ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด, ดิน

ทำอย่างไรให้ ดินร่วนปนทราย ดินทราย เหมาะต่อการปลูกพืช

fiogf49gjkf0d

เป็นที่ทราบกันว่าหินทรายเป็นแหล่งกำเนิดของดินทราย
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหินฐานที่รองรับเป็นหินทรายและผุผังสลายให้เนื้อดินเป็นดินทราย
ส่งผลทำให้ดินโดยทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินทรายชนิดต่างๆ ดินทรายที่เกิดจากหินทรายจะมีสมบัติไม่เหมือนกับดินทรายที่เกิดจากหินแกรนิต
ที่เห็นเด่นชัดคือความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืช ซึ่งดินทรายภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจะไม่มีธาตุอาหารหลักของพืชเลย
แม้แต่ธาตุอาหารรองก็ยังหายาก จะมีก็แต่ซิลิกา (
Si) อย่างเดียว
ทั้งนี้เพราะแร่ที่ประกอบเป็นหินทรายส่วนใหญ่เป็นควอตซ์  และถ้าดินนั้นเกิดจากแร่ควอตซ์เพียงอย่างเดียว
ดินบริเวณนั้นก็จะจืด ขาดธาตุอาหาร เป็นดินที่มีปัญหาประเภทของหนึ่งของประเทศไทยอยู่ขณะนี้
ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นดินทราย ดินทรายร่วน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ
95 ของพื้นที่ทั้งภาค
ดังนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้และหาวิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
เพราะว่าหลังจากหินทรายผุสลายเป็นดินแล้ว อนุภาพทรายหยาบทรายละเอียดต่างๆ
จะถูกเกลี่ยโดยน้ำไหลบ่าหน้าดินได้ง่ายทำให้อนุภาคดินที่ละเอียดและธาตุอาหารในดินต่างๆ  ถูกชะล้างและพัดพาออกไปจากเนื้อดินลงไปสู่ที่ต่ำกว่าเช่นห้วย
หนอง คลอง บึง ทุ่งราบ และท้ายสุดก็จะลงแม่น้ำไปจนหมดสิ้น จากกระบวนการทางธรรมชาติอันนี้ทำให้ทราบได้ว่าดินที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ของภาคนั้น
จะไปรวมอยู่ในที่ต่ำ ที่ลุ่ม มากกว่าดินที่อยู่บนที่ดอนและเนื่องจากดินทรายง่ายต่อการถูกชะล้างธาตุอาหารในดิน  ทำให้ต้องสูญเสียธาตุอาหารไปอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ซึ่งต้นเหตุส่วนหนึ่งแห่งความแห้งแล้งและความยากจน

fiogf49gjkf0d

ดินร่วนปนทรายหรือดินทรายเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุน้อย
ธาตุอาหารต่างๆ แทบจะไม่มีเลย ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก ดินไม่อุ้มน้ำอุ้มปุ๋ยใช้แล้วหมดไป
ไม่สะสม ไม่ตรึงปุ๋ยหรือธาตุอาหาร แม้หน้าฝนจะถ่ายเทน้ำได้ดีแต่หน้าแล้งสภาพดินก็กลับมาแน่นแข็งเหมือนเดิม
สภาพดินดังกล่าวทำให้ต้องสิ้นเปลืองต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยเป็นจำนวนมาก เมื่อพบว่าดินเพาะปลูกมีสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นควรปรับปรุงสภาพดินโดยการหว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว
ปอเทือง โสน ฯลฯ แล้วไถพรวนกลบเพิ่มอินทรีย์วัตถุ จากนั้นทำการปรับสภาพดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์
100
กิโลกรัม ผสมร่วมกับพูมิช 60 กิโลกรัมและโพแทสเซียมฮิวเมท
500 กรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปหว่านให้ทั่วทั้งแปลงปลูก
ในอัตรา 200-300 กิโลกรัม/ไร่แล้วไถพรวนกลบอีกครั้ง ก่อนลงปลูกกล้าพันธุ์ให้หว่านรองพื้นด้วยพูมิชซัลเฟอร์ในอัตรา
40 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อปรับค่า pH ของดินและเพิ่มธาตุอาหารให้มีปริมาณที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ของพืช
นอกเหนือจากคุณสมบัติของธาตุอาหารแล้วพูมิชและพูมิชซัลเฟอร์ยังช่วยทำให้ดินร่วนซุย
อุ้มน้ำแต่ซึมผ่านได้ง่าย ระบายได้ดี ไล่เกลือออกจากเนื้อดิน เพิ่มออกซิเจนในดิน
การเลือกใช้ปุ๋ยก็เช่นเดียวกันเกษตรกรจำเป็นต้องพิถีพิถันเลือกสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับช่วงของการเจริญเติบโตของพืช
เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับเกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
โทร. 02-9861680 -2 หรือคุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร. 081-3983128

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *