นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
28 กรกฎาคม 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6395)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (15655 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th







แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ’ ต้นแบบการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:57:08 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
 

ก่อเกียรติ จันทร์พึ่งสุข

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่ 1,240 ไร่ และพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์เขาหินซ้อน เนื้อที่ 655 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดของศูนย์ฯ 1,895 ไร่ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นศูนย์เรียนรู้ สถาน “ศึกษา” และให้การ “พัฒนา” ไปพร้อมกันกล่าวคือ มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยและแสวงหาแนวทางหรือวิธีการพัฒนาถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเพื่อการประกอบอาชีพของราษฎรที่อาศัยอยู่ ในพื้นที่นั้นๆ ให้ราษฎรได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาทดลองได้ผลแล้วก็จะนำไปขยายผลในลักษณะ “การพัฒนา” สู่ราษฎร
ที่อาศัยอยู่บริเวณ หมู่บ้านรอบศูนย์ฯและขยายผลเป็นวงกว้างออกไป

นายก่อเกียรติ จันทร์พึ่งสุข ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีโอกาสสนองงานภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นไป ตามพระราชดำริ ที่ให้หน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาในลักษณะเป็นศูนย์รวมที่จะใช้ทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ตลอดจนแสวงหาแนวทางพัฒนาด้านต่างๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ เพื่อให้ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง เมื่อได้ผลก็จะพัฒนาขยายผลสู่ราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป

เดิมพื้นที่บริเวณที่ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มีสภาพเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เนื้อดินเป็นทราย มีการชะล้างพังทลายของดินสูง และมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีการปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ผลผลิตพืชที่ได้ต่ำเกษตรกรไม่สามารถใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกได้ จนกระทั่งเมื่อฟ้ามาโปรด คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระราชทานแนวทางไว้ 3 ด้าน คือ 1.พัฒนาให้เป็นศูนย์ ตัวอย่างด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า 
การพัฒนาที่ดิน การวางแผนปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้ามาชม ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและนำไปปฏิบัติตามได้ เพื่อพัฒนาอาชีพและพื้นที่ทำกินของตนให้เพิ่มผลผลิตมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นอาชีพเสริม 2.พัฒนาพื้นที่รอบนอกศูนย์ศึกษาฯ บริเวณลุ่มน้ำโจนให้มีความเจริญขึ้น เป็นตัวอย่างแก่การพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ต่อไป 3.ให้นำวิธีการที่ได้ผลมาแล้วถูกต้อง ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดมาดำเนินการ

ปัญญา เอี่ยมอ่อน

ด้าน นายปัญญา เอี่ยมอ่อน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้สนองพระบรมราโชบายในการบริหารจัดการองค์กรตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งอเนกประสงค์ของผู้คนในทุกด้าน โดยให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เสมือน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ คือมีทั้งสาระความรู้และสามารถเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้ในคราวเดียวกัน ที่บุคคลทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้โดยแผนแม่บทของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ปี 2555-2559 มุ่งนำองค์ความรู้ขยายสู่นอกพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์และพื้นที่อื่น เนื่องจากองค์ความรู้ที่มีการศึกษาจนตกผลึกของศูนย์มีมากมาย เมื่อมีการขยายผลสู่ชาวบ้านก็จะทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนกินดีอยู่ดี ขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้

โดยศูนย์ฯ มีการจัดหลักสูตรให้มาเรียนรู้อยู่ด้วยกัน 13 หลักสูตรหลัก เช่น การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง การเพาะเห็ด การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงกบคอนโด การปลูกมะนาวนอกฤดู วิธีการปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น ทั้งนี้ การถ่ายทอดความรู้ของศูนย์ฯ จะพิจารณาเรื่องภูมิสังคมด้วยว่า สังคมไหนเป็นอย่างไร สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศเหมาะกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดใด เพื่อให้ความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เป็นหลัก ประกอบกับดูความนิยมของตลาดและผู้สนใจที่จะเข้ามาเรียนรู้ควบคู่กันไป ซึ่งผลจากการอบรมให้กับเกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์และผู้สนใจ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนเอง จนสามารถสร้างอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนมีความสุขแบบพอเพียง

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.naewna.com/local/114376


ปรับโครงสร้างแผนเพาะปลูกฤดูแล้งเน้นบูรณาการให้สอดคล้องสถานการณ์และลักษณะแต่ละลุ่มน้ำ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:53:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

           นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ด้านการเกษตร ที่มี นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบในหลักการการปรับปรุงโครงสร้างคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดู แล้ง โดยส่วนกลางมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางในการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ขณะที่การจัดทำแผนเพาะปลูกจะบูรณาการแผนในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และลักษณะของแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถบริหารจัดการน้ำและกำกับดูแลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น

           โดยคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ประกอบด้วย 1.คณะทำงานด้านอำนวยการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง มีหน้าที่ให้คำปรึกษา วิเคราะห์แนวโน้ม สถานการณ์ กำหนดนโยบาย แนวทางการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และจัดทำแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งของประเทศ 2.คณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ มีหน้าที่จัดทำแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์และลักษณะ เฉพาะของแต่ละพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 3.คณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งนอกลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ มีหน้าที่จัดทำแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์และลักษณะ เฉพาะของแต่ละพื้นที่ นอกเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

           สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการขอเงินงบกลาง ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยจำแนกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้รับการอนุมัติตามมติ คสช.เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ได้เสนอขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติปี 2555-2557 และได้รับการอนุมัติ 10 รายการ เกษตรกร 584,005 ราย วงเงิน 5,498.986 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้สำนักงบประมาณได้อนุมัติเงินงวดให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) เบิกจ่ายงบประมาณให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติแล้ว ทั้งนี้ คาดว่า ธ.ก.ส. จะโอนเข้าบัญชีเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 สิงหาคม และ 2.กลุ่มที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯ 4 รายการ เกษตรกร 1,650 ราย วงเงินขอรับความช่วยเหลือ 12.011 ล้านบาท

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.naewna.com/local/114375


เล็งพัฒนาแก้มลิง‘หนองน้ำพล’ (อ่าน 27 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:51:55 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

           นายภาณุกิจ ดิษพึ่ง ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมดำเนินโครงการปรับปรุงหนองน้ำพล ซึ่งเป็นหนองน้ำธรรมชาติมีเนื้อที่กว่า 68 ไร่ อยู่ในเขต อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ให้เป็นแก้มลิงเต็มศักยภาพ ด้วยการขุดลอกหนอง ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อควบคุมการเก็บกักน้ำและระบายน้ำ ก่อสร้างท่อส่งน้ำเข้านาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายน้ำให้กับพื้นที่ นาที่อยู่รอบหนองน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการแก้มลิงหนองน้ำพลจำนวน 335 ราย รวมพื้นที่ทำการเกษตร 6,287 ไร่ ได้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี

           นอกจากนี้ การปรับปรุงหนองน้ำพลยังจะสามารถนำน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ปลายคูส่ง น้ำของโครงการแก้มลิงหนองสมอ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต่อเนื่องกันได้อีกด้วย และยังเป็นการดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานพระราชดำริในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ ดังกล่าว

           สำหรับสภาพของหนองน้ำพลในปัจจุบันตื้นเขินค่อนข้างมาก ไม่มีอาคารบังคับน้ำ ท่อรับน้ำเข้าคูส่งน้ำก็ยังไม่มีบานระบายควบคุม ทั้งนี้หนองน้ำพลจะรับน้ำส่วนเกินจากคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 3 (แม่น้ำบางขาม) และจากคลอง 5 วา แต่ถ้าน้ำในคลองดังกล่าว ลดระดับลง จะทำให้น้ำในหนองน้ำพลลดลงไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ดังนั้นเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวจึงได้รับความเดือดร้อนจากการขาด แคลนน้ำโดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม เกือบทุกปี

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.naewna.com/local/114374


แจงสี่เบี้ย : สถานีพัฒนาที่ดินลพบุรีช่วยเกษตรกรลดต้นทุนผลิตเพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน (2) (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:50:06 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

           ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน สถานีพัฒนาที่ดิน มีบริการคำแนะนำในการใช้ปุ๋ยพืชสด เพราะปุ๋ยพืชสดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการตัดสับหรือไถกลบลงไปใน ดินในขณะที่พืชยังเขียวสดอยู่ เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และมีบริการเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด (ปอเทือง) แจกจ่ายแก่เกษตรกรที่สนใจ ส่งเสริมให้มีการไถกลบตอซังพืชเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน และลดปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาตอซัง สนับสนุนให้มีการแจกจ่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1, 2, 3, 6, 7 รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มใช้สารอินทรีย์ ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร

           ขณะเดียวกัน ยังมีการก่อสร้างสระเก็บน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานความจุ 1,260 ลบ.ม. เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำแก่เกษตรกรไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยปี 2557 ได้ดำเนินการขุดจำนวน 340 บ่อ คิดปริมาตรกักเก็บน้ำทั้งหมดได้ 428,400 ลบ.ม. รวมถึงก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก ประจำปี 2557 โดยดำเนินการทั้งหมด 3 แห่ง 1.ก่อสร้างสระเก็บน้ำ 2.โครงการก่อสร้างฝ่ายน้ำล้นพร้อมขุดลอกคลอง 3.งานพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์

           พร้อมส่งเสริมการบูรณาการการพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินสู่เกษตรและบุคคลเป้าหมาย โดยดำเนินโครงการจัดหาและแต่งตั้งหมอดินระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 1,375 คน เป็นตัวแทนนำความรู้ที่สถานีพัฒนาที่ดินลพบุรีอบรมให้ไปถ่ายทอดแก่เกษตรใน พื้นที่ พร้อมเป็นตัวอย่างและผู้นำในการทำเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน

           กิจกรรมที่สถานีพัฒนาที่ดินลพบุรี ดำเนินการสามารถช่วยเหลือเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงจากเดิมได้ และมีเกษตรกรบางรายที่สามารถฟื้นฟูดินจนดินมี ความอุดมสมบูรณ์ จึงเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยเคมี มาเป็นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น.

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.naewna.com/local/114372


เกษตรบูรณาการ : ข้าราชการต้องมีสามัญสำนึก (อ่าน 32 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:48:26 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

           เกษตรบูรณาการสัปดาห์นี้ว่าด้วยเรื่องการติดตามงานของกระทรวงเกษตรฯตามแนว ทาง คสช. ที่สั่งให้ทางกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องและฟื้นฟูเกษตรไทย เพื่อให้มีรายได้พอเพียงที่จะยืนอยู่บนขาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นท่าทีการเอาจริงเอาจริง ของท่าน ปลัด “ชวลิต ชูขจร” ในการเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างเอาจริงเอาจังโดยเฉพาะใน เรื่องการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร เห็นแล้วอดดีใจแทนเกษตรกรไม่ ได้จริงๆ

           หลังปลัด “ชวลิต” นั่งหัวโต๊ะจี้รายกรม ให้ทำงานแบบบูรณาการทุกกรม งานนี้ได้เห็นหลายกรม เอาจริงเอาจังมากขึ้น โดย กรมวิชาการเกษตร ที่นำโดย “ดำรงค์ จิระสุทัศน์” ได้นำทีมและสั่งการให้สารวัตรเกษตร ลงลุยตรวจสอบแบบเอกซเรย์ทุกพื้นที่ที่คาดว่าจะมีเอกชนลอบผลิตปุ๋ยและยาปราบ ศัตรูพืช ที่ไม่ได้คุณภาพออกมาจำหน่าย รวมทั้งล้วงลึกเข้าไปตรวจสอบในสหกรณ์ และหน่วยงานของ ธ.ก.ส.ในทุกพื้นที่มีปัจจัยการผลิตไปวางฝากขายในหน่วยงาน เพราะแว่วว่า มีเอกชนหัวใสรวมหัวแอบปล่อยของในหน่วยงานเหล่านี้งานนี้ “ลุงดำรงค์” ย้ำเจอ ฟันไม่เลี้ยงแน่

           มาดูการทำงานของ กรมการข้าว ว่าจะบูรณาการแค่ไหนหลังจากที่เงียบมา นาน อนุมานเอาว่าคงเกิดจากท่านอธิบดี “นายชาญพิทยา ฉิมพาลี”  น้อยใจว่า รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจเพราะที่ผ่านมางบมาถึงกรมการข้าวค่อนข้างน้อย จึงเห็นการทำงานของกรมการข้าว งึกๆ งักๆ ทั้งที่ปีที่ผ่านมาปัญหาเรื่องข้าวไทย (ทุจริต) ดังไปทั่วโลก แต่กรมการข้าวกลับเงียบ แหมชั่งไม่รู้อะไรบ้างเลย กรมการข้าวเขาให้ความสำคัญจะตายไม่งั้นม็อบไม่มาปิดหรอก เงียบมานานเดี๋ยวยาว งานนี้จึงถือโอกาสโชว์กึ๋น พากระจอกข่าวไปดูการวิจัยข้าว ที่จังหวัดเชียงฮายซึ่งมีทั้งข้าวเหนียวเขี้ยวงู และข้าวญี่ปุ่น ที่กรมการข้าว มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวเชียงราย ส่งเสริมแนะแนวทางการปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการสร้างรายได้อีกทาง และมีแนวโน้มส่งเสริมปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองอีกหลายสายพันธุ์ แนวทางการส่งเสริมตามศักยภาพตามพื้นที่เพื่อให้ชาวนาแฮบปี้กันทั่วประเทศ แต่พอขากลับหลายคนถึงกับอึ้ง เมื่อคณะมารอขึ้นเครื่องที่สนามบินเชียงราย กลับมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกรมการข้าว ทำเสียอย่างไร้สามัญสำนึก เมื่อชาวบ้านชาวเมือง เขายืนเคารพธงชาติกันเป็นทิวแถวช่วง 18.00 น. แต่เขากับนั่งหน้าตาเฉย แหม..เกือบจะดีอยู่แล้วเชียว ช่างไร้สามัญสำนึกความเป็นคนไทยจริงๆ ไม่น่าเกิดมาเป็นคนไทยและมาทำงานในหน่วยงานราชการเลย

           มาถึงที่ กรมส่งเสริมการเกษตร จะบูรณาการขนาดไหนหลัง รับนโยบายจาก ปลัด “ชวลิต” แถมยัง โดนคาดโทษกลายๆ ให้ลุยส่งเสริมให้องค์ความรู้กับเกษตรกรให้ถูกที่ถูกทาง เปิดให้มีการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากเกษตรกร หากมีการร้องมาถึง คสช. โดยพื้นที่ไม่รู้โดนแน่ งานนี้ท่าน “โอฬาร พิทักษ์” หัวเรือใหญ่ จึงออกโรงเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงาน สุดท้ายก็ไม่พ้นส่งเสริมเรื่องเดิมๆ เน้นเรื่องแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรด้วยส่งเสริมเรื่องการใช้สั่งตัดปุ๋ยเหมาะ ตามพื้นที่ แหม..งานนี้ท่านคงจะฟัง คสช. ไม่ชัด เขาให้ลดต้นทุนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วคราว ย้ำ “ยั่งยืน” ครับเจ้านาย ระวังนะครับหากเดินทางมาในทางนี้อาจมีเฮเพราะแว่วว่า โครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช. ฟัน “ยิ่งลักษณ์” ร่วมทุจริต มันมีข้อมูลชัด ทุจริตทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร งานนี้ใครรับผิดชอบคิดเองขอรับ และจากนี้ไปควรจะทำอย่างไร ต้องคิดครับเพราะหลงทางมาไกล

           สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้มาดู การทำงานของกรมพัฒนาที่ดิน ที่มีท่าน “อภิชาต จงสกุล” เป็นอธิบดี งานนี้เพื่อเป็นการเดินหน้าแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรตามแนวนโยบาย ของ คสช. ก็ไม่น้อยหน้ากรมอื่นๆ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เดินหน้า ส่งเสริมผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรพระราชทาน ให้กับเกษตรกร ทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยใช้เอง ตามวิถีพอเพียง และจากนี้ไป การเดินหน้า ส่งเสริมเกษตรกร คงต้องขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกว่าเอาจริงเอาจังแค่ไหนกับการเดินหน้าช่วย เกษตรกรไทยเพราะมาจนถึงขณะนี้วันที่กองทัพจัดทัพการทำงานใหม่ให้ประเทศไทย เดินหน้า แก้ปัญหาปากท้องและความขัดแย้งต้องยอมรับว่ายังมีผู้ใหญ่หลายกรมในกระทรวง เกษตรฯยังทำงานเพื่อรอนายเก่ามาหนุนนำ...จริงไหมขอรับท่านขุน

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.naewna.com/local/114371


ฟื้นสวนส้มร้างทุ่งรังสิต... สู่แหล่งปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพดี - เกษตรทั่วไทย (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:44:03 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?ฟื้นสวนส้มร้างทุ่งรังสิต... สู่แหล่งปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพดี - เกษตรทั่วไทย?

          ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว พื้นที่ทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำสวนส้ม แต่ด้วยปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดอย่างหนัก ทำให้สวนส้มเสียหายทั้งหมด เกษตรกรจึงปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างไม่ได้นำมาทำประโยชน์กว่า 115,000 ไร่ 

           นางมัทธนา ชัยมหาวัน ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินปทุมธานี สำนักงานพัฒนา ที่ดินเขต 1 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พื้นที่ทุ่งรังสิตส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำ เนื้อดินเหนียวจัด (เหมาะกับการทำนา) สภาพดินเป็นดินเปรี้ยวจัด จึงต้องมีการปรับปรุงโดยการใส่ปูนมาร์ล แต่เมื่อมาทำสวนส้มเกษตรกรได้ทำการยกร่องสวนและปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการ ปลูกส้ม อีกทั้งพื้นที่อยู่ในเขตชลประทานจึงสามารถดึงน้ำมาขังในร่องสวนตลอดเวลาก็ ช่วยในเรื่องควบคุมไม่ให้ความเป็นกรดในดินเพิ่มขึ้น เมื่อปี 2542 สวนส้มทุ่งรังสิตประสบกับปัญหาภัยพิบัติโรคส้มร่วง เนื่องจากการทำการเกษตรแบบพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมากและใช้ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยลืมคำนึงถึงปัญหาเรื่องดินและการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ส่งผลให้โรคและแมลงระบาดทำลายผลผลิตครั้งรุนแรง จนสวนส้มเสียหายทั้งหมด เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปล่อยพื้นที่ทุ่งรังสิตทิ้งร้างเกือบทั้งหมด 

           เรียกว่าเกษตรกรสวนส้มต้องเป็นหนี้สินจากการลงทุนทำสวนส้มในครั้งนั้นเป็น จำนวนมาก บางรายต้องหันมาปลูกพืชอายุสั้น พืชผัก ข้าวโพด กล้วย เพื่อหาเงินใช้หนี้แต่ก็ประสบปัญหาราคาไม่แน่นอน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่สวนส้มร้าง ทุ่งรังสิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ทำโครงการส่งเสริมการปลูกไม้ยืน ต้นเศรษฐกิจในพื้นที่สวนส้มร้างปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ตามแนวพระราชดำริในการปลูกพืชพลังงานทดแทน

           เนื่องจากพื้นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิตมีความเหมาะสมกับการปลูกปาล์มน้ำมันใน ระดับหนึ่ง เพราะมีการยกร่องสวนไว้แล้ว อีกทั้งยังอยู่ในเขตชลประทานสามารถดึงน้ำมาขังในร่องสวนได้ตลอดเวลาเพราะ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ต้องมีการจัดการดินเปรี้ยวจัดเพื่อให้สามารถนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถานีพัฒนาที่ดินปทุมธานีได้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วม โครงการปรับปรุงสวนส้มร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่เรื่องพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ประมาณไร่ละ 22 ต้น วัสดุปูนโดโลไมท์รองก้นหลุมเพื่อปรับปรุงดินเปรี้ยว หินฟอสเฟต ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ตลอดจนถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการจัดการดินและปุ๋ย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

           “โครงการนี้ทำมาตั้งแต่ปี 2553 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สามารถปรับปรุงพื้นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิตพัฒนาสู่การปลูกปาล์มน้ำมัน คุณภาพได้แล้ว 3,660 ไร่ เกษตรกร จำนวน 227 ราย ซึ่งยังเหลือพื้นที่อีกจำนวนมากที่ต้องได้รับการปรับปรุงฟื้นฟู แต่ก็มีเกษตรกรที่พอจะมีทุนนำแนวทางที่กรมพัฒนาที่ดินถ่ายทอดไปดำเนินการเอง ก็มี จนพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในทุ่งรังสิตขยายเพิ่มขึ้นกว่า 20,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม ผลจากการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ สามารถจัดการพื้นที่เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ และทำการเกษตรอย่างยั่งยืน มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะปาล์มน้ำมันที่นี่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4-5 ตัน/ไร่ บางรายสามารถทำผลผลิตสูงถึง 6 ตัน/ไร่ อีกทั้งยังจำหน่ายผลผลิตได้เดือนละ 2 หน เป็นรายได้ที่มั่นคงสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนตามแนว เศรษฐกิจพอเพียง” นางมัทธนา กล่าว

           ขณะที่ นายสมร แตงอ่อน เกษตรกร ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า เขาได้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 18 ไร่ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ทำสวนส้มตามคนจีนที่อพยพมาจากดำเนินสะดวก เพราะเห็นเขาปลูกส้มแล้วรวย แต่ทำไมเราปลูกตามเขาไม่รวยแถมปลูกได้ประมาณ 6-7 ปี ก็เจอปัญหาโรคส้มร่วงเสียหายหมด ทุนที่ลงไปก็ยังไม่ได้คืนต้องเป็นหนี้ ธ.ก.ส. อีก 

           จากนั้น ก็หันมาปลูกพืชผักส่งขายต่างประเทศ เช่น มะระโกยา ปอกระเจา ถั่วญี่ปุ่น ทำอยู่ประมาณ 2 ปี ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับการตีคืนสินค้าจากบริษัทผู้รับซื้อ อย่างเราส่งไป 1,000 กก. เขาก็รับซื้อแค่ 700-800 กก. รู้สึกว่ารายได้ไม่ค่อยดี จนกระทั่งกรมพัฒนาที่ดินมีโครงการฟื้นฟูสวนส้มร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันจึง เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งได้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 10 ไร่ ปัจจุบันสามารถขายผลผลิตปาล์มมีรายได้ที่มั่นคงแล้ว เพราะปาล์มน้ำมันที่นี่ได้ผลผลิตสูงกว่าทางภาคใต้ อย่างสวนของนายสมร ปีแรกก็ให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 ตัน จากนั้นก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ปัจจุบันก็ได้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 6-7 ตัน/ไร่ ซึ่งที่นี่ส่งผลผลิตไปที่สหกรณ์บึงชำอ้อ ปัจจุบันได้ราคา กก.ละ 4 บาท แม้ว่าเขาจะมองว่าถ้าได้ราคาปาล์มน้ำมันที่ กก.ละ 5 บาท ถึงจะเหมาะสมและเกษตรกรอยู่ได้ แต่เมื่อเราไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตได้ ก็ต้องหาทางลดต้นทุนการผลิต ทางหนึ่งคือพึ่งพาตนเองและแรงงานในครัวเรือนให้ได้มากที่สุด ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้า ดูแลต้นปาล์มเอง ซึ่งดีอย่างที่ปาล์มน้ำมันจะมีต้นทุนไม่สูงนัก ใส่ปุ๋ย 3 เดือนครั้ง ปุ๋ยอินทรีย์ปีละครั้ง ส่วนแรงงานตัดปาล์มก็จะจ้างแค่คนเดียว ครั้งละ 2 วัน ๆ ละ 500 บาท แต่เมื่อเทียบกับรายได้ที่ขายปาล์มได้เดือนละ 2 ครั้ง ๆ ละ ประมาณ 20,000 บาท เดือนหนึ่งก็ได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท นับเป็นรายได้ที่สูงพอสมควร นี่ยังไม่รวมกับที่ตนเลี้ยงปลาในร่องสวน ปลูกพืชผักแซมสวนปาล์ม และไม้ยืนต้นทั้งไม้ยางนา ตะเคียน พะยูง ที่สามารถสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

           ...ที่สำคัญการทำสวนปาล์มน้ำมันไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดโรคแมลงเหมือนสวนส้ม ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีเวลาเหลือให้กับครอบครัวและการทำงานเพื่อสังคมอีกด้วย.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/255286/%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95...+%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B8%B5+-+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2



หญ้าคา - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 37 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:41:45 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร
?หญ้าคา - เรื่องน่ารู้?

          ชื่อก็บ่งบอกว่าเป็นพืชพวกหญ้า นอกจากแพร่พันธุ์โดยเมล็ดแล้ว ยังแพร่พันธุ์โดยลำต้นใต้ดิน ที่งอกลามไปแล้วเจริญเป็นต้นใหม่อีก เป็นพืชชอบแดด และทนทานมาก เผาก็ไม่ตายและดูเหมือนว่าไฟจะไปช่วยกระตุ้นให้มันงอกมากขึ้น และออกดอกแพร่พันธุ์มากขึ้นไปอีก จึงกลายเป็นวัชพืชที่ขึ้นลุกลามไปตามไร่และปราบได้ยากชนิดหนึ่ง  แต่มี สรรพคุณทางยา คือ ช่อดอก รสชุ่ม สุขุม ใช้ห้ามเลือด แก้ปวด อาเจียนเป็นเลือด บาดแผลจากของมีคมขน (ดอกแก่) รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ ใช้ห้ามเลือดกำเดาออก ปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด ใช้สด แก้แผลบวมอักเสบ ฝีมีหนอง ราก รสชุ่มเย็น ใช้ห้ามเลือด ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ไอ กระหายน้ำ อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาออก ความดันเลือดสูง ปัสสาวะเป็นเลือด หนองในปัสสาวะขัด บวมน้ำ ดีซ่าน ประจำเดือนมามากเกินไป (ข้อมูลจากนิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ : 18).

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/255284/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2+-+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89

สนองพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพฯ ปลูกข้าวด้วยวิธีนาดำ-เสริมช่องทางตลาด (อ่าน 11 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:40:12 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?สนองพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพฯ ปลูกข้าวด้วยวิธีนาดำ-เสริมช่องทางตลาด?

          นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า ตามที่ได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่บ้านอ่าวเคียน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ทรงมีรับสั่งถึงการพัฒนาการเกษตรแก่ราษฎรในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปาก พนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ 1. การผลิตข้าวของจังหวัดนครศรีธรรมราช 2. เรื่องพันธุ์ข้าว 3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ 4. โรงสีชุมชน ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งเข้าไปพัฒนา และเสริมองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้แนวพระราชดำรัสในการดำเนินงาน

          สำหรับแนวทางการพัฒนาทั้ง 4 ด้านที่ได้ทรงห่วงใยราษฎรในการทำการเกษตรในพื้นที่โครงการปากพนังฯ และมีพระราชดำรัสเป็นพิเศษที่กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้าไปดำเนินการ ได้แก่ 1. การพัฒนาการผลิตข้าวให้จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งผลิตข้าวใหญ่ในภาคใต้  สร้างศูนย์ข้าวชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และพัฒนาไปสู่มาตรฐาน GAP มากที่สุด รวมถึงพืชอื่น ๆ ด้วย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง ปลา และปศุสัตว์ เป็นต้น โดยให้มีเจ้าหน้าที่ในการตรวจแปลงนา เพื่อให้สามารถผลิตข้าวได้จำนวนมาก โดยให้สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่าน เป็นตัวอย่างที่ดีในการผลิตและจัดการเรื่องข้าว รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำนาดำมากกว่านาโยนที่ให้ผลผลิตดีกว่า และสนับสนุนในเรื่องเครื่องปักดำนา เพื่อลดการใช้แรงงานในการดำนาลง 2. การเพิ่มการผลิตพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการและมีคุณภาพ และส่งเสริมการอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง 3. การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจมีการติดชื่อแหล่งผลิตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรด้วย ซึ่งร้านภูฟ้าสามารถเข้ามาช่วยส่งเสริมเรื่องการตลาดได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ของหน่วยงานในสังกัด      กระทรวงเกษตรฯ เข้ามาต่อยอดให้แก่เกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น เช่น เครื่องบรรจุภัณฑ์ระบบสุญญากาศ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบรรจุภัณฑ์ข้าวหรือผลิตผลให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น หรือ การต่อยอดใช้เครื่องฆ่ามอด ของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกร และ 4. การบริหารโรงสีชุมชน ให้เหมาะสมและเพียงพอ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/255283/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AF+%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B3-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94


‘ผักกระเฉด’...รอบพื้นที่สุวรรณภูมิ - บอกกล่าวเล่าขาน (อ่าน 40 ครั้ง)
วันที่: 28 ก.ค. 2557, 7:38:14 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?‘ผักกระเฉด’...รอบพื้นที่สุวรรณภูมิ - บอกกล่าวเล่าขาน?

          ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับพืชเล็ก ๆ ที่มีแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ใกล้ ๆ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พืชเล็กที่ไม่ธรรมดาชนิดนั้นคือ “ผักกระเฉด”...เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับผู้ไม่รู้เช่นผู้เขียนที่แหล่งปลูกผัก กระเฉดแหล่งใหญ่ของประเทศอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร นั่นคือ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ อำเภอบางพลี อาณาบริเวณรอบ ๆ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั่นเอง พื้นที่ปลูกผักกระเฉดทั้งจังหวัดรวม 1,202 ไร่ ผลผลิตรวม 11,693 ตัน มูลค่าสูงถึง 94 ล้านบาท (ปี 2556) โดยปลูกในเขตอำเภอบางพลีและอำเภอบางเสาธง จำนวนเกษตรกรทั้งสิ้น 204 ราย (คิดเล่น ๆ เกษตรกรแต่ละรายทำรายได้จากการปลูกผักกระเฉดขายอย่างเดียวไม่ต่ำกว่าปีละ 4.5 แสนบาท สูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการชั้นผู้น้อยทั้งปีเลยทีเดียว)

           ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปสนทนาแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรนักปลูกผักกระเฉดที่อำเภอบาง พลี ด้วยความร่วมมืออย่างดีจาก คุณชุติมา เชาว์ช่างเหล็ก นักส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงาน เกษตรอำเภอบางพลี สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ เกษตรกรท่านนั้นคือ คุณสำรวย จุ้ยนิยม อยู่ที่หมู่ 10 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าวและสายลมอันเงียบสงบ

           การปลูกผักกระเฉดของคุณสำรวย จะใช้พันธุ์จากแหล่งปลูกในพื้นที่ทั้งแปลงเดิมของตนเองและแปลงของเกษตรกรราย อื่น ด้วยการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะดี คือ เป็นต้นที่มีข้อปล้องยาวและกรรเชียง  (กิ่งแขนง) แผ่สม่ำเสมอ และสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่หากเป็นฤดูหนาวอากาศเย็นการเจริญเติบโตและการยืดข้อปล้องของผักกระเฉดจะ น้อยกว่าฤดูอื่น

           การเตรียมพื้นที่ปลูก หากเป็นพื้นที่ใหม่จะไถเตรียมดินให้หน้าดินเป็นดินเลน แต่ถ้าเป็นบ่อเลี้ยงปลา จะใช้วิธีการไถย่ำให้หน้าดินเป็นเลน ระยะปลูก 30x30 เซนติเมตร ปลูกจำนวน 2 ต้นต่อหลุม ใช้วิธีการปักดำในน้ำ ระดับน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร โดยปล่อยน้ำขังแปลงประมาณ 1-3 วัน จากนั้นระบายน้ำออกให้แห้ง โรยปูนขาวในอัตรา 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อลดความเป็น กรดของดิน ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้รากเจริญเติบโตและแตกยอดอ่อน หลังจากนั้นระบายน้ำเข้าแปลงให้ได้ความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร โดยเพิ่มระดับน้ำไปเรื่อย ๆ ตามระดับการเจริญเติบโตของผักกระเฉดใช้เวลาประมาณ 7 วัน จนได้ระดับน้ำที่ 80 เซนติเมตร จึงรักษาระดับน้ำไว้ที่ระดับดังกล่าว ในช่วงที่ระบายน้ำเข้าตอนผักกระเฉดอายุ 2 สัปดาห์จะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย ในอัตราความเข้มข้น 200 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร 

           เมื่อผักกระเฉดอายุประมาณ  20-25 วัน คุณสำรวยจะปล่อยแหนลงในแปลงปลูก โดยเชื่อว่าแหนจะไปช่วยให้เกิดนม ฟอกนมให้ยาว และทำให้เกิดกรรเชียง รวมทั้งลดปริมาณไส้เดือนกินผัก และเกิดพังผืด เพิ่มออกซิเจนในน้ำ ป้องกันแสงแดดส่องลงไปในน้ำมากเกินไปซึ่งช่วยให้ไม่เกิดตะไคร่สีเหลือง และทำให้น้ำใส ช่วงอายุดังกล่าวจะมีการใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ สูตร 18-12-6 ในอัตรา 25-35 กิโลกรัมต่อไร่ และพ่นสารเคมี โดยใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมรวมกันและฉีดพ่นไปในคราวเดียวกัน ในอัตราน้ำ 20 ลิตร ต่อสารเคมีและฮอร์โมนต่าง ๆ คือ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต 200 ซีซี ฮอร์โมนเร่งยอด 60-80 ซีซี จุลินทรีย์ป้องกันหนอนม้วนใบ 200 ซีซี สารผงทำให้แตกกรรเชียง 200 ซีซี และสารเคมีป้องกันเชื้อรา 30 ซีซี โดยโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญคือ หนอนกระทู้ โรคใบร่วงจากเชื้อรา และโรคเน่าจากเชื้อรา ทั้งนี้ หากเกิดฝนตกหนัก จะทำให้นมแตก ลำต้นดำช้ำไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

           สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อผักกระเฉดอายุประมาณ 30-45 วัน จนกระทั่งอายุประมาณ 80 วัน โดยเว้นช่วงการเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 วัน ในแต่ละรอบ จึงจะรื้อปลูกใหม่ ช่วงการปลูกดังกล่าวในอดีตจะสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 10-13 ครั้ง หากเมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ จำนวนรอบของการเก็บเกี่ยวเหลือเพียง 4-6 ครั้ง สูงสุดไม่เกิน 8 ครั้ง คุณสำรวยเล่าอย่างติดตลกว่า สงสัยผักกระเฉดตกใจเสียงเครื่องบิน โดยใน 1 ปี สามารถปลูกผักกระเฉดได้ประมาณ 4 รอบ และสามารถเลี้ยงปลาสลิดในแปลงผักกระเฉด  ได้ด้วย

           วิธีการเก็บผลผลิตของเกษตรกรในจังหวัดสมุทรปราการ มี 2 ลักษณะ คือ เก็บเป็นผักสั้น ความยาวประมาณ 70 เซนติเมตร โดยมัดรวมเป็นกำ กำหนึ่งประมาณ 10-11 ยอด รวมให้ได้ 10 กำ จึงจัดใส่ในถุงพลาสติกใส พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 125 ถุง ราคาขายส่งอยู่ที่ถุงละประมาณ 50 บาท สำหรับการเก็บครั้งที่ 1-3 ส่วนการเก็บครั้งที่ 4-6 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 บาท แต่ถ้าหากเป็นฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ราคาผลผลิตเฉลี่ยจะขยับสูงขึ้นที่ราคาถุงละ 70-80 บาท 

           ลักษณะที่ 2 คือ การเก็บผักฟ่อน ความยาวของผักกระเฉดประมาณ 1 เมตร นำมามัดรวมเป็นกำ โดย 1 กำ มีจำนวน 8 ยอด จากนั้นนำผักกระเฉดจำนวน 25 กำ มามัดรวมเป็น 1 ฟ่อน ราคารับซื้ออยู่ที่ถุงละ 170-180 บาท ต่อถุงตลาดหลักของผักกระเฉดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ คือ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดจังหวัดชลบุรี โดยพ่อค้าคนกลางมารับซื้อโดยตรงจากเกษตรกรถึงแปลงผลิต อย่างไรก็ตาม คุณสำรวยเล่าว่า บางทีอาจจะเลิกอาชีพปลูกผักกระเฉด เพราะมีปัญหาเรื่องที่ดิน เนื่องจากที่ดินบริเวณนั้น เกษตรกรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทหรือนายทุนรายใหญ่ ซึ่งซื้อไว้เพื่อทำธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม 

           ...ในอนาคตไม่แน่ว่าแปลงผักกระเฉดและบ่อปลาสลิดจะยังคงหลงเหลืออยู่ใน พื้นที่ดังกล่าวได้หรือไม่ เมื่อราคาที่ดินในย่านนั้นถีบตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แรงจูงใจในการขายที่ดินที่ทำการเกษตรทิ้งก็เป็นไปได้สูง.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2557

http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture/255280/%E2%80%98%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%94%E2%80%99...%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4+-+%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%99


เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือภัยพิบัติชดเชยเกษตรกร5.3แสนราย/ไม่เกิน8สค.ได้รับครบ (อ่าน 20 ครั้ง)
วันที่: 25 ก.ค. 2557, 7:27:19 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

           เกษตรฯ เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2555–2557 ตั้งเป้าโอนเงินผ่านบัญชี ธ.ก.ส.ให้เกษตรกรกว่า 5.3 แสนราย แล้วเสร็จทั้งหมด ภายใน 8 สิงหาคมนี้

           นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 อนุมัติเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในกรอบวงเงินรวม 5,498.986 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยด้านการเกษตร ปี 2555-2557 ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย พิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 จำนวน 68 จังหวัด รวม 10 ภัย ได้แก่ อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง วาตภัย ภัยฝนทิ้งช่วง ศัตรูพืชระบาด อัคคีภัย ภัยหนาว ภัยพายุและคลื่นลมแรง เกษตรกรรวม 584,005 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช เกษตรกร 530,989 ราย วงเงิน 5,099.546 ล้านบาท พื้นที่ได้รับความเสียหาย 4,448,048 ไร่ รวม 60 จังหวัด โดยให้การช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ดังนี้ ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท ด้านประมง เกษตรกร 43,590 ราย วงเงิน 368.760 ล้านบาท พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย แบ่งเป็น เรือประมงจำนวน 33 ลำ เกษตรกร 33 ราย ในพื้นที่ 11 จังหวัด และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย เกษตรกรจำนวน 43,557 ราย ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 9,426 ราย วงเงิน 30.681 ล้านบาท พื้นที่ได้รับความเสียหาย 24 จังหวัด แบ่งเป็น สัตว์ตาย/สูญหาย 516,835 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหาย 467.3 ไร่ นั้น

           ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กค. 2557 ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณอนุมัติเงินประจำงวดให้แก่ธกส.สำนักงานใหญ่เรียบร้อยแล้ว โดยธ.ก.ส. ส่วนกลางได้โอนเงินตามจำนวนที่เกษตรได้รับความช่วยเหลือโดยแยกเป็นราย จังหวัด ให้ ธ.ก.ส.จังหวัด เพื่อให้ธ.ก.ส. จังหวัดโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตามแผนการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2555 - 2557 แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1. สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนกรกฎาคม 2557 เกษตรกรจำนวน 200,000 ราย วงเงิน 1,800 ล้านบาท 2.สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนสิงหาคม 2557 ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรจำนวน 200,000 ราย วงเงิน 1,800 ล้านบาท 3.สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม 2557 เข้าบัญชีเกษตรกรจำนวน 184,005 ราย วงเงิน 1.898.987 ล้านบาท ดังนั้น คาดว่า ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรผู้ประสบภัยได้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2557 รวมเกษตรกร 584,005 ราย วงเงิน 5,498.987 ล้านบาท

           สำหรับคุณสมบัติเกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือ เป็นเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก. 01) กับหน่วยงานที่กำกับดูแลแต่ละด้านของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัย พิบัติแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง ได้ประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตรวจสอบรายชื่อการขึ้นทะเบียนของเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือให้ ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและโปร่งใสเป็นไปหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ ประสบภัยธรรมชาติของทางราชการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2557

http://www.naewna.com/local/114078

12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว ชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) จำหน่ายลูกไก่พื้นเมือง,คู่มือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm