นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
30 เมษายน 2559


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (7591)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (20107 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : ‘เกษตรอินทรีย์’วิถีเกษตรที่ยั่งยืน (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 8:04:30 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

การทำการเกษตรของไทย แต่เดิมเป็นการเพาะปลูกที่อาศัยธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า การปลูกพืชตามฤดูกาล ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสภาพดินฟ้าอากาศจะเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกเพียงใด จากนั้นก็เริ่มมีการนำเอาสารเคมีเข้ามาใช้ในการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรสมัยนั้นเห็นว่าผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจอีกทั้งยังสามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี จึงนำมาสู่การใช้สารเคมีร่วมกับการปลูกพืชเรื่อยมา จนกระทั่งมีการตรวจพบว่า มีผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดมีสารตกค้างและเกษตรกรบางรายมีสุขภาพที่แย่ลงซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลให้หลายฝ่ายออกมาร่วมรณรงค์ให้มีการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมีประกอบกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น และเน้นการบริโภคอาหารที่ได้จากการปลูกพืชระบบอินทรีย์

โดยในเรื่องนี้ นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า นโยบายการทำการเกษตรอินทรีย์เป็นสิ่งที่เหมาะกับภาคการเกษตรของไทยเนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักที่มีมาแต่โบราณประกอบกับในปัจจุบันที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายจะเป็นครัวของโลก จึงต้องมีการใส่ใจด้านการผลิตอาหารที่เน้นถึงความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ และหนึ่งโครงการที่สำคัญคือ การปลูกข้าวระบบอินทรีย์ซึ่งเป็นระบบการปลูกข้าวที่มีประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ส่งผลเสียต่อดินและสภาพแวดล้อม ทำให้ลดต้นทุนการผลิตและมีความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง การปลูกข้าวระบบอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วยนายสาคร ทองปาน หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านหว้าใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การปลูกข้าวแต่ก่อนนั้นจะใช้สารเคมีเกือบทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มเพาะไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ซึ่งผลผลิตที่ได้ออกมานั้นก็ดีในระดับหนึ่งแต่ก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพตนเองที่เริ่มแย่ลง เนื่องจากสารเคมีตกค้างในร่างกายและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงศึกษาการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ในเรื่องของปลูกข้าวระบบอินทรีย์ที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาให้ความรู้ในพื้นที่ รวมทั้งแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมฯร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1, สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 เป็นต้น จากนั้นจึงได้ทดลองปลูกข้าวระบบอินทรีย์ โดยผลที่ได้ออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก คือสามารถลดต้นทุน การผลิตได้จริงอีกทั้งยังส่งผลถึงสุขภาพที่รู้สึกดีขึ้นด้วย

การผลิตข้าวระบบอินทรีย์มีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตข้าว โดยทั่วไปแต่จะแตกต่างกันตรงที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูก ควรจะเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยมีการใช้สารเคมีมาก่อน ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ควรเลือกพันธุ์ข้าวที่ทนต่อโรคและแมลง อีกทั้งสามารถให้ผลผลิตสูง แม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ค่อนข้างต่ำ วิธีการปลูกข้าวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ คือ การปลูกข้าวแบบปักดำ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือก การรักษาระดับน้ำขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืชได้ และการปลูกข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ส่วนการดูแลรักษาความอุดมสมบรูณ์ของดิน ควรมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เผาตอซัง ฟางข้าวและเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนาเพราะเป็นการทำลายอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินโดยการปลูกพืชตระกูลถั่วในที่ว่างในพื้นที่นา ตามความเหมาะสม และถ้าจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยก็ให้หลีกเลี่ยงปุ๋ยเคมี แต่ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติแทน เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เป็นต้นนอกจากนี้การปลูกข้าวอินทรีย์นั้น ควรปลูกเพียงปีละครั้ง โดยเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับข้าวแต่ละพันธุ์ และปลูกพืชหมุนเวียนโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วก่อนและหลังการปลูกข้าว เพื่อเป็นการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ ของดิน ทำให้การปลูกในปีต่อไป มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น จะเห็นได้ว่าการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่หันมาใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และการไถกลบ ตอซังแทนซึ่งสามารถลดต้นทุนและปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์ แนวหน้า  ฉบับวันี่ 29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213522

 


ส่งเสริมปลูก‘พืชชุ่มน้ำ’ภาคใต้ เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ-สร้างรายได้พื้นที่ท่วมซ้ำซาก (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 8:01:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จ.สงขลา กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีเขตพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นจำนวนมาก ทั้งในเขตพื้นที่ราบลุ่มริมทะเล และเขตพื้นที่ลุ่มน้ำขัง กระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดต่างๆ โดยในพื้นที่ภาคใต้ สวพ.8 และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในเครือข่าย 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้ทำการศึกษา สำรวจ ระบบการผลิตพืชชุ่มน้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง พบว่ามีหลายพืชที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นหลายชนิด เช่น

จ.สงขลา สำรวจพบพืช 34 ชนิด ใน 34สกุล 28 วงศ์ อาทิ เหงือกปลาหมอดอกขาวมีประโยชน์ในด้านสมุนไพร เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สำรวจพบบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า เหงือกปลาหมอดอกขาว สามารถขึ้นได้ทั้งในบริเวณน้ำกร่อยและน้ำจืด

จ.ยะลา ผลการสำรวจพบพืช 19 ชนิด อาทิ ผักน้ำ มีประโยชน์ในด้านอาหารและสมุนไพร เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน สำรวจพบบริเวณชุ่มน้ำ 4 แห่ง ซึ่งผลการวิเคราะห์น้ำพบว่า ผักน้ำสามารถขึ้นได้ในน้ำสะอาดและมีอุณหภูมิเย็น

จ.ตรัง พบพันธุ์พืช 20 ชนิด ใน 15 วงศ์อาทิ จากพบมีประโยชน์ในด้านใช้เป็นอาหาร ทำเครื่องจักสาน และใช้มวนบุหรี่ เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายยอดจาก จำหน่ายน้ำตาลจาก จำหน่ายเครื่องจักสาน และจำหน่ายผลจากเชื่อมอยู่ที่ 36,000-168,000 บาทต่อปี

จ.นราธิวาส พบพืชในแหล่งชุ่มน้ำ จำนวน 22 ชนิด คือ บัวหลวงดอกสีชมพูบัวหลวงดอกสีขาว บัวสาย หวายลิง เตยหอม เตยหนาม หวายลำเท็ง ย่านลิเภา กระจูดหนูจิก สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายข้าวเหนียว สาคู เสม็ดขาว หวายน้ำ สาคูหนามหลุมพี มันปู มะฮังเล็ก เม่าไข่ปลา และเทียะซึ่งชนิดพืชที่มีศักยภาพในการพัฒนาใช้ประโยชน์ในอนาคต

นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิจัยและพัฒนาพืชชุ่มน้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 กำลังทำการพัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ให้เป็นศูนย์ต้นแบบสำหรับการศึกษาและพัฒนาพืชชุ่มน้ำ ซึ่งศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองพัทลุง ติดทะเลสาบสงขลา ปัจจุบันผู้สนใจสามารถมาศึกษาการปลูกพืชชุ่มน้ำหลายชนิด เช่น บัว คล้า กระจูด นอกจากนั้นจะมีการพัฒนาชุมชนต้นแบบการจัดการพืชชุ่มน้ำที่ยั่งยืนในพื้นที่เขตที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง และเขตที่ชุ่มน้ำแม่น้ำตรัง อ.กันตัง จ.ตรัง โดยพืชต่างๆ ในเขตชุ่มน้ำเหล่านี้ มีประโยชน์ทั้งทางด้านการอนุรักษ์พันธุกรรม การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และการพัฒนาต่อยอดให้เป็นพืชเพื่อยกระดับความเป็นอยู่แก่ชุมชนต่อไป

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213520

 


พัฒนาพันธุ์ส้มต้านโรคกรีนนิ่ง เร่งขยายผลทดลอง-ยับยั้งการแพร่ระบาดทำสวนล่ม (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 7:59:53 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสมพล นิลเวศน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน (ศวพ.น่าน)เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานในเขตภาคเหนือของประเทศไทยได้ลดลงอย่างมาก โดย จ.เชียงใหม่ ลดลงจาก 93,047ไร่ ในปี 2551 เหลือ 34,839 ไร่ ในปี 2554จ.แพร่ ลดจาก 40,000 ไร่ เหลือไม่เกิน 10,000ไร่ ขณะที่ จ.น่าน ลดลงจาก 20,000 ไร่ เหลือ1,900 ไร่ สำหรับจังหวัดอื่นๆ ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน สาเหตุสำคัญมีหลายประการ เช่น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาส้มตกต่ำ ทำให้ผู้บริโภคหันไปนิยมส้มนำเข้าจากประเทศจีน แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ เกิดการระบาดของ โรคกรีนนิ่ง ทำให้ต้นส้มทรุดโทรม ผลผลิตลดลงจนถึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย เนื่องจากผลส้มร่วงก่อนการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตามในบางจังหวัด เช่น แพร่ น่าน และเชียงใหม่ เริ่มมีเกษตรกรที่เคยปลูกส้มได้มีความสนใจที่จะกลับมาปลูกใหม่อีกครั้ง เนื่องจากส้มมีราคาดีขึ้นมากในปัจจุบัน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน จึงได้ทำโครงการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ส้มเปลือกล่อนขึ้น โดยการเปรียบเทียบพันธุ์ส้มลูกผสมระหว่างส้มเขียวหวานและสายน้ำผึ้งกับส้มแป้นและลาดู ผลการวิจัยพบว่า การผสมพันธุ์ส้มเปลือกล่อนระหว่างส้มเขียวหวานและสายน้ำผึ้ง กับส้มพันธุ์แป้นและลาดู ได้ลูกผสมที่ทนทานต่อโรคกรีนนิ่งจำนวน 6 ต้น จึงมีการขยายพันธุ์โดยวิธีการเสียบยอดบนต้นตอ Volkameriana แล้วปลูกในแปลงทดลอง ซึ่งการทดลองปลูกส้มลูกผสม 6 สายต้น และมีพันธุ์เปรียบเทียบ 3 ส้มเขียวหวาน สายน้ำผึ้ง และแป้น พบว่า ต้นส้มลูกผสม (แป้นxเขียวหวาน) อายุ4 ปี มีการเจริญเติบโตมากกว่าชุดควบคุม คือ ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มเขียวหวาน และส้มแป้น โดยมีเส้นรอบวงของลำต้น ความสูงของลำต้นและความกว้างของทรงพุ่ม ได้แก่ 32.98, 367.50 และ 226.75 เซนติเมตร ตามลำดับ นอกจากนี้มีความรุนแรงของโรคกรีนนิ่งน้อยที่สุด คือ 16.67% รองลงมา คือแป้นxสายน้ำผึ้ง มีความรุนแรงของโรค 23.33% ส่วนต้นส้มลูกผสมที่มีความรุนแรงของโรคมากที่สุด คือ แป้นxเขียวหวาน มีความรุนแรงของโรค 58.33%

ทั้งนี้ จากโครงการวิจัยดังกล่าวทำให้ได้ต้นส้มพันธุ์ลูกผสม ซึ่งสามารถนำไปทดสอบวิเคราะห์โปรตีน peroxidase ในห้องปฏิบัติการ เพื่อคัดเลือกต้นส้มพันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะต้านทานโรคกรีนนิ่งในการทดลองต่อไป ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน ซึ่งจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2558-2563

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213519

 


กรมหมอดินลุยหนุน สวนลำไยแปลงใหญ่ พื้นที่จ.น่าน1.5พันไร่ (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 7:57:56 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายต้องการส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินงานด้านการสนับสนุนการเกษตรแปลงใหญ่ในหลายพื้นที่ โดยฉพาะที่ จ.น่านมีการทำเกษตรแปลงใหญ่สวนลำไยกว่า 1,500 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วม 219 ราย โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ให้คำแนะนำการพัฒนาที่ดิน ปรับปรุงค่าความเป็นกรดด่างให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มอินทรียวัตถุ สนับสนุนปัจจัยการผลิต ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมการทำเกษตรแปลงใหญ่ จะได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พร้อมทั้งมีหมอดินอาสาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้คำแนะนำ ให้ความรู้ และนำเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน โดยในปัจจุบันมีการกำหนดชนิดพืชให้มีการส่งเสริมเป็นแปลงใหญ่แล้ว 13 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มังคุด ลำไย ทุเรียน มะม่วง สับปะรด เงาะ ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และผัก ซึ่งหากเกษตรกรมีการร่วมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้มีอำนาจการต่อรองในการจัดหาปัจจัยการผลิตและการจำหน่าย สามารถผลิตสินค้าคุณภาพในต้นทุนที่ต่ำ จำหน่ายได้ราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่  29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213518

 


เรื่องน่ารู้ : ฝรั่ง (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 7:55:15 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


         ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้ผลผลิตตลอดปีมีเปลือกบางสีเขียว เนื้อในสีขาว มีเมล็ดแข็งขนาดเล็กจำนวนมาก ผลสุกมีรสหวานกรอบ มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ป้องกันโรคหวัด ฝรั่ง 100 กรัมมีวิตามินซีสูงกว่า 160 มิลลิกรัม มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยทำความสะอาดระบบขับถ่าย ลดโอกาสเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต ส่วนฝรั่งพันธุ์ขี้นกซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง จะแตกต่างจากพันธุ์อื่น ๆ ตรงที่เนื้อสีแดง มีสารไลโคพีนสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย.


ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่  29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/394406

 

 


อุทยานฯนำร่องฟื้นเขาหัวโล้น2จังหวัด (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 7:52:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


      นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 7 เมษายน2559 ที่ผ่านมา พบว่าขณะนี้ยังคงมีหลายพื้นที่ที่ต้องประสบกับภาวะภัยแล้งขั้นรุนแรง โดยมีจังหวัดที่ถูกประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 27 จังหวัด 123 อำเภอ 540 ตำบล 4,223 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 5.63 ของจำนวนหมู่บ้านทั่วประเทศ จากสถานการณ์ดังกล่าว พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เร่งดำเนินการตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มความสามารถ โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯได้เข้าไปดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1. การสนับสนุนกำลังคนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในการออกให้ความช่วยเหลือประชาชนตามที่ได้รับการร้องขอ และ 2.การดำเนินการตามภารกิจของกรมฯ ซึ่งมีทั้งการแก้ปัญหาเร่งด่วนในระยะสั้นและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว สำหรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน คือ การเข้าไปดูแลปัญหาภัยแล้งในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ เนื่องจากมีหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ปริมาณน้ำขาดแคลน ทำให้สัตว์ป่ามีน้ำไม่เพียงพอ โดยกรมฯได้เข้าไปดำเนินการจัดทำอ่างกระทะและช่วยนำน้ำเข้าไปเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้สัตว์ป่า นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์และสำนักงานสาขาทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาแต่ละพื้นที่มาให้รับทราบ เพื่อสรุปเป็นข้อมูลนำเข้าหารือกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ถึงความเป็นไปได้ของการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล และคาดว่าจะมีการนัดหมายเพื่อหารือในเร็ว ๆ นี้นายธัญญา เนติธรรมกุล กล่าว
        ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สนองนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่เขาหัวโล้น 13 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ น่าน เชียงราย ตาก แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง ลำพูน และภาคอีสาน 1 จังหวัด คือ จ.เลย ภายใต้วิสัยทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวบนพื้นที่ป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันอย่างยั่งยืน โดยเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ป่า รวมทั้งสำรวจการเข้าอยู่ในพื้นที่ว่า เป็นไปอย่างถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เรื่องการกำหนดให้จัดการใช้ทรัพยากรที่ดินและป่าไม้อย่างเป็นระบบหรือไม่ ซึ่งถ้ามีการเข้าอยู่อย่างไม่ถูกต้องก็อาจจำเป็นต้องให้โยกย้าย แต่ถ้าอยู่อย่างถูกต้องก็มีนโยบายให้ชาวบ้านเข้าไปปลูกป่าในพื้นที่อยู่โดยที่ไม่มีกรรมสิทธิในที่ดิน ก่อนมีการส่งเสริมอาชีพการเกษตร เช่น ให้ปลูกพืชเกษตรแซมในแปลงปลูกป่า เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ไปพร้อม ๆ กับการปลูกป่าให้กลับมาเจริญเติบโตเหมือนในอดีต โดยเบื้องต้นในปี 2559 จะมีการนำร่องใน 2 พื้นที่ คือ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ และอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน โดยจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูและวางแนวเขตป่าและที่ทำกินให้ชัดเจน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน.


ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/394405

 

 


100 ปีสหกรณ์ไทย ร้อยใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (อ่าน 5 ครั้ง)
วันที่: 29 เม.ย. 2559, 7:50:52 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร


      นายเสนอ ชูจันทร์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน 100 ปีสหกรณ์ไทย ร้อยใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ บริเวณศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ จำกัด หมู่ 4 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา เมื่อวันก่อน โดยมีสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ด้วยสหกรณ์แห่งนี้นับเป็นสหกรณ์การเกษตรที่ค่อนข้างโดดเด่นของพื้นที่อยู่ไม่น้อย โดยเป็นสถาบันที่เกษตรกรในท้องที่อำเภอบางกล่ำรวมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมา และได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเพื่อทำธุรกิจช่วยแก้ไขความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ ไม่ให้พ่อค้าคนกลางมาเอาเปรียบในผลผลิต ตลอดถึงการจัดหาวัสดุอุปกรณ์การเกษตร ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์พืช รถไถ เครื่องสูบน้ำ มาจำหน่ายให้กับสมาชิก พร้อมทั้งให้บริการเงินกู้เพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้สมาชิกต้องไปหาเงินทุนมาทำการผลิตจากเงินนอกระบบ และรับฝากเงินเช่นเดียวกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อเป็นเงินออมของสมาชิก
       ขณะเดียวกันยังได้ส่งเสริมศีลธรรมอันดีแก่สมาชิก มีการอบรมสร้างสมอุดมการณ์ ให้ประชาชนรู้จัก ประหยัดและออม ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อยกระดับฐานะของสมาชิกพร้อมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเงินทุนในการประกอบอาชีพอย่างเพียงพอ สหกรณ์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมายสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534และได้มีการเปลี่ยนแปลงถือใช้ พระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 การดำเนินงานของสหกรณ์ ในทุกโครงการฯ ได้ให้สมาชิกของสหกรณ์ดำเนินงานร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดถึงให้การสนับสนุนส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการเกษตรที่ทันสมัย ตลอดถึงงานหัตถกรรมหรือการประกอบอาชีพเสริมอย่างอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของตลาดให้กับสมาชิก มีการส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มของสมาชิกกลุ่ม เช่น กลุ่มสมาชิกสตรีสหกรณ์ กลุ่มเยาวชนสหกรณ์เพื่อรวมกันผลิตและรวมกันซื้อ เป็นต้น
         และในการดำเนินกิจการเพื่อการขายของร้านค้าสหกรณ์เพื่อบริการสมาชิกนั้น ทางสหกรณ์จะจัดให้มีการสอบถามความต้องการสินค้าของบรรดาสมาชิกก่อน จึงจะจัดหามาจำหน่าย กรณีที่สมาชิกมีการกู้เงินเพื่อซื้อสิ่งของที่สหกรณ์นำมาจำหน่าย ก็จะอยู่ภายใต้ความต้องการในแผนการผลิตและการใช้เงินกู้ของสมาชิกนั้น ๆ ด้วย ส่วนสินค้าที่สหกรณ์นำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกจะประกอบด้วย สินค้าประเภทเพื่อการเกษตร เช่น ปุ๋ยทุกชนิด เคมีการเกษตร ยาปราบวัชพืช เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ อาหารสัตว์ อาหารปลา และอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ ตลอดถึงสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสารหอมมะลิคุณภาพดี ข้าวหอมเหลือง ข้าวหอมท่อน ข้าวเล็บนก แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันเครื่องเพื่อเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยจำหน่ายในราคายุติธรรม และจะให้ประโยชน์แก่สมาชิกอีกชั้นหนึ่งเมื่อสิ้นปีบัญชีทุกปี คือเงินปันผลจากการดำเนินกิจการของสหกรณ์ และการเดินทางเป็นประธานเปิดงานและตรวจเยี่ยมสหกรณ์ในครั้งนี้ของรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังนำมาซึ่งขวัญและกำลังใจของชาวสหกรณ์ในพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง. ขัตติยา สันนะกิจ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา


ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 29/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.dailynews.co.th/agriculture/394403

 

 


รายงานพิเศษ : ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ แก้ปัญหา-สร้างรายได้-เพิ่มผลผลิต (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2559, 8:08:49 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุพจน์กล่าวอีกว่า ผลดีของการทำเกษตรแบบผสมผสานมีหลายอย่าง เช่น ลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความเปลี่ยนแปลงของราคา ลดการระบาดของศัตรูพืช สร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปีและช่วยรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น และในปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินได้จัดตั้งให้แปลงเกษตรแห่งนี้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นๆได้เข้ามาเรียนรู้และนำไปขยายผลใช้ในพื้นที่ต่อไป โดยภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวระยะยาวและการเก็บเกี่ยวระยะสั้น

ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตขายได้ ทั้งรายวัน รายอาทิตย์ อีกทั้งยังมีการทำปศุสัตว์ อาทิ ไก่ โคเนื้อ รวมทั้งเลี้ยงปลา และเลี้ยงด้วงเพื่อนำตัวอ่อนมาขาย นอกจากนี้ยังสามารถนำมูลของสัตว์เหล่านี้มาทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้อีกด้วย โดยทางกรมพัฒนาที่ดินได้มีการส่งเสริมให้ความรู้ เกี่ยวกับการปลูกพืชผสมผสาน สอนการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ อีกทั้งยังมีการมอบหมายให้หมอดินตรวจสภาพดินให้กับเกษตรกร ซึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินแห่งนี้ ได้รวมองค์ความรู้ไว้อย่างมากมายที่เกษตรกรเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้

อย่างไรก็ตาม การเกษตรแบบผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบและดำเนินการโดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงานเงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิต และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่ง มาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดภายในไร่นาแบบครบวงจร

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 28/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213328

 

 


‘หมอดิน’เร่งรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก ชี้รักษาความชุ่มชื้นให้ดิน-ช่วยทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2559, 8:04:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการเกษตรที่ปลูกพืชไร่และไม้ผลเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนที่มักประสบปัญหาภัยแล้งอยู่เสมอ การแก้ไขปัญหา ต้องใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการเก็บรักษาความชื้นไว้ในดินให้มากที่สุด การปลูกและใช้หญ้าแฝกในพื้นที่เกษตรกรรม นับเป็นเทคโนโลยีแบบง่ายๆ เพราะหญ้าแฝกเป็นพืชมหัศจรรย์แห่งการอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่มีระบบรากลึกยาว 1.5-3 เมตร แพร่กระจายในดินโดยตรง เป็นเสมือนกำแพงธรรมชาติที่ช่วยในการยึดเกาะดิน ป้องกันการชะล้างพังทลาย ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลันได้ดี โดยหญ้าแฝกขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ไม่เป็นอุปสรรคหรือแย่งธาตุอาหารพืชที่ปลูกข้างเคียง

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง ร่วมกับหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในชุมชนต่างๆ รณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ำพร้อมส่งเสริมให้ปลูกหญ้าแฝกในทุกพื้นที่ เพราะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้สามารถปลูกพืชได้อย่างยั่งยืน โดยแนวกอหญ้าแฝกที่ปลูกอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ จะช่วยกักเก็บตะกอนดินที่ถูกน้ำพัดพามาช่วยลดความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า ช่วยให้น้ำซึมลงไปในดินได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการปลูกหญ้าแฝกเป็นแถบขวางความลาดเทหรือตามแนวระดับ เพราะแถบพืชที่แน่นทึบจะช่วยกระจายน้ำไหลบ่า และลดความเร็วของน้ำ ในขณะที่แถบพืชจะช่วยกรองตะกอนดินไว้

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า เกษตรกรสามารถขอพันธุ์กล้าหญ้าแฝกไปปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่การเกษตรของตนเอง หรือปลูกบนพื้นที่สองข้างทางรอบขอบคลองชลประทาน อาทิเช่น อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ขอบตลิ่ง คอสะพานไหล่ถนน เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ เมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโตเต็มที่ ก็ควรมีการตัดใบไปใช้ประโยชน์ในการคลุมดินหรือโคนต้นไม้ผล เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำจากผิวดินทำให้ดินมีความชุ่มชื้น เป็นประโยชน์ต่อพืชหลักที่ปลูก ทั้งนี้การตัดใบอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันมิให้หญ้าแฝกออกดอก และจะทำให้หญ้าแฝกแตกหน่อเพิ่มขึ้น จนชิดติดกันเป็นกำแพงแน่นทำหน้าที่กรองตะกอนดินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 28/4/2559 เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213325

 


ลุยพัฒนาการผลิต-แปรรูป‘งาม้อน’ ต่อยอดเพิ่มผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่า-ศวพ.น่านชี้ให้โอเมก้าสูง (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 28 เม.ย. 2559, 8:00:56 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสมพล นิลเวศน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน (ศวพ.น่าน) เปิดเผยว่า งาม้อนเป็นพืชล้มลุกวงศ์ Lamiaceae ดอกช่อใหญ่ เมล็ดคล้ายเมล็ดข้าวฟ่าง ขนาดเล็กกว่าเมล็ดงาดำ มีกลิ่นหอมคุณค่าทางอาหารสูง เป็นเมล็ดพืชชนิดเดียวที่มีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 น้ำมันหอมระเหยสกัดจากใบใช้ประโยชน์ได้มากมายและมีสรรพคุณแก้เคล็ดขัดยอก ลดริ้วรอยบนใบหน้า ส่วนเมล็ดมักนำมาเป็นส่วนประกอบของข้าวหนุกงาที่นิยมกันมากในฤดูหนาว นิยมปลูกและนิยมบริโภคกันมากในเขตภาคเหนือตอนบนรวมทั้งเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้เป็นทั้งอาหารและยาในประเทศทางแถบเอเชียมานาน จึงนับเป็นพืชพื้นเมืองที่มีแนวโน้มส่งเสริมให้ขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจได้

สำหรับประเทศไทย งาม้อนเป็นพืชที่ปลูกมาอย่างยาวนานในพื้นที่ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกกระจัดกระจายในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน รวมประมาณ 3,400 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 80 กก./ไร่ ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ดอน อาศัยน้ำฝน เกษตรที่ปลูกเป็นเกษตรกรรายย่อย โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน ได้ดำเนินโครงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปงาม้อนที่มีคุณภาพ ระหว่างปี 2554-2557 ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ 1.การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพันธุ์และการผลิตงาม้อน 2 การทดลอง 2.การแปรรูปและการใช้ประโยชน์จากงาม้อน 3 การทดลองโดยในกิจกรรมแรก ได้สำรวจรวบรวมและคัดเลือกพันธุ์งาม้อนจากแหล่งปลูก รวม 30 แหล่งผลิต 130 สายพันธุ์ ปลูกในแปลงรวบรวม ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีผลผลิตสูงและคุณภาพดี พบว่า มี 10 สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีและมีคุณภาพ ประกอบด้วย 1.สายพันธุ์ NAN/NN-Cp#114, 2.สายพันธุ์ NAN/NN-Cp#115, 3.สายพันธุ์ NAN/NN-Ck#122, 4.สายพันธุ์ NAN/CR-Ma#073, 5.สายพันธุ์ NAN/CR-Ma#079, 6.สายพันธุ์ NAN/CR-Ma#087, 7.สายพันธุ์ NAN/PY-Po#040, 8.สายพันธุ์ NAN/CR-Ma#054, 9.สายพันธุ์ NAN/CR-Ma#058 และ 10.สายพันธุ์ NAN/NN-Bk#112

ขณะที่จากการวิเคราะห์ปริมาณน้ำมันจากเมล็ดงาม้อน 4 สายพันธุ์ พบว่า เมล็ดงาม้อนสีขาวขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำมันรวมร้อยละ 43.1 เป็นโอเมก้า 3 ร้อยละ 15.01 งาม้อนเมล็ดสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำมันรวมร้อยละ 52.02 เป็นโอเมก้า 3

ร้อยละ 11.08 เมล็ดงาม้อนสีเทาอ่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำมันรวมมากที่สุดร้อยละ 55.83 เป็นโอเมก้า 3 ร้อยละ 12.73 ส่วนเมล็ดงาม้อนสีเทาอ่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำมันร้อยละ 44.94 เป็นโอเมก้า 3 ร้อยละ 13.54

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์งาม้อนปรุงรสและงาม้อนทองม้วน รวมทั้งศึกษาวิธีการแปรรูปงาม้อนอัดแท่งและงาม้อนทองม้วนเพื่อความสะดวกในการรับประทาน เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และการขยายตลาดแก่กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสมาชิกสหกรณ์ต่างๆ

 

            ที่มาหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ 28/4/2559  เว็ปที่มา  http://www.naewna.com/local/213323

 


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ   สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm