นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
26 ตุลาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6569)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16342 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : เตือนเกษตรกรตื่นตัว‘ฝนน้อย’งดส่งน้ำนาปรัง แนะปลูกพืชทนแล้งทดแทน (อ่าน 25 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:12:24 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนปีนี้น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เกษตรกรจึงจำเป็นที่ต้องวางแผนเพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะ 26 จังหวัด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ควรงดทำนาปรัง แล้วหันปลูกพืชทนแล้งทดแทน เพื่อลดความเสี่ยง และสอดคล้องกับสถานการณ์ นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังลุ่มน้ำปิงและน่าน รวม 3 จังหวัด ให้งดเลี้ยงปลาในกระชัง เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้ง

นางจันทร์ธิดา มีเดช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 7 ชัยนาท (สศข.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการทำนาปรังที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมากได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานได้ประกาศงดส่งน้ำ สำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรัง ในจังหวัดพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไป และแนะนำถึงปลูกพืชฤดูแล้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าวไปแล้วนั้น

 

นางจันทร์ธิดา กล่าวด้วยว่า ในเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา เกษตรกรจากอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ได้มาขอคำปรึกษาจากศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรเขต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 7 เกี่ยวกับการปลูกพืชทนแล้งทดแทนการทำนาปรัง โดยเกษตรกรสนใจที่จะปลูกถั่วลิสง ถั่วเหลือง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ สศข. 7 ได้ให้คำแนะนำถึงการปลูกพืช การพิจารณาเหมาะสมของดิน เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นพื้นที่นา เป็นดินเหนียว แต่พืชตระกูลถั่วต้องการดินที่ร่วน ระบายอากาศและน้ำได้ จึงควรมีการยกร่อง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปรับปรุงดิน ถ้าหากปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แม้ดินจะเหมาะสม แต่อาจมีปัญหาในการจำหน่าย เนื่องจากไม่มีแหล่งรับซื้อใกล้ๆ ส่วนถั่วลิสง และถั่วเหลือง สามารถหาตลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจากสามารถจำหน่ายเป็นสินค้าเพื่อบริโภคได้

 

อย่างไรก็ตาม จากผลการวิเคราะห์ต้นทุนน้ำของกรมชลประทาน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 พบว่า มีเพียง 6,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เพียงพอใช้ในการเกษตรเหลือใช้เฉพาะอุปโภคบริโภค และปล่อยรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น หากเกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เกษตรกรจะเสี่ยงต่อการได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำได้ เกษตรกรเองก็ได้มีการปรับตัวหันมาปลูกพืชทนแล้งทดแทนการทำนาปรังซึ่งต้องใช้น้ำมาก

ดังนั้น การที่เกษตรกรให้ความสนใจหันมาปลูกพืชทดแทนการทำนาปรังจะเป็นการช่วยพักดิน และตัดวงจรเพลี้ยกระโดดได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชทดแทน ไม่ต้องเสี่ยงต่อความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำด้วย

ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีข้อสงสัย สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรเขต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 7 ชัยนาท โทร. 0-5640-5006-8 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/127463


กรมส่งเสริมฯย้ำชัด ห้าม26จว.ทำนาปรัง (อ่าน 38 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:09:20 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เกษตรฯย้ำชัด ห้ามพื้นที่การเกษตร 26 จังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง งดทำนาปรัง หากฝ่าฝืนจะไม่ให้การช่วยเหลือ

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรม ส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ห้ามพื้นที่การเกษตร 26 จังหวัด ที่ได้รับการสนับสนุนน้ำ พื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง ให้งดการทำนาปรังช่วงหน้าแล้งปี 2557-2558 โดยเด็ดขาด เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีปริมาณน้อยเข้าขั้นวิกฤติสุดในรอบ 15 ปีนั้น ขอย้ำว่า เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว หากฝ่าฝืนและเกิดมีผลผลิตเสียหาย จะไม่ได้รับการช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติด้านการเกษตร

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีมาตรการรองรับ เพื่อไม่ให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง ต้องสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่ได้ทำนาปรัง โดยมาตรการหลักได้เตรียมตำแหน่งงานสร้างคูคลองของกรมชลประทานไว้ ผู้ที่สนใจสามารถไปสมัครที่กรมชลประทานในพื้นที่ได้ทันที หรือเลือกรับมาตรการเสริม โดยการส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ ประมง การฝึกอาชีพ หรือการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยในพื้นที่ที่พอมีน้ำบ้าง ซึ่งต้องตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก่อนว่าจะสามารถรับการส่งเสริมด้านใดได้บ้าง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/127462


ออกหน่วยสัตวแพทย์พระราชทาน ช่วยเกษตรกรพื้นที่ห่างไกลครอบคลุมทั่วประเทศ (อ่าน 19 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:08:11 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

ออกหน่วยสัตวแพทย์พระราชทาน

ช่วยเกษตรกรพื้นที่ห่างไกลครอบคลุมทั่วประเทศ

 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกรอาชีพการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมักประสบปัญหาขาดความรู้ในการเลี้ยงสัตว์และการดูแลสุขภาพสัตว์ ทำให้เกิดความสูญเสียและไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินงานโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เพื่อออกให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร
ผู้เลี้ยงสัตว์ให้อยู่ดี กินดี โครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เริ่มออกหน่วยให้บริการแก่เกษตรกรมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันเพื่อปฏิบัติงานถวายเพื่อสนองพระราชดำริ ให้บริการความช่วยเหลือด้านสุขภาพสัตว์เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีแก่เกษตรกร โดยกำหนดแผนการออกให้บริการแก่เกษตรกรปีละ 4 ครั้ง ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ หรือตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้เพิ่มเติม เบื้องต้นในปีงบประมาณ 2558 กำหนดไว้ดังนี้ ครั้งที่ 1 ออกหน่วยในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2557 ครั้งที่ 2 จ.อุตรดิตถ์ ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2557 ครั้งที่ 3 จ.มุกดาหาร เดือนมกราคม 2558 และครั้งที่ 4 จ.บุรีรัมย์ เดือนมิถุนายน 2558


ทั้งนี้โครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีแผนออกหน่วยปฏิบัติงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่มีจำนวนสัตว์ไม่มากนัก และยังไม่เข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้อง ซึ่งการออกหน่วยในแต่ละครั้งจะสามารถช่วยเหลือสัตว์ป่วยของเกษตรกรให้ได้รับการรักษาพยาบาล ลดการสูญเสียสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วย ลดการแพร่กระจายของโรคระบาดสัตว์ รวมทั้งโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน อีกทั้งยังให้ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อให้มีความรู้ความสามารถช่วยเหลือตนเองในการดูแลรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยเบื้องต้นได้ อันจะเป็นการช่วยพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/127460


เลาะรั้วเกษตร : ใกล้ครบ3เดือนยังไร้ซึ่งของขวัญให้คนไทย (อ่าน 38 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:06:29 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เลาะรั้วเกษตร ประจำสัปดาห์นี้ ขอเลาะมาติดตามการทำงานในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ตามแนวทางของรัฐบาล ประยุทธ์ 1” ที่ประกาศนโยบายเอาไว้ต่อรัฐสภา หลังที่มีการแต่งตั้ง ครม.  อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557   งานนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ประกาศชัดทันที ครบ 3 เดือน ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง จะต้องประกาศผลงาน เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนให้ได้

มาดูกระทรวงเกษตรฯ ที่มี รมว. ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยาอดีตท่านผู้บริหารงานกระทรวงเกษตรฯ ที่น่าจะเป็นผู้ที่ทราบปัญหาต่างๆ ดีกว่าคนอื่นๆ จึงได้รับความไว้วางใจ จากท่านนายกรัฐมนตรีที่ ชื่อประยุทธ์ให้เข้ามาสะสางปัญหา เพราะการไต่เต้าของท่าน ปีติพงศ์ก่อนมานั่งตำแหน่งผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่ธรรมดา จากข้าราชการเล็กๆ ผ่านร้อนผ่าน
หนาวมาหลายปีจนเข้ามาเป็นเบอร์ 1 ของกระทรวงเกษตรฯ ในตำแหน่ง ปลัดกระทรวงเกษตรฯและนั่งทับตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการยาวนานเกิน 4 ปี ก่อนโดนเด้งไปตบยุงที่ทำเนียบรัฐบาลและไปเกษียณอายุราชการที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นกระทรวงที่แยกตัวจากกระทรวงเกษตรฯ ไม่นานในสมัยนั้น

จากประสบการณ์ของท่าน ปีติพงศ์วันนี้จึงไม่ใช่ชายชราที่สังคมมองผ่านเหมือนอดีตผู้บริหารงานกระทรวงเกษตรฯ หลายคน ที่วันนี้มานั่งรับเงินเกษียณอายุราชการ ยังแทบจะไม่มีคนรู้จัก นั่นหมายถึง การมานั่งในตำแหน่งที่เป็นหัวเรือที่สูงส่ง ในตำแหน่ง รัฐมนตรีครั้งนี้ ท่านถูกสังคมจับตามองและคาดหวังสูงสุด เท่าที่เคยมีมาในชีวิตของท่านก็ว่าได้ เพราะท่านเป็นถึงอดีต ปลัดกระทรวงเกษตรฯที่ทราบปัญหาภายในภายนอกทุกอย่างเป็นอย่างดี นั่นยังหมายถึงทั้งเรื่องการถูกบีบจากฝ่ายการเมืองที่ท่านทราบดีว่าต้องแก้อย่างไร ต้องทุบกันตรงไหน

ที่สำคัญวันแรกที่เข้านั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ท่านย้ำนักย้ำหนาขอให้ข้าราชการร่วมมือกันทำงานเต็มที่ เพราะมีเวลาไม่มากนัก ซึ่งในห้วงเวลาที่จำกัด ท่านถูกสั่งให้เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ปัญหาสินค้าเกษตร รวมทั้งที่ดินทำกิน ให้กับพี่น้องเกษตรกร และสะสางปัญหาเก่าที่ถูกมองว่าถูกแทรกแซงจากทางการเมือง และหยั่งรากฝังลึกจนส่งให้กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าที่ล้าหลัง เพราะคนการเมืองเข้าแทรกแซงการเดินหน้าพัฒนางานด้านเกษตรฯ ไปทุกเรื่อง ส่งผลให้การพัฒนาสะดุดลง งานนี้ท่านจึงถูกส่งเข้ามาหวังที่จะให้สลายปัญหาที่หมักหมมมานานและเข้าใจว่าสังคมก็คิดเช่นกัน

จากวันที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ที่ชื่อ ปีติพงศ์คนนี้เข้ามารับตำแหน่ง ถึงวันนี้ ต้องบอกว่าแทบจะเดินหน้าไม่กี่ก้าวตามที่สังคมคาดหวัง เพราะผลงานที่รัฐบาลตั้งเป้า จะให้แก้ปัญหาปากท้อง และสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว และยางพารา ก็ยังแทบไม่มีอะไรคืบหน้า ที่สำคัญวันนี้ เป็นได้แค่ไม้ประดับข้างแจกัน เพราะผลงานในเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องผลงานดันไปโผล่ที่รองนายกรัฐมนตรี ปรีดิยาธร เทวกุลที่เป็นคนออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงินให้ทั้งชาวนา  และชาวสวนยางพารา ไร่ละ 1,000 บาท ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ต้องบอกว่าวันนี้ มีแค่กรมส่งเสริมการเกษตร ของท่านอธิบดี โอฬาร พิทักษ์ที่เป็นผู้ทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ในส่วนสินค้าเกษตรฯ ที่เป็นแหล่งข้อมูล ที่ถูกทุกรัฐบาลนำไปเป็นตัวประกอบ ที่บิดเบี้ยว ไร้ทิศทางสะสางกันไม่จบ โดยเฉพาะเรื่องข้าวเน่าในรัฐบาลที่ผ่านมาที่ยังจบไม่ลง

สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ ต้องบอกว่า ถึงวันนี้ใกล้ 3 เดือนเข้ามาทุกที ที่สังคมอยากเห็นของขวัญ ที่ท่านๆจะมอบให้ ซึ่งในนามประชาชนคนไทยคนหนึ่งต้องบอกว่า ยังหวังกับท่านรัฐมนตรี ที่เป็นอดีต ข้าราชการเก่าแม้มันจะริบหรี่เต็มที เพราะจากการติดตามการทำงานมาจนถึงวันนี้ ต้องพูดกันตรงๆ ว่า ทำได้แค่ติดตามงาน เก๊าเก่า เพราะแม้แต่เรื่องสต๊อกยางเน่าในโกดัง 2.1 แสนตัน เรื่องเดียวก็ยังไม่มีความชัดเจน นี่ไม่รวมเรื่องการเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องข้าว เรื่องน้ำ และที่ดิน ส.ป.ก.

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/127459

 


เดินหน้าวาระชาติ‘สหกรณ์’สร้างฐานความเข้มแข็งเศรษฐกิจประเทศ (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:05:07 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปี 2558 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับปี 2559 ที่จะครบรอบ 100 ปีการสหกรณ์ไทย โดยมีเป้าหมายเร่งส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้และมีความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ปีละ 9.6 ล้านคน และผลักดันให้กลุ่มเศรษฐกิจและสังคมที่อยู่ในชุมชนนำวิธีการสหกรณ์ไปใช้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในปี 2557 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติด้านสหกรณ์ตาม 5 ยุทธศาสตร์หลัก โดยได้ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบสหกรณ์แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 9.6 ล้านคน ทั้งยังได้จัดกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนทั่วประเทศเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้านสหกรณ์ พร้อมสร้างศูนย์เรียนรู้อย่างยั่งยืน 2 แห่ง คือ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 6 จ.นครราชสีมา และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 9 จ.เชียงใหม่ นอกจากนั้นยังได้สร้างวิทยากรเครือข่าย อำเภอละ 2 คน รวม 4,700 คน
ทั่วประเทศ และร่วมจัดทำแผนพัฒนาตำบลระยะ 5 ปี นำร่องที่ อบต.วัดขวาง อ.โพทะเล จ.พิจิตร ซึ่งเป็นต้นแบบในการนำระบบสหกรณ์เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังได้สร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาดรวม 21 เครือข่าย รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการสร้างตราสินค้าสหกรณ์กว่า 10 ชนิดสินค้า

นางบริสุทธิ์กล่าวอีกว่า ปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัด จัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาสหกรณ์ในพื้นที่ และส่งเสริมให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรนำแผนพัฒนาสหกรณ์ไปใช้ดำเนินกิจกรรม นอกจากนั้น ยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมระบบสหกรณ์ประเภทอื่น อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังซึ่งน่าจะมีบทบาทในการส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน หรือกรมขนส่งทางบกที่น่าจะส่งเสริมสหกรณ์บริการ เช่น รถยนต์ รถโดยสารได้ รวมถึงกรมการค้าภายในที่จะไปส่งเสริมสหกรณ์ประเภทร้านค้าได้ เป็นต้น
ซึ่งหลายสหกรณ์ต้องการได้รับความช่วยเหลือ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.naewna.com/local/127458


แก้วมังกร - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 45 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:03:15 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?แก้วมังกร - เรื่องน่ารู้?

แก้วมังกร มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาในทวีปเอเชียที่ประเทศเวียดนามก่อนเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด อย่างเช่น วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 เป็นต้น ชาวเวียดนามนิยมบริโภคเพื่อ ลดน้ำหนักเนื่องจากมีแคลอรี่ต่ำ ช่วยรักษาโรคเบาหวาน บรรเทาอาการโรคความดันโลหิต ดูดซับสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275963/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89


เกษตรไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 1.9 (อ่าน 15 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:01:46 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?เกษตรไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 1.9?

นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประมาณการเติบโตภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 (ก.ค.-ก.ย.) พบว่า ขยายตัวประมาณร้อยละ 1.9 โดยสาขาที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ขยายตัว คือ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ส่วนสาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร หดตัวลง

โดยสาขาพืชขยายตัวร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 56 โดยพืชที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และผลไม้ (ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ) โดย มันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น จากการดูแลเอาใจใส่ มีการใช้ท่อนพันธุ์ที่ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการที่มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ยางพารา ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นยางครบอายุกรีดได้มีเพิ่มขึ้น ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยจึงทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับพืชที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี สับปะรดโรงงาน และปาล์มน้ำมัน โดย ข้าวนาปี มีผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาข้าวมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงานแทน.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275961/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA+3+%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0+1.9


ปี 2558 ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพิ่ม - เศรษฐกิจเกษตร (อ่าน 34 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 7:00:27 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?ปี 2558 ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพิ่ม - เศรษฐกิจเกษตร?

นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการประชุมเพื่อมอบนโยบายให้กับสหกรณ์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ทั่วประเทศ ถึงนโยบายในการส่งเสริมให้สหกรณ์มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ว่า กรมฯ ได้ให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดเมล็ดพันธุ์ระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและศูนย์ข้าวชุมชน

ซึ่งนับเป็นจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้แก่สหกรณ์ เพิ่มโอกาสในการใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพแก่เกษตรกร และใช้เครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบรรเทาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพภายในประเทศ และทำให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีราคาไม่สูงนัก

การส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ จะส่งผลต่อการช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าว ลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ลง 50% หรือประมาณ 325 บาท/ไร่ เกษตรกรจะมีรายได้สูงขึ้นเฉลี่ยครอบครัวละ 2,712 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ได้สูงถึง 560 กิโลกรัม/ไร่ จากเดิมที่ได้เพียง 425 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.76 ได้ข้าวมีคุณภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร

เกษตรกรต้องผลิตข้าวที่มีคุณภาพก่อนจำหน่าย เนื่องจากการรับจำนำข้าวไม่มีแล้ว จึงต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคให้มากขึ้น และสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการนำผลผลิตส่งขายให้ตลาด โดยเน้นตามคุณภาพของสินค้า ทั้งนี้จะมีการส่งเสริมให้สมาชิกเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เชื่อว่าสหกรณ์ไม่มีปัญหาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากกรมฯ ให้การสนับสนุนด้านวิชาการผลิตเมล็ดพันธุ์ และอุปกรณ์ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้กับสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ห้องปฏิบัติการผลิตเมล็ดพันธุ์ เครื่องอบ ฉางและลานตาก เป็นต้นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ในแต่ละปีเกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับใช้เพาะปลูกประมาณ 1 ล้านตัน ขณะที่หน่วยงานหลักอย่างกรมการข้าวและศูนย์ข้าวชุมชนผลิตได้ประมาณปีละ 2 แสนตันเท่านั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้สหกรณ์การเกษตรผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพรองรับความต้องการของเกษตรกร

ปัจจุบันสหกรณ์ มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวกำลังผลิต 48 ตันต่อวันจำนวน 64 แห่ง มีห้องตรวจสอบคุณภาพ 19 ห้อง และในปี 2557 มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการฯ รวม 71 สหกรณ์ ในพื้นที่ 35 จังหวัด ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 43,000 ตันมีคุณภาพดีผ่านมาตรฐาน ประมาณ 36,000 ตัน

ชนิดพันธุ์ข้าวที่ผลิตมี 19 สายพันธุ์ อาทิ กข 41 พิษณุโลก 2 ขาวดอกมะลิ 105 ปทุมธานี 80 สุพรรณบุรี 1 ปทุมธานี 1 เหลืองประทิว สุพรรณบุรี 90 และพิษณุโลก 80 โดยสหกรณ์ผู้ผลิตจะดูแลกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ทุกขั้นตอนอย่างประณีตตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐาน ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาพันธุ์ขยาย การจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ จะมีการพิจารณาตั้งแต่การวางแผนการคัดเลือกพื้นที่และเกษตร กรสมาชิก การเตรียมเมล็ดพันธุ์ การเตรียมพื้นที่ วิธีการปลูก การปฏิบัติดูแลรักษาแปลงผลิตตลอดจนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามที่กำหนด

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีสหกรณ์สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้กำหนดให้ปี 2558 เพิ่มปริมาณการผลิตเป็น 40,000 ตัน และในปี 2559 เป็น 42,000 ตัน ควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ดำเนินการใน 39 จังหวัด และเพิ่มจำนวนสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 90 สหกรณ์ รวมทั้ง พัฒนายกระดับสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น พัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจมาตรฐานเมล็ดพันธุ์สหกรณ์ สู่มาตรฐานสากล คือ ระบบ ISO/IEC 17025 อีกด้วย.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275958/%E0%B8%9B%E0%B8%B5+2558+%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1+-+%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3


ส่งเสริมการเกษตรแบบครัวเรือน (อ่าน 34 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 6:58:52 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?ส่งเสริมการเกษตรแบบครัวเรือน?

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟ เอโอ จัดงานวันอาหารโลกประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยจัดแสดงนิทรรศการภายใต้หัวข้อ ผลิตอย่างยั่งยืน บริโภคอย่างปลอดภัยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรในการทำการเกษตรแบบครอบครัว

จากสถานการณ์การขาดแคลนอาหารของโลกในขณะนี้ พบว่า มีผู้อดอยากหิวโหยประมาณ 800 ล้านคน ดังนั้น ประเทศไทยซึ่ง เป็นประเทศผู้ผลิตอาหารที่สำคัญของโลกนอกจากจะผลิตอาหารเพื่อการส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว ยังมีการผลิตเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ด้วย ขณะเดียวกันประชาชนในประเทศเองกระทรวงเกษตรฯ ยังได้ส่งเสริมให้เน้นการผลิตโดยครัวเรือน และการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนด้านความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจในชนบทด้วยนายปีติพงศ์ กล่าว.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275956/%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99


หารือญี่ปุ่นแก้ปัญหาส่งออกกล้วยสด (อ่าน 31 ครั้ง)
วันที่: 24 ต.ค. 2557, 6:57:17 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?หารือญี่ปุ่นแก้ปัญหาส่งออกกล้วยสด?

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือกับตัวแทนผู้นำเข้าของญี่ปุ่นเพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกกล้วยสด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกของไทย ซึ่งผลการหารือพบว่า การส่งออกกล้วยสดไทยไปยังญี่ปุ่นมีปัญหาหลัก คือ คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ อาทิ ขนาดของผลซึ่งมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการสินค้าที่มีน้ำหนักผล 120 กรัมขึ้นไป นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการตรวจพบสารตกค้างในสินค้ากล้วยสดไทย ทั้งยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพกล้วยซึ่งเกิดจากอายุเก็บเกี่ยวแก่เกินไป และการคัดบรรจุและกระจายสินค้าหลังออกจากโรงบ่มที่ประเทศปลายทาง เป็นต้น

กรณีปัญหาสารตกค้าง จะใช้มาตรการควบคุมการบริหารจัดการสารกำจัดศัตรูพืชในกล้วยสดส่งออกประเทศญี่ปุ่น ตามข้อ ตกลงระหว่างกรมวิชาการเกษตรกับกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น โดยผู้ที่จะส่งออกกล้วยสดไปยังญี่ปุ่นต้องสมัครเข้าร่วมมาตรการฯ นี้ อีกทั้งยังจะพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า พร้อมเร่งสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ผู้ผลิตกล้วยในเรื่องวิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ให้แก่เกินไป รวมถึงการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องและถูกวิธี และลดการใช้สารเคมีลง เพื่อตัดปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตรยังได้ร่วมหารือกับศูนย์วิจัยการเกษตรนานาชาติประเทศญี่ปุ่น เพื่อเตรียมแผนสร้างความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรในอีก 5 ปีข้างหน้า คือ ตั้งแต่ปี 2559-2563 โดยเน้นการวิจัยเกี่ยวกับพืชทดแทนพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง และพลังงานชีวมวล อีกด้วย.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/275955/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%94


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm