นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา     ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน    ลำบากยากจนข้นแค้น   ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร   โดย. อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
23 กันยายน 2557


ยินดีต้อนรับ  Guest
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
     
จำนวนสมาชิก : (6507)
สมัครสมาชิก  ลืมรหัสผ่าน
          Social Network
fan page tawizter youtube
ค้นหา:  
ลิ้งในฐานข้อมูล (16085 )
Skip Navigation Links.

www.dbd.go.th






แลกลิ้ง






ติดต่อแลกลิ้งติดต่อกลับ thaigreenagro@gmail.com


www.thaigreenagro.com







สารท็อกซินจากเชื้อบีทีและวิธีใช้ในผัก (อ่าน 182 ครั้ง)
วันที่ : 24 ก.ย. 2549, 10:36:14 น.
หมวดหมู่ : คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ กลุ่ม : จุลินทรีย์

เรื่อง : “ผศ.ดร. เนื่องพณิช สินชัยศรี

คำนำ

                สารจากเชื้อจุลินทรีย์ บีที ซึ่งเป็นตัวอย่างของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ บาวิลลัส เทอริงเจียนซีส (Bacillus thuringiensis) โดยแบคทีเรียชนิดนี้เมื่อเจริญเติบโตจะเริ่มสร้างสปอร์และจะผลิตสารพิษที่เรียกว่า เดลต้าเอ็นโดท็อกซิน (Delta endotoxin) ขึ้นมาด้วย ต่อมามนุษย์ได้คิดค้นหาทางเอาท็อกซินชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ในการกำจัดศัตรูพืช เรื่องที่เกริ่นนำเป็นข้อมูลเบื้องต้นนี้เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทราบดี เพราะได้มีการเผยแพร่ความรู้ทางด้านวิชาการและใช้ประโยชน์มานานแล้วจนดูราวกับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงอะไรอีกให้เสียเวลาอ่านเปล่า ๆ แต่จริง ๆ แล้วในช่วง 40 กว่าปีที่มีการนำท็อกซินจากบีที (Bt) มาใช้นั้น จะมีสักกี่คนที่รู้จักคุณสมบัติที่ดีของเชื้อแบคทีเรียบีที ประสิทธิภาพและคุณภาพท็อกซินที่จุลินทรีย์ผลิตออกมา ตลอดจนความเป็นพิษมากหรือน้อยต่อแมลงศัตรูพืชประเภทหนอนผีเสื้อหลาย ๆ ชนิดที่เป็นศัตรูผัก หนอนผีเนื้อที่เป็นศัตรูผักที่สำคัญได้แก่ หนอนใยผัก (diamondback moth, Plutella xylostella L., (DBM) หนอนกระทู้หอม (beet armyworm, Spodoptera exiqua Hubner) หนอนคืบกะหล่ำปลี (Cabbage looper, Trichopusia Ni Fabr.) และหนอนเจาะผลมะเขือเทศ (Tomato fruit borer, Helicoverpa armigera L.) เป็นต้น ซึ่งชนิดสุดท้ายนี้มีพืชอาหารหลายชนิดเป็นศัตรูสำคัญของฝ้าย ข้าวโพด ยาสูบ และไม้ดอก เช่น คาร์เนชั่น กุหลาบ อีกด้วย

กลไกการทำลายแมลงของสารท็อกซินจากแบคทีเรียบีที

 

                ก่อนที่จะนำสารท็อกซินที่ผลิตเป็นสูตรการค้ามาใช้ควรจะต้องรู้จักธรรมชาติของสารท็อกซินชนิดนี้เสียก่อนจะได้เข้าใจและใช้ได้ถูกต้อง โดยข้อพิสูจน์ทางด้านพิษวิทยาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิดมีกลไกทำให้แมลงตายนั้นมีหลาย ๆ กลไก เช่น ทำลายระบบประสาท ทำลายระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ ของเลือด ตลอดจนทำลายผนังกระเพาะ เป็นต้น สำหรับสารท็อกซินจากบีทีที่มนุษย์รู้จักเอามาใช้ประโยชน์มากว่า 40 ปีมาแล้วนั้น ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยโดยเฉพาะกลไกการทำงานของมันเมื่อเข้าสู่ร่างกายของแมลงโดยกินเข้าไป สารท็อกซินจากบีทีไม่ใช้เป็นสารพิษประเภทถูกตัวตาย (contact poison) ฉะนั้นกลไกการออกฤทธิ์ก็คือ เมื่อหนอนกินเชื้อเข้าไปภายใน 2-3 นาที ผลึกโปรตีนที่ห่อหุ้มสารท็อกซินอยู่จะสลายได้ง่าย เนื่องจากมีสภาพเป็นด่าง (pH 8) ในกระเพาะของแมลง สารท็อกซินก็จะไปเกาะผนังลำไส้ของแมลงและเริ่มออกฤทธิ์ทำให้แมลงเริ่มหยุดกินอาหารหรือทำลายพืช วัยขงแมลงที่ถูกทำลายรุนแรงคือช่วงเป็นตัวอ่อน เช่น หนอนผีเสื้อต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหลังจากแมลงเริ่มไม่กินอาหาร ภายใน 2-3 ชั่วโมง สารพิษก็จะย่อยสลายผนังลำไส้ให้เชื้อ (สปอร์) ของบีทีที่มีชีวิตอยู่ปะปนอยู่ในสูตรการค้า สามารถเข้าไปสู่ช่องว่างในลำตัวของหนอนได้ เชื้อก็จะขยายพันธุ์โดยได้อาหารจากตัวหนอน ส่วนตัวหนอนเมื่อไม่กินอาหาร (อาจจะทรมาน เจ็บปวดในกระเพาะ คงอยากจะกินอาหารแต่กินไม่ได้) ก็จะอ่อนแอ แถมถูกซ้ำเติมโดยเชื้อแบคทีเรียที่กระจายเข้าสู่ลำตัวและเลือดได้ ก็จะทำให้แมลงตายเร็วยิ่งขึ้น

                ในระยะต่อมาจากงานค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีเครื่องมือ อุปกรณ์ทั้งด้านกายภาพ เคมี และด้านไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่ผลิตออกมาจากฝ่ายวิศวกรรม ทำให้นักวิจัยมีเครื่องมืออุปกรณ์ดี ๆ ช่วยในการค้นคว้าวิจัยได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น จนปัจจุบันงานวิจัยด้านนี้ได้ก้าวไปไกลจนถึงด้านการคัดเลือกสายพันธุ์บีที (strains) ที่มีประสิทธิภาพในการทำลาย (Potency) ศัตรูพืชได้ดี และสามารถแยกสารท็อกซินออกเป็นแต่ละชนิดที่เหมาะในการกำจัดศัตรูพืชที่มีระบบเอนไซม์ที่ต่างกันทางด้านสรีรวิทยา ตลอดจนสามารถนำท็อกซินที่แยกออกเป็นผลึกแต่ละชนิดเรียกว่า Crystal la, 1b, 1c, 2a, 2b, 2c, ฯลฯ เรียกย่อ ๆ ว่า Crys (อ่านว่า ไครส์) ที่สามารถนำไปใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ รวมทั้งยุง แมลงนำโคหลายชนิดมาสู่คนได้ด้วย

 

วิธีการผลิตสารเชื้อบีทีเป็นการค้า

 

                จากฐานข้อมูลผลการค้นคว้าวิจัยที่มีค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้วนี้ จึงมีการทำธุรกิจผลิตสารบีทีออกมาเป็นสารกำจัดศัตรูพืชซึ่งมีอยู่ช่วงระยะหนึ่งประมาณปี 2517-2521 ในขบวนการผลิตที่พยายามแยกท็อกซินล้วน ๆ ออกมาแล้วผสมสารช่วยกระจายตัวและสารไม่ออกฤทธิ์ผสมเข้าไป โดยไม่มีเชื้อ (สปอร์) ของบีทีที่มีชีวิต (living spores) ผสมอยู่ด้วย ปรากฏว่ามีประสิทธิภาพทำลายแมลงได้ดี แต่ราคาค่อนข้างสูงมากจนผู้ใช้คือ เกษตรกร สู้ราคาไม่ไหวจึงไม่นิยมใช้กัน ผู้ผลิต (manufacturers) ก็เลยเลิกผลิต หันมาผลิตในขบวนการหมัก (fermentation process) ให้ได้สารท็อกซินที่มีสปอร์มีชีวิตปะปนอยู่ด้วย ลดขั้นตอนแยกท็อกซินซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูงออกไปทำให้ราคาสารที่ผลิตเป็นการค้าแล้วไม่แพง เกษตรกรพอจะซื้อหามาใช้ได้ ประสิทธิภาพการทำลายก็ไม่แตกต่างกันเพราะยังมีท็อกซินอยู่เหมือนเดิม

                ความแตกต่างในประสิทธิภาพการทำลายที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Potency” นั้น จากผลของการค้นคว้าวิจัยมาตลอด จึงทำให้ทราบว่า สายพันธุ์ของบีทีเป็นตัวสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพต่างกันได้ เพราะแต่ละสายพันธุ์ผลิตท็อกซิน (Crystals) แต่ละชนิดไม่เท่ากัน และท็อกซินของแต่ละสายพันธุ์ที่ผลิตออกมาจะมีฤทธิ์กำจัดแมลงที่ต่างชนิดกันอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ด้านจุลชีววิทยาตลอดจนนักกีฏวิทยาก็เริ่มจับมือกันคัดเลือกสายพันธุ์ที่ผลิตท็อกซินชนิดไหนมาก และนำมาทดสอบกับแมลงแต่ละชนิดโดยนักกีฏวิทยาจึงทำให้พบสายพันธุ์ดีและเหมาะกับการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ (Key pests) แต่ละชนิดไป สายพันธุ์ที่พบว่าโดดเด่นนิยมใช้กันแทบจะทั่วโลก ผลิตโดยบริษัท แอ๊บบอตต์ (Abbott Company) ของสหรัฐอเมริกา และเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของสารบีทีคือสายพันธุ์เคอสตากี้ (Kurstaki Strain) สามารถใช้กำจัดหนอนผีเสื้อที่เป็นศัตรูพืชได้แทบทุกชนิด จะรุนแรงมากน้อยต่างกันบ้างเท่านั้น ต่อมาได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ ศาสตราจารย์ไอซาว่า ซึ่งเดิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการเลี้ยงไหมโดยศึกษาจากเชื้อบีทีที่ทำลายหนอนไหม จนค้นพบบีทีสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างจากสายพันธุ์เคอสตากี้เดิม ตั้งชื่อสายพันธุ์นี้ว่าสายพันธุ์ไอซาวาย (aizawai) โดยมีที่มาจากชื่อไอซาว่า (aizawa) ของคนที่ค้นพบนั่นเอง และสายพันธุ์ไอซาวาย ก็มีบทบาทในการกำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิดเช่นเดียวกัน

                นอกจากเรื่องของสายพันธุ์แล้ว ยังมีเทคนิคของการผลิตเป็นสูตรการค้า ตั้งแต่เทคนิคการหมักในขบวนการหมัก (Fermentation Process) ให้ได้ท็อกซินมากขึ้น และควบคุมให้ท็อกซินและสปอร์มีชีวิต สามารถมีคุณภาพสม่ำเสมอ และมีความเสถียรภาพในสภาพธรรมชาติได้นานขึ้น ไม่เสื่อมสลายง่ายและเร็วเกินไป ต่อจากนั้น การคัดแยกเอา Crystal ของท็อกซินแต่ละชนิด (1a, 1b, 2a, 2b, ฯลฯ) ดังกล่าวข้างต้นมาผสมกันใหม่ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างใส่ตัวช่วยละลายน้ำ ตลอดจนควบคุมระดับประสิทธิภาพ (มักนิยมใช้เป็นค่า i.u./มล.) โดยเน้นกับหนอนชนิดใดโดยเฉพาะและเมื่อเร็ว ๆ นี้ (ปี 2004) Prof. Yang จาก Hubei Bt. Research and Development Center ประเทศจีนได้พบว่า ในขบวนการหมักนั้นสายพันธุ์บีทีที่ได้ไม่ว่าจะเป็น เคอสตากี้ หรือ ไอซาวาย จะผลิตสารอีกชนิดหนึ่งออกมาด้วย คือ Zittermicin ตัวสารชนิดนี้ไม่ใช่สารพิษที่จะทำลายแมลง แต่เป็นสารที่ช่วยเพิ่มฤทธิ์ (Synergist) ให้แก่สารพิษเดิมให้มีระดับประสิทธิภาพ (Potency) สูงขึ้นทำให้การกำจัดแมลงได้ผลดียิ่งขึ้น ฉะนั้นเมื่อมีข้อมูลเช่นนี้การผลิตสารบีทีที่เป็นการค้าก็จะเริ่มมองเห็นแล้วว่ามีความแตกต่างในแต่ละผู้ผลิต ทั้งความรู้พื้นฐาน ข้อมูลและความพร้อมของอุปกรณ์ในโรงงานผลิตบางแห่งขาดอุปกรณ์ดี ๆ อาจใช้วิธีง่าย ๆ ตั้งแต่การหมัก การกรอง ตลอดจนการนำมาผสมเป็นสูตรการค้าซึ่งไม่ค่อยพิถีพิถันในการผลิตก็จะได้สารในสูตรการค้าที่มีระดับประสิทธิภาพต่ำ และสารพิษไม่ค่อยอยู่ตัว เสื่อมสลายเร็ว บางครั้งพบว่าสารที่วางจำหน่ายรอผู้ซื้อมาซื้อไปใช้อยู่หลาย ๆ เดือนระดับประสิทธิภาพลดลงมากกว่า 50% ที่ทราบก็เพราะ Prof. Yang ได้เก็บตัวอย่างตามร้านค้าในท้องถิ่นนำไปวิเคราะห์ประสิทธิภาพแล้ว มิได้กล่าวโดยใช้ความรู้สึกในการคาดคะเนเอา

                ฉะนั้น เพื่อผลิตสารให้มีประสิทธิภาพ การควบคุมคุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ Prof.Yang ได้มีการทดสอบสารบีทีที่ผลิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอยู่ตัวคงสภาพได้นานของระดับประสิทธิภาพและการปรับปรุง การผสมสูตรให้มี Crystal ของท็อกซินแต่ละชนิดเข้าไป รวมทั้งผสมสารเพิ่มฤทธิ์ Zittermicin เข้าไปด้วย ก็ได้สารบีทีสูตรใหม่สายพันธุ์ไอซาวาย ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนคืบกะหล่ำ และหนอนผีเสื้อขาวในผักได้ดี นอกจากนั้นยังใช้กับหนอนที่เป็นศัตรูพืชอื่นๆ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน กระเจี๊ยบเขียว ถั่วลันเตา กุหลาบ ดาวเรือง และบัวชนิดต่าง ๆ ได้อีกด้วย

 

การใช้สารบีทีในการกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย

   

             ในยุคที่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต  ที่เข้ามาในประเทศไทยประมาณปี 2505 ก็เริ่มมีการนำสารบีทีจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาใช้ ตอนนี้ยังไม่ทราบสายพันธุ์ว่าเป็น เคอสตากี้ หรือไม่ ทราบเพียงว่าเป็นสารท็อกซินจากเชื้อบีที มีชื่อการค้าว่า “Rangtane” (เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว) ก็มีการใช้กันไปแบบไม่ค่อยรู้จักสารนี้เท่าไหร่ เพียงแต่คิดว่ามันเป็นสารชีวภาพ ใช้เชื้อโรคทำลายแมลงศัตรูพืชเป็นการป้องกันแมลงทางชีวภาพ (Biological Control) แต่ระยะหลัง ๆ มานี้ก็ยอมรับกันแล้วว่า จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ชีวภาพเต็มตัวนัก เป็นเรื่องสารเคมีจากท็อกซิน เป็นตัวออกฤทธิ์ จึงก้ำกึ่งอยู่ระหว่าง Chemical Control ด้วย อย่างไรก็ดีในแง่ความปลอดภัยของสารตกค้างก็ถือว่าปลอดภัยมากกว่าพวกสารเคมีสังเคราะห์ทั่วไป โดยเฉพาะสารกลุ่มเก่า ๆ ที่ถูกยกเลิกการใช้ไป 92 ชนิดแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะสารบีทีมีจุดอ่อน คือถูกแสงแดดและอุณหภูมิสูงทำลายให้สลายตัวได้ง่าย

                สารบีทีที่ผลิตจำหน่ายเป็นการค้าในหลาย  ๆ ประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา (รายใหญ่) รองลงมาเป็นประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นในการผลิตได้นำสายพันธุ์ทั้งสองสายพันธุ์คือ เคอสตากี้และไอซาวายมาใช้ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ประเทศจีนได้ผลิตสูตรการค้าที่ใช้ความก้าวหน้าด้านวิชาการอีกขั้นหนึ่งมาใช้ โดยแยก Crystal ที่ดีและเหมาะสมกับการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญเป็นลักษณะเฉพาะเจาะจง (Selective Toxicity) ลงไป ทำให้ได้สูตรการค้าขึ้นมาใหม่ที่ระดับประสิทธิภาพดีขึ้น อย่างไรก็ดีการวัดประสิทธิภาพที่แท้จริงของสารบีทีแต่ละยี่ห้อ (ชื่อการค้า) นั้นแม้ว่าจะดูจากค่า i.u./มก. ว่ามีมากหรือน้อยเป็นเกณฑ์ แต่การมีค่าสูงก็มิได้แปลว่ามีประสิทธิภาพสูงกับแมลงทุกชนิด ฉะนั้นการระบุค่า i.u./มก. มักจะระบุว่ากับแมลงชนิดใดด้วยเสมอ อย่างไรก็ดีค่า i.u./มก. แม้จะไม่สูงมากแต่ถ้าระบุกับแมลงที่เป็นปัญหากับพืชผลของเราก็อาจจะใช้ได้ผลดีกว่าพวกที่ค่า i.u./มก. สูงกว่าก็ได้ ขณะนี้มีสูตรการค้าที่ผลิตกันออกมาจำหน่ายหลาย ๆ ยี่ห้อจะมีค่า i.u./มก. ต่าง ๆ กันตั้งแต่ 8,000, 16,000, 32,000 ไปจนถึง 50,000 ซึ่งพนักงานขายก็มักจะยึดเอาค่าเหล่านั้นเป็น จุดขาย ว่ามีระดับประสิทธิภาสูง ราคาแพงขึ้น แต่ก็ได้ผลเฉียบขาดกว่า อะไรทำนองนั้น ผู้ใช้คงต้องฟังหู (หูไว้หู) และพิจารณาดูว่า เขาเติมสีสันลงไปในความจริงมากไปหรือเปล่า ฟังแล้วเข้าใจยากสำหรับข้อความนี้เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดาในเมืองไทยในการโฆษณาสินค้า แม้มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคควบคุมอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยจะเข้มงวดอะไรมากนัก อนึ่ง ในธรรมชาติของสินค้าของดีมีคุณภาพก็คงต้องมีราคาสูงกว่าเป็นธรรมดา แต่ที่ผิดธรรมดามาก ๆ และเป็นปัญหากับเกษตรกรผู้ใช้ก็คือ ของไม่ดีจริงแต่ราคาก็ยังไม่ถูก กว่าจะรู้ว่าไม่ดีก็เสียค่าใช้จ่าย ค่าถูกหลอก ไปเยอะ พนักงานจำหน่ายบางรายก็มิได้มีเจตนาจะหลอก แต่ไม่รู้จักสินค้าจริง ๆ ตั้งแต่ก่อนออกไปจำหน่ายก็เลยพูดผิดพูดถูกว่าตาม เขาว่า ให้จูงใจผู้ซื้อจนขายได้ซึ่งก็คงไปได้ระดับหนึ่งกับเกษตรกรบางกลุ่ม แต่ถ้าเจอเกษตรกรที่เขาสนใจมีความรู้จะต้องพูดให้ถูกหลักวิชาการด้วยเขาถึงจะเชื่อ คงต้องเป็นพนักงานส่งเสริมการขายที่มีพื้นฐานวิชาการ (Technical Sale Promoter) จึงจะทำธุรกิจนี้ได้มั่นคงกว่า เขียนนอกเรื่องไปเสียยาว ขอวกกลับเข้ามาถึงวิธีการเลือกสารบีที และการก็คงต้องพิจารณาในด้านต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งไปกว่านั้นการเก็บรักษาก็ควรอยู่ในภาชนะบรรจุที่เป็นขวดสีน้ำตาล เก็บในที่แห้งและเย็นจะทำให้สารบีทีมีอายุใช้งานได้นานขึ้น

                ในระยะหลังนี้มีการส่งเสริมการทำเกษตรที่มีการควบคุมสารพิษตกค้างในผลิตผล เช่น โครงการอาหารปลอดภัย (Food Safety) ก็ดี โครงการเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practice, GAP) ก็ดี ตลอดจนโครงการการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน หรือบูรณาการ (Integrated Pest Management, IPM) ก็ดี สารบีทีจะเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในโครงการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดียากสรุปว่า อนาคตของสารท็อกซินจากเชื้อจุลินทรีย์บีทีนี้ หากมีความรู้จักและเข้าใจคุณสมบัติตลอดจนแนวทางการใช้ประโยชน์จากสารนี้อย่างดีแล้ว ก็จะสามารถนำไปใช้ให้ได้ผล และส่งผลดีต่อการป้องกันกำจัดศัตรูพืชบางชนิดได้ เสียค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก และปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมด้วย สำคัญอยู่ที่ว่า มีของดีอยู่ในมือแล้ว จงใช้ให้เป็น เท่านั้น

 

ที่มา : ผศ.ดร. เนื่องพณิช สินชัยศรี. คอลัมน์ อารักขาพืช ในวารสารเคหการเกษตร

My Great Web page

logoVDO.gif

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ



ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน ตลาดไทย สี่มุมเมือง ฟาร์มเกษตร ดอทคอม ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ย เครื่องผสมปุ๋ย เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ เครื่องปั้น ผลิตอาหารสัตว์ เครื่องบดปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องผลิตปุ๋ย ทำปุ๋ยขายphorphieng.com สั่งพิมพ์,เสื้อยืด,แก้วมัค,เซรามิค::  สุปรีดาพาราดอทคอม : จำหน่ายกล้ายางพาราคุณภาพ กรมวิชาการรับรอง All About Agriculture unseentourthailand.com ไร่ภูพานรีสอร์ท รีสอร์ทมีระดับ สำหรับครอบครัว ชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) จำหน่ายลูกไก่พื้นเมือง,คู่มือการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ร้านเกษตรวิรุฬ Chokdee Farm