2 ส่วนคือ 1.กระจายสินค้าของสหกรณ์ที่สามารถผลิตได้ และ 2.กระจายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในขณะนี้มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับภาค 25 ศูนย์ และ 102 ศูนย์ระดับจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับภาคมีหน้าที่เป็นแม่ข่ายในการรวบรวมสินค้าสหกรณ์เพื่อกระจายสินค้าสู่ระดับจังหวัดและระดับอำเภอ นอกจากนี้ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ทั้ง 210 แห่งทั่วประเทศนั้น นอกจากการเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว จะใช้เป็นฐานการขยายสมาชิกสหกรณ์ เนื่องจากปัจจุบันยังมีประชาชนตามหมู่บ้านที่มีสหกรณ์อยู่อีกมากที่ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก จึงจะใช้โอกาสนี้เพื่อเพิ่มสมาชิกสหกรณ์ โดยจะให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของสหกรณ์ให้ประชาชนกลุ่มนั้นทราบว่า หากเข้าร่วมแล้วจะได้รับประโยชน์อย่างไร ระบบสหกรณ์สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างไร พร้อมทั้งการให้ปันผลกำไรสู่ชุมชนเพื่อให้เป็นทุนสาธารณประโยชน์ ในการพัฒนาชุมชน ช่วยเหลือสมาชิก หรือ เป็นทุนการศึกษาให้กับผู้ที่มีความต้องการในชุมชนต่อไป

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2558

http://www.naewna.com/local/176476


‘ไทย-เดนมาร์ค’ติดโผ10ดาวรุ่ง อสค.ดันสู่แบรนด์นมแห่งชาติ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 ส.ค. 2558, 8:27:46 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า บริษัท กันตาร์ เวิลด์พาแนล จำกัด (KWP) ได้สำรวจ Brand Footprint 50 แบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสูงสุด พบว่า แบรนด์ไทยเดนมาร์คมีจำนวนการตัดสินใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4% ที่สำคัญยังเป็นสินค้านมแบรนด์เดียวที่ติดหนึ่งใน 10 แบรนด์ดาวรุ่งในไทย ซึ่งเป็นอีกมิติที่แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคภายในประเทศรู้จักและให้การยอมรับแบรนด์ไทย-เดนมาร์คเพิ่มขึ้นทั้งนี้ อ.ส.ค. ได้มีการเสริมสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีของนมไทย-เดนมาร์คมาตลอดระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยมีหลากหลายกิจกรรม เช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ประกอบกับกระแสความนิยมบริโภคสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้น นมไทย-เดนมาร์คผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทำให้แบรนด์ไทย-เดนมาร์คติดตลาด และมีการอัตราการซื้อที่สูงขึ้น คาดว่าจะมียอดขายตลาดในประเทศปีนี้ถึงกว่า 6,000 ล้านบาท โดยอ.ส.ค.ได้ตั้งเป้าส่งเสริมและผลักดันให้แบรนด์ไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์นมแห่งชาติภายในปี 2564นายสุชาติกล่าวว่า การส่งออกนม ไทย-เดนมาร์คไปยังตลาดกัมพูชามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดส่งออกไว้ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปกัมพูชาบางส่วนมีการส่งต่อไปยังเวียดนามด้วย ขณะที่เป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศลาวในปีนี้อยู่ที่ 150 ล้านบาท และพม่า 50 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของการส่งออกไปยังพม่าถือว่ายังไม่มากนัก เพราะเป็นการส่งออกผ่านแนวชายแดน และยังไม่ได้เจาะเข้าสู่ตลาดในประเทศอย่างเป็นทางการ

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2558

http://www.naewna.com/local/176473


มะเขือยักษ์ปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่อง (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 31 ส.ค. 2558, 8:27:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?มะเขือยักษ์ปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันศูนย์ฯ ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องถึง 36 ปี บังเกิด ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มากมายทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม การประกอบอาชีพทางการเกษตร วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558 เวลา 3:22 น. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา เทิดไท้องค์ราชินี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมี นายอำพล เสนาณรงค์ องค มนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอนุกูล ตังคณานุกูลชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินนายสมบูรณ์ วงศ์กาด ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร.และนายอนุวัชรโพธินามผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ??ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นหนึ่งในหกศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษา วิจัย พัฒนาและขยายผลในการแก้ไขปัญหาความเสื่อม โทรมของทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากินให้แก่ราษฎรตามสภาพภูมิสังคมของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ราษฎรอยู่ดีกินดีมีชีวิติที่พอเพียงอย่างยั่งยืน ปัจจุบันศูนย์ฯ ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องถึง 36 ปี บังเกิด ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มากมายทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม การประกอบอาชีพทางการเกษตร การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ การปลูกพืชผักและการเพาะเห็ด โดยในระหว่างการจัดงานมีการแสดงและสาธิตการเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิดด้วยกัน และที่ดูจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษทั้งจากเยาวชนและผู้คนที่เข้าร่วมงาน เห็นจะได้แก่แปลงสาธิตการเพาะปลูกมะเขือยักษ์ มะเขือยักษ์ เป็นมะเขือผลใหญ่พิเศษขนาดผลโดยเฉลี่ย 0.8-1.5 กิโลกรัม สามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานได้เช่นเดียวกันกับมะเขือปกติ ปลูกเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว 1 เดือน จะเริ่มติดผล ที่แปลงสาธิตเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลแปลงได้อธิบายแก่ผู้สนใจที่จะนำไปปลูกที่บ้านของตนเองว่า ขั้นต้นเริ่มจากการทำแปลงเพาะกล้าหรือถาดหลุมเพาะกล้าที่ใส่ดินผสม ซึ่งประกอบด้วย ดินละเอียด 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วน รดน้ำและหยอดเมล็ดลงในแปลงหรือถาดหลุม หลุมละ 1 เมล็ด รดน้ำเช้า-เย็น เตรียมแปลงปลูก โดยไถดิน ให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วัน ย่อยดินให้ละเอียด หว่านปูนขาวในอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้าในแปลง ยกแปลงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร เสร็จรดน้ำและคลุม ด้วยฟางหรือพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น ขุดหลุมกว้าง 50?50 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 70-80 เซนติเมตร ระหว่างแถว 90-100 เซนติเมตร นำกล้ามะเขือยักษ์ ที่มีอายุ 15 วัน หรือมีใบจริง 3-4 ใบ มาปลูกตามหลุมที่เตรียมดินไว้และรดน้ำให้ชุ่มสม่ำเสมอหลังย้ายกล้าทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้วรดน้ำวันละครั้ง หลังย้ายปลูก 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยปลาร้าหรือน้ำหมักชีวภาพจากปลาทะเล ใช้ครั้งแรกเมื่อต้นมะเขืออายุประมาณ 1 เดือน ในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร ใช้ฉีดพ่นทางดิน และฉีดพ่นรอบสองอีก 15 วันอีกครั้ง แต่ใช้ส่วนผสมอัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพจากปลาทะเล 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้ฉีดพ่นทางใบแล้วรอจนกระทั่งเก็บผลผลิตได้ ผลผลิตสามารถเก็บได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเก็บผลหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้มะเขือออกยอดและใบใหม่ ก็จะมีดอกและลูกตามมาอีกเรื่อย ๆ และเมื่อผลแก่สามารถนำเมล็ดไปขยายพันธุ์ต่อได้.


ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2558

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/agriculture/344895

 



 


แจงสี่เบี้ย : กรมหมอดินกับงานด้านบริการ (5) (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 31 ส.ค. 2558, 8:25:39 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

1.บัญชีรายการข้อมูลกรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์สารสนเทศ (ศสท.)กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำบัญชีรายการข้อมูลกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อรวบรวมรายการข้อมูลที่กรมพัฒนาที่ดินผลิตและรับผิดชอบสำหรับใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเผยแพร่ผลงาน รวมถึงให้ความรู้และบริการแก่ผู้สนใจทั่วไป สามารถศึกษารายละเอียดของข้อมูลเบื้องต้น ก่อนที่จะทำการขอรับบริการข้อมูลหรือนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์โดยจัดทำเป็นรายละเอียดบนเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน (http://sql.ldd.go.th/ldddata) เช่น แผนที่ดิน แผนที่สภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสีเชิงเลขแผนที่การใช้ที่ดิน แผนที่พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เสี่ยงภัย เป็นต้น ซึ่งรายการข้อมูลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และเพิ่มเติมรายการข้อมูลที่จัดทำขึ้นใหม่ โดยผู้รับผิดชอบข้อมูลแต่ละด้านเพื่อความน่าเชื่อถือของการนำข้อมูลไปใช้

2.ห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการนำเสนอบทเรียนเกี่ยวกับงานพัฒนาที่ดินผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ โดยผู้เรียนจะต้องทำแบบฝึกหัดทั้งก่อนและหลังการเรียน ทำให้สามารถประเมินได้ว่าหลังจากการศึกษาผ่านเรียนอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้หลักจากที่เรียนจบแล้วโปรแกรมจะออกใบรับรองให้ผู้เรียนสั่งพิมพ์เก็บไว้ได้ หัวข้อของบทเรียน ประกอบด้วย การผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 การผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 การผลิตจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 การผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น โดยใช้สารเร่ง พด.6 การผลิตสารป้องกันแมลงและศัตรูพืช โดยใช้สารเร่ง พด.7 ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 เพิ่มธาตุอาหารและฮอร์โมนพืช การเก็บตัวอย่างดินและวิเคราะห์ดินอย่างง่ายด้วยตัวเอง หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดินเปรี้ยวแก้ไขได้สบายมาก การแก้ไขดินเค็ม การอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลาดชัน การใช้ปุ๋ยพืชสดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการฟื้นฟูพื้นที่ทิ้งร้างให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

3.การจัดการความรู้ของกรมพัฒนาที่ดิน http://www.ldd.go.th คือเว็บไซต์หลักของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรมากมายหลายด้าน ที่นำเสนอให้กับประชาชนผู้มีความสนใจโดยจะมุ่งเน้นในส่วนของงานกรมพัฒนาที่ดินที่กรม ได้ดำเนินการอยู่ หรือมีแผนที่จะดำเนินการในอนาคต ทั้งนี้บนหน้าเว็บไซต์ของกรมพัฒนาที่ดินเป็นพื้นที่เป็นแหล่งรวมของ ความรู้ที่มาจากผลการทำงานของกรม การสกัดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของกรม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ เรียกว่า “KM LDD” หรือจะเรียกภาษาไทยว่า การจัดการความรู้ของกรมพัฒนาที่ดิน

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2558

http://www.naewna.com/local/176471


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm