นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
23 พฤษภาคม 2558


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6953)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (17835 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com




zzz


หมวดหมู่: ข่าวเกษตร หมวดหมู่ย่อย: การเกษตร
12345678910...>>
 
รายงานพิเศษ : การผลิตข้าวอินทรีย์ด้วยปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรพด. (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:46:22 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

การเกษตรของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามุ่งเน้นไปเชิงพาณิชย์เป็นหลัก ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมากขึ้นทุกปี เพื่อรักษาปริมาณผลผลิตให้ได้มากขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรดิน ระบบนิเวศการเกษตรเสื่อมโทรมลง รวมทั้ งเกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตของเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิต ตลอดจนผู้บริโภค ดังนั้น ในเมื่อสถานการณ์ปัจจุบันที่ปุ๋ยเคมีปรับราคาสูงขึ้นมากจนกระทบต้นทุนการผลิตของเกษตรกร กรมพัฒนาที่ดิน จึงเล็งเห็นว่าการพลิกฟื้นเกษตรอินทรีย์ โดยการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เองจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ นางอุษา ศรีใส ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย ซึ่งการผลิตข้าวในรูปของข้าวอินทรีย์ เริ่มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความรู้สึกห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคที่มากขึ้น ประกอบกับสินค้าเกษตรอินทรีย์มักมีราคาสูง

และคุ้มค่ากับการลงทุนของเกษตรกร ซึ่งการปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวโดยทั่วไปให้เป็นการผลิตข้าวอินทรีย์ แนวทางหนึ่งคือการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งสามารถผลิตได้ในท้องถิ่น โดยการนำวัสดุที่สามารถให้ธาตุอาหารสูงมาใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ได้แก่ ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มาปรับปรุงสมบัติของดิน ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ปุ๋ยเคมีราคาแพง ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำโครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ในพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมพัฒนาเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการพัฒนาการผลิตสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ สำหรับการปลูกข้าวอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการผลิตข้าวอินทรีย์นั้นต้องหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี โดยมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงทดแทนในนาข้าวเพื่อเพิ่มธาตุอาหารพืชในดินทั้งนี้ ได้มีการทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การผลิตข้าวอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงเพื่อศึกษาการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงในการปลูกข้าวอินทรีย์ต่อการเจริญเติบโต ผลผลิตข้าว และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยดำเนินการ ณ บ้านควนกุฎตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จำนวน 115 ไร่ 2 งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบ ดินเป็นดินร่วนปนดินเหนียว

สีน้ำตาล เป็นกรดแก่ ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมต่ำ ตั้งแต่ เดือนธันวาคม 2552 ถึงพฤษภาคม 2554 ซึ่งประกอบด้วยการทดลอง 3 แบบ ได้แก่ 1.ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อัตรา 200 กก./ไร่ ในนาหว่าน 2.ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อัตรา 300 กก./ไร่ ในนาหว่าน 3.ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อัตรา 200 กก./ไร่ ในนาดำจากผลการทดลองพบว่า ข้าวนาหว่านใส่ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงในอัตรา 300 กก./ไร่ มีแนวโน้มให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 775 กก./ไร่ ส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 200 กก.ต่อไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำสุด 670 กก./ไร่ ที่สำคัญพบว่าการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 200 กก./ไร่ ปลูกแบบนาดำสามารถให้ผลผลิตสูงกว่านาหว่าน เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.22% อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำนาแบบนาดำจะให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าการทำนาหว่าน แต่มีต้นทุนค่าแรงงานในการปักดำ ทำให้การทำนาดำให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำกว่านาหว่าน เมื่อใช้อัตราปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง 200 กก./ไร่ เท่ากัน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงในนาข้าวควรกระทำเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี เนื่องจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีแนวโน้มให้ผลดีเมื่อใช้เวลานานกว่า 1 ปี ดังนั้น หากมองในแง่ความคุ้มค่าต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจของเกษตรกร แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงอัตรา 200 กก./ไร่ ปลูกแบบนาหว่าน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการธาตุอาหารพืช สามารถลดความเสี่ยงในแง่การลงทุนสูงแต่ราคาผลผลิตในท้องตลาดผันผวนต่ำลงได้ ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันเป็นอย่างดี เกษตรกรที่กำลังมองหาหนทางในการปรับเปลี่ยนการผลิต จากการพึ่งพาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้าไปเยี่ยมชมจุดเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือติดต่อได้ที่หมอดินอาสาในละแวกบ้าน ซึ่งนอกจากจะได้รับข้อมูลแล้วกรมพัฒนาที่ดินยังพร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลิวส์ฉบับวันที่ 22พฤษภาคม 2558  http://www.naewna.com/local/159213


เตือนสภาพอากาศแปรปรวน หมั่นตรวจสุขภาพ‘สัตว์ปีก’ (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:44:37 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้อากาศแปรปรวน ในช่วงเวลากลางวันมีอากาศร้อนจัด และในบางวันมีฝนตกในหลายพื้นที่ของประเทศ อาจทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียดได้ ส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายของสัตว์ปีกต่ำ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และสามารถแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ปีก เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคอหิวาต์สัตว์ปีก และโรคระบาดสัตว์ปีกอื่นๆ เกษตรกรจึงควรหมั่นสังเกตอาการ และเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เกษตรกรควรเตรียมรับมือ หมั่นสังเกตสุขภาพของสัตว์ปีก ควรเสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่อยู่ของสัตว์ปีกให้เหมาะสม เช่น อย่าให้ลมโกรก ให้อยู่ในที่อุณหภูมิพอเหมาะ จัดให้มีเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกที่มีรั้วปิดมิดชิด สามารถนอนในตอนกลางคืน สามารถป้องกันแดด ฝน ลมและพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ และต้องใช้หลักความปลอดภัยทางชีวภาพ(Biosecurity) ในการป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์ม เช่น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค การควบคุมคนหรือยานพาหนะเข้า-ออก หากเกษตรกรพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ สัตว์ปีกมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาการทางระบบประสาท เช่น คอบิด ชักเกร็ง รวมทั้งอาการอื่นๆ เช่น ท้องเสีย ขนยุ่ง ซึม ให้รีบแจ้งอาสาปศุสัตว์ หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบ สอบสวนโรค และควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายออกไปได้อย่างทันท่วงที อย่านำสัตว์ปีกไปประกอบอาหารหรือโยนทิ้งน้ำ ให้ทำการฝังหรือเผาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ โทร. 0-9630-11946 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลิวส์ฉบับวันที่ 22พฤษภาคม 2558  http://www.naewna.com/local/159196


ขยับเวลาส่งน้ำเขื่อนนเรศวร เร็วขึ้น1เดือนรับชาวนาเลื่อนเวลาปลูกข้าวหนีน้ำท่วม (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:43:23 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มองเห็นความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางตอนบน บริเวณลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านตอนกลาง ในเขตของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม น่าน ที่มักจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม หรือบางปีหากมีการเลื่อนการเพาะปลูก ก็อาจจะเก็บเกี่ยวในเดือนกันยายน ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมากจากสภาวะน้ำท่วมขัง กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการปรับระยะเวลาการทำนาปีในพื้นที่ดังกล่าวให้เร็วขึ้นอีก 1 เดือน ตามความต้องการของเกษตรกร จากเดิมที่เริ่มทำการเพาะปลูกในเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนเมษายน เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยในเดือนกรกฎาคมก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้ดำเนินการ โดยได้เริ่มส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 เป็นต้นมา นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ส่งน้ำของทั้ง 2 โครงการเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำโดยธรรมชาติและไม่มีคันปิดกั้น เมื่อถึงช่วงฤดูน้ำหลากประมาณเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป มักจะเกิดน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำเกือบทุกปี สร้างความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม และผลผลิตด้านการเกษตร ตลอดจนความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นอย่างมาก จึงได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับเกษตรกรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนได้ข้อสรุปว่าต้องปรับระยะเวลาการปลูกพืชในพื้นที่ให้เร็วขึ้น เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะเป็นแก้มลิงตามธรรมชาติ จึงจะต้องให้เกษตรกรทำนาปีก่อนพื้นที่อื่น เพื่อให้

เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในเดือนกรกฎาคมก่อนจะถูกน้ำท่วมขัง

ด้าน ม.ล.อนุมาศ ทองแถม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคกลางตอนบน คือ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ว่า ขณะนี้สภาพน้ำท่าในลำน้ำปิง ยม และน่าน มีปริมาณน้ำเฉลี่ยราวร้อยละ 15 ของลำน้ำ ซึ่งน้อยกว่าแผนที่วางไว้ ส่วนปริมาณน้ำต้นทุนที่มาจาก 3 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,140 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 8 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,612 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 17 ของปริมาณการกักเก็บ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำใช้การ 179 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณการกักเก็บ

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลิวส์ฉบับวันที่ 22พฤษภาคม 2558  http://www.naewna.com/local/159192


เลาะรั้วเกษตร : มันต้องมีที่มา (อ่าน 6 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:41:15 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

มันคงไม่ใช่เรื่องที่ปกติที่อยู่ๆ  ก็มีข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10  ครั้งใหญ่ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกมาต่อเนื่องถึง 2 สัปดาห์ แม้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีการข่าวว่า มีการแต่งตั้งโยกย้าย ในส่วนกรม ที่ทำงานไม่เข้าตา นายปีติพงศ์  พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯถึง 5 กรมด้วยกันมาแล้ว แต่สุดท้ายก็มีแค่ 2 ตำแหน่งของผู้ตรวจราชการ ที่รอกันมาเป็นชาติ จากตำแหน่งที่ว่างลง จากการคัดสรรเอาม้าแกลบที่นักการเมืองสายเก่าหยิบมาฟอกตัวก่อนเอาไว้ ยกขึ้นแท่นตำแหน่งอธิบดี เพื่อลากเลื่อนตามแนวทางที่นักการเมืองสายเก่าที่ครอบครองกระทรวงเกษตรฯวางไว้มาช้านาน เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา  ก่อนหน้านี้มีการพูดกันหนาหู ในหมู่ข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯว่า ตั้งแต่ทำงานมาหลายเดือนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯที่ชื่อ ปีติพงศ์ที่ข้าราชการหวังพึ่งพาว่าจะเข้ามาแก้ปัญหา ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯทั้งหมด ทั้งเรื่องระบบการบริหารในกระทรวงเกษตรฯ ที่ถูกฝังรากหยั่งลึกจากนักการเมืองที่วางหมากเอาไว้ให้มีการสืบทอดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะผู้บริหารหลายคนล้วนได้ตำแหน่งมาจากทั้งพี่ช่วย เพื่อนช่วย และพ่อช่วยแทบทั้งสิ้น งานนี้จำเป็นต้องตอบแทนแบบถวายหัว ที่สำคัญว่ากันว่า ขบวนการคัดเลือก แม้ไม่มีนักการเมืองใหญ่มาคอยสั่งการให้โยกย้าย แต่ขบวนการคัดสรรยังเป็นคนกลุ่มเดิมๆ เพียงแต่จากขบวนการเดิมที่เป็นนักการเมืองสั่งข้าราชการวันนี้ นักการเมืองไม่มีมาสั่งการ จึงถึงคราวข้าราชการที่เคยทำงานให้หลงจู๊ วันนี้มันถือโอกาสมาตั้งโต๊ะทำกันเอง ชั่งน่าสงสารข้าราชการ ที่ตั้งใจทำงานในกระทรวงเกษตรฯสิ้นดี  วันนี้ต้องบอกว่าจากความหวังที่ข้าราชการหวังจะให้ ปีติพงศ์เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องร้ายๆ ในกระทรวงเกษตรฯ แทบมองไม่เห็นทาง เพราะดูจากเรื่องการวางตัวบุคคลเข้ามาทำงานดูเหมือนว่า ยังยึดติดแนวทางเดิมๆ ที่วางกันไว้ โดยว่ากันว่าระบบเดิมที่วางไว้ เป็นระบบการคารวะ 2 จอก โดยจอกแรก ถ้าเห็นว่า ใครมีหน่วยก้านดี น่ามีประโยชน์น่าจะทำอะไรได้ นักการเมืองสายเก่า ก็จะมีการโยกย้ายจากกรมเข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการ รอฟอกตัว และจอกที่ 2 ก็มาคารวะกันอีกที เมื่อไปนั่งในตำแหน่งเก้าอี้อธิบดี โดยจอกที่ 2 ใหญ่กว่าจอกแรกพอสมควร เพราะจะได้ดื่มกันเยอะๆ มันถึงเห็นงานการพัฒนากระทรวงเกษตรฯอืดเป็นเรือเกลือ คราวนี้แจ่มแจ้งกันหรือยังว่าทำไม งานที่ท่านๆสั่งไปมันไม่คืบหน้า เพราะคนทำงานเขาระอา ว่ากันว่า สุดท้ายก็มีแต่คนของนายใหญ่ได้ดีทั้งหมด แล้วใครจะมีกำลังใจทำงานกันหละครับเจ้านาย

การที่มีข่าวออกว่าจะมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ออกมา  บอกตรงๆว่า มันต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่นักข่าวไปเขียนกันเอง อย่าทำเป็นงง การที่ท่านรัฐมนตรีจะปฏิเสธว่าไม่เคยให้ข่าวเรื่องโยกย้ายอาจจะจริงว่าท่านไม่เคยบอกกับนักข่าวแต่ที่สำคัญอย่าลืมว่า ท่านบ่นกับคนหลายคนว่า งานกระทรวงเกษตรฯ มันเดินหน้าไม่ไหว สั่งอะไรไปก็ไม่เข้าใจ ที่สำคัญท่านถึงกับบอกคนใกล้ชิดว่า ทำไมมันถึงได้มีแนวคิดให้ผู้ตรวจราชการ ไปเป็นอธิบดี ทั้งที่รองอธิบดีก็สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีได้ เพราะสมัยที่ท่านเคยเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่เห็นต้องทำอย่างนี้ และไม่ผิดกฎก.พ. ที่สำคัญ หลายคนที่เป็นรองอธิบดีถือเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ไหนบอกว่าจะเข้ามารื้อระบบนักการเมืองสายเก่าวางไว้ เพื่อให้งานด้านการพัฒนากระทรวงเดินหน้าไปได้ วันนี้มันถึงคราวต้องวัดใจทำให้คนกระทรวงเกษตรฯ เห็นสักครั้งว่าท่านเป็น ปีติพงศ์ที่คนกระทรวงเกษตรฯพึ่งหวังได้ เผื่อจะได้มีคนยืนเรียงแถวมอบดอกไม้ให้วันที่ท่านก้าวออกไปจากกระทรวงเกษตรฯ อยากเห็นจริงๆ ช่วยทีเถอะครับ เผื่อกระทรวงเกษตรฯ จะสูงขึ้นเกษตรกรไทยจะได้ลืมตาอ้าปากได้เสียที อย่าลืมว่าวันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ทุกคนหวัง อย่าให้ความหวังจบไปพร้อมกับท่านเลยข้าน้อยขอคารวะจริงๆ

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22 พฤษภาคม25558  http://www.naewna.com/local/159187

 

 

 


หมู่บ้านตัวอย่างปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่น ประดับประเทศปี57 (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:38:51 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพด้านหม่อนเลี้ยงไหมทั้งระบบ เพื่อมุ่งผลักดันให้เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมประสบความสำเร็จ มีรายได้ สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการอนุรักษ์ สืบสานอาชีพด้านหม่อนไหม จึงจัดให้มีการประกวดหมู่บ้านตัวอย่างปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2557 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา รวมทั้งมุ่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร และปลุกจิตสำนึกให้เกิดการเรียนรู้ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมมากยิ่งขึ้น สำหรับผลการประกวดฯ หมู่บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศ คือ ชุมชนหัวสะพานตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน คือ บ้านน้อย หมู่ที่ 3 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 5 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 13 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 14 และบ้านหัวสะพานใหม่ หมู่ที่ 18 การพัฒนาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ของชุมชนหัวสะพาน เริ่มขึ้นเมื่อปี 2412 มีราษฎรย้ายถิ่นฐานมาจาก บ้านมะกอก บ้านเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตั้งแต่เดิมโดยทำการเลี้ยงไหมเพื่อทอผ้าไว้สวมใส่ในงานบุญประเพณีที่สำคัญของหมู่บ้าน และจำหน่ายบ้างเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งในปี 2535 ศูนย์ขยายพันธุ์ไหมที่ 3 จังหวัดบุรีรัมย์ และสถานีทดลองไหมบุรีรัมย์ ได้เข้าไปส่งเสริมพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของหมู่บ้าน อย่างจริงจังมากขึ้น ณ ขณะนั้นมีผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพประมาณ 30 ราย มีพื้นที่ปลูกหม่อนประมาณ 20 ไร่ โดยมีรายได้จากการจำหน่ายเส้นไหม และทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นสินค้าหลัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด ขึ้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 โดยมีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 80 ราย จนกระทั่งปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 104 ราย ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้นเป็น 340 ครัวเรือน เมื่อปี 2556 และเพิ่มขึ้นเป็น 408 ครัวเรือน เมื่อปี 2557 มีพื้นที่ปลูกหม่อนประมาณ 900 ไร่ โดยการถมที่นาที่มีพื้นที่สูงเพื่อปลูกหม่อนเพิ่มขึ้น ทำให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมถือเป็นรายได้หลักของหมู่บ้านในปัจจุบัน โดยมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเส้นไหม ปีละประมาณ 8 ตัน หรือประมาณ 12 ล้านบาท/ปี ซึ่งราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1,500 บาท/กก.เส้นไหม ผลิตดักแด้ได้ปีละประมาณ 50 ตัน มีมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท/ปี โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 80 บาท/กก. เป็นใบหม่อนประมาณปีละ 50 ตัน มีมูลค่าประมาณ 400,000 บาท ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8 บาท/กก. และผ้าไหม ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ประมาณ 5 ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 21.4 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายได้จากหม่อนไหมประมาณ 52,450 บาท/ครัวเรือน ต่อปี นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย คือ ผ้าซิ่นตีนแดง ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของผ้าไหมจังหวัดบุรีรัมย์ และอยู่ในระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ของจังหวัดอีกด้วย นอกจากนี้ชุมชนยังมีวิถีการปกครองตนเองโดยวิถีธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี คัมภีร์สร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลาน ชุมชนปกครองตนเองด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านโดยยึดธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี เป็นหลัก คือ การเป็นคนดี เป็นผู้มีปัญญาดี รายได้สมดุล มีสุขภาพแข็งแรง สิ่งแวดล้อมของชุมชนสมบูรณ์ สังคมอบอุ่น หลุดพ้นอาชญากรรม มีกองทุนพึ่งพาตนเอง และสร้างความเข้มแข็งให้คณะกรรมการหมู่บ้าน จึงนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน.““ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22 พฤษภาคม25558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/322756

 

 


ข้าวเหนียวเวียดนาม - เรื่องน่ารู้ (อ่าน 9 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:36:58 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?ในอาเซียนมีเพียงประเทศไทยและเวียดนามเท่านั้นที่ส่งผลผลิตข้าวเหนียวไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาส่งออกระหว่างไทยและเวียดนามเห็นได้อย่างชัดเจนว่าราคาข้าวเหนียวทุกชนิดของเวียดนามจะต่ำกว่าของไทยประมาณร้อยละ 30-50 โดยราคาข้าวเหนียวเมล็ดยาว 10% และราคาปลายข้าวเหนียวของไทยจะเฉลี่ยเท่ากับ 813 และ 626 ดอล ลาร์สหรัฐต่อตัน ในขณะที่ราคาข้าวเหนียวเมล็ดยาว 5% และ 10% ของเวียดนามเฉลี่ยเท่ากับ 560 และ 503 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน.

 “ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22 พฤษภาคม25558 

http://www.dailynews.co.th/agriculture/322719

 

 


พัฒนาผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร | (อ่าน 7 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:35:01 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ จัดโครงการฝึกอบรม การพัฒนาความรู้บทบาทหน้าที่ของผู้นำสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร” (พืชมงคล) เพื่อเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้นำ ตลอดถึงการเปลี่ยนแปลงความรู้และประสบการณ์ สำหรับการบริหารธุรกิจสหกรณ์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำแนวทางการบริหารที่ถูกต้องไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการบริหารธุรกิจของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพและก้าวตามทันสถานการณ์ โดยมีผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากสหกรณ์ภาคการเกษตร และกลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศ พร้อมเจ้าหน้าที่และผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งสิ้น 300 คน โดยมีนายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการฯ พร้อมบรรยายพิเศษ พร้อมกันนี้ผู้นำสหกรณ์ที่เข้าร่วมอบรมยังได้ร่วมกิจกรรมสำคัญ ในการเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ มณฑลพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ท้องสนามหลวง และเฝ้าทูลละอองพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ บริเวณโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาอีกด้วย นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร เป็นองค์กรทางสังคมและเศรษฐกิจที่สำคัญของประชาชน ในการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้ประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากเกษตรกร ซึ่งขบวนการผลิตจะมีประสิทธิภาพได้นั้น ก็ต่อเมื่อเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มกันสร้างองค์กรของตนเองในการดำเนินงานตามเจตนารมณ์ขององค์กร ความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจะสามารถเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีผู้นำที่เข้าใจสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างก้าวตามทัน และจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตนเอง สามารถปรับกลยุทธ์ขององค์กรให้สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นได้ การอบรมในครั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งหวังที่จะได้สร้างความเข้าใจให้กับผู้นำสหกรณ์ ในการที่จะได้รับความรู้ไปพัฒนาสหกรณ์ หรือ บริหารงานสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจถึงวิธีการและหลักการสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น มีการเน้น ความเข้าใจในการทำงานอย่างมีคุณธรรม มีธรรมาภิบาลให้กับผู้เข้ารับการอบรม และให้มีการปฏิบัติงานบนพื้นฐานผลประโยชน์ของพี่น้องสมาชิกเป็นหลัก การเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารสหกรณ์นั้น การตัดสินใจทุกครั้งก็ต้องให้อยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ของพี่น้องสมาชิก บนพื้นฐานที่จะทำให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง ก้าวหน้า และสามารถเป็นที่พึ่งของพี่น้องสมาชิกได้ ซึ่งจะเป็นการก้าวไปสู่การพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นไปตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์อย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว การนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังได้มอบเงินสนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2558 และมอบเหรียญที่ระลึกและโล่แก่ผู้บริจาคเงินสนับสนุนสร้างอาคารเรียนเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 250 คน ทั้งนี้สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติที่ได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2558 จำนวน 7 สหกรณ์ คือ 1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรสบปราบ จำกัด จังหวัดลำปาง 2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ก.น.ข. หนองรี จำกัด จังหวัดลพบุรี 3) สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมห้างฉัตร จำกัด จังหวัดลำปาง 4) สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินบ้านโคกม่วง จำกัด จังหวัดพัทลุง 5) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ ร้านสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด จังหวัดศรีสะเกษ 6) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลลำปาง จำกัด จังหวัดลำปาง และ 7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านทุ่งเลียบ จำกัด จังหวัดพัทลุง.ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22 พฤษภาคม25558 

http://www.dailynews.co.th/agriculture/322554

 

 


ขยายผลผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวาสู่ชุมชน (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 22 พ.ค. 2558, 7:33:39 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

?ดร.อนามัย ดำเนตร รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า หลังจากความสำเร็จของงานวิจัยในองค์ความรู้การผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวาสู่ชุมชน ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูง ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี 2557 ให้เปิดอบรมเผยแพร่องค์ความรู้นี้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ขณะนี้การอบรมได้ดำเนินการแล้วเสร็จหลายพื้นที่และได้ผลตอบรับจากผู้เข้าอบรมอย่างดียิ่ง ทั้งนี้คณะผู้วิจัย ประกอบด้วย รศ.ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ รศ.จิตราภรณ์ ธวัชพันธุ์ และขวัญชัย นิ่มอนันต์ ได้ลงพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่เข้ารับการอบรม เพื่อติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิผลแก่ประชาชนอย่างสูงสุด รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากการติดตามผลการดำเนินงาน พบว่าชุมชนคลองสามวา เขตมีนบุรี ได้นำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยมีผักตบชวามากและก่อปัญหามาเป็นเวลานาน เดิมกำจัดโดยการขุดลอกจากแหล่งน้ำไปกำจัด ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการจัดการ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพ มหานคร ทางกองทัพบก โดยกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบดำเนินการตามโครงการนี้ด้วย และจากความสำเร็จในการดำเนินงานจึงได้กำหนดให้ชุมชนดังกล่าวเป็นหน่วยเรียนรู้ต้นแบบ ผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวา โดยใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูงและได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันก่อน และได้มีการสาธิตให้กับผู้สนใจ ตั้งแต่การประกอบถังหมักอย่างปลอดภัย การตรวจสอบก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้น และการใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพที่ชุมชนผลิตได้ สำหรับขั้นตอนการผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวาด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูงนั้น ทำได้โดย นำถังหมักมาแบ่งปริมาณออกเป็น 4 ส่วน ใส่ผักตบชวาที่บดสับแล้ว 1 ส่วน จุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูง 1 ส่วน น้ำ 1 ส่วน และปล่อยให้มีพื้นที่ว่าง 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันอย่างทั่วถึงจะเกิดก๊าซชีวภาพที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ภายในเวลาประมาณ 10-15 วันแรก หลังจากนั้นสามารถเติมผักตบชวาเป็นระยะๆ การเกิดก๊าซจะลดลงในเวลาประมาณ 1-3 เดือน ซึ่งกากผักตบชวาหลังการหมัก ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์คือคลุมโคนต้นไม้ เพื่อเป็นวัสดุช่วยกักเก็บความชื้นในดินได้อีกด้วย สำหรับชุมชนอื่น ๆ ที่มีปัญหาเรื่องผักตบชวา สนใจจะนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์เช่นชุมชนคลองสามวาบ้าง สามารถติดต่อได้ที่ รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ อีเมล jureerat.c@ku.ac.th หรือโทรศัพท์ หมายเลข 09-5054-8240, 08-3559-8448 หรือ LINE ID: microku และนอกเหนือจากองค์ความรู้ในการผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวาสู่ชุมชน ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติศักยภาพสูงแล้วที่โครงการฯ ยังมีการวิจัยด้านทรัพยากรจุลินทรีย์ เกี่ยวกับความรู้ด้านจุลินทรีย์อื่น ๆ จากงานวิจัยอีกหลายรายการ อาทิ การผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งโตและต้านโรค สูตรรับรองจากการวิจัย การขยายหัวเชื้ออย่างง่ายสไตล์ชาวบ้าน สนใจติดต่อขอข้อมูลหรือเข้าศึกษาดูงานได้.

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่22 พฤษภาคม25558  http://www.dailynews.co.th/agriculture/322553

 

 


กนป.ถกด่วน แก้ราคาปาล์มดิ่งเหว จี้เอกชนรับซื้อ4.20บ./กก. (อ่าน 10 ครั้ง)
วันที่: 21 พ.ค. 2558, 7:39:13 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดเผยภายหลังเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อวางมาตราการแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำทั้งระบบว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดราคาให้เอกชน ลานเท โรงสกัดรับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรในราคา 4.20 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)ทันที สำหรับผลปาล์มดิบที่มีเปอร์เซนต์น้ำมัน 17% ซึ่งเป็นราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ ทั้งนี้ ถ้ามีเปอร์เซนต์น้ำมันสูงกว่าที่กำหนดจะบวกขึ้นเปอร์เซนต์ละ 30 สตางค์ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกร ได้รับรู้ข้อมูลจากรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการแก้ปัญหาทุกระยะ จะทำให้การแก้ไขเป็นระบบ พร้อมกับมีการออกกฏหมาย พ.ร.บ.ปาล์มแห่งชาติ เหมือนพรบ.การยางแห่งประเทศไทย โดยให้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการร่วมมือกันร่างกฏหมาย เพื่อให้มีการวางมาตรการแก้ปัญหาครบวงจรในอนาคต แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาลักลอบนำน้ำมันเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าในประเทศถึง 6 บาทต่อกก. ผมจึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งตำรวจ ทหารเรือ ตำรวจน้ำและศุลการกร เข้มงวดตรวจจับสินค้าหนีภาษีสินค้าเข้าประเทศไทย ขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ 20 บาท ของไทยซื้อในราคา 26.50 บาท ต้องเร่งรับซื้อจากเกษตรกร 4.20 บาทเขาอยู่ได้ ให้เร่งรับซื้อด่วนรองนายกฯกล่าว ด้านอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ให้ทุกจังหวัดเข้าไปควบคุมลานเท กับโรงสกัดรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกร และควบคุมคุณภาพรวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งจากสวนมาที่ลานเท นอกจากนี้คณะกรรมการฯยังให้องค์การคลังสินค้า (อคส.)ขออนุมัติใช้เงินหมุนเวียน 2 พันล้านจาก คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) โดยใหอคส.ซื้อน้ำมันปาล์มดิบเก็บสต็อก เพื่อดึงราคาผลปาล์มดิบในประเทศ ไม่ให้ต่ำกว่า4.20 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นราคาเกษตรกรอยู่ได้ จะดำเนินทันทีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบ ขณะที่นายคณิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกล่าวว่ามาตรการแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ใช้อำนาจประกาศราคาแนะนำการรับซื้อปาล์มดิบ 17% ที่ราคา 4.20 บาทต่อกิโลกกรัม แต่ทางลานเทและโรงงานสกัดน้ำมัน ยังไม่รับซื้อโดยขอขยายเวลารับซื้อปาล์มดิบ 15% ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งมติวันนี้ ได้ให้เอกชนซื้อปาล์มดิบ4.20 บาททันที และให้ซื้อทั้งทลายไม่แยกลูกร่วง พร้อมกับอคส.จำเป็นต้องบริหารสต็อกอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ราคาต่ำกว่า4.20 บาท และราคาน้ำมันปาล์มต่ำกว่า26 บาท โดยให้ อคส.ซื้อเก็บสต็อกไว้ในวงเงินหมุนเวียน 2 พันล้านบาท หากโรงงานสกัดนำมาขายให้รัฐ ต้องมีใบแสดงว่าซื้อมาจากเกษตรกรจริง วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติครั้งที่ 2/2558 โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวหลังประชุมว่า ตัวแทนเกษตรกรเสนอให้ยกเลิกกองทุนมูลพันธ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง แล้วให้รัฐบาลมาชดเชยส่วนต่างราคายางแทน ซึ่งรัฐบาลจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณา โดยกองทุนมูลพันธ์กันชนฯ ตั้งงบไว้ 20,000 ล้านบาท เบิกจ่ายมาแล้ว 10,000 ล้านบาท ใช้ไปแล้ว 6,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ เกษตรกรได้ยื่นข้อเสนอขอเพิ่มวงเงินสินเชื่อช่วยชาวสวนยางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท หากมีการกู้เต็มวงเงิน ซึ่งขณะนี้จ่ายเงินไปแล้ว 40,000 ราย วงเงิน 4,000 ล้านบาท รอเบิกจ่ายอีก 40,000 ราย วงเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยินดีพิจารณาให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มีการรายงานความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาง ทั้งการปล่อยเงินกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนซื้อยาง การปล่อยเงินกู้เพื่อแปรรูปยาง วงเงิน 5,000 ล้านบาท ใช้ไปแล้ว 2,000 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรต้องการให้รัฐบาลขยายโครงการออกไปอีก รัฐบาลยินดีพิจารณา โดยมอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติไปพูดคุยกับ ธกส.เพิ่มเติม ส่วนเรื่องสต๊อกยางพาราขณะนี้มี 340,000 ตัน ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหามากดดันราคาอีกแล้ว เนื่องจากรัฐบาลได้ทำสัญญากับจีนไว้ 2 สัญญา รวมแล้ว 400,000 ตัน เชื่อภายใน 1 ปีระบายหมดแน่นอน ด้านนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรฯกล่าวในเรื่องนี้ว่า เกษตรกรพอใจราคาแผ่นยางรมควันขณะนี้แล้วซึ่งอยู่ที่ราคา 58บาทต่อกก.แต่ถ้าราคาตกลงกว่านี้ก็ต้องการให้รัฐบาลเข้ามารับซื้อยางพาราหรือชดเชยส่วนต่างราคายาง นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลดพื้นที่ปลูกยางให้เหลือ 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน พร้อมยืนยันว่า ราคายางเลยจุดต่ำสุดมาแล้ว ราคาขณะนี้เกษตรกรรับได้ แต่ต้องติดตามราคายางจากเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ขณะนี้ราคายางขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 56 บาทแล้ว ก็ควรพอใจ เพราะราคา ขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้คือ 53 บาท วันนี้เราไม่ควรพูดถึงแค่เรื่องราคาซื้อขาย แต่ควรคำนึงถึงโครงสร้างทางด้านการเกษตร ตนพูดไปจนคอจะแตกแล้วไม่ฟังกันหรืออย่างไร ทั้งข้าวทั้งยางเราต้องปรับทั้งระบบ เกษตรกรก็ต้องปรับตัว และกระทรวงเกษตรฯต้องบูรณากันระหว่างภาครัฐกับเอกชน และต้องไปถามว่าชาวสวนยางว่าพอใจหรือไม่ ตนขี้เกียจพูดแล้ว

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่21พฤษภาคม 2558 

http://www.naewna.com/local/159078

 

 


หนุนเกษตรกรภาคตะวันออก หาแหล่งน้ำสำรองในไร่นาใช้ในยามน้ำขาดแคลน (อ่าน 8 ครั้ง)
วันที่: 21 พ.ค. 2558, 7:37:04 น.
หมวดหมู่: ข่าวเกษตร  หมวดหมู่ย่อย:  การเกษตร

พื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่มีการปลูกไม้ผลที่สำคัญหลายชนิด ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำในการทำการเกษตรอย่างมาก แม้ว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีของภาคนี้จะค่อนข้างมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้ฝนทิ้งช่วงหรือลมพายุรุนแรง ก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการผลิตไม้ผลทั้งสิ้น นายก่อเกียรติ จันทร์พึ่งสุข ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พื้นที่ภาคตะวันออก เป็นแหล่งปลูกไม้ผลที่สำคัญของประเทศ แต่ปัจจุบันปัญหาที่พบของเกษตรกรส่วนใหญ่คือเรื่องการขาดแคลนน้ำ แม้ว่าภาคตะวันออก จะมีค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง แต่กลับมีปัญหาเรื่องการเก็บกักน้ำที่ค่อนข้างต่ำ ตัวอย่างจังหวัดตราด มีค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝน 5,000 กว่ามิลลิเมตรต่อปี จันทบุรี และระยอง มีค่าเฉลี่ยปริมาณ 3,000 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งถือว่าปริมาณค่อนข้างเยอะ แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ในทางการเกษตร เนื่องจากทั้ง 3 จังหวัด ที่กล่าวมานี้ มีพื้นที่เก็บกักน้ำค่อนข้างน้อย เมื่อฝนตกลงมาภายในวันเดียวน้ำฝนจะไหลลงสู่ทะเลทั้งหมด ดังนั้น สิ่งที่กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว และปราจีนบุรี จึงได้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกรที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ สร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ในพื้นที่ของตนเอง แทนที่จะพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเดียว เนื่องจากนับวันจะขาดแคลนทั้งจากปริมาณน้ำฝนที่ลดน้อยลงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการขยายพื้นที่การทำการเกษตรของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำมากขึ้นตามไปด้วยจนแหล่งน้ำธรรมชาติไม่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ เกษตรกรควรมีแหล่งน้ำไว้ใช้ในพื้นที่อย่างน้อย 10% ของพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงและการเสียโอกาสที่จะสร้างผลผลิตและรายได้จากการขาดแคลนน้ำ ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือบ่อจิ๋ว ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ที่สนับสนุนให้เกษตรกรสร้างแหล่งน้ำไว้ใช้เอง โดยโครงการดังกล่าว รัฐจะสนับสนุนงบประมาณในการขุดบ่อ บ่อละ 17,100 บาท และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการออกเงินสมทบเพียง 2,500 บาทต่อบ่อ ซึ่งนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเพราะจะมีแหล่งน้ำไว้ใช้ในการทำเกษตรในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง หรือแม้แต่ไว้ใช้ควบคู่ในกรณีที่แหล่งน้ำสาธารณะขาดแคลน ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง โดยปีงบประมาณ 2558 สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 ได้รับงบประมาณดำเนินโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน รวมกว่า 2,000 บ่อ ซึ่งได้กระจายให้กับสถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 7 จังหวัด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างบประมาณที่จัดสรรลงมานั้นยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรที่ยื่นเรื่องขอขุดบ่อที่แจ้งความจำนงเข้ามายังสถานีพัฒนาที่ดินต่างๆ ไว้ในปริมาณที่มากพอสมควร แต่ก็พยายามเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เนื่องจากโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรงและเห็นผลสัมฤทธิ์มากที่สุดโครงการหนึ่ง น้ำเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญของภาคเกษตรไม่ต่างกันไปจากดิน เนื่องจากทรัพยากรทั้งน้ำและดินล้วนเป็นทรัพยากรที่มีแต่ใช้แล้วหมดไปหรือเสื่อมโทรมลง เกษตรกรที่ต้องอาศัยน้ำและดินในการประกอบอาชีพ จึงจำเป็นต้องใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและก่อให้เกิดความยั่งยืนด้วย

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่21พฤษภาคม 2558 

http://www.naewna.com/local/159036

 

 


12345678910...>>
 

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว   ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm