นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
23 กันยายน 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6505)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16076 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
เกษตรบูรณาการ : แก้ปัญหาเกษตรฯจะผิดฝาหรือผิดตัว (อ่าน 50 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ย. 2557, 8:58:42 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คงต้องจับตาการปรับเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ ที่จะนำทัพเดินหน้าร่วมกันแก้ปัญหางานด้านเกษตรให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว   โดยในวันอังคารที่ 23 กันยายน 2557 นี้ คาดว่าจะมีรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ เข้า ครม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  ในการทำงานให้เดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้

งานนี้ ทันทีที่เข้ามานั่งในตำแหน่ง รมว. เกษตรฯ ท่านรัฐมนตรี “ปีติพงษ์? พึ่งบุญ  ณ อยุธยา” ก็ เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด  เพื่อรับทราบนโยบาย  โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ร่ายยาวถึงเรื่องราวที่จะต้องเดินหน้า ร่วมกัน ย้ำในที่ประชุมชัดเจนว่า  จากนี้ไปก็คงจะไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เพราะมีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ในระยะเวลาทำงานที่ต้องทำตามกรอบใน 1 ปี ตามที่แถลงเอาไว้ ซึ่งสองเรื่องที่ต้องทำ คือ 1.เรื่องของการเดินหน้าแก้ปัญหาที่มี และ 2.เรื่องของการวางแนวทางในการเดินหน้า ในการพัฒนาเกษตรไทย เพื่อให้ไปในทางที่ถูกต้อง

โดยเรื่องที่เน้นหนัก ที่ยังเป็นเผือกร้อนต้องเดินหน้า คงหนีไม่พ้นเรื่องของปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะ เรื่องยางพารา ที่ส่อแววว่าจะเป็นตัวปัญหาให้กับรัฐบาล หากยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาไม่ได้ ตามแนวทางที่วางไว้ เพราะทันทีที่เข้ามานั่งในกระทรวงฯ “อุทัย สอนหลักทรัพย์” ก็นำชาวสวนยางพารา  เข้าพบทีมงานรัฐมนตรี โดยได้เล่าปัญหา พร้อมทั้งชี้ทางออกของปัญหาราคายางให้กับท่านรัฐมนตรีคนใหม่ได้ฟังกันชัดๆ เพื่อให้หาทางออก   ซึ่งยกแรก รมว. “ปีติพงษ์” รับปากจะนำปัญหาเล่าต่อสู่ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ  หรือ กนย. เพื่อพิจารณาผ่าทางตันเรื่องยาง เดินหน้าแก้ปัญหายางอย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ที่เน้นถึงเรื่องการตรวจสอบสิทธิ์  จี้ลงลึกถึงผู้ถือครองตัวจริงส่วนที่ดินที่ ทางส.ป.ก. ไปซื้อแจกและปล่อยเช่า อาจต้องหันกลับมาทบทวน ยกเลิกการซื้อ แจก  และหันมาส่งเสริมอาชีพ ให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคง  บนแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนร่ายยาวมาที่ปัญหาที่ยังเป็นเผือกร้อนอีกเรื่องที่อาจจะนำไปสู่หายะนะของระบบสหกรณ์?ของไทยได้ ในเรื่องการเดินหน้าแก้ปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่รัฐมนตรีค่อนข้างหนักใจถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนพูดว่า “ปัญหาสหกรณ์ อยากจะให้เน้นเรื่องของสหกรณ์การเกษตรที่เราควรดูแลเฉพาะสหกรณ์ การเกษตรที่ดูแลสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ส่วนเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นปัญหาคงต้องหาเวลา คุยกับกระทรวงการคลังให้ชัดเจน”

นั่นเป็นเหมือนการส่งสัญญาณว่า เรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน อาจถึงเวลาต้องทบทวนทางออก ที่จากเดิมมีความพยายามจากคนหลายคนที่จะตัดปัญหาเน่าเฟะในสหกรณ์ เจ้าปัญหา แล้วโยนให้สังคมประชาชน  ผู้จ่ายภาษีทั้งประเทศ ต้องเข้าไปช่วย เพราะมีแนวโน้มว่าจะดันปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เข้าสู่การแก้ไขเหมือนสถาบันการเงินที่เคยล้มละลาย โดยหวังจะให้เกิดการฟื้นฟู ตาม พรบ.ฟื้นฟูเรื่องนี้ต้องระวังและอาจส่งผลให้รัฐบาลพัง เพราะถูกโจมตีว่าแก้ปัญหาอย่าง “ไร้กึ๋น” และที่สำคัญ หากเรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ไตร่ตรองอาจส่งผลให้สหกรณ์ที่เข้าข่ายกำลังเจ๊งจะใช้เงื่อนเดียวกันเดินเข้าสู่การฟื้นฟู   ถ้ายังไงก่อนเดินหน้าต่อไปต้องอ่าน “คำนิยามคำว่าสหกรณ์?” ให้ชัดเจน เพื่อทบทวนท่าทีมิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาบานปลายหงายท้องไม่เป็นท่า

สุดท้าย คงต้องติดตามว่าอังคารนี้ ทิศทางเกษตรไทยจะเดินหน้าไปทางไหน ผ่านวิสัยทัศน์ และตัวท่านผู้นำว่าจะเป็นใคร กรมไหน เพราะที่ผ่านมาถือว่าผิดฝาผิดตัวเห็นกันชัดคนปลูกผัก นั่งดูเรื่องคลังข้อมูลจน รมต. พูดเต็มปากว่า ข้อมูลที่มีปัจจุบันไม่สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายอะไรได้ แถมยังมีเรื่องของการให้คนเลี้ยงปลาไปนั่งดูเรื่องสหกรณ์ คนรู้เรื่องยางพารามานั่งตบยุงเล่น งานนี้ต้องวัดใจผู้นำ อย่างท่าน “ปีติพงษ์?” 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2557

http://www.naewna.com/local/122568


รายงานพิเศษ : ชูธง4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนศักยภาพภาคเกษตรไทย (อ่าน 28 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ย. 2557, 8:53:28 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

“เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญและงานทุกๆ  ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2507 ซึ่งแม้จะเป็นกระแสพระราชดำรัสที่ผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี หรือนับได้ถึงครึ่งศตวรรษ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังคงแจ่มชัดมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรรมยังคงเป็นอาชีพพื้นฐานของคนไทยส่วนใหญ่ และรายได้หลักที่นำเข้ามาพัฒนาประเทศก็ยังคงมาจากการส่งออกผลิตภัณฑ์และสินค้าอันเกี่ยวเนื่องมาจากสาขาการเกษตรเป็นสำคัญ

นั่นจึงทำให้การวางยุทธศาสตร์แผนงานอย่างมีระบบระเบียบและเข้มข้นชัดเจน ยังคงมีความจำเป็นยิ่งสำหรับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ควบคู่ไปกับการทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีนโยบายให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือและดูแลเกษตรกร โดยตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบาย คสช.และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตรอย่างเข้มข้น

ดังนั้น ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ กระทรวงเกษตรฯจึงจัดทำสรุปแผนงานโครงการสำคัญที่ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของ คสช. รวมทั้งผลการดำเนินงานตามภารกิจที่สำคัญประจำปี 2557 และการขยายผลต่อเนื่องตามแผนงานโครงการสำคัญในปีงบประมาณ 2558 ต่อ นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงให้ได้รับทราบปัญหาการเกษตรที่สำคัญ เช่น การขาดองค์ความรู้ของเกษตรกรและใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ไม่เหมาะสม ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ภัยธรรมชาติ และความผันผวนด้านราคา เพื่อให้พิจารณาผลักดันแผนงานโครงการต่างๆ ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว ให้เกิดความต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านการเกษตรที่สำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรของประเทศต่อไป

นายชวลิต กล่าวต่อว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯที่ผ่านมา มีความสอดคล้องกับนโยบายของ คสช. และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคการเกษตร 4 ด้าน โดยมีแผนงานและโครงการสำคัญดังนี้ 1.ด้านเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร มีการปรับกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตแก่เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอละ 1 จุด รวม 882 จุดทั่วประเทศ การแก้ไขปัญหา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ทั้งด้านคดีความ การฟื้นฟูกิจการ และเยียวยาผู้รับผลกระทบ การแก้ไขปัญหาแรงงานภาคการประมง โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนแม่บทประมง 9 แนวทางหลัก เช่น การเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานประมงต่างด้าว การตรวจตราเรือประมงพาณิชย์

2.ด้านสินค้าเกษตร จัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย การพัฒนายางพาราทั้งระบบทั้งการจัดการสต็อกยาง 2.1 แสนตัน การสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมและแปรรูปยาง การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง การแก้ไขปัญหาโรคอีเอ็มเอสในสินค้ากุ้ง

3.ด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร ขณะนี้ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด วางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง รวมถึงบริหารจัดการน้ำทั้งระบบตั้งแต่ระบบกระจายน้ำ ระบบป้องกันน้ำท่วม และการเพิ่มเสถียรภาพน้ำต้นทุน นอกจากนี้ยังได้เร่งส่งเสริมและขยายผลการใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ จัดทำปุ๋ยอินทรีย์กับหน่วยทหารและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตไว้ใช้เอง

4.การบริหารจัดการองค์กร โดยยึดหลักธรรมาภิบาล สุจริตและโปร่งใส อาทิ การแต่งตั้งโยกย้ายแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงจะยึดหลักความรู้ ความสามารถ คุณธรรมและโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ของภาครัฐ และส่งเสริมการเป็นข้าราชการที่ดี รวมทั้งการรณรงค์ให้บุคลากรทุกระดับของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดปฏิบัติตาม “ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ” ตามนโยบายของ คสช.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนงานโครงการในปีงบประมาณ 2558 ซึ่งคาดว่ากระทรวงเกษตรฯจะได้รับจัดสรรในวงเงินประมาณ 84,000 ล้านบาทนั้น ได้ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด มีการกำหนดแผนงานและเป้าหมายร่วมกัน โดยยังคงยึดหลักตามยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคการเกษตรทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมาเป็นหลัก โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ การบริหารเขตเกษตรเศรษฐกิจ การพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง เมืองเกษตรสีเขียว การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ และการพัฒนาศักยภาพภาคเกษตรเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นต้น

การมีนโยบายที่ชัดเจน ยุทธศาตร์ที่ชัดเจน ทิศทางที่ชัดเจน และแผนงานที่ชัดเจน ย่อมนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่เพียงเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเท่านั้น แต่ย่อมหมายถึงความมั่นคงในอาชีพ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 กัยยายน 2557

http://www.naewna.com/local/122566


พด.เสริมสร้างเด็ก-เยาวชน เดินหน้าพัฒนา“ยุวหมอดิน” (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ย. 2557, 8:50:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเกษตรกรจำนวนมาก เพราะดินเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐาน ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจเรื่องของดิน ไม่เพียงแต่พี่น้องเกษตรกรเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้เรื่องดิน ตัวข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินก็ต้องเรียนรู้เรื่องดินอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของดินถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่มีการเปลี่ยนแปลงมายาวนาน เช่น การจะเกิดดินเปรี้ยวต้องใช้เวลากว่าค่อนข้างนาน ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ภายในวันเดียว ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลาเช่นเดียวกัน ดังนั้น การจะแก้ไขเรื่องดินต้องใช้เวลาและความอดทนที่จะค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนากันไป ที่สำคัญต้องสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักและเข้าใจถึงผลกระทบต่างๆ เหล่านี้ด้วย

ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีเกษตรกรเป็นจำนวนมากที่ไม่ใส่ใจว่าดินของตนเองจะเป็นอย่างไร โดยมุ่งแต่จะทำการผลิตอย่างเดียว จนทำให้ดินเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า แนวทางหนึ่งที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการ คือ การปลูกฝังและสอนเรื่องดินให้กับเด็ก เยาวชน สร้างให้เป็นยุวหมอดิน ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นหมอดิน เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งให้เขาเป็นตัวแทนกรมพัฒนาที่ดินนำความเอาความรู้ เทคโนโลยีด้านการปรับปรุงดินไปบอกกับพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกร ซึ่งน่าจะทำให้เกษตรกรเชื่อถือมากขึ้น โดยทุกอย่างที่ดำเนินการนั้น ได้ทำเป็นกระบวนการเบ็ดเสร็จครบวงจร มองถึงงาน คน องค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องเข้าไปสนับสนุน อย่างไรก็ตาม อยากให้พี่น้องเกษตรกรรักและหวงแหนพระแม่ธรณี เหมือนพระแม่คงคา และแม่โพสพ ด้วยการปรับปรุงพัฒนาที่ดินให้เจริญสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อจะได้ใช้ดินในทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน

ที่มา : หนังสืพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2557

http://www.naewna.com/local/122565


ตั้งเป้าจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร (อ่าน 31 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ย. 2557, 8:26:11 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 52 ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดหา และจัดที่ดินให้เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ที่เรียกร้องขอที่ดินทำกินจากรัฐบาล และติดต่อผ่านหน่วย   งานอื่น ๆ ต่อมามีผู้ไร้ที่ดินทำกินทั่วประเทศรวมตัวกันและแจ้งขอรับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. เพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น ปรากฏว่ามีผู้มายื่นคำขอขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. จำนวน 370,676 ราย ตรวจสอบเบื้องต้นมีคุณสมบัติ จำนวน  333,246 ราย และยังคงมีผู้มาขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส.ป.ก. จึงกำหนดแผนงานการจัดซื้อที่ดินเอกชนเพื่อรองรับการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินเกษตรกร ตามโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยการเช่า การเช่าซื้อ การจัดหาพื้นที่เพื่อการจัดซื้อที่ดินนั้น  ส.ป.ก. ดำเนินการจัดหาที่ดินในพื้นที่  71 จังหวัดทั่วประเทศ

นายวีระชัย นาควิบูลยวงศ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  กล่าวว่า ส.ป.ก มีหน้าที่หลักในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรที่ยังมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ส.ป.ก.จัดสรรที่ดินของภาครัฐ เช่น พื้นที่ป่าสงวน เป็นต้น แต่ในอีกภารกิจหนึ่ง ส.ป.ก.ยังจัดซื้อที่ดินจากภาคเอกชนที่มีที่ดินจำนวนมาก และไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว เพื่อนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร โดยใช้ระบบการเช่า และเช่าซื้อ

  ปัจจุบันได้มีผู้ไร้ที่ดินทำกิน และเกษตรกรผู้มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดสรรที่ดินทำกินจำนวนมาก ประกอบกับราคาที่ดินมีแนวโน้มสูงขึ้น เกษตรกรยากจนและผู้ไร้ที่ดินทำกินไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน อีกทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินบางพื้นที่ไม่ตรงตามศักยภาพของที่ดิน  ส.ป.ก.จึงมีนโยบายมุ่งเน้นที่จะจัดซื้อที่ดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรเพื่อจัดสรรให้ผู้ไร้ที่ดินโดยการเช่าหรือเช่าซื้อ หากเกษตรกรไม่ต้องการทำการเกษตรแล้ว จะต้องคืนหรือขายคืนที่ดินให้กับ ส.ป.ก. เพื่อจัดให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป ถือเป็นการคุ้มครองพื้นที่เพื่อเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

“สำหรับเป้าหมายในการจัดซื้อที่ดิน ในปี 2558 นั้น ส.ป.ก.จะดำเนินการจัดซื้อที่ดิน จำนวน 15,000 ไร่ ภายใต้งบประมาณ 1,950,000,000 บาท ในพื้นที่ 71 จังหวัด ส.ป.ก. จะเร่งจัดหา จัดซื้อที่ดินที่มีความเหมาะสมในการทำการเกษตร มาจัดสรรให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ ที่ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. ได้มีที่ทำกิน ตลอดจนได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร” นายวีระชัย กล่าวทิ้งท้าย

หลังจากที่ได้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรแล้ว ส.ป.ก.ยังจะเข้ามาดูแลพื้นที่ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาที่ดิน แหล่งน้ำ และปัจจัยการผลิต รวมทั้งการพัฒนาตัวเกษตรกร ในเรื่องของความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ของการทำอาชีพเกษตรกร เพื่อให้การประกอบอาชีพเกษตร กรรมมีความมั่นคง และมีรายได้เพียงพอกับการดำเนินชีวิต โดยทำควบคู่กับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะมีการคัดกรองเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินทำกินอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ และเพื่อให้ที่ดินที่จัดสรรไปตกอยู่ในมือผู้เป็นเกษตรกรอย่างแท้จริง.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/268352/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3


ปลาไหลเผือกใหญ่ - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 40 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ย. 2557, 8:23:17 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง...ในจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ฝนน้ำดื่ม แก้ปวดท้อง ราก นำไปเข้ายาบำรุงกำลัง นำ ราก ผสมกับรากโลดทะนงแดง และพญาไฟ ฝนน้ำดื่ม แก้ไข้ ใช้เลิกเหล้า ราก ผสมรากย่านางแดง และพญายา ฝนน้ำกินขับพิษ ราก ผสมกับรากโลดทะนงแดงและพญาไฟ ฝนน้ำกิน ทำให้อาเจียน ใช้เลิกเหล้า ประเทศมาเลเซีย ใช้ ราก ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงหลังคลอดบุตร ใช้ภายนอกเป็นยาพอกแก้ปวดหัว ปิดบาดแผลพุพอง และยังมีสรรพคุณหลายประการ เช่น มีคุณสมบัติต้านเชื้อไวรัส เชื้อไข้มาลาเรีย ลดอาการไข้ ต้านโรคของอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ ต้านเซลล์มะเร็ง และความดันโลหิตสูง เป็นที่นิยมมากในมาเลเซีย (เรื่องและภาพจาก ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/268353/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89


มาตรฐาน ‘GAP : Seed’ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ - เกษตรทั่วไทย (อ่าน 37 ครั้ง)
วันที่: 22 ก.ย. 2557, 8:16:36 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

คราวที่แล้วได้กล่าวถึงการทำนาตามระบบ GAP ที่เป็นมาตรฐานสากลมาแล้ว คราวนี้มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของ GAP : Seed เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวก็เป็นหัวใจสำคัญของการปลูกข้าวไม่แพ้การปฏิบัติทางการเกษตร   ที่เหมาะสมของตัวเกษตรกรเท่านั้น ถ้าเมล็ดพันธุ์ดีได้มาตรฐานก็จะให้ผลผลิตข้าวสูงและมีคุณภาพ ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ต่ำกว่า 600,000-700,000 ตัน ขณะที่กรมการข้าวสามารถผลิตข้าวได้เพียง 80,000-90,000 ตันต่อปี ที่เหลือจึงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงศูนย์ข้าวชุมชน

มาฟังความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกัน...นายวิลาศ วิชญะเดชา ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว สำนักเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว บอกว่า สำนักเมล็ดพันธุ์ข้าวได้จัดทำ ระบบการตรวจรับรองการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP : Seed) เพื่อยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรชาวนา หรือศูนย์ข้าวชุมชนให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสู่พี่น้องเกษตรกรให้นำไปเป็นพันธุ์ข้าวปลูกที่มีคุณภาพต่อไป

สำหรับหลักการปฏิบัติของ GAP : Seed จะมีความพิถีพิถันมากกว่าการปลูกข้าวโดยทั่วไป เกษตรกรที่จะดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องมีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากต้องมีการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม คือสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ ไม่ใช่อาศัยแต่แหล่งน้ำฝน พื้นที่ต้องมีขนาดแปลงใหญ่พอสมควร ประมาณ 20-50 ไร่ และอยู่ห่างจากแปลงปลูกข้าวพันธุ์อื่นพอสมควร เพื่อป้องกันปัญหาพันธุ์ปน ส่วนขั้นตอนการปลูกต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้หรือจากหน่วยงานราชการ ที่มีคุณลักษณะมาตรฐานตรงตามพันธุ์ แข็งแรง ความงอกสูง เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกก็ต้องปลูกโดยใช้วิธีนาดำ ไม่ทำนาหว่าน เพื่อให้ข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนว ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ สะดวกต่อการดูแลแปลง สามารถควบคุมวัชพืช และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมี เพราะไม่ต้องหว่านปุ๋ยเผื่อหญ้าหรือวัชพืชนั่นเอง 

ที่สำคัญ...ในความแตกต่างของการปลูกข้าวเพื่อทำเมล็ดพันธุ์กับข้าวทั่วไป อยู่ตรงที่การทำเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกรต้องตรวจแปลงเพื่อตัดถอนพันธุ์ปนอย่างเข้มงวด อย่างน้อย 3 ระยะ คือ ระยะแตกกอ ระยะออกดอก และระยะสุกแก่   

...แต่ถ้าเกษตรกรรายใดสามารถทำได้ถึง 5 ระยะได้ก็ยิ่งดี คือ ระยะกล้า ระยะแตกกอ ระยะออกดอก ระยะโน้มรวง ระยะสุก

แก่...

โดยในแต่ระยะถ้าพบลักษณะข้าวที่ไม่เหมือนต้นอื่นให้ดำเนินการตัดถอนทิ้งทันที เนื่องจากต้นข้าวรวงหนึ่งสามารถให้เมล็ดพันธุ์เป็น 100 เมล็ด ถ้าเราถอนพันธุ์ปนได้มากเท่าไรก็ทำให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

ด้านการเก็บเกี่ยว รถเกี่ยวนวดที่เข้ามาในพื้นที่ปลูกเมล็ดพันธุ์ต้องทำความสะอาดก่อนลงแปลง เพื่อป้องกันพันธุ์ปน อีกทั้งต้นข้าวที่อยู่รอบขอบแปลงจะไม่เอามาทำเมล็ดพันธุ์ ส่วนขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว สำคัญที่สุดคือลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในระดับปลอดภัยไม่เกิน 24% โดยเร็ว เพื่อลดความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยวจากสภาพอุณหภูมิสูงที่จะก่อให้เกิดเชื้อรา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ 1.ใช้แสงอาทิตย์ คือตากแดดบนลานความหนาไม่เกิน 10-15 ซม. กลับกองอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตากให้ได้  3 แดด ซึ่งข้อควรระวังคือ  ลานตากต้องทำความสะอาดก่อนเพื่อไม่ให้มีพันธุ์อื่นมาปะปน วิธีที่ 2 ใช้รมร้อนด้วยถังลดความชื้น จากนั้นเป็นขั้นตอนคัดทำความสะอาด แยกสิ่งเจือปน เมล็ดข้าวลีบ เศษฟาง เสร็จแล้วจึงบรรจุถุง เก็บรักษาไว้ในที่มีหลังคากันแดด กันฝน และไม่วางให้ถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์สัมผัสพื้นโดยตรง เพื่อป้องกันความชื้นจากดิน อีกทั้งต้องไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้รวมกับปุ๋ยและสารเคมีเด็ดขาด 

...แม้ว่าเกษตรกรจะปฏิบัติตามขั้นตอน GAP : Seed แล้ว กรมการข้าวจะมีการตรวจรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ด้วย โดยจะตรวจความชื้นไม่เกิน 14% ความงอกไม่ต่ำกว่า 80% ไม่มีสิ่งเจือปนเกิน 2% กล่าวคือ 

...ต้องมีเมล็ดพันธุ์สุทธิไม่น้อยกว่า 98% จึงจะเป็นเมล็ดพันธุ์คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ...

ทั้งนี้ เพื่อให้มีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพออกไปสู่มือพี่น้องชาวนาไปปลูกเป็นข้าวพันธุ์ต่าง ๆ ต่อไป เป็นการยกระดับผลผลิตข้าว ยกระดับชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น ยกระดับองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ถ้าเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพแทน ก็เป็นโอกาสที่สร้างรายได้ที่ดีขึ้น เนื่องจากราคาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ราคาดีกว่าข้าวเปลือก ที่สำคัญตลาดยังมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำนวนมาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/268357/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99+%E2%80%98GAP+%3A+Seed%E2%80%99+%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E+-+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2


เลาะรั้วเกษตร : รัฐมนตรีเกษตรกับเผือกร้อน (อ่าน 44 ครั้ง)
วันที่: 19 ก.ย. 2557, 7:30:54 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

กว่าจะเข้ามานั่งทำงานในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้  ก็ต้องดูฤกษ์งามยามดี เหมือนกับรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ อีกหลายท่าน ฤกษ์ที่ว่านี้ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนบรรดาหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่รอยกกกระเช้ามาแสดงความยินดีต่างสับสน และรอเก้อไปหลายครั้ง  ในที่สุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก็เข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อบ่ายๆ วันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย และเพื่อเป็นสิริมงคล โดยยังไม่ให้ใครมาแสดงความยินดี

                จากนั้นก็มีกำหนดการออกมาว่า  รัฐมนตรีใหม่ ขอประชุมหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงเกษตรฯทั้งหมด เช้าวันที่ 15 กันยายน เพื่อขอทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพร้อมทั้งมอบนโยบาย ซึ่งสิ่งที่รัฐมนตรี ปีติพงศ์ เน้นย้ำต้องถือว่าเป็นเผือกร้อนที่จะวัดฝีมือและทีมที่ปรึกษา ซึ่งดูจากประวัติและผลงานที่ผ่านมาของที่ปรึกษาแต่ละท่านแล้ว ท่าทางท่านรัฐมนตรีจะวังเวงไม่น้อย.....

                เริ่มจากปัญหาราคายางตกต่ำ...นั่งเก้าอี้ยังไม่ทันร้อน   เครือข่ายสมาคมชาวสวนยางแห่งประเทศไทยก็มารอพบหารือเรื่องราคายางตกต่ำทันที.....ชวลิต  ชูขจร  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สนองนโยบายทันทีเช่นกันด้วยการตั้ง วอร์รูม  เรื่องยางทันควัน....ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนตั้งวอร์รูมพืชใดพืชหนึ่งเลย   เพราะคงจะมีอีกหลายพืช  และหลายเรื่องให้ท่านต้องใช้วอร์รูม  โดยเฉพาะ  เรื่องน้ำ  และภัยแล้งที่กำลังจะตามมา ซึ่งอยู่ในนโยบายที่ท่านเน้นย้ำในครั้งนี้ด้วย ทางที่ดีวอร์รูมที่จะตั้งขึ้นนี้ต้องออกแบบให้สามารถสู้รบกับทุกเรื่องที่เป็นปัญหาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ 

                อาจจะไม่ใช่เผือกร้อน แต่ก็เป็นอะไรที่เริ่มจะกลับมาคุกรุ่น นั่นคือเรื่องของพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ  ที่  ดำรงค์   จิระสุทัศน์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ที่มีเวลาทำงานเหลืออยู่อีกไม่กี่วัน  เสนอให้มีการทดสอบในค่ายทหาร รวมทั้ง โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ออกมาเสนอข้อเรียกร้องของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้อนุญาตปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ในอนาคต ขณะที่ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ  ผู้อำนวยการไบโอไทย ออกอาการคัดค้านเต็มที่เช่นเคย..... แต่  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ ที่โบกมือลากระทรวงเกษตรฯไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กลับไม่ยอมตัดสินใจ ขอให้ไปตั้งคณะกรรมการศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน.....อุณหภูมิของเรื่องนี้อาจจะแค่คุกรุ่น ไม่ถึงกับประทุ  เพราะเรื่องอื่นน่าจะร้อนกว่า...

                นโยบายของรัฐมนตรี  ปีติพงษ์  พึ่งบุญ  ณ อยุธยา  อะไรก็ไม่ถูกใจเท่ากับการประกาศว่า ห้ามซื้อขายตำแหน่ง อยากจะบอกว่า....ช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรี คงไม่มีใครซื้อขายตำแหน่ง แต่ก่อนหน้านั้นเขาทำกันมาเยอะแล้ว เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คนในกระทรวงรู้ดี .....ท่านก็คงรู้มิเช่นนั้นคงไม่ปรามเสียแต่ต้นแบบนี้ ...

                ก่อนหน้าที่รัฐมนตรี ปีติพงศ์ จะมอบนโยบาย เห็นท่านในข่าวโทรทัศน์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมรับทราบสถานการณ์น้ำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   รู้สึกแปลกๆ  เพราะสมัยท่านเป็นปลัดกระทรวงฯ  ไม่เคยเห็นลงพื้นที่เลยสักครั้ง .....รู้สึกเห็นใจที่ท่านต้องมาทำงานหนัก  สมบุกสมบันเมื่ออายุมากแล้ว  แต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ต่อไปนี้ พญานาค 1” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะลงไปสัมผัสพื้นที่ เจ้าหน้าที่ เกษตรกร และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงด้วยตนเอง ขอแต่เพียงว่าข้อมูลที่เจ้าหน้าที่รายงานต้องเป็นข้อมูลที่แท้จริง และเกษตรกรที่มาต้อนรับไม่ใช่เกษตรกรจัดตั้ง.....ที่สำคัญอย่าลืมสั่งเจ้าหน้าที่ ไม่ให้ขึ้นป้ายต้อนรับที่มีรูปรัฐมนตรีด้วย.....มิเช่นนั้นจะขัดนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี........

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 19 กันยายน 2557
http://www.naewna.com/local/122230

แจงสี่เบี้ย : กรมการข้าวกับโครงการหมู่บ้านชุมชนต้นแบบ การลดต้นทุนการผลิตข้าว(5) (อ่าน 12 ครั้ง)
วันที่: 19 ก.ย. 2557, 7:30:00 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

โครงการชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าว ปี 2557 นี้ มีหลายหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ โดยศูนย์ข้าวชุมชนบ้านม่วงงาม ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว และนับเป็นหมู่บ้านที่เห็นผลความสำเร็จเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน หมู่บ้านม่วงงามมีเกษตรกรที่ทำนาประมาณ 100 ราย แต่เป็นสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน 40 ราย ซึ่งแต่เดิมก็มีการผลิตข้าวโดยใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ และยังหว่านข้าวในอัตราที่ค่อนข้างมาก ลงทุนสูง ทำให้รายได้เหลือน้อยหรือบางรายก็ขาดทุน

                จากนั้นเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท กรมการข้าว จึงได้เข้ามาส่งเสริมเรื่องการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่น้อยลง การใช้สารชีวภาพที่ทำได้เองแทนเคมี หรือการตรวจสอบแปลงนา ปัจจุบันศูนย์ข้าวชุมชนบ้านม่วงงาม ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนการผลิตข้าว จนกลายเป็นหมู่บ้านนำร่องโครงการชุมชนต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตข้าว พร้อมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ที่เป็นแบบฉบับตามความเหมาะสมของสมาชิกในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำสารสกัดชีวภาพจากสะเดา การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย ฮอร์โมนไข่ สอนให้รู้จักแยกแยะศัตรูธรรมชาติและศัตรูข้าว พร้อมทำแปลงเรียนรู้การลดต้นทุนในพื้นที่แปลงนาของตนเอง อีกทั้งทางศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทก็มาสาธิตการใช้เมล็ดพันธุ์ดีหว่านในอัตราต่างกันที่5 ,15 และ 20 กก./ไร่  ปรากฏว่าเมื่อใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงและมีการปรับปรุงบำรุงดิน ใช้สารชีวภาพแทนเคมี ทำให้ต้นกล้าที่ขึ้นมาขยายกอดีขึ้น แข็งแรงมีความต้านทานต่อโรคแมลงมากขึ้น

                สำหรับสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนหลังจากที่ลงมือปฏิบัติมาได้ระยะหนึ่ง คือ ต้นทุนการผลิตข้าวลดลงไม่ต่ำกว่าครึ่ง รายได้เพิ่มมากขึ้น และเกษตรกรสามารถทำได้จริงด้วยตนเอง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 19 กันยายน 2557
http://www.naewna.com/local/122231

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด กระทบนาข้าวอุบลฯ3หมื่นไร่ (อ่าน 38 ครั้ง)
วันที่: 19 ก.ย. 2557, 7:29:05 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 11 (สศข.11) อุบลราชธานี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวหลายพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี ทั้ง 11 อำเภอ พื้นที่ระบาดรวมประมาณ 3.7 หมื่นไร่นั้น สถานการณ์ระบาดโดยรวมยังพบการระบาดขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งลงพื้นที่ให้ความรู้และใช้มาตรการควบคุมการระบาด พร้อมให้คำแนะนำป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว โดยมีการเร่งตรวจสอบพื้นที่และติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด

                สำหรับการป้องกัน แนะนำให้เกษตรกรใช้สารบิวเวอเรียฉีดพ่น 3-5 วัน  ใช้กับดักกาวเหนียว  ใช้กับดักแสงไฟ  เพื่อล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย โดยในส่วนพื้นที่ที่มีการระบาด  แนะนำให้เกษตรกรใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน หรือสาร   อีโทเฟนพรอกซ์ หรือ สารคาร์โบฃัลแฟน หรือ ไอโซโพรคาร์บ โดยใช้ในอัตราตามคำแนะนำที่ระบุในฉลาก หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่

                อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ระบาดในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้  คือ เรื่องของสภาพอากาศเหมาะสม การเคลื่อนย้ายตามกระแสลม ประกอบกับพันธุ์ข้าวอ่อนแอ และการทำนาหว่านที่ต้นข้าวหนาแน่นเกินไป สศข.11 จึงขอฝากเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวังป้องกัน โดยเฉพาะเกษตรกรที่อยู่ใกล้แหล่งระบาด โดยหากได้รับผลกระทบความเสียหาย สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ ผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน  หรือเกษตรอาสา เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงเพื่อลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 19 กันยายน 2557
http://www.naewna.com/local/122232

ฟิลิปปินส์รับรอง7โรงงานไก่ เกษตรฯชี้ส่งออกสดใสอีก6เดือนเริ่มตีตลาด (อ่าน 19 ครั้ง)
วันที่: 19 ก.ย. 2557, 7:27:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ ซึ่งได้อนุญาตการส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกแก่โรงงานส่งออกเนื้อไก่ของไทย 7 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานในเครือบริษัท ซีพีเอฟ ประเทศไทย จำกัด 6 แห่ง และ บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด 1 แห่ง พร้อมทั้งได้มอบประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพให้แก่โรงงานส่งออกเนื้อจากต่างประเทศให้แก่โรงงานทั้ง 7 แห่งดังกล่าวที่ได้มาตรฐานตามกฎระเบียบของฟิลิปปินส์และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือ โอไออี แล้ว

                สำหรับขั้นตอนการส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกนั้น จะต้องดำเนินการตามกฎ ระเบียบ และขั้นตอนในการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีก  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการส่งออกได้จริงประมาณอีก 6 เดือนจากนี้ หรือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน ในส่วนผู้ประกอบการหรือบริษัทฟิลิปปินส์ที่จะนำเข้าเนื้อไก่ปรุงสุกจากไทย จะต้องขอการรับรองจากหน่วยงานตรวจสอบด้านเนื้อสัตว์ของฟิลิปปินส์ภายใต้การรับรองของกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ รวมถึงขอใบรับรองมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและสัตว์ ใบรับรองการเป็นบริษัทผู้นำเข้าสินค้า และจดทะเบียนเป็นบริษัทผู้นำเข้าสินค้าจากหน่วยงานที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ให้การรับรอง

                “จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่า ที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยมีการส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ดังนั้น หลังจากการอนุญาตให้มีการส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกไปยังฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ จะทำให้การการตกลงซื้อขายระหว่างกันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากจะทำให้มีผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ยังไม่เคยสมัครขอรับการตรวจรับรองส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์มีความสนใจ และประสงค์จะขอสมัครเพื่อส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์มากขึ้น ซึ่งทางกรมปศุสัตว์พร้อมจะให้คำแนะนำ และดำเนินการตรวจสอบเอกสารของผู้ประกอบการที่สนใจก่อนที่จะทำหนังสือเป็นทางการแจ้งไปยังประเทศฟิลิปปินส์ต่อไป” นายชวลิต กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 19 กันยายน 2557
http://www.naewna.com/local/122234

12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว ชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) จำหน่ายลูกไก่พื้นเมือง,คู่มือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm