• ซิลิซิค แอซิค…เป็นมากกว่าสารปรับสภาพน้ำ

    ในประเทศที่มีการพัฒนาทางการเกษตรจนมีความก้าวหน้าทางวิชาการ อย่างเช่น สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมถึงหลายๆประเทศในยุโรป ได้มีการวิจัยพัฒนาแร่ธาตุและสารประกอบต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน รวมทั้งปรับปรุงทางกายภาพของดินให้มีความร่วนซุย ระบายน้ำระบายอากาศได้ดี กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน กระตุ้นรากพืชให้เจริญเติบโต หยั่งรากลึกและแผ่กว้างตามศักยภาพของสายพันธุ์ ส่งผลให้พืชสามารถดูดซับธาตุอาหารจากดินได้มากขึ้น อีกทั้งคอยทำหน้าที่นำพาธาตุอาหารพืชไปยังส่วนต่างๆของพืชที่ต้องการธาตุนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พืชเจริญเติบโตให้ผลผลิตสูงสุดตามศักยภาพของสายพันธุ์พืชนั้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความอยู่ดีกินดี ส่งผลให้อาชีพทางการเกษตรมีความมั่นคงยั่งยืน ซิลิก้า เป็นชื่อของธาตุอาหารพืชชนิดหนึ่งที่พบในดิน โดยปกติแล้วจะพบธาตุอาหารต่างๆได้ถึง 92ชนิดในชั้นดินธรรมชาติ ซิลิคอนเป็นธาตุอาหารที่มีปริมาณมากเป็นอันดับ2 คือร้อยละ 27.7  รองจากออกซิเจน และสามารถพบได้ในปริมาณร้อยละ60 ของธาตุอาหารที่พบในชั้นหน้าดินที่มีสารซิลิคอนผสมอยู่ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2ประเภท (1) อยู่ในรูปของผลึกคริสตัล(ของแข็ง)ที่ประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆอย่าง ซิลิก้า(ทราย) และซิลิเคต(ดินเหนียว) (2) อยู่ในรูปของเหลว ที่พืชสามารถดูดซึมได้ทันทีอย่าง”กรดซิลิซิค” ถึงแม้ว่าซิลิคอนไม่ถูกจัดเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช แต่ซิลิคอนมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตของพืช ซึ่งเห็นได้ชัดในข้าว อ้อย แตงกวา พืชผัก ผลไม้ฯลฯ ช่วยบรรเทาความเสียหายจากการเข้าทำลายของโรคแมลง ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มการสังเคราะห์แสง ปรับปรุงโครงสร้างทรงพุ่มควบคุมการคายน้ำ ตลอดจนช่วยเพิ่มความทนทานต่อพิษของธาตุต่างๆอย่างเหล็กและแมงกานีส        ดังนั้นซิลิคอนจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความต้านทานต่อโรคแมลงศัตรูพืช และทำให้พืชทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง อุณหภูมิสูง หรือสภาวะอากาศที่มีความแปรปรวน อีกทั้งยังส่งเสริมให้พืชสามารถดูดซับธาตุอาหารอื่นๆที่มีอยู่ในดินตามธรรมชาติได้ดี จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และสรีระวิทยาของพืช สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน 081-3983128 ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ชมรมฯสอบถามได้ที่ Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ @thaigreenagro *** สินค้าคุณภาพ…ตราใบไม้ลายธงชาติ เท่านั้น ***     เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro +

  • แมลงหวี่ในโรงเห็ด“ควบคุมได้”ไม่จะเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาด(เผา) ฮาๆๆ

  • ใส่พูมิชซัลเฟอร์แล้วได้อะไร…ดีกว่าสารปรับปรุงดินทั่วไปอย่างไร?

  • ข้าว GAP เกษตรแปลงใหญ่ภาคเหนือเริ่มสตาร์ท

  • แมลงหวี่ในโรงเห็ด“ควบคุมได้”ไม่จะเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาด(เผา) ฮาๆๆ

    เห็ดเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในอนาคตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกที่รุนแรง เฉียบพลัน ยากที่จะควบคุม ส่งให้พืชผลทางการเกษตรผลิตยากขึ้นไม่เพียงพอกับความต้องการประชากรกว่าพันล้านคนต้องขาดสารอาหาร เห็ดเป็นอาหารที่สามารถทดแทนพืชได้อย่างสมบูรณ์ และง่ายในการผลิต ควบคุมดูแลก็ง่าย ไม่ต้องใช้เคมี ใช่พื้นที่ก็น้อย ต้นทุนไม่สูง แทบไม่ต้องใช้ฮอร์โมนหรือปุ๋ยใดๆในการเร่งการเจริญเติบโต นอกจากจะเป็นอาหารให้คนได้ทานแล้ว เห็ดยังเป็นยาช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย   เรื่องปัญหาหนอนแมลงหวี่แมลงวันเข้าทำลายช่วงเปิดดอกที่พบเจอส่วนใหญ่จะเป็นหนอนตัวเล็กๆสีน้ำตาลตลอดจนเท่าหัวไม้ขีด คอยกัดกินทำลายเส้นใยทำให้ก้อนเห็ดเน่าเสีย อายุการเก็บเกี่ยวก็สั้นลง นอกจากนั้นแล้วตัวเต็มวัยก็ยังสร้างความรำคาญแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงเห็ดอีกด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ควรแก้โดยฉีดพ่นด้วยสารเคมี เนื่องจากเห็ดเจริญเติบโตไว เก็บจำหน่ายทุกวัน หากฉีดพ่นสารเคมีลงไปก็จะส่งผลให้ผู้ใช้และผู้บริโภคได้รับอันตราย ผู้เพาะเห็ดที่มีคุณธรรมจะไม่ใช้สารเคมีในการแก้ปัญหา แต่จะเน้นการจัดการฟาร์มให้สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก เก็บก้อนเห็ดที่มีหนอนไปทำลายทิ้งเพื่อป้องกันการระบาด ส่วนการควบคุมป้องกันต้องคอยหมั่นตรวจดูความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับเห็ดอย่างสม่ำเสมอ        โดยเน้นป้องกันมากกว่ากำจัด ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการดังต่อไปนี้ 1) ทำความสะอาดโรงเพาะ หากเป็นโรงเก่าที่เคยเพาะเห็ดมาแล้วควรเว้นวรรค เพื่อทำความสะอาด กำจัดแมลง ไรและเชื้อรา 2) คัดเลือกเชื้อเห็ด หรือก้อนเห็ดจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน ถ้าไม่ทราบแหล่งที่มาของก้อนเห็ดก่อนเปิดดอกควรฉีดพ่นด้วยสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ป ที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน,ฟ้าทะลายโจร,ตะไคร้หอมเสียก่อน ในอัตรา 5-10กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร ตรงก้อนหรือบริเวณรอบๆที่บ่มก้อนเชื้อ 3) ก่อนนำก้อนเห็ดเข้าเปิดดอกในโรงเรือนควรคัดก้อนที่มีอาการเข้าทำลายของแมลง เชื้อราหรือไรออกทำลายเสียก่อน หากไม่แน่ใจก็กองแยกไว้ก่อนต่างหาก 4) ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลือง 8-10 จุดต่อโรง แขวนให้สูงจากพื้น 1.50-1.80 เมตร โดยที่ไม่ขวางหรือเกะกะการเข้าปฏิบัติงานและที่สำคัญควรเปลี่ยนกับดักกาวเหนียวทันทีเมื่อเห็นว่ามีแมลงมาติดจนเต็มหรือทุกๆ 45-60วันครั้ง 5) หากพบหนอนเข้าทำลายช่วงเปิดดอกก็ให้หมักขยายไบโอแทคด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง(แต่ไม่เกิน 48 ชั่วโมง) ก่อนจะนำมาผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นผ่านหน้าก้อนหรือในก้อนแต่ไม่แฉะเกินไป 1-2 วัน/ครั้ง ติดต่อกัน 3ครั้ง ช่วยลดปัญหาดังกล่าวลงได้ประมาณ 80 -90 % 6) แต่ถ้าพบว่ามีแมลงวันดังกล่าวบินไป-มามากผิดปกติช่วงดอกเห็ดบาน ก็ให้ฉีดพ่นด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์ปร่วมกับคัทอ๊อฟรอบๆโรงเรือนเว้นระยะ 4-5 วัน/ครั้ง บวกกับเพิ่มจำนวนกับดักกาวเหนียวเหลืองเป็น 16-20 จุดต่อโรง(2เท่า) และควรแขวนไว้ใกล้กับมุมอับ เพราะเนื่องจากแมลงวันชอบเกาะอยู่ตามมุมอับของโรงเรือน 7) +

  • ใส่พูมิชซัลเฟอร์แล้วได้อะไร…ดีกว่าสารปรับปรุงดินทั่วไปอย่างไร?

  • ข้าว GAP เกษตรแปลงใหญ่ภาคเหนือเริ่มสตาร์ท

  • ลอกเลนเก่า สร้างเลนใหม่ ก่อนลงลูกหอยแครง

  • ใส่พูมิชซัลเฟอร์แล้วได้อะไร…ดีกว่าสารปรับปรุงดินทั่วไปอย่างไร?

    May 23@ 8:07 am

    ใช้พูมิชซัลเฟอร์ผสมร่วมกับปุ๋ยหว่านปรับปรุงดินหรือใส่รองพื้น สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำยาง กระตุ้นการทำงานของธาตุหลัก รอง เสริม ที่อยู่ในดินให้ต้นยางพาราได้รับธาตุอาหารครบทุกหมู่แบบไม่ขาด พูมิชซัลเฟอร์เป็นชื่อทางการค้าของสารปรับปรุงดินอีกแบรนด์หนึ่งของชมรมฯที่ผลิตจากหินภูเขาไฟ ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารพืชอย่าง ซิลิก้าหรือซิลิซิค, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, กำมะถัน, เหล็ก, สังกะสี +

  • ข้าว GAP เกษตรแปลงใหญ่ภาคเหนือเริ่มสตาร์ท

    ช่วงนี้ได้มีโอกาสมารับใช้พี่น้องเกษตรกรทางภาคเหนือบ่อยหน่อย เพราะผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายผลักดันเรื่องเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารพิษกันอย่างจริงจังมีการผลักดันนโยบายให้ทั้ง ธกส. และสหกรณ์การเกษตร รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรและโครงการเกษตรแปลงใหญ่เตรียมพร้อมต่อการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษและเกษตรอินทรีย์จึงมีความประสงค์ของหน่วยงานสหกรณ์และ สกต. ให้ช่วยกันปฏิวัติทางความคิด ติดอาวุธทางปัญญาให้เกษตรกรเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย        สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จึงขอเริ่มด้วยการทำกลุ่มปลูกข้าว GAP ซึ่งทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ได้เข้าไปส่งเสริมเรื่องการใช้สารชีวภัณฑ์แบบมืออาชีพ ได้มาตรฐาน มีเลขทะเบียนรับรองจากกรมวิชาการเกษตรรองรับ มีใบการันตีจาก ออร์แกนิคไทยแลนด์และ มาตรฐานระดับสากล IFOAM จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีความมั่นใจในเป้าหมายที่วางไว้มากขึ้นอย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงและโครงการเกษตรแปลงใหญ่ต่างๆที่ใจต่อไปสำหรับท่านที่สนใจการใช้สารชีวภัณฑ์หรือการทำเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ     ติดต่อฝ่ายวิชาการของชมรมฯเราได้นะครับ 029861680-2, www.thaigreenagro.com +

  • ลอกเลนเก่า สร้างเลนใหม่ ก่อนลงลูกหอยแครง

  • “ยางพารา”…..อนาคตที่ไม่จบง่ายๆ

  • ข่าวเกษตรApr 24@ 8:16 amthaigreenagro

    เทคนิคการเตรียมเมล็ดข้าวก่อนหว่านป้องกันนกหนูมากิน

    ในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกๆปี เป็นช่วงฤดูกาลหว่านข้าวนาปีของชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนาในภาคอีสานที่ทำนาปีกันเกือบทั้งภาค ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมการหาเมล็ดพันธุ์ข้าวกันแล้ว บางรายมีการคัดเลือกข้าวจากแปลงนาตัวเองไว้ตั้งแต่รอบการทำนาปีที่แล้ว บางรายก็ทันสมัยหน่อยหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวตามร้านขายปุ๋ยยา-เมล็ดพันธุ์ ใกล้บ้าน การทำนาในภาคอีสานปัจจุบัน จะนิยมหว่านข้าวตอนที่พื้นที่ยังแห้งไม่มีน้ำ แล้วไถกลับทิ้งไว้ รอให้เทวดาประทานฝนตกลงมาให้ ช่วงเดือนพฤษภาคม จึงจะค่อยๆเห็นเมล็ดข้าวงอกเขียวขจีขึ้นมา ในช่วงระหว่างรอฝนจะพบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติมีนกมาจิกกินเมล็ดข้าว มีหนูมาคุ้นเขี่ยเมล็ดข้าวไปกิน ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหายไป เกิดพื้นที่ว่างเวลาข้าวงอกขึ้นมา ทำให้เสียพื้นที่ไปโดยป่าวประโยชน์ ผลผลิตข้าวต่อไร่หายไปถ้าไม่มีการแก้ไขโดยการนำกล้ามาปักดำ ซ่อมในส่วนแหว่งๆไป เป็นการเพิ่มต้นทุนการทำนา(ในกรณีจ้างแรงงาน) เสียเวลาและแรง(กรณีทำเอง)            ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษขำแนะนำเทคนิควิธีง่ายๆในการลดการกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้ในนาของนกและหนู โดยไม่ต้องทำบาปโดยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ต้องใช้วิธีทารุณรุนแรงเช่นการใช้ไฟฟ้าช๊อต วิธีการที่แนะนำคือการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ตามท้องไรปลายนา เช่นสะเดา ซึ่งทางภาคอีสานมีต้นสะเดาเยอะอยู่แล้ว เพราะคนอีสานชอบทานยอดสะเดากับน้ำพริกอยู่แล้ว นำเอาเมล็ดสะเดาที่ร่วงหล่นใต้ต้นสะเดานำมาตำให้พอละเอียดแล้วนำไปแช่น้ำเปล่า หมักไว้ 15 วัน จากนั้นนำน้ำที่หมักแล้วไปผสมกับน้ำที่ใช้แช่พันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน สะเดาขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องรสขม ทำให้พันธุ์ข้าวที่เราเปลี่ยนจากแช่น้ำเปล่า เป็นแช่ในน้ำหมักสะเดา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไปจะมีรสชาติขมของสะเดาติดเคลือบเมล็ดไปด้วย ทำให้เวลานกหรือหนูมากินแล้วเกิดความไม่อร่อย กินแล้วขน ก็ลดการกินลงได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ได้เก็บข้อมูลมา วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ ถ้าในพื้นที่ไหนหาเมล็ดสะเดายาก ในพื้นที่นั้นๆไม่มี ก็สามารถใช้ ผงสมุนไพรรวมที่ชื่อ “ไทเกอร์เฮิร์บ”ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษทดแทนกันได้เช่นกันนะครับ……สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.0859205846 / LINE ID : +

  • เทคนิคการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกและต้านทานเชื้อราของข้าวที่หว่านในนา

    บทความตอนที่แล้วนำเสนอเทคนิคการป้องกันนกหนูมากินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในนาในช่วงนี้ มาต่อในบทความตอนนี้นำเทคนิควิธีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวที่หว่านและทำให้ข้าวที่หว่านงอกขึ้นมาพร้อมกับมีความต้านทานต่อโรคเชื้อราที่เป็นปัญหาสำคัญของข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิควิธีที่กล่าวมานี้ สามารถทำควบคู่กับการป้องกันนกหนูไปได้พร้อมกับ โดยตัวที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวก็คือไคโตซาน ที่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืชช่วยในการเจริญเติบโตที่ดี เร่งการเจริญเติบโตของข้าวได้ วิธีการก็แค่น้ำไปผสมน้ำที่แช่ข้าวก่อนหว่านเช่นเดี่ยวกับเทคนิคการป้องกันนกหนู โดยใช้อัตรา ไคโตซาน 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราหว่านไปมีอัตราการงอกเพิ่มขึ้นมา มีข้อมูลภาคสนามได้ข้อมูลมาว่า แปลงนาที่แช่ไคโตซานแล้วนำไปหว่านพบว่าการเจริญเติบโตของข้าวจะดีกว่าแปลงที่แช่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว     +

  • โรคเชื้อรามะละกอ พร้อมการดูแลแบบปลอดสารพิษ

    มะละกอเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก +

  • ขุดสระน้ำประจำไร่นา แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    ปัจจุบันผู้คนหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งคนที่ทำงานสายราชการรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งพนักงานบริษัทพนักงานโรงงาน ก็หันมาทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริมกัน บ้างก็ปลูกมะนาวคนละ 5 ต้น 10 ต้น บ้างก็ทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆขนาด 500-1000 ก้อนไว้เก็บดอกขายทุกเช้า บางคนพอมีพื้นที่เยอะหน่อยก็ปลูกเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ถ้าไม่มองการดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งปัญหาที่น่าจะหันมาให้ความสำคัญมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตร คนเราอดข้าวได้เป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิด 10 +

  • อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แมลงจ่อคิวระบาด

    หากกล่าวถึงแมลงศัตรูพืชที่ร้ายกาจจนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักคะน้า กวางตุ้ง ต้องปวดหัวที่ต้องคอยหาวิธีมาป้องกันกำจัด ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดจะเป็นแมลงศัตรูพืชอันดับต้นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึง เนื่องจากมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้ผลผลิตออกเป็นบริเวณกว้างเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญป้องกันกันกำจัดค่อนข้างได้ยากโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบปลอดสารพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเอาเสียเลย แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ “ใจร้อน” เมื่อป้องกันกำจัดแล้วไม่ได้ผลก็มักจะมาใช้สารเคมีกำจัดเหมือนเดิม การใช้เคมีกำจัดนอกจากจะกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้วยังทำลาย “ตัวห้ำตัวเบียน”ในธรรมชาติไปด้วยตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย ด้วงหมัดผักหรือหมัดกระโดดที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือชนิดปีกเหลืองแถบน้ำตาล (Phyllotreta flexuosa) +