นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
24 สิงหาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6440)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (15832 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th







แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
ม็อบสวนยางสุราษฎร์ฮึ่ม จี้คสช.สางปมราคาตกต่ำ ขู่7วันไม่ขยับ-ฮือประท้วง (อ่าน 18 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 8:03:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ในนามแนวร่วมเกษตรกรชาวสวนยางบ้านส้องและพันธมิตร นำโดย นายไพโรจน์ ฤกษ์ดี ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และว่าที่นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง อันเนื่องมาจากราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายพิชิต ตู้บรรเทิงหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้รับหนังสือ

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ต้องการให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด โดยจะรอคำตอบภายใน 7 วัน หากไม่ได้รับการเหลียวแลจะรวมตัวเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจริงๆ ไม่มีเกมการเมืองใดๆ แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง หรือพรรคการเมืองใดมาหนุนหลัง

“ตอนนี้ยางพาราแพร่กระจายไปภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคเหนือ หากแก้ปัญหาทำได้จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรได้ทั้งประเทศ หากไม่ทำอะไรเกษตรกร และมวลชนจะพากันออกมาโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของ คสช.หรืออำนาจของรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว” นายไพโรจน์ กล่าว

ขณะที่ นายพิชิต กล่าวรับปากว่า จะเร่งนำเรื่องเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาตามลำดับขั้นตอนต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.naewna.com/local/118117


รับแจ้งเบาะแสปุ๋ย-สารเคมีห่วย กรมวิชาการฯเปิดศูนย์129แห่งทั่วปท.ปกป้องเกษตรกร (อ่าน 18 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 8:01:59 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายดำรง จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรมอบหมายให้สารวัตรเกษตรและเครือข่ายสารวัตรเกษตรกว่า 200 คน ติดตามเฝ้าระวังแหล่งผลิตและสถานที่จำหน่ายปุ๋ย วัตถุอันตรายทางการเกษตรและเมล็ดพันธุ์พืชอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรได้รับปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากนี้ยังได้เปิดศูนย์รับแจ้งเบาะแสและข้อสงสัยเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ ทั้งปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร และพันธุ์พืช พร้อมรับร้องเรียนปัญหาการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวม 129 ศูนย์ โดยให้สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรเป็นศูนย์อำนวยการหรือแม่ข่ายหลัก

ขณะเดียวกันยังสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ คือ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวน ศูนย์วิจัยพืชไร่ ศูนย์วิจัยยาง ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน และด่านตรวจพืช ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรหรือผู้ที่มีเบาะแสะเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร และพันธุ์พืชที่ด้อยมาตรฐานหรือปลอม รวมถึงปัญหาทางการเกษตร เช่น โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด ปัญหาพิบัติภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ให้แจ้งเบาะแสดังกล่าวหรือร้องเรียน มายังศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตรทุกหน่วยที่อยู่ใกล้บ้าน

“หลังได้รับแจ้งเบาะแสหรือรับเรื่องร้องเรียนแล้ว กรมวิชาการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเร็วกรณีเบาะแสปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ ส่วนกรณีปัญหาทางการเกษตรจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดความเสียหาย ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์และปกป้องเกษตรกรให้ได้รับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรด้านพืชที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน” นายดำรงค์กล่าว

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่มีเบาะแสเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ ทั้งปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร และพันธุ์พืช รวมถึงปัญหาทางการเกษตร สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 08-1373-8259 หรือ โทร/แฟกซ์ 0-2579-4652 และ e-mail : ardcenter@doa.in.th และหน่วยงานภูมิภาคในสังกัดกรมวิชาการเกษตรทุกแห่ง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.naewna.com/local/118038


20 ปี ปลูกป่า 80 ล้านต้น (อ่าน 40 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 7:57:53 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?20 ปี ปลูกป่า 80 ล้านต้น?

ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 80 ล้านตัน

นายรังสรรค์ อัฐมโนลาภ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ดำเนินการในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระ เกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาร่วม 20 กว่าปีมีการปลูกป่ามากกว่า 400,000 ไร่ ถ้าคิดเป็นต้นไม้ก็ประมาณ 80 ล้านต้น และทุกครั้งที่มีกิจกรรมปลูกป่าที่ผ่านมา จะดำเนินกิจกรรมแบบการมีส่วนร่วมของคนต้นน้ำกับคนปลายน้ำและกลางน้ำ เพื่อจะได้มีการช่วยกันดูแลรักษาป่า 80 ล้านต้นเอาไว้ ปัจจุบันเราก็ได้รับความร่วมมือที่ดี มีทีมงานจิตอาสา ที่รับรู้ว่า คนต้นน้ำดูแลรักษาป่าอย่างไร คนปลายน้ำสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้อย่างไร

ในปี 2557 นี้ ทาง กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของ กฟผ. ขึ้นโดยการจัดกิจกรรมย้อนรอยป่าปลูกที่ปลูกมาร่วม 20 ปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าป่าชุ่มชื้นมากน้อยเพียงใด เพื่อที่จะดูว่าเราปลูกป่ามา 20 ปี สามารถดำเนินการไปได้อย่างไร เรามีทั้งหมด 5 เส้นทาง เส้นทางเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นเส้นทางที่ 5 เส้นทางสุดท้ายในรอบปีนี้ เส้นทางแรกก็จะเป็นเขื่อนวชิราลงกรณ เส้นทางที่ 2 เขื่อนภูมิพล เส้นทางที่ 3 เขื่อนอุบลรัตน์ เส้นทางที่ 4 เขื่อนรัชชประภา เส้นทางที่ 5 เขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้จิตอาสาและประชาชนที่ร่วมกิจกรรมจะได้รับรู้ว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาภายหลังจากมีการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าต้นน้ำแล้ว ต้นไม้เหล่านั้นได้รับการดูแลและเจริญเติบโตอย่างไรบ้าง และมีคุณประโยชน์อย่างไร

“การปลูกป่า 20 ปี ที่ผ่านมามีประโยชน์มาก ต้นไม้ที่ปลูกไปมากกว่า 80 ล้านต้น อายุ 25 ปี จะสามารถดูดซับคาร์บอน ไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 80 ล้านตัน เป็นการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดก๊าซเรือนกระจก และถ้าร่วมกันปลูกป่าและรักษาป่า ก็จะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล เป็นการช่วยดูแลธรรมชาติ ไม่ให้เกิดอุทกภัยที่รุนแรง ไม่ให้เกิดดินถล่ม และทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติและสมบูรณ์เช่นดังเดิม” นายรังสรรค์ กล่าว.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/261084/20+%E0%B8%9B%E0%B8%B5+%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2+80+%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99


สถานีพัฒนาที่ดินปราจีนบุรีกับการใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดิน (1) (อ่าน 23 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 7:57:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พืชปุ๋ยสดที่นิยมใช้กันมากและแพร่หลายในประเทศไทย ได้แก่พืชตระกูลถั่ว เนื่องจากเป็นพืชที่ส่วนมากขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ใช้ธาตุอาหารในดินน้อย และทนแล้งได้ดี บางชนิดยังสามารถทนต่อดินเค็มได้อีกด้วย จึงใช้ประโยชน์เป็นพืชปุ๋ยสดไถกลบในดินเค็ม โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีปริมาณพื้นที่ดินเค็มมาก ที่สำคัญคือพืชปุ๋ยสดประเภทพืชตระกูลถั่ว สามารถจัดเข้าในระบบพืชปลูก (Cropping system) ได้ดี ซึ่งเหมาะแก่การทำการเกษตรในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

จังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีการปลูกพืชหลากหลาย ปัญหาดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สถานีพัฒนาที่ดินปราจีนบุรี จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชปุ๋ยสดในแปลงปลูกพืชของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว และในแปลงพืชไร่ ซึ่งการใช้ปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทำได้ 3 วิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 : ปลูกพืชปุ๋ยสดพร้อมกับข้าวโดยปลูกพืชตระกูล ไดแก่ ถั่วพุ่ม หรือถั่วพร้า ในอัตรา 8 และ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ (เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง) พร้อมกับหว่านข้าวในนา หว่านข้าวแห้งเพื่อให้ถั่วเจริญเติบโตพร้อมกับต้นข้าวในช่วงที่น้ำยังไม่ขังในนา ถ้าน้ำไม่ขังหรือดินไม่ชื้นเกินไป ถั่วจะเจริญเติบโตได้ ประมาณ 45-50 วัน ให้ไขน้ำเข้าที่นา ถั่วจะตายเน่าสลายให้ธาตุอาหารพืชอินทรีวัตถุแก่ดินและต้นข้าว

วิธีที่ 2 : ปลูกพืชปุ๋ยสดก่อนการทำนา ได้แก่ โสนอัฟริกัน ปอเทือง ถั่วพุ่มหรือถั่วพร้า (เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้อัตรา 5 5 8 และ 10กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ควรเริ่มปลูกในระยะฝนแรกระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยไถพรวนดินอย่างดี แล้วหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสด เมื่อต้นพืชโตถึงระยะออกดอก หรือประมาณ 45-50 วัน ให้ไถกลบแล้วปล่อยให้ย่อยสลายประมาณ 2 สัปดาห์ จึงปลูกข้าวตาม กรณีใช้เมล็ดโสนอัฟริกัน ก่อนปลูกควรแช่น้ำนาน 12 ชั่วโมง เพื่อทำให้เมล็ดงอกดีขึ้นเพราะเปลือกหุ้มเมล็ดมีความหนา

วิธีที่ 3 : ปลูกพืชปุ๋ยสดหลังทำนา ได้แก่ โสนอัฟริกัน ปอเทือง ถั่วพุ่มหรือถั่วพร้า (เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้อัตราเมล็ด 5 5 8 และ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ควรปลูกโดยไม่ไถพรวนไม่ต้องเกี่ยวตอซังข้าวออก ใช้เมล็ดถั่วหยอดลงไปในดินโดยตรง และปลูกทันทีที่เกี่ยวข้าวเสร็จ ในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่ หรือจะปลูกโดยการไถพรวนดินอย่างดีก็ได้ และไถกลบระยะออกดอก ประมาณ 45-50 วัน ปล่อยให้ย่อยสลายประมาณ 2 สัปดาห์ จึงปลูกข้าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.naewna.com/local/118036


แนะเกษตรกรอ่างทองตรวจวิเคราะห์ค่าดินช่วยลดต้นทุนการผลิต (อ่าน 54 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 7:55:00 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายวิชิต ขันธ์แก้ว ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอ่างทอง เปิดเผยว่า จ.อ่างทอง มีระบบชลประทานค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์ที่ดินหลากหลาย ทั้งปลูกข้าว อ้อย ไม้ผล พืชผัก แต่การใช้ที่ดินของเกษตรกรบางพื้นที่ยังไม่มีความเหมาะสมต่อสภาพดินและพืชที่ปลูก ซึ่ง จ.อ่างทอง มีการกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจ (โซนนิ่ง) 2 ชนิด คือ ข้าวและอ้อย ซึ่งจากผลสำรวจการใช้ที่ดินของเกษตรกรพื้นที่ อ.แสวงหา และ อ.โพธิ์ทอง ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกอ้อย เนื่องจากดินเป็นดินร่วนปนทราย บางส่วนเก็บน้ำได้ไม่ดี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่กลับนำที่ดินไปปลูกข้าวเพราะราคาสูง ทำให้นอกจากผลผลิตได้ไม่ดี ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากการบริหารจัดการดิน เช่น การใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มเพื่อเพิ่มผลผลิต สูบน้ำเข้านาบ่อยครั้ง

ทั้งนี้ สถานีพัฒนาที่ดินอ่างทอง ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อใช้ที่ดินได้อย่างเหมาะสม โดยแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการ
ปลูกพืชตามความเหมาะสมกับสภาพดิน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน แต่หากเกษตรกรยังไม่พร้อมหรือต้องการปลูกพืชอย่างเดิม ก็จะถ่ายทอดแนวทางการปรับโครงสร้างดิน ปรับปรุงบำรุงดินให้มีความเหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ โดยให้มีการตรวจวิเคราะห์ดินให้ทราบว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ธาตุอาหารหลัก-ธาตุอาหารรองมากน้อยเพียงใด หากจะปลูกพืชชนิดไหนต้องเพิ่มธาตุอาหารใดบ้างจึงจะเหมาะสม

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

 http://www.naewna.com/local/118035


เลาะรั้วเกษตร : งบประมาณ (อ่าน 55 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 7:51:55 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ไม่ค่อยได้เห็นหัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สวมสูท ผูกเนคไท สักเท่าไร จึงดูแปลกๆ เมื่อหัวหน้า คสช. สวมสูท ผูกเนคไท เดินอย่างสง่าผ่าเผยแบบทหาร เข้าสู่ที่นั่งผู้ที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อแถลงชี้แจงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา....และอย่างที่ทราบกันดีว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 ผ่านฉลุย ด้วยวงเงิน 2.575 ล้านล้านบาท

มีสมาชิกสภานิติบัญญัติลุกขึ้นอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2558 นี้ เพียง 17 ท่าน ท่านละ 10 นาที และเมื่อให้มีการลงมติรับหลักการในวาระแรกก็ปรากฏว่า สมาชิกที่เข้าประชุม 186 คน ลงคะแนนรับหลักการ 183 คน อีก 3 คน ไม่ออกเสียง เพราะทำหน้าที่ประธาน และรองประธาน อยู่บนบัลลังก์.......ทำไมจะไม่ลงคะแนนให้ ก็ท่านหัวหน้า คสช. เล่นถามในที่ประชุมว่า “ใครมี
ปัญหาอะไรไหม” และ “มีใครไม่เห็นชอบบ้าง” โธ่...ใครจะกล้า..ก็ สนช.ท่านเลือกมากับมือ

เป็นที่น่าสังเกตว่าระหว่างการอภิปราย ร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายฯ ครั้งนี้ คสช.ทั้งคณะนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่มีใครหนีหายไปไหนสักคนเดียว....ใช้เวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณในวาระแรกนี้เพียง 6 ชั่วโมง ในขณะที่รัฐบาลที่ผ่านมาใช้เวลาหลายวันเพราะมัวแต่ทะเลาะ และประท้วงกันไปมา

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมวาระแรก ที่ประชุมได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2558 จำนวน 50 คน โดยมี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็นประธาน กำหนดแปรญัตติภายใน 7 วัน และ กรรมาธิการ จะต้องสรุปรายงานให้เสร็จภายในวันที่ 11 กันยายน 2557 เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม สนช. พิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 17-18 กันยายน 2557

เนื่องจากระยะเวลาที่จะพิจารณางบประมาณมีไม่มาก ประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เรียกประชุมคณะกรรมาธิการทันที และกำหนดการประชุมทุกวันไม่มีเสาร์ อาทิตย์......นี่ถ้า สส. หรือ สว. สมัยก่อน ทำงานกันรวดเร็ว จริงจัง และทุ่มเทแบบนี้ ประเทศชาติคงเจริญก้าวหน้าไปไกลลิบแล้ว และประชาชนก็จะไม่เสียดายภาษีอาการที่เสียให้รัฐด้วย.....

พลเอกฉัตรชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ ประกาศแต่เริ่มแรกเลยว่า งบประมาณที่จะตัดลดลง คือ งบประชุม อบรม สัมมนา งบประชาสัมพันธ์ และงบรายจ่ายอื่น (เดินทางไปต่างประเทศ) เอาละ...คราวนี้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าวคงสบายใจไประดับหนึ่งว่า ปีหน้าคงไม่มี “ใบสั่ง” ให้ต้องทำเพื่อประโยชน์ของใครอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าราชการจะถูกบังคับให้อบรมหลักสูตรโน่น นี่ นั่น ที่ไม่จำเป็นเต็มไปหมด จนคนในหน่วยงานไม่เพียงพอที่จะส่งเข้าอบรม

และการอบรมบางหลักสูตรที่จำเป็นต่อการพัฒนาบุคลากรจริงๆ ก็ต้องมีการพาไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผลที่เจ้าของหลักสูตรยกแม่น้ำทั้งห้ามาให้เหตุผลของการพาผู้เข้ารับการอบรมไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเป็นประเทศในยุโรปจึงจะสมศักดิ์ศรี ของผู้เข้าอบรม นอกจากจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้เข้าอบรมวิ่งเต้นเข้าอบรมเองแล้ว ยังทำให้ผู้ดูแลหลักสูตรได้อานิสงส์ในการไปต่างประเทศด้วย ต่อไปนี้ถ้าไม่จำเป็น หรือสำคัญจริงๆ คงต้องลดระดับการดูงานในต่างประเทศลง เพราะไม่เคยมีการประเมินว่า ผู้เข้าอบรมนำสิ่งที่ไปดูงานมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนางานได้จริงหรือไม่ เพราะการดูงานดูแบบฉาบฉวย วัตถุประสงค์หลัก คือการไปเที่ยวมากกว่า

การไปต่างประเทศที่จำเป็น หรือสำคัญจริงๆ หน่วยงานมักไม่ค่อยให้ความสำคัญ เช่น การไปประชุมเพื่อแสดงท่าทีของประเทศต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเจรจาต่อรองเพื่อประโยชน์ของประเทศ ไปทำงานเป็นตัวแทนประเทศ ไปอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้กลับมาพัฒนางาน เหล่านี้ต้องสนับสนุน....

ส่วนเรื่องงบประชาสัมพันธ์ งานอีเว้นท์ที่ใช้เงินคราวละสิบ หรือร้อยล้านบาท ที่หน่วยงานเคยรับ “ใบสั่ง” มาให้จัด โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นและวัตถุประสงค์บางประการที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง คงต้องลดลง เพราะต่อไปนี้คงไม่มีใครกล้า “สั่ง” นอกจาก คสช.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้ ไปไกลเกินกว่าเกษตรไปหน่อย แต่คราวหน้าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณด้านการเกษตรมาคุยกัน รอให้แปรญัตติเสียก่อน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.naewna.com/local/118034


‘บ้านม่วงงาม’ ต้นแบบลดต้นทุนปลูกข้าว - เกษตรทั่วไทย (อ่าน 63 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 7:50:56 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?‘บ้านม่วงงาม’ ต้นแบบลดต้นทุนปลูกข้าว - เกษตรทั่วไทย?
 
“หมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าว” เป็นโครงการหนึ่งที่กรมการข้าว เร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือชาวนา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายคืนความสุขให้ชาวนาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. 

ทั้งนี้ในปี  2557 ได้มีการคัดเลือกหมู่บ้านนำร่องที่มีความเข้มแข็ง และมีศูนย์ข้าวชุมชนตั้งอยู่ สมาชิกในชุมชนมีความพร้อมที่จะร่วมโครงการ เพื่อให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดจนเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตต่าง ๆ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

แนวทางในการดำเนินงานจะใช้การถ่าย ทอดให้กับหมู่บ้านชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าว ประกอบด้วย การใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 10% หรือ 300-500 บาทต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพในอัตราที่เหมาะสมและปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก โดยหันมาทำการปักดำหรือโยนกล้าแทนนาหว่าน หรือใช้เครื่องหยอดเมล็ด จะช่วยลดต้นทุนได้ 400-600 บาทต่อไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ด้วยการวิเคราะห์ดินแล้วจึงใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ ไม่ใส่เกินความต้องการของพืชและดิน จะช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ลงไปได้อีก 200-300 บาทต่อไร่ 

ลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูข้าว ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ใช้ให้ถูกวิธีและปริมาณที่ถูกต้อง โดยใช้ร่วมกับสารชีวภาพ ควบคู่กับชีววิธีควบคุมศัตรูข้าวด้วยวิธีผสมผสาน เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ เพราะถ้าลดการใช้สารเคมีก็จะลดต้นทุนได้อีกไม่ต่ำกว่า 200-300 บาทต่อไร่ ลดการสูญเสียระหว่างการเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยว ในนาชลประทานควรปล่อยน้ำออกจากนาก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน และเก็บเกี่ยวระยะพลับพลึง หรือ 30 วัน หลังข้าวออกดอก จะช่วยลดการสูญเสียผลผลิตได้ 5% หรือคิดเป็นมูลค่า 200-300 บาทต่อไร่  มีการทำบัญชีฟาร์ม จดรายรับรายจ่ายในการปลูกข้าวและรายจ่ายทั้งหมดในครัวเรือน เพื่อช่วยควบคุมการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า  แนวทางดังกล่าวที่นำมาใช้ส่งเสริมให้ชาวนาในครั้งนี้ มีข้อพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง สามารถลดต้นทุนการผลิต ในส่วนของนาชลประทานต้นทุนเดิมอยู่ที่ประมาณ 4,500-5,000 บาทต่อไร่ จะลดลงมาได้ 1,500 บาทต่อไร่ ส่วนนาน้ำฝน เดิม 3,000-3,500 บาทต่อไร่ ลดลงได้ 1,000 บาทต่อไร่ เช่นเดียวกับนาน้ำลึก, ข้าวขึ้นน้ำ หรือข้าวไร่ ก็สามารถลดต้นทุนลงมาได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อไร่

“หากพี่เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี วิธีปลูกที่เหมาะสม ใช้ปุ๋ย ใช้ยาถูกชนิด ถูกอัตรา ถูกเวลา ร่วมกับหมั่นตรวจสอบแปลงนา เก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม ก็จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างน้อย 1,000-1,500 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% คิดเป็นเงิน 600-1,000 บาทต่อไร่ รวมแล้วชาวนาก็จะมีเงินรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นระหว่าง 1,600-2,500 บาทต่อไร่ ผนวกกับการช่วยเหลือลดราคาปัจจัยการผลิต 760 บาทต่อไร่ ตามนโยบายของ คสช. ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรลดลง เมื่อต้นทุนลดลง แม้จะขายข้าวราคาไม่สูงมากเหมือนตอนมีโครงการรับจำนำข้าว แต่ชาวนาก็จะมีส่วนต่างที่เป็นรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมแน่นอน” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ขณะที่นายเสถียร ปลื้มใจ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านม่วงงาม ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ในฐานะประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านม่วงงาม หนึ่งในหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า บ้านม่วงงามมีเกษตรกรที่ทำนาประมาณ 100 ราย แต่เป็นสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน 40 ราย ซึ่งแต่เดิมก็มีการผลิตข้าวโดยใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ และยังหว่านข้าวในอัตราที่ค่อนข้างมาก ทำให้รายได้เหลือน้อยหรือบางรายก็ขาดทุน 

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท เข้ามาส่งเสริมเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงและมีการปรับปรุงบำรุงดิน ใช้สารชีวภาพแทนเคมี ทำให้ต้นกล้าที่ขึ้นมาขยายกอดีขึ้น แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรคแมลงมากขึ้น และยังลดต้นทุนจากไร่ละ 3,000 บาทเหลือเพียงไร่ละ 1,500 บาทอีกด้วย  มั่นใจว่าแนวทางการลดต้นทุนการผลิตข้าวเช่นนี้จะสามารถทำได้จริง

หากชาวนาที่สนใจการลดต้นทุน  โดยลองศึกษาข้อมูลหรือมาเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้ที่หมู่บ้านต้นแบบได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท หรือที่ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านม่วงงาม ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/261085/%E2%80%98%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E2%80%99+%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7+-+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2


อะโวคาโด - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 62 ครั้ง)
วันที่: 22 ส.ค. 2557, 7:44:48 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?อะโวคาโด - เรื่องน่ารู้?

อะโวคาโดมีคุณค่าทางอาหาร เนื้อผลประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประมาณ4-20%  มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ น้ำมันสกัดจากเนื้อของผลอะโวคาโด ดูดซึมสู่ผิวหนังได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันอัลมอนด์ และน้ำมันมะกอก  ชาวไทยภูเขาภาคเหนือที่ปลูกอะโวคาโดนิยมนำลูกอะโวคาโดมาจิ้มน้ำพริกแทนผัก หรือรับประทานกับน้ำตาล.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/261086/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%94+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89


มะม่วงลูกผสมบริโภคได้ทั้งดิบและสุก - เกษตรทั่วไทย (อ่าน 49 ครั้ง)
วันที่: 21 ส.ค. 2557, 8:11:26 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?มะม่วงลูกผสมบริโภคได้ทั้งดิบและสุก - เกษตรทั่วไทย?

ในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับ ปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้น มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์ฯ แห่งนี้ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ให้ผลมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ระยะผลอ่อน       

ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร ได้ยอดมะม่วงพันธุ์ลูกผสมพันธุ์ใหม่จากแปลงทดลองของศูนย์ฯ แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์และเมื่อได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากไว้กับต้นมะม่วงอื่นเวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวันหลายสายพันธุ์ได้เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต         

และในช่วงฤดู กาลที่ผ่านมามะม่วงชนิดนี้ได้มีการออกดอกและติดผล สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าในระยะที่ผลมะม่วงมีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นสีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงเข้มทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5– 2 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน และเมื่อผลแก่และนำมาวางขายด้วยผิวผลที่มีสีม่วงเข้มจะดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี

และคาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ด้วยมั่นใจว่าปลูกและสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และเป็นอีก   ทางเลือกหนึ่งของการบริโภคมะม่วงในประเทศไทย

โดยปกติแล้วมะม่วงลูกผสมจะนิยมนำมาบริโภคสุก ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมามีการทดสอบอายุการเก็บเกี่ยวของผลผลิตพบว่า เมื่อผลแก่ยังคงสภาพสดอยู่บนต้นได้นานนับเดือน โดยไม่สุกคาต้น ถึงแม้บางผลจะสุกคาต้น เนื้อมะม่วงก็ยังไม่เละ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนำผลที่แก่จัดมาบริโภคดิบ ปรากฏว่า เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสชาติอร่อยมาก อร่อยไม่แพ้พันธุ์แก้วขมิ้นของกัมพูชาด้วยซ้ำไป  

นอกจากนี้ยังมีมะม่วงลูกผสมพันธุ์อื่น ๆ อีกหลายพันธุ์ในประเทศไทยที่ได้เห็นผลผลิตแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะมะม่วงที่เมื่อสุกมีผิวผลเป็นสีแดงเลือดนก สวยสะดุดตาชนิดนี้จะมีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย และได้มีการทดสอบจากผู้บริโภคหลายท่านต่างก็ยอมรับว่า รสชาติดี หลายคนบอกว่า นำมากินกับข้าวเหนียวได้เหมือนกับมะม่วงน้ำดอกไม้และอกร่อง คาดว่า จะเป็นมะม่วงที่มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นในอนาคต

และที่ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวันปัจจุบันยังมีมะม่วงพันธุ์งาช้างแดง ซึ่งมีขนาดผลใหญ่และยาว มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม ที่คาดว่าในอนาคตคงจะมีการนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยกันต่อไป.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 21 สิงหาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/260804/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81+-+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

เพิ่มประสิทธิภาพขบวนการสหกรณ์ (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 21 ส.ค. 2557, 8:09:31 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เพิ่มประสิทธิภาพขบวนการสหกรณ์?

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดโครงการฝึกอบรมแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ด้านการส่งเสริม แนะนำ และกำกับการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เป็นไปตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมทั้งความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานสหกรณ์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงาน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันของผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ รวม 330 คน ในระหว่างวันที่ 5–7 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมสองพันบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

การนี้รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กล่าวในระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่องแนวทางการส่งเสริมและการตรวจการสหกรณ์ ว่าบุคลากรทุกคนทุกระดับ ต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เพิ่มพูนความรู้และทักษะเพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการอบรมในครั้งนี้จะทำให้การขับเคลื่อนภารกิจของ กรมฯ ได้บรรลุเป้าหมายและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีนโยบายในการสนับสนุนบทบาท หน้าที่ของกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบในการกำกับดูแลสหกรณ์ในเขตพื้นที่ระดับอำเภอ และมีความใกล้ชิดกับสหกรณ์มากที่สุด จึงต้องตระหนักถึงการส่งเสริม เผยแพร่อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อให้สหกรณ์เป็นองค์กรแห่งการช่วยตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นที่พึ่งให้กับสมาชิกโดยแท้จริงเน้นการมีส่วนร่วมและมุ่งตอบสนองความต้องการของสมาชิกเป็นสำคัญ ควบคู่กับภารกิจด้านการกำกับ แนะนำให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบต่าง ๆ โดยอาศัยการตรวจการสหกรณ์เป็นเครื่องมือในการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นการป้องกันมิให้คนที่หวังเข้ามาใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์สามารถดำเนินการในทางที่ไม่ถูกต้องได้.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 21 สิงหาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/260805/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C

12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว ชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) จำหน่ายลูกไก่พื้นเมือง,คู่มือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm