นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
28 กรกฎาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7116)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (18383 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
จี้สอบประมงเถื่อน ฮั้วจนท.ขึ้นทะเบียน ซื้อ-ขายอาชญาบัตร (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:44:34 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

วันที่ 27 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดเผยรายงานข้อมูลประเมินสถานการณ์

การค้ามนุษย์จาก 188ประเทศทั่วโลก หรือ

ทิป รีพอร์ต (Trafficking in Persons Report-TIP Report) ประจำปี 2015 ซึ่งในปีผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในบัญชี 3 (Tier3) ว่า ต้องรอฟังทางการสหรัฐแถลงออกมาอย่างเป็นทางการ พูดอะไรก่อนไม่ดี ตนมั่นใจว่าที่รัฐบาลทำลงไปเป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิม ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่ที่การพิจารณาของสหรัฐ ซึ่งเราต้องยอมรับกติกา อย่างไรก็ตามไม่ได้คาดหวังว่าผลที่ออกมาจะดีขึ้นหรือไม่ แต่คาดหวังสิ่งที่ทำไปให้สำเร็จก่อน ซึ่งต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้ทำทุกอย่างดีกว่าเดิมมาก แต่ขึ้นอยู่กับว่าทางสหรัฐฯ จะเชื่อมั่นหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มบัญชี 3 เหมือนเดิม จะมีผลอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าออกมาอย่างนั้นก็รับทราบ แต่ถือว่ายังไม่ได้ยินอย่างเป็นทางการออกมา ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็เป็นตามนั้น อย่างไรเราก็ต้องทำอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อให้ไทยได้รับการปรับอันดับให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทำเพื่อรักษาทรัพยากรของเราด้วย

จากนี้เจ้าหน้าที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่ทำก็ต้องเล่นงานอยู่แล้ว ต้องทำตามหน้าที่ เป็นข้าราชการ ไม่ทำต้องถูกลงโทษ ทำไมก่อนหน้านี้ไม่ทำ ถามแค่นี้ วันนี้เขาทำกันอยู่ เรือที่ผิดกฎหมายใช้อวนผิดประเภทก็ไม่ได้ออก ต้องทำให้ถูกต้องก่อน ผิดกฎหมายออกไม่ได้ทั้งสิ้น นี่ถือว่าไม่ทำอะไรหรือ เราทำแต่เขาจะเห็นอย่างไรต้องแล้วแต่เขาพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อถามว่า วงในมีการรายงานให้ทราบผลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทราบ แต่ให้เขาพูดดีกว่า เป็นมารยาทเขาเป็นคนกำหนดกติกา เราจึงต้องฟัง วันเดียวกัน นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู ฟิชชิ่ง ว่า คิดว่า คสช.ได้ดำเนินการไปค่อนข้างดี ในประเด็นที่ให้มีศูนย์เฝ้าระวัง 28 ศูนย์ มีการตรวจสอบการเข้าออกของเรือนประมง (พอร์ทอิน พอร์ทเอ้าท์) เพื่อให้เราปลดเงื่อนไขจากสหภาพยุโรป(อียู)ได้ คือ ไม่เป็นเรือที่ผิดกฎหมาย สามารถรายงานได้ว่าจับปลายังไง จับได้ที่ไหน แต่อย่าลืมว่าในวันนี้มันมีประเด็นที่สำคัญ ที่นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากองทัพเรือ หรือกรมประมงต้องตรวจสอบ

วันนี้ทะเบียนเรือที่เป็นเรือเถื่อน พยายามที่จะทำให้ถูกกฎหมาย มีวิธีการคือไปฮั้วกับเจ้าหน้าที่ที่จะออกทะเบียนเรือใหม่ อันที่สองคือเรือที่จอดอยู่วันนี้ ได้ใช้เครื่องมือผิดประเภทเช่น เรือปั่นไฟ ซึ่งเขาให้ใช้ตามกฎหมายเดิมคืออวนช้อน อวนครอบ อวนยก ที่จอดอยู่ที่นี่ ออกไปไม่ได้เกือบทุกท่า เพราะว่าคุณไปใช้เครื่องมือผิดประเภท รู้ไหมว่าวันนี้มีการไปเที่ยวหาซื้อใบทะเบียน อาชญาบัตรของเรือที่ใช้อวนล้อมซึ่งผิดกฎหมาย ใบละแสน สองแสน เพื่อจะทำให้เรือตัวเองถูกกฎหมายเพื่อออกไปได้นายบรรจง กล่าว

นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้หน่วยงานรัฐต้องยืนให้ตรง ถ้าเราคิดว่าทรัพยากรทะเลเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสังคมไทย และทิศทางที่เราจะต้องทำมี 2 เรื่อง คือ 1.ต้องการปลดใบแดงอียูออกให้ได้ เพื่อสินค้าประมงของเราอย่างน้อยสองอย่างคือ ทูน่ากับกุ้ง จะได้ส่งออกไปยังยุโรปได้ 2.เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรที่เป็นพันธุ์สัตว์น้ำไว้เป็นอาหารสำหรับสังคมไทย วันนี้ได้มีความพยายามที่จะเอาเรือเถื่อนมาสวมทะเบียน พยายามจะหาอาญาบัตร แบบไม่ถูกต้องมาสวมกับเรือเพื่อให้ออกทำการประมงได้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้รัฐบาลต้องรอบคอบ แล้วต้องจัดการกับข้าราชการที่หากินกับผลประโยชน์แบบเดิมๆ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ซึ่งตนคิดว่ารัฐบาลต้องจัดการ

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170925

 

 


รายงานพิเศษ : ผ่าทิศทางสถานการณ์ยางพาราไทย (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:43:22 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ใช้ยางรายใหญ่ ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ประกอบกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคายางพาราปัจจุบันยังทรงตัวหรืออาจจะสูงขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่สถานการณ์ยางพาราโดยรวมเริ่มมีทิศทางดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณสต็อกยางของไทยอยู่ในระดับที่ภาครัฐสามารถใช้กลไกตลาดปกติบริหารจัดการได้ ขณะเดียวกันภาครัฐยังเร่งดำเนินโครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ทำให้สถานการณ์ยางพาราของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ

นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าการที่ภาครัฐได้เร่งขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ยางพาราเริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการควบคุมปริมาณการผลิตซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดให้ลดขั้นตอนการปฏิบัติในการขอรับการสงเคราะห์ให้เร็วขึ้น และให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2558 ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางยื่นคำขอรับการสงเคราะห์ปลูกแทน จำนวน 39,990 ราย คิดเป็นเนื้อที่โค่นยาง จำนวน 446,116.33 ไร่ เกินเป้าหมายที่โครงการกำหนดไว้ จำนวน 400,000 ไร่ คาดว่า จะทำให้ปริมาณผลผลิตยางของไทยโดยรวมลดลง และมีปริมาณยางเข้าสู่ตลาดลดลง ซึ่งจะทำให้ราคายางขยับตัวสูงขึ้น

จากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีเป้าหมายยึดคืนผืนป่าและตัดโค่นสวนยางที่บุกรุกพื้นที่ป่า จำนวน 600,000 ไร่เชื่อว่า จะส่งผลให้ปริมาณการผลิตยางพารามีความสมดุลกับความต้องกาใช้ยางของโลกมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยผลักดันราคายาง ตลอดจนเป็นการจัดระเบียบการปลูกยางของไทยให้เหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาวด้วย

สำหรับฤดูการผลิตยางปี 2558/59 นี้ กระทรวงเกษตรฯ จะยังคงดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบอย่างต่อเนื่องตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด แต่มีการทบทวนบางมาตรการที่ยังไม่คืบหน้าและไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งอาจมีการทบทวนว่า จะใช้มาตรการเดิมหรือใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการชดเชยรายได้ของเกษตรกร คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 2 ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ปีนี้รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงราคายางพารา จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ โดยภาครัฐได้มีแผนเข้าไปรับซื้อยางด้วย แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ แต่เป็นการซื้อเพื่อส่งมอบให้กับผู้ซื้อของจีนตามสัญญารัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 200,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยางภายในประเทศให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มมูลค่ายางและลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ รวมทั้งกระชับความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อยกระดับราคายางในตลาดโลกให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากภาครัฐได้ดำเนินมาตรการควบคุมปริมาณการผลิตยาง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรโค่นต้นยางเก่าที่มีอายุมากและมีการสงเคราะห์ปลูกแทน ทั้งยังมีการโค่นต้นยางที่ปลูกในพื้นที่ป่า ประกอบกับพื้นที่ปลูกยางในหลายจังหวัดประสบปัญหาภัยแล้ง และมีเกษตรกรบางส่วนงดการกรีดยางในช่วงราคาตกต่ำ ปี 2558 นี้ กระทรวงเกษตรฯคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลงแต่ไม่มากนัก โดยคาดว่า จะมีผลผลิตยางทั้งประเทศ ประมาณ 4.27 ล้านตัน ลดลงจากปี 2557 ที่มีผลผลิตรวม 4.42 ล้านตัน คิดเป็น 3.51 %

สำหรับราคายางปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ถือว่าขยับตัวเพิ่มขึ้นแต่อัตราการเพิ่มยังไม่สูงมาก โดยราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรวมควันยังทรงตัวอยู่ที่ ประมาณ 50-60 บาท/กิโลกรัม ซึ่งคาดว่า ราคาจะทรงตัวไปจนถึงปี 2559 ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการยางในตลาดโลกโดยรวมยังคงซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ปีนี้กระทรวงเกษตรฯได้มีนโยบายเร่งรัดให้พัฒนาตลาดยางพาราภายในประเทศ โดยเชื่อมโยงเครือข่ายระบบตลาดต่างๆ ให้เป็นธรรมมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่องราคารับซื้อ พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบตลาดยางพาราของไทยด้วย

นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯยังมีแผนเร่งส่งเสริมให้มีการยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยเบื้องต้นได้มีการหารือกับบริษัทผู้ผลิตยางล้อให้เพิ่มสัดส่วนของการใช้ยางธรรมชาติในการผลิตยางล้อตามมาตรฐานสากลของ UNECE เพื่อนำร่องใช้งานสำหรับรถยนต์ของหน่วยในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และกรมปศุสัตว์ เป็นต้น ทั้งยังผลักดันให้มีการผลิตและใช้บล็อกยางปูพื้น และใช้ยางธรรมชาติปูพื้นคอกปศุสัตว์ เช่น คอกโคนม ตลอดจนการใช้ยางพาราผสมยางมะตอยลาดถนนหลายสาย เป็นแนวทางช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้นได้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170883

 

 


ดึงน้ำนครนายกช่วย‘องครักษ์’ สกัด‘ข้าวนาปี’ยืนต้นตาย4.5พันไร่ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:42:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายพฤทธิพงศ์ ทัศน์อัญชุลีกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้(ผอ.คบ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา จังหวัดนครนายก ซึ่งอยู่ทางตอนบนของโครงการ มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณตำบลสาริกา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำนครนายก จนถึงอำเภอองครักษ์ สูงขึ้นมากจนพอที่จะผันน้ำเข้าระบบชลประทานได้ กรมชลประทานจึงได้ผันน้ำจากแม่น้ำนครนายก มาเข้าคลอง 15 สายบน แล้วจึงระบายลงคลองรังสิตประยูรศักดิ์ช่วงอำเภอองครักษ์ เพื่อเข้าคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 สายกลาง

เราได้ผันน้ำจำนวนนี้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ประมาณ 4 แสนลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยเหลือข้าวนาปีที่กำลังตั้งท้องออกรวงบริเวณ อ.องครักษ์ โครงการส่งน้ำรังสิตใต้ได้ 4,500 ไร่ ถ้าไม่มีน้ำก้อนนี้ชาวนาก็ต้องรอน้ำฝน อาจทำให้นาข้าวได้รับผลกระทบ และเราคาดว่าจะได้รับน้ำลักษณะนี้ไปอีก 5 วัน และถ้าฝนยังตกสม่ำเสมอ คาดว่าพื้นที่ปลูกข้าวทางฝั่งคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 สายกลางจะเพิ่มเป็น 20,000 ไร่

นายพฤทธิพงศ์กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ด้านอื่นของโครงการที่ยังน่าเป็นห่วง คือ คลอง 13 บริเวณไซฟ่อนพระธรรมราชา จนถึงคลองแสนแสบ ที่ปริมาณน้ำยังคงน้อยอยู่ เนื่องจากฝนไม่ตกติดต่อกันมา 2 สัปดาห์แล้ว ราษฎรต้องใช้น้ำซึม น้ำซับ ส่วนน้ำที่กรมชลประทานส่งมานั้นเพื่อการผลิตน้ำประปาที่อำเภอธัญบุรี

บริเวณตรงนี้มีพื้นที่เพาะปลูกราว 70,000 ไร่ แผนการบริหารจัดการน้ำของทางโครงการ คือ ในวันนี้ได้เริ่มส่งน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้กับคลอง 13 ตอนบนแล้วจำนวน 150,000 ลบ.ม. โดยส่งต่อเนื่องให้ 4 วัน เพื่อช่วยเหลือข้าวที่กำลังตั้งท้องออกรวงซึ่งเกษตรกรได้ปลูกกันไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม และ มิถุนายน ที่ผ่านมา ประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งในตอนนั้นเกษตรกรได้ใช้น้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก เริ่มต้ปลูก จากนั้นโครงการ จะหยุดส่งน้ำ 3 วัน และเริ่มส่งใหม่ในวันพุธที่ 29 ก.ค. ต่อเนื่องไปอีก 4 วัน โดยมั่นใจว่านาข้าวจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

นายพฤทธิพงศ์กล่าวอีกว่า จากนี้ไปกรมชลประทานได้วางแผนจะนำน้ำลงมาเสริมให้พื้นที่เพาะปลูกกระจายได้เต็มพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามทางโครงการส่งน้ำรังสิตใต้พื้นที่เพาะปลูก 4 แสนไร่แต่ปีนี้คาดว่าเกษตรกรจะทำการเพาะปลูก 2 แสนไร่

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170881

 

 


ปล่อยคาราวาน‘รถหมอข้าว’ l ตะลุยทุกจังหวัดช่วยชาวนาประสบภัยแล้ง (อ่าน 4 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:41:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อชาวนาจำนวนมากทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำอื่นทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่ไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ในส่วนของกรมการข้าว ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักทางด้านวิชาการที่อยู่เคียงข้าวชาวนามาตลอด ก็ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ด้วยการจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ โดยปรับปรุงรถยนต์ของศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 51 ศูนย์ อย่างน้อยศูนย์ละ 1 คัน มาออกให้บริการชาวนาในหมู่บ้านและชุมชนในจังหวัดต่างๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีการปล่อยขบวนคาราวาน รถหมอข้าว เหย้าถึงเรือน เยือนถึงถิ่นลงปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับรูปแบบการดำเนินงานของหน่วยบริการเคลื่อนที่รถหมอข้าวของกรมการข้าว จะทำงานประสานกับกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีเกษตรอำเภอ หรือเกษตรตำบล เป็นผู้ชี้เป้าว่าวันเวลาไหนจะลงไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ใดบ้าง ซึ่งในรถหมอข้าวจะมีนักวิชาการประจำรถ ที่สามารถรับฟังปัญหาความเดือดร้อนโดยตรง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่ชาวนากำลังเผชิญอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ นอกจากนี้ รถหมอข้าวยังทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้ชาวนาผลิตข้าวอย่างมีคุณภาพด้วยต้นทุนที่ลดลงด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยแล้ง เช่น การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ที่สามารถลดการใช้น้ำได้สูงสุดถึง 50% ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ความจริงกรมการข้าวได้จัดส่งรถโมบายยูนิตเคลื่อนที่ออกให้คำปรึกษาและแนะนำให้ชาวนามีการปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่เมื่อสถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานลงปฏิบัติการในพื้นที่แบบบูรณาการ กรมการข้าวก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามและจะเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานมากขึ้น อย่างน้อยก็จะได้เป็นขวัญกำลังให้กับพี่น้องชาวนาให้ผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปได้

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170880

 

 


BEDO’เดินหน้า ขยายองค์ความรู้ เศรษฐกิจชีวภาพ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:40:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ผศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ต้องขยายการสร้างความเข้าใจและการรับรู้เรื่อง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ และ Bio-economy เศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมไปกับการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ เน้นแนวทางที่เห็นเป็นรูปธรรม สัมผัสได้ ทำให้สังคมรับรู้ เข้าใจ บทบาทหน้าที่ของ BEDO ซึ่งต้องอาศัยกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ตั้งแต่ภาคการผลิตถึงภาคการตลาด และมุ่งเป้าหมายไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ให้ได้ จึงจะนับเป็นการพัฒนาที่สำเร็จสมบูรณ์และยั่งยืน สำหรับในปี 2558 ได้ดำเนินงานในการการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และ การเสริมสร้างธุรกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งถือว่าตรงตามเป้าหมายของการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในปี 2559 BEDO มีแผนการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและแก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยเน้นกิจกรรมหลักในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับคนเมืองผศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170878

 

 


ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : ‘ขาดน้ำ’ ผลกระทบต่อผลผลิตพืช (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:39:05 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คำถาม ขอทราบว่าในช่วงขาดน้ำนี้ จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตพืชแค่ไหน อย่างไร

สิทธิ พงษ์ชม อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

คำตอบ การเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชที่ปลูกในดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง อาจลดลงอย่างมากเพียงพืชขาดน้ำเล็กน้อย หรือขาดน้ำระยะใดระยะหนึ่งของการเจริญเติบโตเท่านั้น ตรงกันข้ามพืชที่ปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่า การขาดน้ำเพียงเล็กน้อย อาจไม่กระทบกระเทือนต่อผลผลิตเลย

นักวิชาการในต่างประเทศได้ทำการศึกษาและวิจัย พบว่า ช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งขาดน้ำมีความสำคัญอย่างมากต่อผลผลิตพืช ได้แก่ ช่วงต่อระหว่างระยะการเจริญเติบโตทางต้นและใบ และระยะที่พืชออกดอก หรือช่วงที่พืชกำลังเริ่มสร้างช่อดอก หรือผสมเกสร หากพืชขาดน้ำช่วงนี้ ผลผลิตจะลดลงมาก ทั้งนี้ สาเหตุใหญ่มาจากเมล็ดลีบ หรือไม่ติดเมล็ดนักวิชาการเกษตร จากกรมวิชาการเกษตรได้เคยรายงานว่า ข้าวโพดที่ได้รับน้ำเต็มที่จะให้ผลผลิต 1,392 กก./ไร่ แต่ถ้าปล่อยให้ข้าวโพดขาดน้ำเพียงแค่เหี่ยวระยะสั้นๆ ในช่วงที่ข้าวโพดกำลังออกใหม่ผลผลิตลดลงเหลือ 1,376 กก./ไร่และเมื่อปล่อยให้ข้าวโพดเหี่ยวในช่วงนี้ต่อไปอีก 6-8 วัน ผลผลิตลดลงเหลือเพียง 800 กก./ไร่ เท่านั้น การทดลองเดียวกันนี้ ยังพบว่า ถ้ามีการให้น้ำเฉพาะช่วงข้าวโพดออกดอกตัวผู้ แต่ระยะอื่นๆ ขาดน้ำ จะได้ผลผลิตถึง 960 กก./ไร่ การทดลองนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระยะการเจริญเติบโตของพืช และระยะเวลาในการขาดน้ำต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิต

นอกจากนี้ การตอบสนองของพืชแต่ละชนิดต่อการขาดน้ำนั้น พบว่า ไม่เหมือนกัน บางพืชเมื่อกระทบแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงแล้ว ผลผลิตจะลดลงอย่างมาก ขณะที่บางพืชลดลงเล็กน้อย การที่มีน้ำชลประทานเสริมในขณะฝนทิ้งช่วง บางครั้งทำให้ผลผลิตพืชเพิ่มขึ้นอย่างมากตัวอย่าง เคยมีการทดลองในประเทศอินเดีย พบว่า การให้น้ำเสริมเพียง 5 เซนติเมตร ในช่วงฝนแล้งสามารถเพิ่มผลผลิตของพืชต่างๆ ได้ เช่น ทานตะวัน เพิ่ม 32% ข้าวโพด เพิ่ม 95% ข้าวฟ่างเพิ่ม 106% เป็นต้นสำหรับความเสียหายต่อผลผลิต เมื่อพืชขาดน้ำ ในช่วงระยะการเจริญเติบโตต่างๆ

ตัวอย่างเช่น

-ข้าวโพด หากมีการขาดน้ำช่วงของการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ผลผลิตจะลดลง 25% หากขาดน้ำช่วงข้าวโพดออกดอกตัวผู้ ออกไหม หรือเริ่มสร้างเมล็ด ผลผลิตจะลดลง 50%

-ข้าวฟ่าง หากมีการขาดน้ำช่วงของการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ผลผลิตจะลดลง 25% หากขาดน้ำช่วงตั้งท้อง ผลผลิตจะลดลง 36% ช่วงออกช่อ-เริ่มสร้างเมล็ด ผลผลิตจะลดลง 45% ช่วงหลังสร้างเมล็ด ผลผลิตจะลดลง 25%

-ข้าว หากมีการขาดน้ำช่วงของการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ผลผลิตจะลดลง 17% หากขาดน้ำช่วงสร้างรวงอ่อน-รวงแก่เต็มที่ ผลผลิตจะลดลง 30%

-ฝ้าย หากมีการขาดน้ำช่วงเริ่มออกดอก ผลผลิตจะลดลง 21% ออกดอกเต็มที่ ผลผลิตจะลดลง 32% ช่วงหลังๆ ของการออกดอก ผลผลิตจะลดลง 20%

-ถั่วเหลือง หากมีการขาดน้ำช่วงของการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ผลผลิตจะลดลง 12%

เริ่มออกดอก-ออกดอกเต็มที่ ผลผลิตจะลดลง 24% ช่วงหลังๆ ของการออกดอก-เริ่มติดฝัก ผลผลิตจะลดลง 35% ช่วงหลังๆ ของการติดฝัก-ฝักแก่เต็มที่ ผลผลิตจะลดลง 13%

 

การปลูกพืช จึงต้องให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอและเหมาะสมตามระยะเวลาที่ต้องการ สภาพการปลูกพืชที่อาศัยน้ำฝนตามดูกาลเพียงอย่างเดียว อาจมีโอกาสที่พืชจะขาดน้ำในระยะใดระยะหนึ่งได้มาก เช่นเมื่อประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงจนพืชขาดน้ำนแรงจนกระทั่งตายได้ หรือหากฝนตกมากเกินไปจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังจนต้นพืชเหี่ยวเฉา เนื่องจากรากขาดอากาศจนกระทั่งตายได้เช่นกัน ดังนั้น น้ำ จึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตต่อพืชและผลผลิตอย่างมาก

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170877

 

 


แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรเชียงกลาง จำกัด แหล่งรวบรวมผลผลิตลำไยคุณภาพ (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:37:52 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สหกรณ์การเกษตรเชียงกลาง จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 51/1 หมู่ 2 ถนนน่านทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง จ.น่าน มีสมาชิกแรกตั้ง 328 คนมีทุนเรือนหุ้น จำนวน 32,800 บาท จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2520 ปัจจุบันมีสมาชิก 4,926 คน มีทุนเรือนหุ้น 43,716,170 บาท มีทุนดำเนินงาน 192,278,488.30 บาท

อ.เชียงกลาง เป็นแหล่งปลูกลำไยคุณภาพของจังหวัดน่าน สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกลำไยคุณภาพ ได้รับการรับรองคุณภาพจาก GAP ผลผลิตจึงเป็นที่ต้องการของตลาด สหกรณ์จึงได้ดำเนินธุรกิจรวบรวมลำไยจากสมาชิกเพื่อช่วยเหลือสมาชิกตามหลักการสหกรณ์ ได้ส่งเสริมแนะนำสมาชิกในการผลิตลำไยคุณภาพให้การบริการเงินทุนของธุรกิจสินเชื่อของสหกรณ์ และจัดหาวัสดุการผลิตแก่สมาชิก เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด สหกรณ์เป็นผู้รวบรวม คัดแยก ส่งออกจำหน่าย รวมถึงรวบรวมลำไยสดร่วงไปอบเป็นลำไยอบแห้ง เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดปลายทาง

ทั้งนี้ จากการส่งเสริมสนับสนุนการปลูกลำไยแก่สมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกลำไย สมาชิกได้รับการบริการจากสหกรณ์ และมีตลาดจำหน่ายโดยสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมลำไยจากสมาชิกส่งผลให้สมาชิกมีรายได้จากการผลิตลำไย และสหกรณ์สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้ตามหลักวิธีการสหกรณ์ ซึ่งมาจากความร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนสหกรณ์

จากความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรเชียงกลาง จำกัด ได้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน ตลอดจนสมาชิกและครอบครัวสมาชิก ได้มีความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่แน่นอน และมั่นคง เช่น มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน บริจาคสิ่งของแก่สมาชิกที่ถูกน้ำท่วม ออกเยี่ยมเยียนสมาชิกสหกรณ์ผู้สูงอายุ ช่วยเหลืองานบุญในชุมชนทุกปี นอกเหนือจากการช่วยเหลือชุมชนและสังคแล้ว สหกรณ์ฯ ยังมีสวัสดิการแก่สมาชิกผู้นำกลุ่ม เช่น ค่ารักษาพยาบาล ทำบุญกับสมาชิกผู้เสียชีวิต

กว่า 38 ปี ที่สหกรณ์การเกษตรเชียงกลาง จำกัด ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากสมาชิก คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการ จนได้รับรางวัลที่มีผลงานดีเด่นระดับภาคเหนือ ประจำปี 2556 ประเภทสหกรณ์การเกษตรนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของชาวสหกรณ์

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.naewna.com/local/170876

 

 

 


ดอกหนำเลี้ยบ - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:36:07 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?หนำเลี้ยบ เป็นพืชตระกูลมะกอก ลักษณะทรงพุ่ม ขนาดเล็ก ทรงพุ่มโปร่ง ออกดอกตลอดปี ดอกหอมไม่มากนักขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้เวลาในการเพาะประมาณ 1 เดือน ก็สามารถนำลงพื้นที่ปลูกตามที่ต้องการได้ ข้อดีของพันธุ์ไม้ชนิดนี้คือออกดอกตลอดปี เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ทนต่อสภาพแวดล้อม ทรงพุ่มสวยโดยธรรมชาติ เมื่อปลูกกลางแจ้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งทรงพุ่ม ปลูกได้ทั้งเพื่อประดับและนำผลมาบริโภค.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/337709

 

 

 


เตือนชาวไร่มันระวัง เพลี้ยแป้ง-ไรแดงระบาด (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:35:05 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?นายประสงค์ ประไพตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากรายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัด 54 จังหวัด ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ไทยมีพื้นที่มันสำปะหลังยืนต้น 8.7 ล้านไร่ พบการระบาดของศัตรูมันสำปะหลัง คือ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง จำนวน 26,000 ไร่ ระบาดมากในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 7,600 ไร่ ส่วนมากพบในมันสำปะหลัง อายุ 1-4 เดือน ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้รณรงค์ควบคุมโดยวิธีผสมผสานในพื้นที่ระบาด โดยให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชร่วมกับมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ปล่อยแตนเบียน และแมลงช้างปีกใสตามพื้นที่ระบาดอย่างต่อเนื่องและกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการจุดเฝ้าระวังศัตรูพืช ในแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูมันสำปะหลัง ในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี เลย เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และจังหวัดปราจีนบุรี โดยเกษตรกรสามารถดำเนินการได้ดังต่อไปนี้ 1. ไม่เคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ จากแหล่งที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง 2. กรณีปลูกใหม่ให้ ไถตากดิน อย่างน้อย 14 วัน 3. ใช้ท่อนพันธุ์จากทางราชการ และแหล่งที่เชื้อถือได้ 4. ดูแลรักษาให้ต้นมันสำปะหลังให้สมบูรณ์และแข็งแรง 5. สำรวจเพลี้ยแป้งในแปลงปลูกเป็นประจำทุกสัปดาห์ หากพบเพลี้ยแป้งให้เด็ดยอดที่มีเพลี้ยแป้งออกนอกแปลงและรวบรวมทำการสุมยอดในมุ้งหรือกรงผ้าขาวบางเพื่อจับเอาแมลงช้างปีกใสและแตนเบียน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่ช่วยกำจัดเพลี้ยแป้งศัตรูของมันสำปะหลัง ในสภาพธรรมชาติจะพบปะปนกับเพลี้ยแป้ง นำแมลงช้างปีกใสและแตนเบียนไปปล่อยในพื้นที่ที่พบเพลี้ยแป้งต่อไป อย่างไรก็ตามในภาวะฝนทิ้งช่วง ก็มักพบปัญหาการระบาดของไรแดงด้วยเช่นกัน หากพบให้เก็บใบที่ถูกทำลายออกมาเผาทิ้งนอกแปลง ในสภาพธรรมชาติไรแดงจะถูกควบคุมการระบาดโดยศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ด้วงเต่าตัวห้ำ ไรตัวห้ำ และด้วงปีกสั้น จึงไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น ถ้ามีฝนตกน้ำฝนจะช่วยชะล้างและลดการระบาดของไรแดงลงได้ ฉะนั้น เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/337686

 

 


อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชลบุรี (อ่าน 3 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2558, 7:33:57 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เมื่อวันศุกร์ที่17กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีพร้อมด้วยนายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการกปร. นายชูชาติ ฉุยกลม ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการนายกิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษาสำนักงานกปร. นายวิชัย แหลมวิไล อดีตอธิบดีกรมป่าไม้และเจ้าหน้าที่สำนักงานกปร.ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามแนวทางการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือให้แก่พสกนิกรได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมที่ส่งผลต่อชีวิตและการประกอบอาชีพของราษฎร ทั้งนี้จากการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนองพระราชดำริในการประสานความร่วมมือเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โครงการนี้เป็นผลมาจากเมื่อวันที่12 พฤษภาคม 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการอ่างเก็บน้ำในเขตลุ่มน้ำคลองหลวงขึ้นใหม่ และดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นี้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำคลองหลวง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำบางปะกงตอนบนและสาขามีลักษณะเป็นเขื่อนดิน เก็บกักน้ำความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 98 ล้านลูกบาศก์เมตรมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1,897 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ในจังหวัดชลบุรี ได้แก่อำเภอบ้านบึง อำเภอพานทอง อำเภอพนัสนิคม อำเภอเกาะจันทร์ อำเภอบ่อทอง และอำเภอเมืองชลบุรี ปัจจุบันการดำเนินงานของโครงการยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็สามารถเก็บกักน้ำได้ในปริมาณที่มาก และได้เริ่มบริหารจัดการน้ำตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา ด้วยในช่วงเดือนกันยายนเดือนตุลาคม 2556 เกิดภาวะฝนตกหนักส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนไหลเข้าอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรฯปริมาณมากและต่อเนื่องมากถึง70 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับประโยชน์ นับตั้งแต่การเพาะปลูก การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสัตว์น้ำจากอ่างเก็บน้ำ สร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ได้เป็นจำนวนไม่น้อยตลอดถึงการอุปโภคและบริโภคของราษฎรในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ที่ผ่านมา และโครงการฯ นี้จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2558 นี้ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จทั้งระบบราษฎรจะได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรฯแห่งนี้อย่างเต็มที่.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 http://www.dailynews.co.th/agriculture/337711

 

 


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm